สมัยราชวงศ์ฮั่นรุ่งเรืองเมื่อ ประมาณ 206 ปี ก่อน ค.ศ. ………………..
ณ แคว้นไท่เหยี่ยน…หัวเมืองทางตอนเหนือของจงหยวน เป็นแคว้นชายแดนที่ห่างไกล ยังไม่มีเชื้อพระวงศ์ไปปกครองเป็นเจ้าเมือง มีเพียงแม่ทัพที่รักษาเมืองหลังกำจัดเจ้าผู้ครองแคว้นองค์ก่อนได้แล้วเท่านั้น เป็นเสมือนตำแหน่งรักษาการแทนเจ้าผู้ครองแคว้น
แม่ทัพหลิวหย่งซื่อ….เป็นแม่ทัพใหญ่ที่รักษาการณ์ในตำแหน่งผู้ปกครองดูแลความสงบเรียบร้อยของแคว้น…เนื่องจากติดชายแดน ต้องทำสงครามบ่อยครั้ง มีความเก่งกล้าสามารถปราบศัตรูพ่าย 10 ปีให้หลังนี้ยังไม่เคยแพ้สงครามเลย แม้ว่าจะมีการทำศึกกับใกล้เคียง และชนเผ่าเร่ร่อนอยู่เนืองๆ
3 ปีที่ผ่านมาแม่ทัพหลิวหย่งซื่อนำทัพทำศึกได้รับชัยชนะ จนสามารถรวบรวมนครขนาดเล็ก 2 นครเป็นแคว้นเดียว องค์จักรพรรดิมีพระราชโองการพระราชทานรางวัล โดยพระราชทานองค์หญิงลี่เหลียนพระราชธิดาองค์โตที่เกิดจากซุนฟู่เหรินให้รองแม่ทัพซ้าย …นามหลิวไป๋กวนบุตรชายคนรองของแม่ทัพหลิวหย่งซื่อ…เป็นสมรสพระราชทาน และแต่งตั้งให้เป็น ‘เลี่ยโหว ’….ซึ่งเป็นตำแหน่งราชบุตรเขย
ตามกฎการปกครองบ้านเมือง หัวเมืองใดปกครองนครมากกว่า 1 แห่ง ต้องมี ' จูโหวหวัง ' ซึ่งเป็นตำแหน่งของอ๋อง…พระราชโอรสขององค์จักรพรรดิไปครองเมืองดังกล่าว ด้วยเหตุนี้ …จึงทำการส่งเชื้อพระวงศ์ไปเชื่อมสัมพันธไมตรีไว้ก่อน
แม่ทัพหลิวหย่งซื่อมีบุตรที่เกิดจากหลิวฮูหยินทั้งสิ้น 4 คน เป็นบุตรชาย 3 คนและบุตรสาว 1 คน บุตรชายล้วนเก่งกล้าสามารถไม่แพ้บิดาของตน ส่วนบุตรสาวเป็นกลุสตรีที่เพียบพร้อม มีเพียงบุตรชายคนโตที่แต่งงานมีภรรยาแล้ว รางวัลสมรสพระราชทานนี้…..จึงตกเป็นของบุตรชายคนรองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เรื่องนี้แม่ทัพหลิวหย่งซื่อทราบดี ไม่ปรารถนาจะเป็นเจ้าครองแคว้นแต่แรก เพราะเข้าใจในเล่ห์กลของวังหลวง ที่ต้องการให้เชื้อพระวงศ์เท่านั้นที่ปกครองแคว้น มิฉะนั้นอาจถูกใส่ร้ายและกล่าวหาว่าเป็นกบฎจนไม่อาจรักษาชีวิตของตนและครอบครัวได้
เป็นเหตุให้ท่านแม่ทัพหลิวหย่งซื่อต้องจัดหา 'องครักษ์หญิง' จากแคว้นทางตะวันออก เพื่อมาดูแลความปลอดภัยให้กับองค์หญิงลี่เหลียนโดยเฉพาะ จึงได้ส่งสาส์นขอความช่วยเหลือจากแม่ทัพหวังเหว่ยผู้เป็นสหายรัก ผู้ที่มีตำแหน่งรักษาการแคว้นยู่ที่แคว้นจิ้น …แคว้นทางตะวันออก
เพราะต้องการหลีกเลี่ยงข้อครหาเรื่องการก่อกบฎ จึงคิดยืมมือคนนอกแคว้นที่ไว้ใจได้ เข้ามาเป็นคนกลาง
แคว้นจิ้น…เป็นเมืองชายแดนขนาดใหญ่ทางตะวันออกของจงหยวน ใหญ่กว่าแคว้นไท่เหยี่ยนเดิมก่อนรวม 2 นคร
แม่ทัพหวังเหว่ยปกครองด้วยความสามารถร่วมกับฮูหยินหวัง และบุตรกว่า 20 คนที่เชี่ยวชาญการรบ มีกองทหารหญิง จัดเป็นกองกำลังพิเศษสำหรับหวังฮูหยินบัญชาการโดยเฉพาะ
สืบเนื่องจากนานมาแล้ว มีครั้งหนึ่ง….ระหว่างที่ท่านแม่ทัพนำทัพออกศึก ถูกข้าศึกย้อนกลับเข้ามาบุกทำลายในเมือง ดีที่ฮูหยินและบุตรชาย-หญิงเก่งกล้า สามารถสู้ศึกรอดพ้นวิกฤตนั้นมาได้ ต่อมาจึงตั้งกองทหารหญิงโดยฝึกมาสาวใช้ในเรือนให้มีความสามารถใกล้เคียงกับทหารชายที่สุด ทำงานในจวนพร้อมทั้งดูแลคุ้มครองฮูหยินและลูกหลานไปด้วย
เมื่อได้รับสาส์นขอความช่วยเหลือ ขณะนั้นท่านแม่ทัพหวังเหว่ยไปออกรบที่แคว้นใกล้เคียง ในเมืองอำนาจสิทธิ์ขาดจึงเป็นของหวังฮูหยิน นางพิจารณาส่งสาวใช้ที่ฉลาดและไว้ใจได้ไป 10 คน โดยใช้พิราบสื่อสารแจ้งกับท่านแม่ทัพหลังจากที่เหล่าทหารหญิงได้ออกเดินทางไปแล้ว
การเดินทางไปแคว้นไท่เหยี่ยน ซึ่งเป็นเมืองทางตอนเหนือใช้เวลาในการเดินทางยาวนาน ถ้าเป็นพ่อค้าใช้เวลาเดินทางเกือบ 30 วัน แต่นี่เป็นกองกำลังหน่วยรบพิเศษจึงใช้เวลาเพียง 15 วันเท่านั้น
