ตอน 2

“ เช่นนั้นก็ปล่อยไปเถิด เจ้าตัวซุกซนนี่ ท่าทางจะยังไม่อยากโต” ใบหน้างดงามจากการแต่งแต้มสีสันที่วิจิตรนั้นยกยิ้มน้อยๆ ราวกับเป็นเรื่องสนุก

“ พ่ะย่ะค่ะ ”

“ แต่ …ส่งสาส์นจากข้าไปแจ้งท่านน้าสักหน่อย จะได้เตรียมการรับมือ ว่าเราจะส่งลูกศิษย์ไปฝึกปรือฝีมือก่อนรับตำแหน่ง” นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่องค์หญิงลี่เหลียนเพิ่งพบเจอ การรับมือเจ้าตัวซุกซนตั้งแต่เกิด เป็นความเคยชินต่างหาก และต้องใช้ความเมตตาที่สูงมากกว่าคนทั่วไป

อุตส่าห์หนีมาชายแดนแสนไกล เจ้าตัวซุกซน!!! ก็ไม่วายที่จะตามมา แล้วทางนู้นล่ะ…จะเป็นเช่นไรบ้างหนอ คงครึกครื้นพิลึก

“ นี่สำหรับเจ้า และนี่สำหรับท่านน้า ” นางส่งสาส์นให้หัวหน้าองครักษ์ และซุนอันป๋อ น้าชายของนางที่เป็นกุนซือให้กองทัพแคว้นไท่เหยี่ยนเกือบ 10 ปีแล้ว …

ใช่แล้ว ก่อนหน้านี้องค์จักรพรรดิวางแผนแทรกซึมพระญาติฝั่งพระชายาและนางสนมไปทุกแคว้น เป็นแผนหว่านเมล็ดพืช ที่ในคราแรก สร้างความตระหนกให้กับทุกแคว้น แต่พอนานวันเข้ากลับพบว่า กุนซือที่ส่งมาจากวังหลวง เป็นนักปราชญ์ที่เชี่ยวชาญกลศึก และตำราพิชัยสงครามเป็นอย่างดี ทำให้คลายความระแวงไปได้ จนเกิดการยอมรับในที่สุด

แผนที่ 2 คือปล่อยข่าวเรื่องอาจมีการใส่ร้าย …ว่าสมคบคิดกับพวกกบฎ เพื่อจะได้ถูกโค่นล้มอย่างไม่มีข้อสงสัย เป้าหมายเพื่อให้ผู้ครองแคว้นเกรงกลัว และไม่กล้าตั้งตนเป็นใหญ่

แผนที่ 3 คือการส่งพระราชธิดามาสมรส เพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีเป็นเครือญาติ

แผนที่ 4 คือการส่งพระราชโอรสเข้ามาปกครอง …..ถึงเพลานั้น คนในจวนก็ตกอยู่ในอาณัติของวังหลวงไปแล้ว นับว่าแยบยล กำจัดไม่ได้ ก็ดึงเป็นพวกไปเสียเลย

สำหรับสาส์นถึงหัวหน้าองครักษ์ เพียงแค่ให้เขาทำเป็น ‘ ไม่รู้ไม่ชี้ ’กับเรื่องที่เจ้าตัวซุกซนทำก็เท่านั้น เป็นเรื่องดีที่ผู้ติดตามขบวนสมรสพระราชทานนี้ ล้วนเป็นคนของตำหนักซุนฟู่เหรินทั้งสิ้น พวกเขารู้ว่าต้องทำเช่นไร

ก่อนจะหมดยามห้าย (21.00-22.59 น.) ….ในขณะที่นักเดินทางต่างพากับหลับใหล ปรากฎมีคนผู้หนึ่งนั่งร่ำสุราท่ามกลางแสงดาวระยิบระยับบนฟากฟ้าเพียงลำพัง บนหลังคาที่สูงที่สุดของโรงเตี๊ยม

ฟิ้ววว!!! ร่างหนึ่งเหาะตัวลอยด้วยพลังตัวเบาที่จัดอยู่ในระดับดี…ไปทรุดตัวนั่งลงข้างๆ เขาลอบมองอยู่นาน 2 นาน จึงได้รู้ว่า จอมยุทธ์น้อยท่านนี้ร่ำสุราเพียงลำพัง ความเหงาทำให้เขาพาตัวเองขึ้นไป หมายจะหาเพื่อนนั่งชมดาวด้วยกัน

