“โอเคเรียบร้อย เดี๋ยวผมกลับไปต่อสายไฟรถต่อ ไม่งั้นค่ำนี้อดไปซื้อของให้ข้าวปั้น”
“ขอบคุณที่ช่วยนะคะ ถ้าจะเทสต์ลำโพงอีก รบกวนเบา ๆ หน่อยนะคะ”
“ครับผม” เขารับปากแล้วหัวเราะ
มะนาวมองแผ่นหลังที่เดินข้ามรั้วกลับไปไม่วางตา
เย็นย่ำ ท้องฟ้าระบายสีส้ม มะนาวเอากระบวยไปรดน้ำสวนเล็ก ๆ ข้างบ้าน
“นี่สิ ชีวิตที่อยากได้”
ไม่นานรถกระบะคันหนึ่งก็เลี้ยวเข้ามาจอดซ้อนหน้าบ้านของเธอ จนรถเธอออกไม่ได้ ทำให้เธอต้องชะโงกไปดู
“โทษทีครับ ลงของแป๊บเดียว เดี๋ยวผมย้ายรถให้” ภูผาตะโกนข้ามรั้ว มือชูคีมเหมือนชูธงขอเวลา
“แป๊บเดียวของพี่กี่นาทีคะ”
“เอ่อ... ผมสัญญาว่าไม่เกินยี่สิบนาที!”
“สิบห้าค่ะ” เธอพ่นลมหายใจ หันกลับมารดน้ำต้นไม้อย่างพยายามใจเย็น
สิบห้านาทีผ่านไป รถยังอยู่อย่างมั่นคง พอดีภูผาวิ่งกระหืดกระหอบออกมาจากในบ้าน
“ขอโทษครับ ผมย้ายเดี๋ยวนี้เลย”
“โอเคค่ะ คราวหน้าขออนุญาตก่อนนะคะ ฉันต้องออกไปซื้อของ” มะนาวพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่ชัดเจน
“รับทราบครับ” เขายกมือทำความเคารพ
ค่ำวันเดียวกัน แหวนแก้ววิดีโอคอลมาในจังหวะที่มะนาวกำลังปิ้งขนมปัง
“เล่าเรื่องศึกข้างรั้ววันนี้ให้ฟังหน่อยว่าถึงไหนแล้ว” มะนาวยักไหล่
“มีเปิดเพลงกับจอดรถ แต่ก็มีน้ำใจมาช่วยยกของ”
แหวนแก้วยิ้มกว้าง
“เพื่อนบ้านหล่อไหม”
“อะไรของเธอนี่”
“ถ้าหล่อนิยายดี จีบเลย แกยังโสดนี่นา”
“ไม่เอา แค่เพื่อนบ้าน” มะนาวทำเสียงแข็งใส่
“ฉันย้ายมาเพื่อความสงบ แค่นี้ก็มากพอแล้ว”
“มีแฟนดีก็สงบได้นะนาว” แหวนแก้วยังพูดไม่ทันจบ ไฟทั้งบ้านก็กะพริบ แล้วดับวูบลงพร้อมกันทั้งซอย
ความมืดสนิทโอบล้อม เงียบเชียบ ปนความวังเวงนิด ๆ เพราะเธอยังไม่ชินกับที่อยู่ใหม่ ก่อนมีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากข้างรั้ว ๆ
“มะนาว! โอเคไหมครับ” เสียงของภูผาดังชัดเจนท่ามกลางความมืด
“โอเคค่ะ” เธอรับคำเพราะว่าโทรศัพท์ของเธอแบ็ตก็ดันมาหมดพอดี
บ้านทั้งซอยยังจมอยู่ในความมืด เงาไม้ใหญ่พาดลงบนถนนแคบ ๆ มีเพียงเสียงแมลงกลางคืนดังแทรกมาเป็นระยะ ๆ มะนาวกอดแขนตัวเองเบา ๆ แม้จะไม่กลัว แต่ก็รู้สึกแปลกที่ความเงียบสนิทปกคลุมไปทั่ว
ทันใดนั้น แสงไฟฉายวูบผ่านรั้วไม้เข้ามา
“มะนาว คุณอยู่ตรงไหนครับ” เสียงของภูผาตะโกนถาม
“อยู่ตรงนี้ค่ะ” เธอตอบรับ นึกตำหนิตัวเองที่ไม่มีไฟฉายสักกระบอก ไม่มีเทียนไขสักเล่ม คิดว่ามีแค่โทรศัพท์ก็คงพอ แต่พอฉุกเฉินกลับไร้ประโยชน์สินดี
“โอเคครับ”
“ไฟดับทั้งซอยเลยใช่ไหมคะ”
“ใช่ครับ น่าจะหม้อแปลงมีปัญหา” ภูผาส่องไฟฉายขึ้นเหนือรั้ว
“ปกติแบบนี้กว่าจะกลับมาก็เกือบชั่วโมง”