โรงเตี๊ยมที่พวกนางไปพัก มักเป็นโรงเตี๊ยมขนาดใหญ่ ไม่เป็นที่สนใจกับผู้คนมากนัก การแต่งกายเป็นชายใส่อาภรณ์สีดำแดงที่มีหน้ากากหนังสัตว์ชนิดพิเศษอำพรางใบหน้า
“ คุณหนู!!! ทำเช่นนี้ข้าจะถูกท่านฮูหยินตำหนิได้ ” หลี่หนิงซาหัวหน้าหน่วยรบพิเศษชุดนี้ เอ่ยขึ้นหลังจากที่สำรวจผู้ติดตาม ซึ่งจำนวนครบจริง แต่ไม่ใช่คนตามรายชื่อ… ที่ผ่านมา 4-5 วันนั้น ทั้งหมดไม่ได้พักม้ายาวนานเช่นวันนี้ แม้จะรู้ว่ามีเรื่องผิดปกติ แต่ก็เบาใจว่า เป็นคนที่นางรู้จักเป็นอย่างดี จึงได้ปล่อยผ่าน จนมาถึงที่โรงเตี๊ยมก่อนจึงสะสาง
“ พี่หนิงซาก็… ข้าว่างพอดี อยู่จวนน่าเบื่อ” ใช่แล้วคนที่ไม่ใช่คนนี้คือคุณหนู 19 บุตรสาวคนเล็กของท่านแม่ทัพหวังเหว่ย…นามว่า หวังหยูจี อายุย่างเข้า 15 หนาว
“ เพลานี้คุณหนูควรอยู่ที่กองทัพใช่หรือไม่” น้ำเสียงฟังดุเข้มงวด แต่ไม่มากนัก เพราะรู้ว่าบุตรสาวคนเล็กของท่านแม่ทัพหวังผู้นี้ เป็นที่รักยิ่งของท่านแม่ทัพและหวังฮูหยิน ทั้งรักและตามใจ โชคดีที่นางมีนิสัยส่วนตัวเป็นมิตร มีเมตตาและคุณธรรม ใฝ่ศึกษาหาความรู้ในศาสตร์ทุกแขนงที่ท่านทั้ง 2 คนสอนบุตรธิดา จึงยิ่งเป็นที่โปรดปราน
ปกติจะรบเคียงบ่าเคียงไหล่บิดาและพี่ๆ ไฉนนางจึงมาอยู่ที่นี่เล่า….
“ ท่านพ่อให้ข้ากลับมาก่อน เพราะข้าต้องเตรียมตัวเข้าพิธีปักปิ่นในอีก 3 - 4 เดือนข้างหน้า ” น้ำเสียงนั้นแสดงถึงความเบื่อหน่ายอย่างปิดไม่มิด
“ นั่นสิเจ้าคะ ทำไมมาอยู่นี่ ” ทำไมหลี่หนิงซาจะไม่รู้ว่า คู่หมั้นของหวังหยูจีเป็นใคร
“ ก็ยังไม่ถึงเวลา แต่ข้าอยากมาเปิดหูเปิดตาที่แคว้นไท่เหยี่ยนบ้างนี่ ” ยังคงเป็นเด็กสาวที่เฉไฉเช่นเดิม
ด้วยความที่หลี่หนิงซา เป็นพี่เลี้ยงดูแลคุณหนูของตัวเองมาตั้งแต่เล็ก รู้ถึงพื้นนิสัยของนางดี จึงหยุดเซ้าซี้ให้เด็กสาวไม่พอใจ เกรงว่าถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว เด็กสาวอาจจะหาทางไปที่จวนแม่ทัพหลิวเอง…ก็เป็นได้
ยิ่งถ้าให้กลับจวนเองแล้วล่ะก็ เป็นไปไม่ได้ว่า….คนที่ตั้งใจแน่วแน่อย่างหวังหยูจีจะทำตามคำสั่ง ดังนั้นนางจึงหาทางประนีประนอม เพื่อให้สถานการณ์นี้ควบคุมได้
“ แคว้นไท่เหยี่ยน มีคู่หมั้นของท่านอยู่ คุณหนูทราบหรือไม่ ”
“ โอ๊ะ!!!!….จริงหรือ ” …เป็นอาการแสร้งทำ…ที่ทำให้หลี่หนิงซาอมยิ้มและส่ายหน้า …เพราะไม่มีทางเป็นไปได้ที่หวังหยูจีจะไม่ทราบ
“ คุณหนูไม่ควรเจอคู่หมั้นก่อนพิธีแต่งงาน ยิ่งยังไม่ได้ปักปิ่น ยิ่งไม่เหมาะ”
“ ทำไมล่ะ ” น้ำเสียงนั้นดูเหมือนเด็กน้อยที่เอาแต่ใจ
“ ไม่มีชายคนใดที่ดีที่สุดหรอก สิ่งที่คุณหนูพบเจอก่อนการแต่งงาน อาจทำให้คุณหนูไม่สบายใจ ส่งผลทำให้ชีวิตแต่งงานไม่ราบรื่น” นางเตือนอย่างคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อน
“ ดีสิ ข้าจะได้ยกเลิกการหมั้นหมาย หรือไม่ก็พยายามปรับตัวเข้ามาเขา ” เป็นคำตอบที่…ชาตินี้คนอย่างหวังหยูจีไม่อาจทำใจยอมรับได้ …โดยเฉพาะเรื่องการปรับตัวเข้าหา เพราะด้วยฐานะที่เท่าเทียมกัน การยอมให้อีกฝ่าย….กับคนอื่นคงสบาย แต่นี่คือหวังหยูจี …. ไม่มีทาง
“ เอาล่ะ ข้าคงเถียงกับท่านไม่ชนะเป็นแน่ ” นางบอกพร้อมกับยกยิ้ม
“ ข้าสัญญาจะเป็นเด็กดี ” หวังหยูจีเข้าไปโอบกอดรอบเอวพี่เลี้ยงจากเอาใจ
“ ถ้าเช่นนั้น ต้องปลอมตัวเป็นคนที่ท่านมาแทน ” เพราะรายชื่อขององครักษ์หญิงถูกส่งมาก่อนหน้านี้แล้วโดยนกพิราบสื่อสาร ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงระหว่างทางได้ เนื่องจากภารกิจนี้คือการถวายการคุ้มครองพระราชธิดาขององค์จักรพรรดิ การกระทำใดๆต้องชัดเจน และตรวจสอบได้
“ ได้สิ ข้าเตรียมตัวมาแล้ว ท่านหัวหน้าเรียกข้าว่า ‘เสี่ยวซิง’ได้เลย " มาจากนาม ‘ซ่านเจียวซิง’ เป็นนามขององครักษ์หญิงคนที่นางเปลี่ยนตัวมา