“ ดึกแล้วไยท่านไม่พักผ่อน ” เสียงนุ่มทุ้มนั้นทักทายก่อน พร้อมยกขวดสุราที่ถือติดมาชนกับขวดสุราของคนที่นั่งอยู่ก่อน ลักษณะเหมือนคนที่ชื่นชอบการจิบสุราเช่นกัน

“ …….. ” เจ้าของขวดสุราที่ถูกทักทาย เพียงแค่ยกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย แต่ใจกลับคิดว่าหมดเวลาสงบของตนเสียแล้ว นางขยับตัวลุกขึ้นหมายจะจากไป

“ เดี๋ยวสิท่าน อยู่เป็นเพื่อนข้าก่อน” แต่ช้ากว่าผู้มาใหม่ เจ้าหนุ่มน้อยคว้ามือหมับ กระตุกมือเล็กๆนั้นเบา แต่รวดเร็ว เร็วจนเจ้าของมือแปลกใจ

‘ น่าสนใจดีนี่ ’ เป็นสาเหตุให้นางนั่งลงที่เดิม และยกขวดสุราชนกันอีกครั้งเบาๆแล้วยกดื่ม ด้วยความที่ดื่มมาตั้งแต่เริ่มออกรบร่วมกับบิดาและพี่ๆตั้งแต่อายุ 10 หนาว เพราะอากาศช่วงหน้าหนาวนั้นไม่ปรานีใคร นางจึงจัดเป็นคนคอทองแดงคนหนึ่ง จากแค่ดื่มเป็น จนปัจจุบันหมักเหล้าชั้นเลิศดื่มกินเองได้

“ ดาวสวยเหลือใจ นั่งมองข้างล่างไม่เห็นชัด นั่งมองคนเดียวเปลี่ยวใจยิ่งนัก กำลังหาเพื่อนร่วมชมดาวด้วยกัน ข้าเห็นท่านนั่งร่ำสุราอยู่ลำพังนานแล้ว ให้เกียรตินั่งเป็นเพื่อนข้าสัก 1 เค่อเถิด ” เสียงที่ฟังดูเหมือนจะออดอ้อนขอความเห็นใจ ทำให้คนฟังเผลอยกยิ้ม เพราะภาพที่เห็น เจ้าหนุ่มน้อยนี่ น่าจะเพื่มเริ่มสวมกวานได้ไม่นาน

ปีที่นางเติบโต ผู้ชายสวมกวานเริ่มที่อายุ 16 หนาว แสดงถึงการบรรลุนิติภาวะ โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว

แต่ดูท่าเจ้าหนุ่มนี่ …จะเป็นเด็กที่อยากโต เอาล่ะนางจะเป็นพี่สาวให้ ‘พี่สาวที่อายุน้อยกว่าสัก 1-2 ปี’ …..แต่ไม่นานก็ฉุกคิดว่า เป็นพี่สาวคงจะไม่เหมาะ เพราะพี่สาวต้องสั่งสอนน้องให้เป็นคนดี ไม่ใช่ร่วมร่ำสุราเยี่ยงนี้

‘ดูไปเรื่อยๆดีกว่า’ แม้ว่านางจะอายุน้อยกว่า แต่ประสบการณ์ที่ร่วมออกรบตั้งแต่ 10 หนาวพร้อมท่านพ่อและพี่ชาย สอนอะไรนางไว้มากมาย นางน่าจะมีประสบการณ์ชีวิตมากกว่านั่นแหละ

สำหรับหนุ่มน้อยผู้มาใหม่ …นอกเหนือจากอาการดีใจที่สหายคนใหม่ไม่ต่อต้าน เขายังรู้สึกแปลกใจจนลอบยกยิ้มกับการพรางใบหน้าด้วยหน้ากากหนัง จนบดบังโฉมหน้าที่แท้จริงเสียอย่างนั้น

แต่ช่างเถิดเขาไม่ได้คิดคบหาคนด้วยหน้าตาอยู่แล้ว ไม่ว่าจะปิดบังหรือเอาอะไรมาคลุมทั้งตัว เขาก็หาได้ใส่ใจ มีเพียงมิตรภาพในเพลา 1 เค่อที่เขาร้องขอ ….ก็เท่านั้น