“แย่จัง” เธอบ่น
“ฉันยังไม่ได้กินข้าวเย็นเลย”
“หิวแล้วสิ” ภูผาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดขึ้น
“ก็นิดหน่อยค่ะ”
“ผมทำบะหมี่ให้เอาไหมครับ”
มะนาวหัวเราะเบา ๆ
“ขอบคุณค่ะ แต่ไม่เป็นไรค่ะ ฉันก็มีบะหมี่เหมือนกัน แค่ไม่อยากทำในความมืดน่ะค่ะ”
“เดี๋ยวผมยกเตามาไว้ใกล้รั้ว แล้วเรานั่งกินกันคนละฝั่งรั้วดีไหม คุณจะได้ไม่ต้องอยู่คนเดียว”
“นั่งกินบะหมี่คนละฝั่งรั้วgsiv8t”
“ใช่ครับ โรแมนติกนะครับ” เสียงเขาขำในลำคอ
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันเกรงใจ”
“ถ้าหิวก็บอกได้นะครับ” มะนาวเงียบไป แต่ริมฝีปากยกยิ้มจาง ๆ เธอเปลี่ยนเรื่อง
“แล้วพี่ซ่อมอะไรอยู่ตลอดเลยเหรอ เห็นทั้งเช้า ทั้งบ่าย ทั้งเย็น มีสายไฟเต็มมือ”
“ผมเรียนจบไฟฟ้ามาน่ะครับ ชอบซ่อมโน่นนี่ไปเรื่อย ของเสียอยู่ใกล้มือมันก็อดไม่ได้”
“แล้วลำโพงที่เปิดดัง ๆ นั่นก็ซ่อมเหรอคะ”
“ซ่อมจริง ๆ ครับ แต่ก็แอบเทสต์เพลงไปด้วย” เขาสารภาพเสียงเจื่อน
เงียบไปชั่วอึดใจ มีเพียงเสียงแมลงกลางคืน แล้วภูผาก็เอ่ยเสียงนุ่มลง
“จริง ๆ ผมดีใจนะที่มีเพื่อนบ้านใหม่มาอยู่ตรงนี้ ก่อนหน้านี้เงียบเหงาไปหน่อย”
มะนาวชะงัก ใจเธอเต้นแรงอย่างไม่คาดคิด
“ฉันย้ายมาที่นี่เพื่อความสงบ ไม่ใช่เพื่อความวุ่นวายนะคะ”
“ครับ ผมเข้าใจ” เขารับคำง่าย ๆ
“งั้นผมจะพยายามเป็นเพื่อนบ้านที่เงียบ เท่าที่ทำได้” แสงไฟฉายสั่นเล็กน้อย เหมือนเขายกมือเกาศีรษะอยู่หลังรั้ว มะนาวแอบหัวเราะเบา ๆ แล้วถามกลับ
“แล้วถ้าพี่ทำเสียงดังอีกจะทำยังไงคะ”
“ก็จะยอมรับคำด่า แล้วหาของหวานมาง้อ”
“พูดเหมือนรู้จักฉันมานานเลยนะคะ”
“ก็เริ่มรู้จักแล้วไง” ประโยคนั้นทำให้หัวใจของมะนาวสะดุดกึก
ไม่นานเสียงรถกระบะของการไฟฟ้าก็แล่นเข้าซอยมา ไฟฟ้าสว่างวาบกลับคืนมาอย่างพร้อมเพรียง บ้านทั้งซอยสว่างจ้า
“เห็นไหมครับ ไฟมาแล้ว คืนนี้ได้กินข้าวแน่”
“ค่ะ ขอบคุณนะคะ”
“ยินดีครับ” เขาพยักหน้า
“คืนนี้ฝันดีนะครับ”
หญิงสาวยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบสั้น ๆ
“ฝันดีค่ะพี่”
เธอหันหลังกลับเข้าบ้าน ใจยังเต้นแรงกับคำพูดง่าย ๆ ที่ลอดผ่านรั้วไม้เหมือนแสงไฟอุ่น ๆ ที่ยังคงส่องเข้ามาในหัวใจ
เช้าวันถัดมา อากาศสดใส ลมอ่อนพัดกลิ่นหญ้าตัดใหม่โชยมาปะทะจมูก มะนาวขับรถคันเล็กสีขาวกลับจากตลาด ตั้งใจจะนำรถเข้าจอดในบ้าน ทว่าภาพตรงหน้าทำให้เธอต้องเหยียบเบรกรถในทันที
รถกระบะคันสีดำของภูผาจอดเอียงกินพื้นที่จนล้ำเข้ามาเกือบครึ่งหน้าบ้านเธอ เหลือช่องแค่พอให้จักรยานลอดไปได้
มะนาวดับเครื่อง เดินลงจากรถ กอดถุงผักแนบอกแล้วมองไปทางรั้ว
“คุณภูผา!”