“ ข้าจะยอมให้คุณหนูอยู่ที่นี่ได้ 3 เดือนเท่านั้นนะเจ้าคะ ” เพราะพิธีปักปิ่นของจวนแม่ทัพหวังยิ่งใหญ่ หัวหน้าหน่วยทุกหน่วยต้องไปเข้าร่วมพิธี …เพลานั้นนางต้องกลับแคว้นจิ้นอยู่แล้ว การกำหนดเวลาล่วงหน้าจะทำให้หวังหยูจีเตรียมใจยอมรับคำสั่งได้
“ เจ้าค่ะท่านหัวหน้า ” เป็นคำตอบที่เด็กสาวอายุอานาม 14 ย่าง 15 หนาวดีใจยิ่งนัก ส่วนหลี่หนิงซาได้แต่อมยิ้มและส่ายหน้าให้ตัวเอง นางไม่เคยใจแข็งกับคุณหนูตัวน้อยของนางได้สักครั้ง เพราะเด็กสาวฉลาดที่จะยอมผ่อนสั้นผ่อนยาวเพื่อให้ได้ตามที่ตนเองต้องการ มิใช่เอาแต่ใจฝ่ายเดียว
เมื่อเจรจาเป็นที่เรียบร้อยแล้วลูกทีมอีก 8 คนก็ต้องมาซักซ้อมเรื่องการปลอมตัวของบุตรสาวคนเล็กท่านแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่แห่งแควันจิ้นด้วย ปกติในระหว่างออกรบ นางจะไม่ถือยศถือศักดิ์เท่าไหร่นัก เป็นที่สบายใจของคนติดตามใกล้ชิด ทำให้ครั้งนั้นการแฝงตัวเข้ามาในจวนแม่ทัพแคว้นไท่เหยี่ยนจึงง่ายดังพลิกฝ่ามือ
อีกฟากหนึ่งของโรงเตี๊ยม …มีกลุ่มขบวนคาราวานที่เข้ามาพักค้างแรมที่นี่เช่นกัน เพราะเป็นทางเดียวที่จะเข้าสู่แคว้นไท่เหยี่ยน ที่นี่เป็นที่พักม้า พักคน และแลกเปลี่ยนสินค้า จึงมีคนเดินทางกันขวักไขว่
“ เรียนองค์หญิง เป็นเอ่อ……..จริงๆพะยะค่ะ” หัวหน้าองครักษ์มารายงานด้วยน้ำเสียงเบาและมีท่าทีลำบากใจ เพราะขบวนสมรสพระราชทานนี้ เดินทางหลังจากที่องค์หญิงลี่เหลียนอวยพรคู่บ่าวสาวเสร็จสิ้น …
แต่เจ้าบ่าว….ปรากฎตัวที่ด่านชายแดน แล้วเจ้าสาวล่ะ?!! แล้วผู้คนทางนู้นล่ะ
--------
ฝากติดตามด้วยค่ะ
ณิณี แซ่ลิ้ม
“ เช่นนั้นก็ปล่อยไปเถิด เจ้าตัวซุกซนนี่ ท่าทางจะยังไม่อยากโต” ใบหน้างดงามจากการแต่งแต้มสีสันที่วิจิตรนั้นยกยิ้มน้อยๆ ราวกับเป็นเรื่องสนุก
“ พ่ะย่ะค่ะ ”
“ แต่ …ส่งสาส์นจากข้าไปแจ้งท่านน้าสักหน่อย จะได้เตรียมการรับมือ ว่าเราจะส่งลูกศิษย์ไปฝึกปรือฝีมือก่อนรับตำแหน่ง” นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่องค์หญิงลี่เหลียนเพิ่งพบเจอ การรับมือเจ้าตัวซุกซนตั้งแต่เกิด เป็นความเคยชินต่างหาก และต้องใช้ความเมตตาที่สูงมากกว่าคนทั่วไป
อุตส่าห์หนีมาชายแดนแสนไกล เจ้าตัวซุกซน!!! ก็ไม่วายที่จะตามมา แล้วทางนู้นล่ะ…จะเป็นเช่นไรบ้างหนอ คงครึกครื้นพิลึก
“ นี่สำหรับเจ้า และนี่สำหรับท่านน้า ” นางส่งสาส์นให้หัวหน้าองครักษ์ และซุนอันป๋อ น้าชายของนางที่เป็นกุนซือให้กองทัพแคว้นไท่เหยี่ยนเกือบ 10 ปีแล้ว …
ใช่แล้ว ก่อนหน้านี้องค์จักรพรรดิวางแผนแทรกซึมพระญาติฝั่งพระชายาและนางสนมไปทุกแคว้น เป็นแผนหว่านเมล็ดพืช ที่ในคราแรก สร้างความตระหนกให้กับทุกแคว้น แต่พอนานวันเข้ากลับพบว่า กุนซือที่ส่งมาจากวังหลวง เป็นนักปราชญ์ที่เชี่ยวชาญกลศึก และตำราพิชัยสงครามเป็นอย่างดี ทำให้คลายความระแวงไปได้ จนเกิดการยอมรับในที่สุด
แผนที่ 2 คือปล่อยข่าวเรื่องอาจมีการใส่ร้าย …ว่าสมคบคิดกับพวกกบฎ เพื่อจะได้ถูกโค่นล้มอย่างไม่มีข้อสงสัย เป้าหมายเพื่อให้ผู้ครองแคว้นเกรงกลัว และไม่กล้าตั้งตนเป็นใหญ่
แผนที่ 3 คือการส่งพระราชธิดามาสมรส เพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีเป็นเครือญาติ
แผนที่ 4 คือการส่งพระราชโอรสเข้ามาปกครอง …..ถึงเพลานั้น คนในจวนก็ตกอยู่ในอาณัติของวังหลวงไปแล้ว นับว่าแยบยล กำจัดไม่ได้ ก็ดึงเป็นพวกไปเสียเลย
สำหรับสาส์นถึงหัวหน้าองครักษ์ เพียงแค่ให้เขาทำเป็น ‘ ไม่รู้ไม่ชี้ ’กับเรื่องที่เจ้าตัวซุกซนทำก็เท่านั้น เป็นเรื่องดีที่ผู้ติดตามขบวนสมรสพระราชทานนี้ ล้วนเป็นคนของตำหนักซุนฟู่เหรินทั้งสิ้น พวกเขารู้ว่าต้องทำเช่นไร
ก่อนจะหมดยามห้าย (21.00-22.59 น.) ….ในขณะที่นักเดินทางต่างพากับหลับใหล ปรากฎมีคนผู้หนึ่งนั่งร่ำสุราท่ามกลางแสงดาวระยิบระยับบนฟากฟ้าเพียงลำพัง บนหลังคาที่สูงที่สุดของโรงเตี๊ยม