เด็กน้อยอายุราว 15-16 หนาว 2 คนนั่งชมดาวที่งดงาม ไม่พ้นสายตาขององครักษ์หนุ่มจากกองคาราวานใหญ่ไปได้ เขาอมยิ้มกับความซุกซนที่แสนจะเป็นมิตรของผู้เป็นนาย เพราะคนที่ชวนคุยมีเพียงนายของเขา อีกคนเพียงแค่นั่งกระดกขวดสุราเข้าปากทีละน้อย อย่างจะดื่มด่ำกับบรรยากาศจริงๆ

วิ้ววว!!!! เสียงอาวุธขนาดเล็กแทรกอากาศหมายจะสอยคนที่ดูดาวให้ร่วง แต่ไม่สามารถทำอะไรคนทั้ง 2 ได้ ทั้งคู่กระโดดหลบ และโต้ตอบคนที่พุ่งเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว

เสียงนั้นเบา….เปรียบดั่งขวดสุรากระทบกันดังกิ๊ก กิ๊ก!!! ไม่ได้ทำให้องครักษ์ที่เคลิ้มหลับไปแล้วตกใจแต่อย่างใด สิ่งที่ทำให้เขาตกใจคือเมื่อลืมตาขึ้นมา ภาพสหายน้อย 2 คนที่ชมจันทร์บนหลังคานั้น…..หายไป!!! ต่างหาก…

เขาตกใจจนใบหน้าที่ซ่อนในหน้ากากผ้าแพรสีดำขาวนั้นซีดเผือด ในกายหนาวเย็น แต่ทันใดนั้นหูก็ได้ยินเสียงการต่อสู้ที่ชายป่าไม่ห่างนัก เขาจึงรีบรุดไปดู พร้อมกับโดยส่งสัญญาณเรียกคนที่เสริมอีก 3 คน ที่เหลือคุ้มครองเจ้านายที่นอนพักอยู่ด้านบน

ทั้ง 4 คนวิ่งตามเสียงต่อสู้ปริศนาไปที่ป่าโปร่งติดโรงเตี๊ยม ..

สิ่งที่ทุกสายตาเห็นคือ หนุ่มน้อยหน้าแฉล้ม ยืนอยู่ด้านหลังสหายใหม่ของเขา แต่กำลังตกอยู่ในวงล้อมของกลุ่มคนชุดดำ ราว 7-8 คน

ถัดตรงบริเวณนั้นไม่ไกล ยังพบคนชุดดำนอนตายเกลื่อน…..จากรอยเลือดที่ดาบเงาวับ น่าจะเป็นฝีมือของสหายตัวน้อยนั่น และมีความเป็นไปได้สูงว่า…น่าจะใกล้หมดแรงแล้ว

องครักษ์และผู้ที่ติดตามจึงพุ่งตัวเข้าไปที่กลุ่มดังกล่าว เพื่อปิดจบฉากระทึกใจก่อนนอนวันนี้…อย่างง่ายดาย

“ นายท่าน ข้าน้อยผิดไปแล้วที่มาช้า ” เป็นเขาและผู้ติดตามที่ทรุดตัวลงไปทำความเคารพผู้เป็นนาย อย่างรู้สึกดังเช่นคำพูด

“ ไม่เป็นไร ข้าไม่ได้เป็นอะไรนี่ ต้องขอบใจสหายของข้า……อ่าาา ” หนุ่มน้อยบอก แต่เมื่อหันไปอีกที สหายนิรนามของเขาได้กระโดดตัวปลิว…หายตัวไปเป็นที่เรียบร้อย

“ ดูท่าฝีมือจะไม่เบา ” องครักษ์ที่ลุกขึ้นเปรยเบาๆ

“ นึกไม่ถึงเหมือนกัน ….แต่ว่าพวกนี้ เป็นใครที่ไหนกัน กล้าลอบทำร้ายข้าได้ ช่างอุกอาจนัก ” หนุ่มน้อยพึมพำ อย่างไม่สบอารมณ์

“ ยิ่งออกนอกวังหลวง ศัตรูยิ่งชัดเจน ข้าน้อยว่านายท่านควรระวังตัวให้มากขึ้น ”…คนฟังพยักหน้าน้อยๆอย่างครุ่นคิด เพราะเขายังไม่ได้ทำความรู้จักกับสหายเมื่อสักครู่เลย พอดีมาเกิดเหตุการณ์ร้ายเสียก่อน