เสียงทุบเหล็กดังตึงตังจากในโรงรถฝั่งโน้น
“ครับ”
ประตูเล็กเปิดออก เผยให้เห็นภูผาในเสื้อกล้ามเปื้อนคราบน้ำมัน มือยังถือค้อนอยู่ เขามองหน้าเพื่อนบ้านสาวแล้วยิ้มกว้างทักทาย
“พี่จอดรถแบบนี้ ฉันเอารถเข้าบ้านไม่ได้ค่ะ” มะนาวชี้นิ้วไปที่กระบะคันสีดำ ภูผาหันไปมองก่อนยิ้มแหย
“โทษทีนะ รีบขนของเลยจอดแบบนั้น เดี๋ยวผมขยับให้”
“ตอนนี้เลยค่ะ”
“รับทราบครับ”
เมื่อทางโล่ง เธอรีบถอยรถเข้าบ้าน แต่ยังไม่วายหันไปพูด
“คราวหน้าถ้าจอดแบบนี้อีก ฉันจะเอากระถางต้นไม้เรียงไว้รอบ ๆ รถพี่เลย จะได้รู้สึกเหมือนอยู่ในสวนสาธารณะ” ภูผาหัวเราะลั่น เขารีบเดินตามมาที่รั้ว
“ไปซื้ออะไรมาครับ”
“ผัก ผลไม้ ของใช้ในครัวค่ะ”
“งั้นขอแบ่งมะนาวจริง ๆ ให้ผมลูกนึงได้ไหมครับ”
“เอาไปทำอะไรคะ”
“อยากกินมะนาวโซดาครับ จะได้สดชื่นตอนซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ลูกละกี่บาทครับ พอดีไม่ได้ไปตลาด”
“มะนาวไม่มีค่ะ มีแต่มะนาวที่เป็นคนค่ะ” เธอเองก็ไม่ได้ซื้อกลับมาเพราะเมนูที่จะทำไม่ต้องใช้มะนาว เธอไม่ชอบซื้อของมากมายยัดเข้าไปจนเต็มตู้ แล้วกินไม่ทันต้องเสียทิ้ง เพราะสิ้นเปลือง อยู่คนเดียวทำอะไรกินง่าย ๆ บางทีก็ออกไปกินก๋วยเตี๋ยวหรืออาหารข้างนอก
“เสียดายจังครับ”
“ฉันเข้าบ้านก่อนนะคะ”
“ได้ครับ ถ้ามีอะไรให้ซ่อมบอกได้นะครับ ซ่อมฟรีตลอดชีพสำหรับเพื่อนบ้านข้างรั้ว”
หญิงสาวเดินเข้าบ้านด้วยหัวใจที่ยังเต้นแรงไม่เลิก
บ่ายวันนั้น มะนาวรดน้ำต้นไม้ในสวนหลังบ้านอย่างสบายใจ เธอเปิดน้ำสายยางรินรดแปลงผักเล็ก ๆ ของตัวเอง ก่อนจะเผลอสะบัดน้ำพุ่งไปโดนรั้วจนมีละอองกระเด็นข้ามไปฝั่งโน้น
“เฮ้ย!” เสียงภูผาร้องดังขึ้น
มะนาวสะดุ้ง รีบลดสายยาง แต่ก็ยังหัวเราะเมื่อเห็นหัวเขาโผล่พ้นรั้ว ผมเปียกเป็นปอย
“ขอโทษค่ะ ไม่คิดว่าจะยืนอยู่ตรงนั้น”
ภูผาปาดผมเปียกที่ปรกใบหน้าเบา ๆ
“คราวหน้าจะอาบน้ำให้ผมก็บอกกันตรง ๆ นะครับ”
“ใครจะไปอยากอาบน้ำให้พี่กันล่ะคะ” มะนาวเอ่ยเสียงสูงปฏิเสธ
“ถ้างั้นเดี๋ยวผมเอาสายยางมาอาบน้ำให้บ้าง จะได้แฟร์ ๆ”
“อย่านะ!” มะนาวยกมือห้าม
เขายกสองมือยอมแพ้แต่ดวงตายังระยิบระยับ
“โอเคครับ”