ฟิ้ววว!!! ร่างหนึ่งเหาะตัวลอยด้วยพลังตัวเบาที่จัดอยู่ในระดับดี…ไปทรุดตัวนั่งลงข้างๆ เขาลอบมองอยู่นาน 2 นาน จึงได้รู้ว่า จอมยุทธ์น้อยท่านนี้ร่ำสุราเพียงลำพัง ความเหงาทำให้เขาพาตัวเองขึ้นไป หมายจะหาเพื่อนนั่งชมดาวด้วยกัน
“ ดึกแล้วไยท่านไม่พักผ่อน ” เสียงนุ่มทุ้มนั้นทักทายก่อน พร้อมยกขวดสุราที่ถือติดมาชนกับขวดสุราของคนที่นั่งอยู่ก่อน ลักษณะเหมือนคนที่ชื่นชอบการจิบสุราเช่นกัน
“ …….. ” เจ้าของขวดสุราที่ถูกทักทาย เพียงแค่ยกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย แต่ใจกลับคิดว่าหมดเวลาสงบของตนเสียแล้ว นางขยับตัวลุกขึ้นหมายจะจากไป
“ เดี๋ยวสิท่าน อยู่เป็นเพื่อนข้าก่อน” แต่ช้ากว่าผู้มาใหม่ เจ้าหนุ่มน้อยคว้ามือหมับ กระตุกมือเล็กๆนั้นเบา แต่รวดเร็ว เร็วจนเจ้าของมือแปลกใจ
‘ น่าสนใจดีนี่ ’ เป็นสาเหตุให้นางนั่งลงที่เดิม และยกขวดสุราชนกันอีกครั้งเบาๆแล้วยกดื่ม ด้วยความที่ดื่มมาตั้งแต่เริ่มออกรบร่วมกับบิดาและพี่ๆตั้งแต่อายุ 10 หนาว เพราะอากาศช่วงหน้าหนาวนั้นไม่ปรานีใคร นางจึงจัดเป็นคนคอทองแดงคนหนึ่ง จากแค่ดื่มเป็น จนปัจจุบันหมักเหล้าชั้นเลิศดื่มกินเองได้
“ ดาวสวยเหลือใจ นั่งมองข้างล่างไม่เห็นชัด นั่งมองคนเดียวเปลี่ยวใจยิ่งนัก กำลังหาเพื่อนร่วมชมดาวด้วยกัน ข้าเห็นท่านนั่งร่ำสุราอยู่ลำพังนานแล้ว ให้เกียรตินั่งเป็นเพื่อนข้าสัก 1 เค่อเถิด ” เสียงที่ฟังดูเหมือนจะออดอ้อนขอความเห็นใจ ทำให้คนฟังเผลอยกยิ้ม เพราะภาพที่เห็น เจ้าหนุ่มน้อยนี่ น่าจะเพื่มเริ่มสวมกวานได้ไม่นาน
ปีที่นางเติบโต ผู้ชายสวมกวานเริ่มที่อายุ 16 หนาว แสดงถึงการบรรลุนิติภาวะ โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว
แต่ดูท่าเจ้าหนุ่มนี่ …จะเป็นเด็กที่อยากโต เอาล่ะนางจะเป็นพี่สาวให้ ‘พี่สาวที่อายุน้อยกว่าสัก 1-2 ปี’ …..แต่ไม่นานก็ฉุกคิดว่า เป็นพี่สาวคงจะไม่เหมาะ เพราะพี่สาวต้องสั่งสอนน้องให้เป็นคนดี ไม่ใช่ร่วมร่ำสุราเยี่ยงนี้
‘ดูไปเรื่อยๆดีกว่า’ แม้ว่านางจะอายุน้อยกว่า แต่ประสบการณ์ที่ร่วมออกรบตั้งแต่ 10 หนาวพร้อมท่านพ่อและพี่ชาย สอนอะไรนางไว้มากมาย นางน่าจะมีประสบการณ์ชีวิตมากกว่านั่นแหละ
สำหรับหนุ่มน้อยผู้มาใหม่ …นอกเหนือจากอาการดีใจที่สหายคนใหม่ไม่ต่อต้าน เขายังรู้สึกแปลกใจจนลอบยกยิ้มกับการพรางใบหน้าด้วยหน้ากากหนัง จนบดบังโฉมหน้าที่แท้จริงเสียอย่างนั้น
แต่ช่างเถิดเขาไม่ได้คิดคบหาคนด้วยหน้าตาอยู่แล้ว ไม่ว่าจะปิดบังหรือเอาอะไรมาคลุมทั้งตัว เขาก็หาได้ใส่ใจ มีเพียงมิตรภาพในเพลา 1 เค่อที่เขาร้องขอ ….ก็เท่านั้น
เด็กน้อยอายุราว 15-16 หนาว 2 คนนั่งชมดาวที่งดงาม ไม่พ้นสายตาขององครักษ์หนุ่มจากกองคาราวานใหญ่ไปได้ เขาอมยิ้มกับความซุกซนที่แสนจะเป็นมิตรของผู้เป็นนาย เพราะคนที่ชวนคุยมีเพียงนายของเขา อีกคนเพียงแค่นั่งกระดกขวดสุราเข้าปากทีละน้อย อย่างจะดื่มด่ำกับบรรยากาศจริงๆ
วิ้ววว!!!! เสียงอาวุธขนาดเล็กแทรกอากาศหมายจะสอยคนที่ดูดาวให้ร่วง แต่ไม่สามารถทำอะไรคนทั้ง 2 ได้ ทั้งคู่กระโดดหลบ และโต้ตอบคนที่พุ่งเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว
เสียงนั้นเบา….เปรียบดั่งขวดสุรากระทบกันดังกิ๊ก กิ๊ก!!! ไม่ได้ทำให้องครักษ์ที่เคลิ้มหลับไปแล้วตกใจแต่อย่างใด สิ่งที่ทำให้เขาตกใจคือเมื่อลืมตาขึ้นมา ภาพสหายน้อย 2 คนที่ชมจันทร์บนหลังคานั้น…..หายไป!!! ต่างหาก…
เขาตกใจจนใบหน้าที่ซ่อนในหน้ากากผ้าแพรสีดำขาวนั้นซีดเผือด ในกายหนาวเย็น แต่ทันใดนั้นหูก็ได้ยินเสียงการต่อสู้ที่ชายป่าไม่ห่างนัก เขาจึงรีบรุดไปดู พร้อมกับโดยส่งสัญญาณเรียกคนที่เสริมอีก 3 คน ที่เหลือคุ้มครองเจ้านายที่นอนพักอยู่ด้านบน
ทั้ง 4 คนวิ่งตามเสียงต่อสู้ปริศนาไปที่ป่าโปร่งติดโรงเตี๊ยม ..