ที่รู้สึกชอบเพราะ ถูกชะตา และดูท่าทางจะอายุอานามรุ่นราวคราวเดียวกัน สัก 15-16 หนาวนี่แหละ

“ ไปซุกซนที่ไหนมาน้องรัก ” เสียงทักของพี่สาว ทำเอาเจ้าของห้องถึงกับชะงัก ไม่ใช่เพราะเขานอนห้องเดียวกับพี่สาว แต่เป็นเพราะนางมานั่งรอเขาที่ห้องต่างหาก

“ ข้าพักผ่อนเพียงพอแล้วขอรับ…ท่านพี่ ท้องฟ้าวันนี้แม้ไร้ซึ่งดวงจันทร์ แต่ดวงดาวนั้น…งดงามเกินที่ที่ข้าจะอดใจ” น้องชายตอบแล้วเดินมาสวมกอดพี่สาวของตน เขาเป็นน้องชายคนเล็กร่วมอุทร จึงเป็นพี่รักและห่วงใยของทั้งมารดาและพี่สาวนักหนา

“ ระวังตัวไว้บ้าง อย่าชะล่าใจนัก โชคดีที่เจ้าเจอคนมีฝีมือ ” อ่อ…..พี่สาวรู้เรื่องทั้งหมดแล้ว หนุ่มน้อยได้แต่ยกยิ้ม

“ กว่าจะมาถึงแคว้นชายแดนได้ ข้าเบื่อแล้ว อยากหาคนคุยด้วยที่ไม่ใช่ท่านพี่ คนที่จะแลกเปลี่ยนความรู้และแนวคิดได้ ” หนุ่มน้อยยังคงเอ่ยเสมือนแก้ตัว แต่ผู้เป็นพี่รู้ว่า ..ความจริงก็แค่ครึ่งเดียว

“ หลังจากนี้เราจะผ่านป่าใหญ่ และภูเขา ที่พักที่ดีแบบนี้จะเป็นแห่งสุดท้าย จงดื่มด่ำความสุขเถิดน้องรัก ใช้เวลาอีก หลายวันกว่าจะเข้าเขตแคว้นไท่เหยี่ยน ” สิ่งที่องค์หญิงลี่เหลียนกล่าวไม่ได้เกินจริงนัก เพราะแคว้นไท่เหยี่ยนที่กว้างใหญ่ และห่างไกล ยากแก่การรุกรานของวังหลวงและแคว้นใกล้เคียงก็จริง….

แต่ก็มีพวกชนเผ่า และพวกโจรป่าอาศัยอยู่รอบกำแพงเมือง พวกนั้นก่อความไม่สงบเล็กๆน้อยๆไม่หยุดหย่อน แต่ไม่กล้าฮึกเหิมก่อการจลาจลในแคว้นได้ เพราะเกรงบารมีแม่ทัพหลิวที่รักษาการณ์เมืองนั่นเอง

“เจ้ารู้ไหม ทำไมท่านแม่ทัพถึงไม่ปราบปรามกองโจรแนวชายแดนนี้ให้สิ้นซาก ” น้ำเสียงนั้นหยั่งเชิงมากกว่าจะอยากได้คำตอบ

“ ข้าเชื่อว่า หัวหน้ากองโจรคืออดีตทหารของท่านแม่ทัพหลิว พวกชนเผ่านั่นก็เป็นหนึ่งในพันธมิตร ” เป็นคำตอบที่คนฟังยกยิ้มอย่างชอบใจ กลยุทธ์เล็กๆน้อยๆแบบนี้ นางอยากให้เจ้าน้องชายของนางวิเคราะห์ได้ และมองเล่ห์กลเป็นเพราะในภายหน้าเขาต้องทำงานใหญ่ นี่เป็นเหตุผลหลักที่นางยอมให้เจ้าตัวซุกซนติดตามมาด้วย

ในเมืองหลวง แม้มีอาจารย์ทางบุ๋นและบู๊ที่เก่งกาจ แต่มีหรือจะสู้มาเห็นด้วยตาตัวเอง แก้ไขสถานการณ์เอง น้องชายคนเล็กของนางเพิ่งอายุ 16 หนาวได้ไม่นาน จะว่าไปการนั่งเรียนในตำราเพียงพอแล้ว นับจากนี้…นี่คือสิ่งที่เขาต้องเรียนรู้ด้วยตนเองจากอาจารย์ที่มีประสบการณ์ และจากสิ่งแวดล้อมจริง

-------

คุยกัน!!!