บ่ายวันเสาร์ แสงแดดส่องลอดผ่านม่านไม้ระแนงเข้ามาในบ้าน มะนาวเพิ่งจัดชั้นหนังสือเสร็จ กำลังจะลงมือชงชาก็ได้ยินเสียงเรียกคุ้นหูดังมาจากหน้าบ้าน
“มะนาว! เปิดประตูหน่อยจ้ะ เพื่อนคนสวยมาเยือนแล้ว” มะนาวยิ้มรับทันที รีบเดินไปเปิดประตูรั้ว เห็นแหวนแก้วเพื่อนสนิทหอบของฝากพะรุงพะรัง
“อ้าว มาได้ไงไม่บอกก่อน” มะนาวรับถุงจากมือเพื่อน
“ก็อยากมาเซอร์ไพรส์ไง ไหนขอสำรวจบ้านใหม่หน่อยสิ” แหวนแก้วพูดพลางกวาดตามองรอบ ๆ อย่างตื่นเต้น ทั้งสองเดินเข้าบ้าน จัดผลไม้ใส่จาน แหวนแก้วก็นั่งลงกับโซฟา เธอกัดองุ่นแล้วถามทันที
“เพื่อนบ้านเธอ เป็นไงบ้าง”
มะนาวชะงัก มือที่กำลังแกะส้ม
“ก็…ปกติ”
แหวนแก้วยกคิ้วสูง
“ปกติแบบไหน ปกติที่ทำให้แกชอบโทร.มาเล่าเรื่องของเขาน่ะเหรอ เขาว่าถ้าเราได้เพื่อนบ้านดีนับว่ามีบุญ ถ้าได้เพื่อนบ้านเลวซวยไปทั้งชาติ”
“ก็…” มะนาวอึกอัก นี่เธอชอบเล่าเรื่องภูผาให้แหวนแก้วฟังเหรอ ไม่เห็นรู้ตัวเลย
“เขาก็ขอโทษแล้ว ช่วยยกของให้ด้วย”
แหวนแก้วหัวเราะ
“โห จากบ่นกลายเป็นชมแล้วเหรอ อืม…ไม่ธรรมดานะยะ”
ได้ยินเสียงกุกกักข้างรั้ว แหวนแก้วรีบชะโงกหน้าไปทางหน้าต่าง พอเห็นผู้ชายร่างสูงยืนอยู่ฝั่งโน้นก็หันกลับมากระซิบเสียงดัง
“ตายจริง หล่อใช้ได้เลยนะ! นี่เหรอเพื่อนบ้านเสียงดังของแก”
มะนาวหน้าแดง รีบส่งสัญญาณให้เพื่อนเบาเสียงลงหน่อย
“หล่ออะแก นิสัยดีปะ โสดไหม ฉันอยากให้แกมีแฟนสักที”
“บ้า”
แหวนแก้วเดินลงไปด้านล่าง มะนาวตาโตก่อนจะรีบตามลงไป
“สวัสดีค่ะ ฉันแหวนแก้ว เพื่อนมะนาวค่ะ”
“สวัสดีครับ ผมภูผาครับ”
แหวนแก้วหันมากระซิบกับมะนาวเสียงดังพอให้ได้ยินทั้งสอง
“ไม่ต้องสงสัยแล้ว ทำไมแกถึงชอบพูดเรื่องเขาให้ฟัง”
“แหวนแก้ว!” มะนาวตาโต
สองเพื่อนเผลอมองสบตากันชั่วครู่ มะนาวรีบหันกลับเข้าบ้าน ทิ้งให้แหวนแก้วยืนหัวเราะคิก ๆ แล้วหันไปบอกภูผา
“ฝากดูแลเพื่อนของแหวนด้วยนะคะ”
ภูผาตอบสั้น ๆ แต่ชัดเจน
“ยินดีครับ”
เสียงหัวใจของมะนาวสั่นวูบในอก ถึงจะพยายามทำเป็นไม่สนใจ แต่หัวใจไม่รักดีก็ชอบเต้นแรงเวลาได้เห็นหน้าของหนุ่มข้างบ้าน
บ่ายวันอาทิตย์ อากาศร้อนอบอ้าว มะนาวตั้งใจจะงีบหลับบนโซฟา แต่เสียงของเลื่อยไฟฟ้าก็ดังสะท้อนออกมาจากฝั่งรั้วข้าง ๆ
เธอลืมตาโพลง ลุกพรวดขึ้น
“อีกแล้วเหรอคะพี่!”