สิ่งที่ทุกสายตาเห็นคือ หนุ่มน้อยหน้าแฉล้ม ยืนอยู่ด้านหลังสหายใหม่ของเขา แต่กำลังตกอยู่ในวงล้อมของกลุ่มคนชุดดำ ราว 7-8 คน
ถัดตรงบริเวณนั้นไม่ไกล ยังพบคนชุดดำนอนตายเกลื่อน…..จากรอยเลือดที่ดาบเงาวับ น่าจะเป็นฝีมือของสหายตัวน้อยนั่น และมีความเป็นไปได้สูงว่า…น่าจะใกล้หมดแรงแล้ว
องครักษ์และผู้ที่ติดตามจึงพุ่งตัวเข้าไปที่กลุ่มดังกล่าว เพื่อปิดจบฉากระทึกใจก่อนนอนวันนี้…อย่างง่ายดาย
“ นายท่าน ข้าน้อยผิดไปแล้วที่มาช้า ” เป็นเขาและผู้ติดตามที่ทรุดตัวลงไปทำความเคารพผู้เป็นนาย อย่างรู้สึกดังเช่นคำพูด
“ ไม่เป็นไร ข้าไม่ได้เป็นอะไรนี่ ต้องขอบใจสหายของข้า……อ่าาา ” หนุ่มน้อยบอก แต่เมื่อหันไปอีกที สหายนิรนามของเขาได้กระโดดตัวปลิว…หายตัวไปเป็นที่เรียบร้อย
“ ดูท่าฝีมือจะไม่เบา ” องครักษ์ที่ลุกขึ้นเปรยเบาๆ
“ นึกไม่ถึงเหมือนกัน ….แต่ว่าพวกนี้ เป็นใครที่ไหนกัน กล้าลอบทำร้ายข้าได้ ช่างอุกอาจนัก ” หนุ่มน้อยพึมพำ อย่างไม่สบอารมณ์
“ ยิ่งออกนอกวังหลวง ศัตรูยิ่งชัดเจน ข้าน้อยว่านายท่านควรระวังตัวให้มากขึ้น ”…คนฟังพยักหน้าน้อยๆอย่างครุ่นคิด เพราะเขายังไม่ได้ทำความรู้จักกับสหายเมื่อสักครู่เลย พอดีมาเกิดเหตุการณ์ร้ายเสียก่อน
ที่รู้สึกชอบเพราะ ถูกชะตา และดูท่าทางจะอายุอานามรุ่นราวคราวเดียวกัน สัก 15-16 หนาวนี่แหละ
“ ไปซุกซนที่ไหนมาน้องรัก ” เสียงทักของพี่สาว ทำเอาเจ้าของห้องถึงกับชะงัก ไม่ใช่เพราะเขานอนห้องเดียวกับพี่สาว แต่เป็นเพราะนางมานั่งรอเขาที่ห้องต่างหาก
“ ข้าพักผ่อนเพียงพอแล้วขอรับ…ท่านพี่ ท้องฟ้าวันนี้แม้ไร้ซึ่งดวงจันทร์ แต่ดวงดาวนั้น…งดงามเกินที่ที่ข้าจะอดใจ” น้องชายตอบแล้วเดินมาสวมกอดพี่สาวของตน เขาเป็นน้องชายคนเล็กร่วมอุทร จึงเป็นพี่รักและห่วงใยของทั้งมารดาและพี่สาวนักหนา
“ ระวังตัวไว้บ้าง อย่าชะล่าใจนัก โชคดีที่เจ้าเจอคนมีฝีมือ ” อ่อ…..พี่สาวรู้เรื่องทั้งหมดแล้ว หนุ่มน้อยได้แต่ยกยิ้ม
“ กว่าจะมาถึงแคว้นชายแดนได้ ข้าเบื่อแล้ว อยากหาคนคุยด้วยที่ไม่ใช่ท่านพี่ คนที่จะแลกเปลี่ยนความรู้และแนวคิดได้ ” หนุ่มน้อยยังคงเอ่ยเสมือนแก้ตัว แต่ผู้เป็นพี่รู้ว่า ..ความจริงก็แค่ครึ่งเดียว
“ หลังจากนี้เราจะผ่านป่าใหญ่ และภูเขา ที่พักที่ดีแบบนี้จะเป็นแห่งสุดท้าย จงดื่มด่ำความสุขเถิดน้องรัก ใช้เวลาอีก หลายวันกว่าจะเข้าเขตแคว้นไท่เหยี่ยน ” สิ่งที่องค์หญิงลี่เหลียนกล่าวไม่ได้เกินจริงนัก เพราะแคว้นไท่เหยี่ยนที่กว้างใหญ่ และห่างไกล ยากแก่การรุกรานของวังหลวงและแคว้นใกล้เคียงก็จริง….