บ้านเมืองนี้มีองค์จักรพรรดิที่ชำนาญด้านการกลยุทธ์ สู้กันที่กุนซือจริงๆ วางรากฐานกันเป็น 10 ปี …

ตอน 3

วันนี้…เป็นวันที่ขบวนสมรสพระราชทาน จะต้องออกเดินทาง หลังพักผ่อนทั้งคนและม้าเต็มที่ 3 คืน ในส่วนของหนุ่มน้อยหรือเจ้าตัวซุกซน…ก็ถูกกักบริเวณตามระเบียบ เหตุเพื่อความปลอดภัย โดยผสมคำขู่ไว้ด้วย….

“ ถ้าเจ้าดื้อ พี่อาจต้องส่งเจ้ากลับ ”

“………" ทำเป็นนิ่งแต่หูผึ่งมาก

“ กลับไปไหนดีนะ ระหว่างจวนของเจ้าสาวเจ้า กับสำนักเสี้ยวเทียน ” ในความรู้สึกของเด็กหนุ่ม ย่อมไม่ดีทั้ง 2 แห่ง เนื่องจากแห่งแรก เขาแอบออกหนีมาสุดชีวิต แถมยังจับเจ้าสาวในนาม….เปลื้องผ้าลักษณะเกือบเปลือยและมัดไว้ที่เสาปลายเตียง…มัดรวมๆกับบ่าวไพร่ และญาติของเขา…มัดทุกเสาของเตียง

แบบนี้เขาจะกลับไปได้เช่นไร!!!

ส่วนสำนักเสี้ยวเทียนเป็นสำนักของนักพรตที่ฝึกวรยุทธ์ เขาร่ำเรียนวรยุทธ์จากที่นี่ ….หากกลับไปคราวนี้ เขาอาจจะถูกจับให้บวชตลอดชีวิต เนื่องจากเจ้าอาวาสซึ่งเป็นท่านตาของเขา…เอ็นดูเขาเป็นพิเศษ ไม่อยากให้ไปแย่งชิงอำนาจในวังหลวง ยิ่งถ้ารู้ว่าเขาหลบหนีการแต่งงาน ยิ่งเป็นเรื่องที่ดี การจับโกนผมบวชจะทำให้เขาปลอดภัยจากทุกเรื่อง…ท่านเชื่ออย่างนั้น

แต่สำหรับเขาแล้วไม่….เขาคิดว่า การใช้ชีวิตในใต้หล้า ท่องไปในโลกกว้าง เป็นสิ่งที่ปุถุชนและชาวยุทธ์ควรกระทำ แม้ว่าเขาจะต้องมีหน้าที่รับผิดชอบในที่สิ่งเขาทำก็เถอะ ….

ขอแค่ช่วงเวลาหนึ่งก่อนเขาเข้ารับภารกิจอันยิ่งใหญ่ เขา….มีความฝัน ฝันจะท่องโลกกว้างและรู้จักผู้คนให้มากกว่าเดิม

“ ข้าจะเป็นเด็กดีของท่านพี่ขอรับ ” …..รอยยิ้มที่ดูน่าเอ็นดู ถ้าเป็นคนอื่นคงหลงกล นี่…พี่สาวแท้ๆคนนี้ ไม่นับรวม

“ คุณชายน้อยซุนไห่หลง ” นางเรียกขานแซ่ทางมารดา เนื่องจากยามนี้ ควรปกปิดฐานะที่แท้จริงของน้องชายตนเองไว้เป็นการดี

“ ขอรับพี่หญิง ”

“ ไม่ต้องมาทำหน้าเป็น ข้าขอย้ำอีกครั้งว่า ฐานะเราเมื่อย่างเข้าแคว้นไท่เหยี่ยน เป็นเพียงลูกพี่ลูกน้องกัน เจ้าเป็นหลานชายของท่านน้าซุนอันป๋อ แม้ว่าจะไม่ต้องสนิทสนมกันมาก แต่อย่าลืมว่า…ข้าส่งเจ้ากลับที่ทุก ที่เจ้าไม่อยากไปได้เสมอ ” น้ำเสียงเย็น ใบหน้ายิ้มๆของนางทำเอาเจ้าด้วยซุกซนถึงกับเสียวสันหลัง