เสียงเลื่อยเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเสียงตะโกนลอดรั้วมา
“ขอโทษครับ! กำลังตัดท่อพีวีซีสำหรับหม้อปั๊มน้ำครับ”
มะนาวเดินออกไปหน้าบ้าน
“วันหยุดทั้งที คนข้าง ๆ อยากพักผ่อนไม่ได้เลยเหรอคะ”
ประตูเล็กฝั่งโน้นเปิดออก ภูผาโผล่มาในสภาพเสื้อกล้ามเปื้อนฝุ่น มือยังถือเลื่อยอยู่ เขายิ้มเจื่อน ๆ
“แค่ครู่เดียวจริง ๆ ครับ ปั๊มน้ำบ้านผมมันเสีย”
“ปั๊มน้ำเสียเหรอคะ”
“ใช่ครับ งั้นให้ผมไถ่โทษด้วยการเลี้ยงน้ำผลไม้แทนได้ไหมครับ” เขาวางเลื่อยพิงรั้ว
“ผมคั้นส้มไว้พอดี”
มะนาวเลิกคิ้ว
“คั้นน้ำส้มเป็นด้วยเหรอคะ คั้นไม่ดีขมนะคะ”
“เป็นครับ ทั้งซ่อมทั้งคั้นได้หมดครับ”
“ทำเป็นหลายอย่างเลยนะคะ” ไม่นานนัก เขาก็ส่งแก้วน้ำส้มสดผ่านช่องว่างเล็ก ๆ ของรั้ว มะนาวรับมาอย่างระวัง กลิ่นส้มสดลอยหอม เธอลองจิบแล้วตาโต มันอร่อยมาก
“ทำอาหารก็พอได้ครับ อยากทำให้คนที่รักกินน่ะครับ”
“แค่ก แค่ก แค่ก” มะนาวถึงกับสำลัก
“เป็นยังไงบ้างมะนาว สำลักใหญ่เลย”
“มะ... ไม่เป็นไรค่ะ น้ำส้มอร่อยนี่คะ หวานกำลังดี คั้นน้ำส้มเก่งจังค่ะ”
“ดีใจครับที่ชอบ”
“ครั้งหน้าถ้ามีงานซ่อมเสียงดัง ขอชดเชยเป็นน้ำส้มหวาน ๆ หรือของกินอย่างอื่นก็ได้นะคะ” มะนาวพูดพลางยกแก้วขึ้นยิ้มมุมปาก มันไม่สำคัญว่าเสียงข้างบ้านจะดังแค่ไหน มันสำคัญว่าเธอนิสัยข้างบ้านเป็นเช่นไร ถ้าไม่สบอารมณ์หรือนิสัยไม่ดี แม้จะไม่ได้ทำเสียงดังอะไรก็รู้สึกรำคาญ
“สัญญาครับ คราวหน้าจะเตรียมสตรอว์เบอร์รี สมูทตี้ให้เลย” ทั้งคู่สบตากันผ่านรั้วไม้ เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย มะนาวเผลอคิดว่าบางทีเสียงที่เธอเกลียดนักหนา ก็ไม่ได้เลวร้ายเสมอไป
เย็นวันนั้น เมื่อเลื่อยเงียบลง บ้านทั้งสองฝั่งกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกอบอุ่นแปลกใหม่เหมือนรั้วเริ่มกลายเป็นสะพานเชื่อมมากกว่ากำแพงกั้น