แต่ก็มีพวกชนเผ่า และพวกโจรป่าอาศัยอยู่รอบกำแพงเมือง พวกนั้นก่อความไม่สงบเล็กๆน้อยๆไม่หยุดหย่อน แต่ไม่กล้าฮึกเหิมก่อการจลาจลในแคว้นได้ เพราะเกรงบารมีแม่ทัพหลิวที่รักษาการณ์เมืองนั่นเอง
“เจ้ารู้ไหม ทำไมท่านแม่ทัพถึงไม่ปราบปรามกองโจรแนวชายแดนนี้ให้สิ้นซาก ” น้ำเสียงนั้นหยั่งเชิงมากกว่าจะอยากได้คำตอบ
“ ข้าเชื่อว่า หัวหน้ากองโจรคืออดีตทหารของท่านแม่ทัพหลิว พวกชนเผ่านั่นก็เป็นหนึ่งในพันธมิตร ” เป็นคำตอบที่คนฟังยกยิ้มอย่างชอบใจ กลยุทธ์เล็กๆน้อยๆแบบนี้ นางอยากให้เจ้าน้องชายของนางวิเคราะห์ได้ และมองเล่ห์กลเป็นเพราะในภายหน้าเขาต้องทำงานใหญ่ นี่เป็นเหตุผลหลักที่นางยอมให้เจ้าตัวซุกซนติดตามมาด้วย
ในเมืองหลวง แม้มีอาจารย์ทางบุ๋นและบู๊ที่เก่งกาจ แต่มีหรือจะสู้มาเห็นด้วยตาตัวเอง แก้ไขสถานการณ์เอง น้องชายคนเล็กของนางเพิ่งอายุ 16 หนาวได้ไม่นาน จะว่าไปการนั่งเรียนในตำราเพียงพอแล้ว นับจากนี้…นี่คือสิ่งที่เขาต้องเรียนรู้ด้วยตนเองจากอาจารย์ที่มีประสบการณ์ และจากสิ่งแวดล้อมจริง
-------
คุยกัน!!!
บ้านเมืองนี้มีองค์จักรพรรดิที่ชำนาญด้านการกลยุทธ์ สู้กันที่กุนซือจริงๆ วางรากฐานกันเป็น 10 ปี …
วันนี้…เป็นวันที่ขบวนสมรสพระราชทาน จะต้องออกเดินทาง หลังพักผ่อนทั้งคนและม้าเต็มที่ 3 คืน ในส่วนของหนุ่มน้อยหรือเจ้าตัวซุกซน…ก็ถูกกักบริเวณตามระเบียบ เหตุเพื่อความปลอดภัย โดยผสมคำขู่ไว้ด้วย….
“ ถ้าเจ้าดื้อ พี่อาจต้องส่งเจ้ากลับ ”
“………" ทำเป็นนิ่งแต่หูผึ่งมาก
“ กลับไปไหนดีนะ ระหว่างจวนของเจ้าสาวเจ้า กับสำนักเสี้ยวเทียน ” ในความรู้สึกของเด็กหนุ่ม ย่อมไม่ดีทั้ง 2 แห่ง เนื่องจากแห่งแรก เขาแอบออกหนีมาสุดชีวิต แถมยังจับเจ้าสาวในนาม….เปลื้องผ้าลักษณะเกือบเปลือยและมัดไว้ที่เสาปลายเตียง…มัดรวมๆกับบ่าวไพร่ และญาติของเขา…มัดทุกเสาของเตียง
แบบนี้เขาจะกลับไปได้เช่นไร!!!
ส่วนสำนักเสี้ยวเทียนเป็นสำนักของนักพรตที่ฝึกวรยุทธ์ เขาร่ำเรียนวรยุทธ์จากที่นี่ ….หากกลับไปคราวนี้ เขาอาจจะถูกจับให้บวชตลอดชีวิต เนื่องจากเจ้าอาวาสซึ่งเป็นท่านตาของเขา…เอ็นดูเขาเป็นพิเศษ ไม่อยากให้ไปแย่งชิงอำนาจในวังหลวง ยิ่งถ้ารู้ว่าเขาหลบหนีการแต่งงาน ยิ่งเป็นเรื่องที่ดี การจับโกนผมบวชจะทำให้เขาปลอดภัยจากทุกเรื่อง…ท่านเชื่ออย่างนั้น
แต่สำหรับเขาแล้วไม่….เขาคิดว่า การใช้ชีวิตในใต้หล้า ท่องไปในโลกกว้าง เป็นสิ่งที่ปุถุชนและชาวยุทธ์ควรกระทำ แม้ว่าเขาจะต้องมีหน้าที่รับผิดชอบในที่สิ่งเขาทำก็เถอะ ….