ต่อให้เขาสวมกวานแล้ว แต่อายุแค่เพียง 16 หนาวเท่านั้น จะเทียบกับนางที่อายุ 19 หนาวได้อย่างไร องค์หญิงลี่เหลียนถูกปลูกฝัง และได้รับการอบรมสั่งสอนจากซุนฟู่เหรินมาอย่างดี ตระกูลซุนเป็นเสนาธิการบดีที่ยิ่งใหญ่มาหลายสมัย แม้ในยามเปลี่ยนแผ่นดิน คนในตระกูลก็สร้างผลงานจะสามารถส่งลูกหลานเข้ามาเชื่อมสัมพันธไมตรีกับราชวงศ์ได้ทุกครั้ง

ในยามนี้…ทุกคนในขบวนล้วนแต่งกายด้วยชุดทะมัดทะแมง เนื่องจากเตรียมการมาอย่างดี ทหารองครักษ์กว่า 30 นาย ทั้งติดตามและองครักษ์ต่างเดินทางไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย นางกำนัล และสาวใช้ก็จัดเตรียมมาเพียง 20 คน ทำให้ขบวนนี้มีคนที่ออกเดินเท้าให้ผู้คนพบเห็นกว่า 50 คน

พวกเขาต้องใช้เวลา 3 - 4 วันจึงจะออกจากเขตป่าใหญ่ ที่มีภูเขากั้นแห่งนี้ไปได้ กลางคืนตั้งกระโจมที่พักชั่วคราวเป็นวงกลมเพื่อง่ายต่อการคุ้มกันความปลอดภัย เพราะจากบันทึกพบว่าการบุกช่วงกลางคืนประสบความสำเร็จมากกว่าเวลากลางวัน

การเดินทางของราชวงศ์ไปต่างแดน เป็นเรื่องที่ไม่มีใครพึงปรารถนา เพราะเป็นเป้าหมายแสนหวานของหมู่กองโจรและผู้ไม่หวังดี แม้จะกระทำเป็นความลับ มันก็ไม่เคยเป็นความลับได้จริงๆสักที

ยามจื่อ (23.00-00.59 น.) เป็นช่วงเวลาที่คนเดินทางส่วนใหญ่หลับเอาแรงกันหมดแล้ว มีคนหนึ่งที่เพิ่งออกจากณาณ หลังจากที่เดินลมปราณมาพักใหญ่ ตาใสแจ๋วเลย เขาคำนวณเวลาแล้วว่าควรนอนเวลาไหน และตื่นเวลาไหน

“ คารวะ เอ่อ …..คุณชายน้อย ” เสียงทหารยามอึกอัก เมื่อร่างเพรียวบางกะทัดรัดของเด็กที่เพิ่งเข้าสู่วัยหนุ่มเดินผ่าน ซุนไห่หลงเพียงพยักหน้าเล็กน้อย เขาออกมาดูลาดเลาตามวิสัยของคนที่ทำอะไรรอบคอบแม้จะอายุน้อยก็เถอะ

หทารยามเวลานี้มี 5 คน แน่นอนว่ามีองครักษ์เงาจำนวนไม่ต่างกันแฝงตัวอยู่….

เสียงสัตว์จำพวกหรีดหริ่งเรไรเงียบหายไป มันเงียบจนเขารู้สึกได้ ว่าน่าจะมีสิ่งผิดปกติ นี่เป็นอีกเหตุผลหลักที่ทำให้เขาลุกออกจากที่พัก

ร่างเพรียวบางของหนุ่มน้อยกระโดดแหวกอากาศไปยืนบนต้นไม้ใหญ่ที่ใกล้ที่สุด เสียงขลุ่ยใบไม้ที่เขาเด็ดมาเป่า น้ำเสียงที่แฝงพลังแต่เบาสะท้อนความรู้สึกเป็นอิสระ แม้ไม่ได้รบกวนผู้ที่กำลังหลับใหล แต่ก็สามารถเชื่อมต่อจิตของผู้ที่กำลังหลับลึกให้คล้อยตามได้