ขอแค่ช่วงเวลาหนึ่งก่อนเขาเข้ารับภารกิจอันยิ่งใหญ่ เขา….มีความฝัน ฝันจะท่องโลกกว้างและรู้จักผู้คนให้มากกว่าเดิม
“ ข้าจะเป็นเด็กดีของท่านพี่ขอรับ ” …..รอยยิ้มที่ดูน่าเอ็นดู ถ้าเป็นคนอื่นคงหลงกล นี่…พี่สาวแท้ๆคนนี้ ไม่นับรวม
“ คุณชายน้อยซุนไห่หลง ” นางเรียกขานแซ่ทางมารดา เนื่องจากยามนี้ ควรปกปิดฐานะที่แท้จริงของน้องชายตนเองไว้เป็นการดี
“ ขอรับพี่หญิง ”
“ ไม่ต้องมาทำหน้าเป็น ข้าขอย้ำอีกครั้งว่า ฐานะเราเมื่อย่างเข้าแคว้นไท่เหยี่ยน เป็นเพียงลูกพี่ลูกน้องกัน เจ้าเป็นหลานชายของท่านน้าซุนอันป๋อ แม้ว่าจะไม่ต้องสนิทสนมกันมาก แต่อย่าลืมว่า…ข้าส่งเจ้ากลับที่ทุก ที่เจ้าไม่อยากไปได้เสมอ ” น้ำเสียงเย็น ใบหน้ายิ้มๆของนางทำเอาเจ้าด้วยซุกซนถึงกับเสียวสันหลัง
ต่อให้เขาสวมกวานแล้ว แต่อายุแค่เพียง 16 หนาวเท่านั้น จะเทียบกับนางที่อายุ 19 หนาวได้อย่างไร องค์หญิงลี่เหลียนถูกปลูกฝัง และได้รับการอบรมสั่งสอนจากซุนฟู่เหรินมาอย่างดี ตระกูลซุนเป็นเสนาธิการบดีที่ยิ่งใหญ่มาหลายสมัย แม้ในยามเปลี่ยนแผ่นดิน คนในตระกูลก็สร้างผลงานจะสามารถส่งลูกหลานเข้ามาเชื่อมสัมพันธไมตรีกับราชวงศ์ได้ทุกครั้ง
ในยามนี้…ทุกคนในขบวนล้วนแต่งกายด้วยชุดทะมัดทะแมง เนื่องจากเตรียมการมาอย่างดี ทหารองครักษ์กว่า 30 นาย ทั้งติดตามและองครักษ์ต่างเดินทางไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย นางกำนัล และสาวใช้ก็จัดเตรียมมาเพียง 20 คน ทำให้ขบวนนี้มีคนที่ออกเดินเท้าให้ผู้คนพบเห็นกว่า 50 คน
พวกเขาต้องใช้เวลา 3 - 4 วันจึงจะออกจากเขตป่าใหญ่ ที่มีภูเขากั้นแห่งนี้ไปได้ กลางคืนตั้งกระโจมที่พักชั่วคราวเป็นวงกลมเพื่อง่ายต่อการคุ้มกันความปลอดภัย เพราะจากบันทึกพบว่าการบุกช่วงกลางคืนประสบความสำเร็จมากกว่าเวลากลางวัน
การเดินทางของราชวงศ์ไปต่างแดน เป็นเรื่องที่ไม่มีใครพึงปรารถนา เพราะเป็นเป้าหมายแสนหวานของหมู่กองโจรและผู้ไม่หวังดี แม้จะกระทำเป็นความลับ มันก็ไม่เคยเป็นความลับได้จริงๆสักที
ยามจื่อ (23.00-00.59 น.) เป็นช่วงเวลาที่คนเดินทางส่วนใหญ่หลับเอาแรงกันหมดแล้ว มีคนหนึ่งที่เพิ่งออกจากณาณ หลังจากที่เดินลมปราณมาพักใหญ่ ตาใสแจ๋วเลย เขาคำนวณเวลาแล้วว่าควรนอนเวลาไหน และตื่นเวลาไหน
“ คารวะ เอ่อ …..คุณชายน้อย ” เสียงทหารยามอึกอัก เมื่อร่างเพรียวบางกะทัดรัดของเด็กที่เพิ่งเข้าสู่วัยหนุ่มเดินผ่าน ซุนไห่หลงเพียงพยักหน้าเล็กน้อย เขาออกมาดูลาดเลาตามวิสัยของคนที่ทำอะไรรอบคอบแม้จะอายุน้อยก็เถอะ
หทารยามเวลานี้มี 5 คน แน่นอนว่ามีองครักษ์เงาจำนวนไม่ต่างกันแฝงตัวอยู่….
เสียงสัตว์จำพวกหรีดหริ่งเรไรเงียบหายไป มันเงียบจนเขารู้สึกได้ ว่าน่าจะมีสิ่งผิดปกติ นี่เป็นอีกเหตุผลหลักที่ทำให้เขาลุกออกจากที่พัก
ร่างเพรียวบางของหนุ่มน้อยกระโดดแหวกอากาศไปยืนบนต้นไม้ใหญ่ที่ใกล้ที่สุด เสียงขลุ่ยใบไม้ที่เขาเด็ดมาเป่า น้ำเสียงที่แฝงพลังแต่เบาสะท้อนความรู้สึกเป็นอิสระ แม้ไม่ได้รบกวนผู้ที่กำลังหลับใหล แต่ก็สามารถเชื่อมต่อจิตของผู้ที่กำลังหลับลึกให้คล้อยตามได้
สายตาดุดนกเค้าแมวสอดส่ายหาความผิดปกติจากด้านบน แน่นอนว่าคนของเขาที่ซ่อนตัวอยู่ ย่อมตื่นไปกับสัญญาณที่เขาพยายามสื่อสาร และสานต่อคำสั่งค้นหาของซุนไห่หลงได้สำเร็จ
หิ่งห้อยที่ถูกปลดปล่อยออกจากขวดหยกสี่เหลี่ยมเล็กทึบแสง 4-5 ตัวนั้น บ่งบอกว่าคนของเขาพบสิ่งผิดปกติแล้ว ซึ่งมาจากทุกที่รอบทิศ
ซุนไห่หลงเห็นดังนั้น ควบคุมสติให้มั่นคงแล้วเป่าขลุ่ยใบไม้แจ้งสาส์นถึงพี่สาวของตนในทันที…
ไม่ทันถึง 1 เค่อหลังจากนั้น ลูกธนูนับ 100 ดอก พุ่งเป้าไปที่กระโจมที่ตั้งไว้ด้านล่าง …ฉึก ฉึก ฉึก !!!!! ฉึก ฉึก…
ไร้เสียงร้องโหยหวน หรือเสียงที่แสดงความเจ็บปวดแต่อย่างใด ทหารยามที่เดินลาดตะเวณ 5 คนนั้นหายไปตั้งแต่เสียงเป่าขลุ่ยใบไม้แล้ว
1 เค่อต่อมา ปรากฎคนในชุดดำ…พรางตัวประมาณ 10 กว่าคน ค่อยๆกระโดดลงมาจากอากาศ ครึ่งหนึ่งเดินไปตามกระโจมที่ถูกพายุลูกธนูซัดใส่ ครึ่งหนึ่งเหมือนค้นหารอบๆ
เจ้าถิ่นที่ลอบมองอยู่บนต้นไม้ มองด้วยสายตาระแวดระวัง รอเพียงสัญญาณจากนายที่จะเข้าไปจัดการ…
เมื่อแน่ใจว่าไม่ใช่คนของตน หรือคนที่แคว้นไท่เหยี่ยนส่งมา คุณชายน้อยซุนไห่หลง ที่วันนี้เป็นคนบัญชาการตั้งรับอย่างชาญฉลาด ก็ส่งสัญญาณโจมตี โดยที่ตนเองคุมสถานการณ์อยู่ด้านบน
แล้วก็ไม่ยากเลยที่องครักษ์เงาจะจัดการได้อย่างรวดเร็ว และเร้นกายหายไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน มีเพียงทหารลาดตระเวณเข้ามาทำการเก็บกวาดสิ่งที่เกิดขึ้นให้เรียบร้อย เสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น…
เหตุการณ์แบบนี้ พวกเขาพบเจอเกือบจะตลอดทางที่เดินทางมาที่นี่ การตั้งรับดัดแปลงตั้งแต่ไม่รู้ตัว จนปัจจุบัน …มองสถานการณ์ขาด
“ เป็นพวกไหนกันนะ ” หนุ่มน้อยพึมพำ เพราะพอออกนอกเมือง การเดากลุ่มคนร้ายก็เริ่มยากขึ้น เนื่องจากมากมายไปหมด
“ คนจากในวังขอรับ ” เสียงขององครักษ์ประจำตัวบอกเบาๆจากด้านข้าง
“ จึงไม่ชำนาญพื้นที่…. ก็จัดว่าดีกับเรา ” เขาพึมพำ…
เลยยามจื่อไปไม่นาน ….. ยังเป็นช่วงเวลาของการนอนหลับใหลของคนเดินทางอีกครั้ง ขบวนสมรสพระราชทาน ที่ยังไม่หลับเนื่องจากส่วนใหญ่ตื่นตระหนก จึงจับกลุ่มอยู่ในกระโจมที่ซึ่งด้านใน มีคันดินเหนียวสูง ⅓ จั้ง พอที่จะเป็นฐานกันธนูที่ยิงโจมตีได้
ทำไมมีกองดิน ?!!! เพราะเป็นกุศโลบายในการขุดโพลงดินเพื่อซ่อนตัว เวลาถูกข้าศึกโจมตี แล้วไม่สามารถออกมานอกกระโจมเพื่อหนีได้ ทำให้เกิดดินจำนวนมาก ดินนี้ เอามาผสมขี้เถ้าและเศษใบหญ้าแล้วก่อเป็นกำแพง กันลม กันหนาวยามค่ำคืน รวมทั้งกันอาวุธได้ประมาณหนึ่ง
ทุกคนในกระโจมจึงรอดพ้นจากการลอบโจมตีได้ กลศึกนี้ ต้องมีคนที่ตื่นอยู่ มิฉะนั้น จะป้องกันโจรที่เข้ามาประชิดตัวได้ไม่นาน
“ เฮ้!!!!!! พวกเราบุก ” นี่คือ…ของจริงสินะ เสียงร้องของโจรป่าของจริงตัวจริง….ที่ชำนาญพื้นที่ ดังมาจากทุกทิศทาง ซุนไห่หลงที่ยังอยู่บนต้นไม้สูงขมวดคิ้วเพียงเล็กน้อย ในขณะที่องครักษ์เงาที่ประจำอยู่บนต้นไม้สูงทุกต้นจับอาวุธคู่กายมั่น
เสียงวีดร้อง กรี๊ดกร๊าดของเหล่าสาวใช้ และนางกำนัลดังระงม ….ของจริงก็แบบนี้แหละ
เหล่าทหารที่คุ้มกัน ต่อสู้กันอย่างดุเดือด โดยองครักษ์เงาที่อยู่บนต้นไม้ เล็งธนูอย่างแม่นยำ ทำให้ผู้บุกรุกตายเกลื่อน เสียงสาวๆเงียบไปแล้ว ไม่มีใครออกมาจากกระโจมสักคน
การต่อสู้ใช้เวลานาน เกือบครึ่งชั่วยาม ทหารได้รับบาดเจ็บ มีล้มตาย แต่โจรป่าก็ตายไปเกือบครึ่ง พวกมันมาประมาณ ไม่ถึง 100 คน จนทำให้ทหารเงา ครึ่งหนึ่งแบ่งลงไปช่วย เพราะพวกเขาต้องเหลือไว้คุ้มกันเจ้านายทั้ง 2 คนคนแรกตอนนี้หนีเข้าไปหลบในโพลงดิน อีกคนยิงธนูอย่างแข็งขันอยู่ด้านบน
การที่คนน้อยกว่า ไม่เป็นการฉลาดเลยที่เขาจะลงมา เพราะมีโอกาสพลาดพลั้งสูง
ระหว่างที่องครักษ์เงา และทหารที่คุ้มกันกำลังจะพลาดท่าทั้งหมด มีกลุ่มคนที่สวมอาภรณ์สีดำแดง มีพลังแกร่งกล้าควบม้า พร้อมกับยิงธนูพุ่งใส่กลุ่มโจรป่าอย่างแม่นยำ รวดเร็ว บ้างก็ประชิดตัวจ้วงแทงด้วยดาบและทวน ลงมาช่วยต่อสู้อย่างอาจหาญ ราวกับเป็นกลุ่มคนที่เชี่ยวชาญการรบแบบกองทัพอยู่แล้ว
ไม่ถึง 1 เค่อ กลุ่มโจรที่มาโจมตีก่อนหน้านั้น ….ล้มตายทั้งหมด !!!!!
สร้างความประหลาดใจให้กับซุนไห่หลง เพราะเดาไม่ออกว่าอาภรณ์สีดำแดงนี้ เป็นของผู้ใด แต่มีตราสัญลักษณ์ของแคว้นจิ้น ซึ่งเป็นแคว้นทางตะวันออก….ผูกอยู่ที่ต้นแขนข้างขวา เห็นได้เมื่อมี 1 คนเดินเข้ามาตรงบริเวณด้านหน้ากระโจม ที่เหลือกระโดดกลับขึ้นม้าไปหมดแล้ว
“ ข้าน้อยหลี่หนิงซา หัวหน้าหน่วยรบพิเศษจากแคว้นจิ้น คารวะองค์หญิงลี่เหลียน ” อ่า ….เป็นคนของแคว้นจิ้น จริงๆ…..คนที่ยังอยู่ด้านบน ถอนหายใจอย่างโล่งอก
--------