สายตาดุดนกเค้าแมวสอดส่ายหาความผิดปกติจากด้านบน แน่นอนว่าคนของเขาที่ซ่อนตัวอยู่ ย่อมตื่นไปกับสัญญาณที่เขาพยายามสื่อสาร และสานต่อคำสั่งค้นหาของซุนไห่หลงได้สำเร็จ

หิ่งห้อยที่ถูกปลดปล่อยออกจากขวดหยกสี่เหลี่ยมเล็กทึบแสง 4-5 ตัวนั้น บ่งบอกว่าคนของเขาพบสิ่งผิดปกติแล้ว ซึ่งมาจากทุกที่รอบทิศ

ซุนไห่หลงเห็นดังนั้น ควบคุมสติให้มั่นคงแล้วเป่าขลุ่ยใบไม้แจ้งสาส์นถึงพี่สาวของตนในทันที…

ไม่ทันถึง 1 เค่อหลังจากนั้น ลูกธนูนับ 100 ดอก พุ่งเป้าไปที่กระโจมที่ตั้งไว้ด้านล่าง …ฉึก ฉึก ฉึก !!!!! ฉึก ฉึก…

ไร้เสียงร้องโหยหวน หรือเสียงที่แสดงความเจ็บปวดแต่อย่างใด ทหารยามที่เดินลาดตะเวณ 5 คนนั้นหายไปตั้งแต่เสียงเป่าขลุ่ยใบไม้แล้ว

1 เค่อต่อมา ปรากฎคนในชุดดำ…พรางตัวประมาณ 10 กว่าคน ค่อยๆกระโดดลงมาจากอากาศ ครึ่งหนึ่งเดินไปตามกระโจมที่ถูกพายุลูกธนูซัดใส่ ครึ่งหนึ่งเหมือนค้นหารอบๆ

เจ้าถิ่นที่ลอบมองอยู่บนต้นไม้ มองด้วยสายตาระแวดระวัง รอเพียงสัญญาณจากนายที่จะเข้าไปจัดการ…

เมื่อแน่ใจว่าไม่ใช่คนของตน หรือคนที่แคว้นไท่เหยี่ยนส่งมา คุณชายน้อยซุนไห่หลง ที่วันนี้เป็นคนบัญชาการตั้งรับอย่างชาญฉลาด ก็ส่งสัญญาณโจมตี โดยที่ตนเองคุมสถานการณ์อยู่ด้านบน

แล้วก็ไม่ยากเลยที่องครักษ์เงาจะจัดการได้อย่างรวดเร็ว และเร้นกายหายไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน มีเพียงทหารลาดตระเวณเข้ามาทำการเก็บกวาดสิ่งที่เกิดขึ้นให้เรียบร้อย เสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น…

เหตุการณ์แบบนี้ พวกเขาพบเจอเกือบจะตลอดทางที่เดินทางมาที่นี่ การตั้งรับดัดแปลงตั้งแต่ไม่รู้ตัว จนปัจจุบัน …มองสถานการณ์ขาด

“ เป็นพวกไหนกันนะ ” หนุ่มน้อยพึมพำ เพราะพอออกนอกเมือง การเดากลุ่มคนร้ายก็เริ่มยากขึ้น เนื่องจากมากมายไปหมด

“ คนจากในวังขอรับ ” เสียงขององครักษ์ประจำตัวบอกเบาๆจากด้านข้าง

“ จึงไม่ชำนาญพื้นที่…. ก็จัดว่าดีกับเรา ” เขาพึมพำ…

เลยยามจื่อไปไม่นาน ….. ยังเป็นช่วงเวลาของการนอนหลับใหลของคนเดินทางอีกครั้ง ขบวนสมรสพระราชทาน ที่ยังไม่หลับเนื่องจากส่วนใหญ่ตื่นตระหนก จึงจับกลุ่มอยู่ในกระโจมที่ซึ่งด้านใน มีคันดินเหนียวสูง ⅓ จั้ง พอที่จะเป็นฐานกันธนูที่ยิงโจมตีได้

ทำไมมีกองดิน ?!!! เพราะเป็นกุศโลบายในการขุดโพลงดินเพื่อซ่อนตัว เวลาถูกข้าศึกโจมตี แล้วไม่สามารถออกมานอกกระโจมเพื่อหนีได้ ทำให้เกิดดินจำนวนมาก ดินนี้ เอามาผสมขี้เถ้าและเศษใบหญ้าแล้วก่อเป็นกำแพง กันลม กันหนาวยามค่ำคืน รวมทั้งกันอาวุธได้ประมาณหนึ่ง

ทุกคนในกระโจมจึงรอดพ้นจากการลอบโจมตีได้ กลศึกนี้ ต้องมีคนที่ตื่นอยู่ มิฉะนั้น จะป้องกันโจรที่เข้ามาประชิดตัวได้ไม่นาน

“ เฮ้!!!!!! พวกเราบุก ” นี่คือ…ของจริงสินะ เสียงร้องของโจรป่าของจริงตัวจริง….ที่ชำนาญพื้นที่ ดังมาจากทุกทิศทาง ซุนไห่หลงที่ยังอยู่บนต้นไม้สูงขมวดคิ้วเพียงเล็กน้อย ในขณะที่องครักษ์เงาที่ประจำอยู่บนต้นไม้สูงทุกต้นจับอาวุธคู่กายมั่น

เสียงวีดร้อง กรี๊ดกร๊าดของเหล่าสาวใช้ และนางกำนัลดังระงม ….ของจริงก็แบบนี้แหละ

เหล่าทหารที่คุ้มกัน ต่อสู้กันอย่างดุเดือด โดยองครักษ์เงาที่อยู่บนต้นไม้ เล็งธนูอย่างแม่นยำ ทำให้ผู้บุกรุกตายเกลื่อน เสียงสาวๆเงียบไปแล้ว ไม่มีใครออกมาจากกระโจมสักคน

การต่อสู้ใช้เวลานาน เกือบครึ่งชั่วยาม ทหารได้รับบาดเจ็บ มีล้มตาย แต่โจรป่าก็ตายไปเกือบครึ่ง พวกมันมาประมาณ ไม่ถึง 100 คน จนทำให้ทหารเงา ครึ่งหนึ่งแบ่งลงไปช่วย เพราะพวกเขาต้องเหลือไว้คุ้มกันเจ้านายทั้ง 2 คนคนแรกตอนนี้หนีเข้าไปหลบในโพลงดิน อีกคนยิงธนูอย่างแข็งขันอยู่ด้านบน

การที่คนน้อยกว่า ไม่เป็นการฉลาดเลยที่เขาจะลงมา เพราะมีโอกาสพลาดพลั้งสูง

ระหว่างที่องครักษ์เงา และทหารที่คุ้มกันกำลังจะพลาดท่าทั้งหมด มีกลุ่มคนที่สวมอาภรณ์สีดำแดง มีพลังแกร่งกล้าควบม้า พร้อมกับยิงธนูพุ่งใส่กลุ่มโจรป่าอย่างแม่นยำ รวดเร็ว บ้างก็ประชิดตัวจ้วงแทงด้วยดาบและทวน ลงมาช่วยต่อสู้อย่างอาจหาญ ราวกับเป็นกลุ่มคนที่เชี่ยวชาญการรบแบบกองทัพอยู่แล้ว

ไม่ถึง 1 เค่อ กลุ่มโจรที่มาโจมตีก่อนหน้านั้น ….ล้มตายทั้งหมด !!!!!

สร้างความประหลาดใจให้กับซุนไห่หลง เพราะเดาไม่ออกว่าอาภรณ์สีดำแดงนี้ เป็นของผู้ใด แต่มีตราสัญลักษณ์ของแคว้นจิ้น ซึ่งเป็นแคว้นทางตะวันออก….ผูกอยู่ที่ต้นแขนข้างขวา เห็นได้เมื่อมี 1 คนเดินเข้ามาตรงบริเวณด้านหน้ากระโจม ที่เหลือกระโดดกลับขึ้นม้าไปหมดแล้ว

“ ข้าน้อยหลี่หนิงซา หัวหน้าหน่วยรบพิเศษจากแคว้นจิ้น คารวะองค์หญิงลี่เหลียน ” อ่า ….เป็นคนของแคว้นจิ้น จริงๆ…..คนที่ยังอยู่ด้านบน ถอนหายใจอย่างโล่งอก

--------

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED