ตอน 2

แสงแดดยามเช้าสาดส่องเข้ามาในห้องนอนของเรย์ เปลือกตาของชายหนุ่มขยับเปิดขึ้นเผยดวงตาสีน้ำเงินสวย ร่างสูงบางลุกขึ้นนั่งก่อนจะบิดขี้เกียจเล็กน้อย นิ้วมือยาวรูดผ้าม่านออกทำให้แสงแดดอ่อนสาดส่องเข้ามาภายในห้อง หน้าต่างถูกเปิดออกช้า ๆ เรย์สูดหายใจเข้าเต็มปอดรับอากาศบริสุทธิ์

‘จากที่ผมสืบค้นมา ปกติแล้วที่นี่จะปกคลุมไปด้วยหมอกหนาและอากาศหนาวเหน็บอยู่เสมอ คงไม่บ่อยนักที่แสงแดดจะสาดส่องทะลุเมฆหนาลงมา’

“หม้อใบใหญ่ในครัวหายไปไหนล่ะเนี่ย”

‘พ่อของผมง่วนอยู่กับการหาหม้อใบใหญ่ภายในครัว ผมควรจะบอกพ่อดีไหมนะ ว่าชายคนนั้นเอาหม้อไป’

“พ่อ ผมจะสายแล้วนะ” เรย์ตะโกนเรียกพ่อในขณะที่กำลังสวมรองเท้าอยู่หน้าประตูบ้าน

“โอเค ๆ พ่อกำลังออกไป” เมสันเดินออกมาจากครัวด้วยสีหน้างุนงง และบ่นพึมพำกับตัวเองเรื่องหม้อ

“เหมือนจำได้ว่าตอนย้ายของก็เอามาด้วยนี่นา...”

“เดี๋ยวว่าง ๆ ผมจะช่วยหานะครับ” เรย์เลือกที่จะไม่บอกพ่อของเขา เรื่องหม้อใบนั้นแล้วเดินขึ้นมานั่งรอบนรถ

‘วันนี้ผมมีภารกิจที่ต้องตามหาว่าใครคือพี่รหัสของผม จากคำใบ้มันจะมีรุ่นพี่สักกี่คนกันเชียวที่จริงจังกับการกินมาก ๆ’

“กำลังคิดอะไรอยู่เหรอเรย์” พ่อเดินมาขึ้นรถ สตาร์ตเครื่อง และขับรถออกไปก่อนจะเห็นสีหน้าของเรย์ที่กำลังเคร่งเครียดจึงได้เอ่ยถาม

“พอดีที่มหาฯ ลัยเขาให้ตามหาพี่รหัสของตัวเองน่ะครับ” เรย์ตอบกลับ เมสันเองก็หันมาพร้อมกับยิ้มบางให้กับลูกชาย

“ก็ดีนะ อย่างน้อยเขาก็หาอะไรให้ลูกทำ จะได้ไม่เบื่อ”

‘จะได้ไม่เบื่องั้นเหรอ แต่ว่า... ผมไม่ชอบกิจกรรมแบบนี้น่ะสิ’ ผมได้แต่คิดอยู่ภายในใจ พลางมองออกไปนอกกระจกรถ

หน้ามหาวิทยาลัยเอ็กซ์

“จอดรถตรงนี้แหละครับ เดี๋ยวผมเข้าไปเอง” เมสันหยุดรถ เรย์เปิดประตูลงจากรถทันทีที่รถจอดสนิท ก่อนจะเดินเข้ามหาฯ ลัย

“วันนี้พ่ออาจไม่ได้มารับนะ กลับเองได้ใช่ไหม” เมสันตะโกนออกมาจากรถ ประโยคของพ่อทำให้เรย์หันกลับไปตอบรับ

“ครับ!” คนเป็นพ่อมองลูกชายที่กำลังเติบโตเป็นหนุ่ม ก่อนจะขับรถออกไป

ผมกำลังเดินเข้ามหาวิทยาลัย หางตาพลันเหลือบเห็นชายคนหนึ่งที่ดูคุ้นตา เขาเดินแซงหน้าผมไป ผมเดินก้าวขายาว ๆ ตามหลังชายข้างหน้า เพื่อที่จะดูให้แน่ใจ ว่าเขาใช่คนที่ผมคิดหรือเปล่า และลองเชิงถามดู

“นี่... นายข้าวต้มหมู แผลหายดีแล้วเหรอ?” สิ้นเสียงทักทายของผม คนตรงหน้าก็หยุดเดินกะทันหัน ทำให้ใบหน้าของผมชนเข้ากับแผ่นหลังกว้างของเขาอย่างจัง

“โอ๊ย! เจ็บ” ผมเอามือกุมจมูกของตัวเองเอาไว้ ก่อนจะหันมองคนร่างสูงใหญ่ตรงหน้าที่ค่อย ๆ หมุนตัวมาทางผม

“มีอะไร” ชายหนุ่มร่างใหญ่ เขาสูงกว่าผมราวสักสิบเซนติเมตร หันกลับมาถาม ทำให้ผมเห็นใบหน้าของเขาอย่างชัดเจน

เส้นผมสีดำเทาตัดกับดวงตาสีน้ำตาลดูดุดันมีเสน่ห์คู่นั้นทำให้เรย์ตกอยู่ในภวังค์

“นะ… นายจำฉันไม่ได้เหรอ” เมื่อได้สติผมก็เอ่ยเสียงสั่น เพราะเริ่มรู้สึกไม่แน่ใจ ผมจำได้แค่ว่าชายที่ผมช่วยไว้มีผมสีดำเทา ร่างสูงใหญ่ แต่ไม่เคยเห็นดวงตาของเขาเลย

“ฉันไม่รู้จักนาย” คนตรงหน้าตอบกลับเสียงเรียบ ทำให้ผมคิดไปว่าผมอาจทักคนผิดจริง ๆ และในความเป็นจริง เขาคนนั้นบาดแผลหนักไม่น่าจะหายได้เร็วภายในหนึ่งถึงสองวัน

“เด็กปีหนึ่งแบบนายชอบทำตัวมีปัญหาสินะ เปิดเทอมวันแรกก็หาเรื่องคนอื่นซะแล้ว หึ” เขาเอ่ยต่อพร้อมยกยิ้มมุมปาก และส่งสายตาน่ากลัวมองมาที่ผม

‘ชอบทำตัวมีปัญหางั้นเหรอ หมายความว่ายังไง’

“ขะ... ขอโทษครับ” ผมรู้สึกไม่สบายใจ รีบโค้งตัวขอโทษ เมื่อเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งเขาก็หายไปแล้ว

“เร็วชะมัดเลย”

เรย์เดินขึ้นมาถึงห้องเรียนก็พบว่าเวเฟียสที่เป็นบัดดี้ของเขาไม่มาเรียน อาจารย์แจ้งว่าเขาไปธุระแต่เรย์ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร

โรงยิมที่ถูกทำความสะอาดไปครั้งก่อน ตอนนี้ดูสบายตาขึ้นเยอะ พื้นที่โล่งกว้างเหมาะจะใช้งานมากขึ้น ขาดก็แต่แสงไฟ ในคราวนี้อาจารย์จึงขอให้นักศึกษาวิศวกรรมไฟฟ้าปีหนึ่งถึงสองช่วยกันจัดการ แน่นอนว่าผมคงต้องสูบความรู้จากรุ่นพี่ และเป็นโอกาสที่ดีที่อาจจะเจอตัวพี่รหัสของผมด้วยเช่นกัน

นักศึกษาปีที่หนึ่งทุกคนกำลังช่วยพี่ ๆ ขนย้ายอุปกรณ์สำคัญต่อการเชื่อมต่อไฟฟ้าระหว่างตึก ที่น่าแปลกใจคือโรงยิมนี้ถูกปิดร้างมาตลอดไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงมาซ่อมแซมเอาตอนนี้ล่ะ

“เริ่มจากวางแปลนไฟฟ้าในอาคารก่อนแล้วกัน พวกมึงวาด” เสียงของรุ่นพี่ด้านบนเวทีพูดคุยกัน เขาออกคำสั่งให้เพื่อนในกลุ่มลงมือวาดแปลน

“เออ ๆ” ตามด้วยเสียงตอบรับอย่างเชื่อฟัง

ภายในไม่กี่นาที รุ่นพี่ก็ร่างภาพระบบไฟฟ้าสำหรับโรงยิมแห่งนี้ขึ้นมา พร้อมส่งภาพนั้นเข้ามาในไลน์กลุ่มของคณะ ผมดูภาพแล้วมันล้ำลึกเกินกว่าที่เด็กปีหนึ่งแบบผมจะเข้าใจ

“เด็กปีหนึ่งช่วยพี่ ๆ เตรียมอุปกรณ์ก็แล้วกัน แบ่งออกเป็นห้าตำแหน่งตามภาพ อยากช่วยพี่คนไหนก็ตามสะดวก” รุ่นพี่คนหนึ่งกล่าวขึ้น

ทั้งห้าตำแหน่งแบ่งเป็น ระบบเครื่องเสียง ระบบคอมพิวเตอร์ ระบบเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ระบบจอแสดงผลโปรเจคเตอร์ และระบบแสงไฟสปอตไลต์

เรย์ลังเลว่าจะไปจุดไหนดี แต่บังเอิญเหลือบไปเห็นผู้ชายผมสีดำเทาคนเดิมที่เจอตรงทางเข้ามหาลัย

‘พี่เขาก็อยู่คณะนี้ด้วยเหรอ เมื่อเช้าผมเสียมารยาทใส่เขา คิดว่า… ควรจะทำดีไถ่โทษสักหน่อย’ เรย์คิดในใจขณะที่มองจ้องชายคนนั้นอยู่ ก่อนจะก้าวขายาวเดินเข้าหา

“ขอสายแลนกับคีม” รุ่นพี่ยื่นมือลงมาจากเวทีอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ผมจะหยิบของสองสิ่งนั้นส่งให้

“เออ แบบนี้ค่อยดีหน่อย พวกก่อนหน้านี้แม่งไม่ได้เรื่อง” รุ่นพี่พูดขณะรับของไปจากมือของผม ดวงตาสีอัลมอนด์ปลายตาคมมองจ้องหน้าของผมก่อนเขาจะเอนตัวกลับไป ดวงตาสีน้ำเงินจับจ้องเขาอย่างไม่วางตา

“มองอะไร รีบช่วยดิจะได้เสร็จ” เรย์ก้มหน้าไม่ตอบอะไร พร้อมมีท่าทีลนลานจับคีมอีกอันขึ้นมาด้วยความงงงวย ทำให้รุ่นพี่เข้าใจแล้วว่าเขาทำไม่เป็น

“ทำไม่เป็นล่ะสิ งั้นจะสอน แต่แค่รอบเดียว” รุ่นพี่กระโดดลงมาจากเวทีอย่างทะมัดทะแมง นั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม เขาหยิบอุปกรณ์ขึ้นมาพร้อมอธิบาย เรย์หมุนตัวตามก่อนจะนั่งลงที่โต๊ะ แล้วทำตามทีละขั้นตอน จึงสรุปใจความได้ว่า

หนึ่ง ปอกเปลือกนอกของสายแลนออก โดยใช้คีมเข้าหัวที่มีมีดปลอก ใช้คัตเตอร์หรือกรรไกรแทนก็ได้ ระยะการปอกให้ห่างจากปลายสายประมาณสองถึงสามเซนติเมตร พอใส่สายแลนเข้าไปแล้วหมุนคีมเป็นวงกลมให้รอบสาย ระวังอย่าให้สายแลนภายในขาด

สอง ดึงปลอกสายแลนส่วนปลายแยกออกจากกันเมื่อปอกสายแลนเสร็จแล้ว จะสังเกตเห็นเส้นด้ายสีขาวและไส้กลาง ให้ใช้กรรไกรตัดออก

สาม สายแลนพันเกลียวเป็นคู่อยู่สี่คู่ แยกสายออกแล้วดึงให้ตรง ใส่ปลอกหุ้มหัวแลนเข้าไป

สี่ เรียงสีสายแลนดังนี้ทั้งสองข้าง ขาวส้ม ส้ม ขาวเขียว ฟ้า ขาวฟ้า เขียว ขาวน้ำตาล น้ำตาล จากนั้นตัดปลายสายแลนให้เป็นแนวเฉียง แล้วสอดสายแลนเข้าไส้ในหัวให้สุดปลอกแล้วตัดด้วยกรรไกร จากนั้นนำมาทดสอบกับอุปกรณ์วัดสัญญาณ

“ช่วยได้ดี ดูท่าก็ไม่ใช่เด็กมีปัญหาเท่าไรนี่” หลังจากการต่อสายแลนเสร็จเรียบร้อย รุ่นพี่หันมามองผม และยกยิ้มเจ้าเล่ห์

“เดี๋ยวสิ พี่ว่าผมอีกแล้วนะ” รุ่นพี่เดินปลีกตัวออกไปในทันทีเมื่อพูดจากวนเด็กหนุ่มตรงหน้าได้สำเร็จ เสียงของเรย์ที่ร้องตามหลังไม่ได้เป็นที่สนใจของเขา

ผมคิดว่าเขาน่าจะหายโกรธเรื่องเมื่อเช้าแล้ว แต่ผมยังไม่รู้จักชื่อของเขาเลย แล้วรุ่นพี่ที่อาสามาช่วยงานที่นี่มีเพียงไม่กี่คน พี่รหัสของผมอาจไม่ได้อยู่ในกลุ่มนี้ก็ได้

เลิกเรียนวันนี้พ่อไม่ได้มารับ เรย์ได้โอกาสที่จะเดินกลับบ้านด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก แต่วันนี้เขาอยากไปซื้อของใช้ของกินในเมืองสักหน่อยจึงใช้เส้นทางลัดเพื่อออกไปฝั่งถนนใหญ่ แต่แล้วความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของเรย์กลับทำให้พบคนแปลกหน้าที่เข้ามาทักทาย

“เฮ้ย ๆ เด็กที่ไหนวะ ไม่รู้เหรอว่าซอยนี้ใครคุม” ผมเดินเข้ามาในซอยนี้เพียงลำพัง แต่มีกลุ่มนักเลงวัยรุ่นเข้ามาล้อมถึงสามคน พร้อมเสียงทักทายที่ฟังดูแล้วไม่น่าจะเป็นมิตร ทำให้ผมตกใจเดินถอยหลังออกมาจากกลุ่มนักเลงตรงหน้า จนตัวเกือบจะชิดกำแพงสูงด้านหลัง

“กลัวก็เอาเงินมา มีเท่าไหร่เอามาให้หมด” ชายที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้านักเลงกล่าวขึ้น เขามีท่าทางที่น่ากลัว

“ผะ… ผมไม่มี” ผมโกหกไป เพราะไม่อยากจะใช้เงินแก้ปัญหา ถ้าให้ครั้งหนึ่งครั้งหน้ามันก็จะมาทำแบบนี้กับผมอีก

“ถุย! คุณหนูขนาดนี้ต้องมีเงินสิวะ” นักเลงอีกคนถ่มน้ำลายลงพื้นพร้อมหันมาพูดกับผม

“เอามันเลยไหมลูกพี่” พวกมันอีกคนพูดยุยงขึ้น ผมยืนตัวแข็งก้าวขาไม่ออก นักเลงทั้งสามคนก็ค่อย ๆ ก้าวเข้ามาหาผมอย่างเชื่องช้า คนที่เป็นหัวหน้ายื่นมือมาทางผม

‘แย่แล้ว จะทำยังไงดี’ เรย์ได้แต่คิดหาวิธีหลบหนี เปลือกตาปิดลงด้วยความกลัว มือของหัวหน้านักเลงที่กำลังจะเอื้อมมาถึงคอเสื้อของผม

พลั่ก!! ก่อนที่ดวงตาของผมจะปิดสนิท มือใหญ่ของใครคนหนึ่งพาดผ่านใบหน้าของผมแล้วปัดมือของนักเลงคนนั้นหลบไป จนผมต้องหันไปมองหน้าของเขา ชายหนุ่มร่างสูงที่เข้ามาช่วยผม เขาเดินเข้ามาอยู่ด้านข้าง พร้อมวางแขนข้างหนึ่งลงบนไหล่ของผม คล้ายกับว่าเราสนิทสนมกัน

“เหอะ ปล่อยมันไป” พอพวกมันเห็นหน้าของเขา การโจมตีก็หยุดชะงักลง และคนที่เป็นหัวหน้าบอกให้ทุกคนถอยกลับ แต่ก็มีคนสงสัยและไม่อยากจะทำตาม

“ทำไมวะพี่ พวกเรามีกันตั้งสามคน พวกมันมีกันแค่สองคนเอง”

“กูบอกให้ไปก็ไปดิวะ” เขาออกคำสั่งเสียงดังลั่น ทำให้ลูกน้องสองคนนั้นตกใจ ก่อนจะหันมาบอกผม

“ฝากไว้ก่อนเถอะมึง” ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มข้างกายผมจะได้เอ่ยอะไร เพียงแค่หางตาของเขาที่จับจ้องอย่างเอาเรื่อง พวกนักเลงก็ยอมถอยหนีแล้ว

‘พี่เขาเท่ชะมัดเลยแฮะ’

“ขอบคุณที่ช่วยนะครับ ...รุ่นพี่” ผมก้มขอบคุณเขา ก่อนจะเงยหน้ามาสบตากับดวงตาสีน้ำตาลอันทรงเสน่ห์ ตาคมคู่นั้นหรี่ลงเล็กน้อย เขาเดินเข้ามาใกล้ผมแล้วใช้มือข้างหนึ่งดันกำแพงที่อยู่ทางด้านหลังของผม ทำให้ผมต้องถอยหลังไปชนกำแพงโดยสัญชาตญาณ

“อยากตอบแทนไหมล่ะ” ชายหนุ่มร่างสูงกว่า โน้มตัวเข้าใกล้เรย์ คนตัวเล็กพยักหน้าหงึก ๆ ทันทีที่ได้ฟังคำกล่าวนั้น

‘เมื่อเช้าผมก็ทำท่าทีไม่ดีใส่พี่เขา ครั้งนี้อาจเป็นการได้ขอโทษอย่างจริงใจ แถมเขายังช่วยผมไว้อีกติดหนี้รุ่นพี่ซะแล้วสิ’

“ทำข้าวต้มหมูมาให้ฉันสิ” เมื่อรุ่นพี่พูดแบบนั้นก็ทำให้เรย์เกิดความรู้สึกสับสนเล็กน้อย

‘เขาอยากกินข้าวต้มหมูงั้นเหรอ ทำไมต้องข้าวต้องหมูด้วยล่ะ นี่เขายังผูกใจเจ็บผมอยู่งั้นเหรอ แค่ทักคนผิดเองเป็นแค่เรื่องเข้าใจผิดเท่านั้น’

“เอ๋ อะ… เอ่อรุ่นพี่ชื่ออะไรครับ ผมจะได้เอาไปให้ถูก” พอเรย์ตั้งสติได้จึงถามเขากลับ มองตาสีน้ำตาลอมส้มจับจ้องอย่างวางตา ร่างใหญ่ที่โน้มคร่อมร่างของเรย์ค่อย ๆ ขยับถอยห่าง

“เจค ไรอัน” รุ่นพี่หันหลังเดินออกไปพร้อมกล่าวตอบเสียงเรียบ

เส้นผมสีดำเทาเป็นเอกลักษณ์กระทบแสงแดดยามเย็นดึงดูดสายตาของผมให้จับจ้องที่แผ่นหลังกว้างของเขาอยู่อย่างนั้น นอกจากมาซื้อของแล้ว ผมคงต้องซื้อวัตถุดิบสำหรับทำข้าวต้มหมูกลับไปด้วย

ตอน 3

รุ่งเช้าของอีกวัน

วันนี้อากาศกลับมาหนาวเหน็บเหมือนอย่างเคย หมอกบาง ๆ ปกคลุมไปทั่วทุกบริเวณ ไร้ซึ่งแสงอาทิตย์ส่องถึง

ผมตื่นตั้งแต่เช้าเพื่อลุกขึ้นมาทำข้าวต้มหมูให้รุ่นพี่ แต่เพราะหม้อใบใหญ่หายไปจึงทำให้ลำบากไปสักหน่อย หลังจากทำเสร็จผมห่อข้าวต้มใส่กล่องข้าวสีฟ้าสดใสเอาไว้อย่างดี และขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวอย่างรวดเร็ว เพราะพ่อรอผมอยู่ด้านล่างแล้ว

“มาแล้ว ๆ” หลังจากที่ผมแต่งตัวเสร็จก็รีบหยิบกล่องข้าววิ่งมาขึ้นรถ

“ทำไมวันนี้ตื่นเช้ามาทำอาหารได้ล่ะ ปกติไม่เห็นทำ” พ่อถามพร้อมกับสีหน้าที่บ่งบอกถึงความประหลาดใจ

“อ๋อ พอดีเมื่อวานผมซื้อวัตถุดิบมาไว้ เลยทำไปกินที่มหาฯ ลัยด้วยเลย”

“พ่อก็หิวเหมือนกัน ได้ทำเผื่อพ่อบ้างหรือเปล่า” เรย์พยักหน้าตอบกลับ

“ผมแบ่งไว้ให้ในครัวแล้วครับ”

“เดี๋ยวเลิกเรียนวันนี้พ่อไปรับนะ”

“โอเคครับ”

ผมมาถึงมหาวิทยาลัยเร็วกว่าปกติ เห็นว่ายังพอมีเวลาอยู่จึงเดินไปที่หน้าห้องของรุ่นพี่ปีสอง คณะวิศวกรรมศาสตร์สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า ยืนชะเง้อมองหารุ่นพี่อยู่หน้าห้องนานสองนาน ดูเหมือนว่าพี่เขาจะยังไม่มา

เอายังไงต่อดีล่ะทีนี้ ในระหว่างที่กำลังตัดสินใจอยู่นั้นก็มีรุ่นพี่คนหนึ่งออกมาทักทาย

“เด็กปีหนึ่งมาทำอะไรตรงนี้เหรอ” รุ่นพี่ผู้หญิงผมยาวสลวย ผิวเข้ม ยืนอยู่ตรงหน้าถามขึ้น น้ำเสียงของเธอทำให้ผมขนลุกทุกทีที่ได้ยิน เพราะเธอคือพี่ว้ากเมื่อตอนรับน้องนั่นเอง

“อะ… เอ่อ สวัสดีครับ ผมมาหาพี่เจคน่ะครับ” น้ำเสียงของผมสั่นเครือเล็กน้อย

“อ๋อ เจคมันไปโรงอาหารหาอะไรกินน่ะ เดี๋ยวมันก็มา” หาอะไรกินงั้นเหรอ แล้วแบบนี้จะเอาท้องที่ไหนมากินข้าวต้มหมูของเราล่ะ ขอให้เราทำมาให้แท้ ๆ

หญิงสาวรุ่นพี่เห็นว่าเรย์ยืนเหม่อลอยอยู่นั้นก็พูดขึ้น

“ไม่ต้องห่วง ไอ้เจคมันเป็นคนกินเก่งถ้ามันเห็นของกินอยู่ตรงหน้ามันก็กินได้ตลอดแหละ ...อันนี้ฝากให้เจคใช่ไหม เดี๋ยวพี่เอาไปให้เอง” รุ่นพี่บอกพลางยื่นมือมาเพื่อที่จะรับกล่องข้าวจากผม ผมจึงส่งกล่องข้าวให้เธอ

“งั้นฝากด้วยนะครับ”

หลังจากที่เธอรับกล่องข้าวไป ผมก็เดินกลับลงมาด้วยความรู้สึกตงิดในใจ กินเก่งงั้นเหรอ กินได้ตลอดงั้นเหรอ หรือจะเป็นพี่รหัสเรากันนะ? ในขณะที่เดินลงบันไดมาผมเหลือบไปเห็นเวเฟียสเดินเข้ามหาวิทยาลัย มาพร้อมสีหน้าที่ดูเบื่อโลกเหมือนอย่างเคย

“นี่เวเฟียส” ผมเรียกเสียงดัง แต่เขาก็เดินต่อไปเหมือนไม่ได้ยินเสียงเรียก

“ไอ้หัวแดง ทางนี้” ผมเรียกอีกครั้งและรีบวิ่งเข้าไปหา

“เมื่อวานนายน่าจะมานะ อากาศดีมากเลย” ผมพยายามตีสนิทจึงชวนเขาคุย เพราะพวกเราเป็นบัดดี้ที่แทบจะไม่ค่อยได้คุยอะไรกันเลย

“งั้นเหรอ” เขาตอบกลับสั้น ๆ เพียงแค่นั้น ทำเอาผมไม่รู้จะถามอะไรต่อเลย ได้แต่เดินเข้าคลาสเรียนไปด้วยกัน

ห้องเรียนนักศึกษาปีที่สอง [Talk Jake]

ผมและพรรคพวกอีกสองคนเดินหยอกล้อกันเข้าห้องมาทันทีที่เข้าห้องกลิ่นหอมที่คุ้นเคยก็ลอยมาเตะจมูกเข้าเต็ม ๆ ผมหลับตาเดินตามกลิ่นไปที่ริมหน้าต่างหลังห้อง

“นี่ของมึง! ทำอะไรก็ระวังตัวบ้างเหอะ ยิ่งคนรู้เรื่องพวกเราเยอะมันก็จะเป็นปัญหาเอาได้” คาร่ายื่นกล่องข้าวสีฟ้าในมือมาให้ผม พร้อมพูดตามด้วยประโยคยาว

“เออ! กูรู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ มึงคิดมากเกินไปแล้ว” ผมพูดพร้อมกับหยิบกล่องข้าวมาจากมือของเธอ

“หรือว่ามึงสนใจน้อง?” เธอเลิกคิ้วสูงใส่ผม

“เลิกถามมากเถอะ กูหิวอีกแล้วเนี่ย” ผมรำคาญเลยพูดตัดบทสนทนาไป มองข้าวกล่องน้อยที่ส่งกลิ่นหอมของข้าวต้มหมูแล้วยิ้มออกมาอย่างพอใจ

ห้องเรียนชั้นปีที่หนึ่ง [Talk Ray]

ผมนั่งเรียนอยู่ข้าง ๆ เวเฟียสตลอด ดูหมอนี่จะไม่ได้สนใจการเรียนสักเท่าไร เอาแต่นั่งทำสีหน้าบึ้งตึงอยู่ตลอดเวลา แล้วทำไมกัน? ทุกครั้งที่อาจารย์ถามคำถามเขากลับตอบได้ตลอดเลย ตรงข้ามกับผมที่ตั้งใจเรียนทั้งชั่วโมง แต่กลับไม่รู้เรื่องอะไรสักนิด

หลังจบคลาสเรียน

พวกเราเดินออกมาจากห้องพร้อมกัน และเป็นผมที่ชวนเขาคุยก่อนเสมอ

“พอดีเลย อาจารย์ให้งานคู่มา พวกเรามาคู่กันดีไหมบัดดี้” ผมเอาแขนข้างหนึ่งพาดไปบนไหล่กว้างของคนที่สูงกว่าอย่างสนิทสนม

“ฉันไปสนิทกับนายตั้งแต่เมื่อไหร่” เขาปัดแขนของผมออกจากบ่าอย่างไม่สบอารมณ์ และรีบเดินหนีผมไป

“หงุดหงิดอะไรของเขาเนี่ย” ผมรีบวิ่งตามและพยายามที่จะกระโดดขึ้นหลังแกร่ง โดยไม่คิดที่จะให้เขาได้ทันตั้งตัว แต่ทว่าร่างสูงนั้นกลับหลบได้อย่างหวุดหวิด ทำให้มือของผมไปโดนหน้าอกของหญิงสาวที่เดินสวนมาพอดี

กรี๊ด... เพียะ !

“ไอ้โรคจิต! ไอ้บ้า! กะ... แกจับหน้าอกฉัน” เธอกรีดร้องเสียงดังลั่นตึก ทั้งยังด่าด้วยความไม่พอใจพร้อมกับตบผมไปหนึ่งที ผมรีบดึงมือของตัวเองกลับพลางโค้งหัวกล่าวขอโทษเธอ

“ขอโทษด้วยครับ ผมไม่ทันระวัง” ใบหน้าของผมชาไปหมด ทุกสายตาที่อยู่บริเวณนั้นจับจ้องมาที่ผม อาจารย์ที่อยู่บริเวณใกล้เคียงมองเห็นจึงเข้ามาช่วยพูดไกล่เกลี่ย เพิ่งเปิดเทอมไม่เท่าไรผมยังไม่อยากเข้าห้องปกครองหรอกนะ ขอร้องเถอะทำไมถึงได้ซวยแบบนี้

‘ฝากไว้ก่อนเถอะเวเฟียส’ เรย์ได้แต่สบถในใจ มองตามหลังเพื่อนที่ยังไม่สนิทกัน

หลังเลิกเรียน ท้องฟ้าเริ่มมืด เป็นเวลาเกือบหนึ่งทุ่ม เมสันยังไม่ปรากฏตัว เรย์เลยตัดสินใจที่จะเดินกลับ ในระหว่างทางกลับบ้าน ความซวยของเขาก็เริ่มทำงานอีกครั้ง

“อ้าว บังเอิญจังเจ้าเด็กน้อย” เสียงทักทายจากด้านหลังทำผมสะดุ้ง เพราะตอนนี้มีเพียงผมที่เดินอยู่ตามลำพัง ในเส้นทางอันมืดมิดตรงนี้

“ไอ้เจคไม่มาด้วยรึไง เมื่อวานที่ทำให้พวกเราขายหน้า คงจะสะใจแกสินะ งั้นวันนี้ต้องโดนสักหน่อยแล้วล่ะมั้ง”

‘พวกมันคือนักเลงกลุ่มเดิมที่เคยมาหาเรื่องผม’ เรย์รีบหันหลังวิ่งกลับไปทางมหาวิทยาลัยเมื่อเห็นชายทั้งสามวิ่งตรงเข้าหาเขา

“จับมันไว้!” พวกมันวิ่งตามมาทัน และจับล็อกแขนทั้งสองของเรย์เอาไว้

“เจ็บ! ปล่อยนะเว้ย!” ผมพยายามที่จะสะบัดมือออก พร้อมกระโดดถีบพวกมัน แต่ก็ไม่เป็นผล พวกมันทั้งสองล็อกตัวผมเอาไว้แน่นกว่าเดิม ผมไม่เคยทำอะไรให้พวกมันมาก่อน ทำไมต้องตามรังควานกันแบบนี้ด้วยนะ

“แรงเยอะนักใช่ไหม!” หัวหน้านักเลงควักมีดที่เหน็บอยู่ตรงเอวทางด้านหลังออกมา และทำท่าจะพุ่งเข้าแทงผม ผมเบี่ยงตัวหลบหลับตาลงด้วยความหวาดกลัว

พึ่บ! เฮือก…

“ลูกพี่!!!” มีดนั้นพลาดจากตัวผมไป และถูกใครบางคนโจมตีกลับจนหัวหน้านักเลงลงไปนอนกองกับพื้น

พวกลูกน้องปล่อยตัวผม และวิ่งไปดูลูกพี่ของมัน เมื่อลืมตาขึ้นช้า ๆ ปรากฏชายร่างสูงผมสีแดงยืนอยู่ด้านหน้าของผม ผมตกใจมากที่เป็นเขา

“เวเฟียส นายมาได้ไง”

“โธ่ ไอ้หน้าละอ่อน คิดว่าพวกกูจะกลัวมึงเหรอ จัดการมัน!” หัวหน้านักเลงออกคำสั่ง

ลูกน้องพุ่งโจมตีเข้าหาเวเฟียสในทันที เสียงต่อสู้หนักหน่วงดังตุบตับ เป็นคนร้ายที่ลงไปนอนกองกับพื้นอีกครั้ง แต่ในจังหวะนั้นหัวหน้านักเลงได้วิ่งเข้ามาใช้มีดแทงเวเฟียสต่อหน้าผม

มือไม้ของผมสั่นจนทำอะไรไม่ถูก เวเฟียสถีบหมอนั่นออก และซัดจนพวกมันสลบไป ผมก็รีบวิ่งเข้าไปดูเขาด้วยความเป็นห่วง

“เวเฟียส นายอยู่เฉย ๆ ฉันขอดูแผลหน่อย” ผมลนลานถกเสื้อที่หน้าท้องของเขาขึ้น แต่ภาพตรงหน้ากลับทำให้ผมตกตะลึง

‘ไม่จริง ไม่มีบาดแผลเลยงั้นเหรอ’ ผมมองที่ท้องของเขาพร้อมกับความคิดภายในใจ

“เมื่อกี้นายโดนแทง ฉันเห็นมันจริง ๆ นะ” เรย์พูดทั้งยังอึ้งงัน หันไปสบตากับบัดดี้

“จงลืมเรื่องราวทั้งหมดนี้ไปซะ” เขาจ้องมองผมกลับอย่างไม่ละสายตา ดวงตาสีรัตติกาลของเขาค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีทองน่าหลงใหลทั้งยังพูดเสียงเรียบ

“ทำไมดวงตาของนายถึงเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองแบบนั้นล่ะ” ผมเอ่ยถามอย่างประหลาดใจ แต่เขากลับหันหน้าหนีในทันที

“นายตาฝาดแล้วล่ะ”

‘ตาฝาดงั้นเหรอ’ ผมแน่ใจเลยว่าเห็นดวงตาของเขาเปลี่ยนจากสีดำเป็นสีทองจริง ๆ แต่ทันใดนั้นก็มีแสงไฟหน้ารถคันหนึ่งส่องเข้ามาบริเวณที่พวกเราอยู่กัน

“เวเฟียส นายยืนรอตรงนี้ก่อนนะ เดี๋ยวฉันจะพานายไปโรงพยาบาล” ผมวิ่งเข้าหารถคันนั้นที่ค่อย ๆ ชะลอตัวจอดลง โชคดีที่เป็นพ่อของผม

“พ่อ ทางนี้” พ่อลงจากรถมาดูสถานการณ์

“นี่มันเกิดอะไรขึ้น”

“มีคนได้รับบาดเจ็บ เราต้องรีบพาเขาไปโรงพยาบาล” ผมหันกลับไปหาเวเฟียสที่ยืนอยู่ข้างหลัง แต่เขากลับไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว

หรือผมจะตาฝาดไปจริง ๆ ตอนนี้ก็มืดและมีหมอกลงจัด บางทีเขาอาจจะไม่เป็นอะไรก็ได้

“พวกเรากลับกันเถอะครับ คงไม่มีอะไรแล้ว”

“แล้วพวกที่นอนกองอยู่นี่ล่ะ”

“ปล่อยพวกมันไปเถอะครับ” ผมไม่ได้ใจร้ายขนาดนั้น แม้จะตัดสินใจไม่แจ้งความ แต่ก็ลากพวกเขาออกจากกลางถนนมานอนอยู่ที่ริมกำแพง ก่อนที่ผมกับพ่อจะเดินกลับมาขึ้นรถและขับออกไปจากที่เกิดเหตุ

เมื่อกลับถึงบ้าน ผมวางกระเป๋าและทิ้งตัวนอนลงบนเตียง ทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันแรกที่ย้ายมาอยู่เมืองนี้ ผมพบเจอแต่เรื่องแปลก ๆ ผมช่วยชีวิตคนที่เจ็บหนักแต่เขาก็หนีไป ผมกลับบ้านโดยลำพังแต่โดนแก๊งนักเลงมาทำร้ายทั้งที่ไม่เคยไปทำอะไรให้พวกมัน และในสองครั้งนี้กลับโชคดีที่มีรุ่นพี่กับบัดดี้มาช่วยเอาไว้ได้ทัน

แต่ที่ผมไม่เข้าใจคือชายผมสีดำเทา ทำไมถึงมีบุคลิกคล้ายพี่เจคเป็นอย่างมาก แถมพี่เจคเองก็เรียกร้องให้ผมทำอาหารเมนูนั้นให้ มันบังเอิญเกินไปไหมนะ

แต่คงเป็นไปไม่ได้หรอกที่เขาจะเป็นคนเดียวกัน เพราะชายคนนั้นเจ็บหนักมาก ไม่มีทางที่จะแผลจะหายเร็ว และทำตัวปกติได้เร็วขนาดนี้

ส่วนเวเฟียสเพื่อนร่วมห้องของผม เขามีนิสัยลึกลับไม่สนใจใครอยู่แล้ว แต่ทำไมถึงโผล่มาช่วยผมได้ล่ะ และผมก็มั่นใจมากด้วยว่าเห็นเขาถูกแทง ไม่มีทางที่จะไม่มีบาดแผล แถมยังมีดวงตาที่เปลี่ยนสีได้อีก นี่มันอะไรกัน!? ผมปวดหัวมากจนต้องลงมาทานยาแก้ปวด ผมควรปรึกษาเรื่องพวกนี้กับพ่อดีไหมนะ

บ้านของเวเฟียส

‘นายนุ่มนิ่มจะตาย แต่กล้ากลับบ้านคนเดียว ทั้งที่ในเมืองนี้น่ะ ...มันอันตราย แต่นายก็ทำให้ฉันนึกสนใจ เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีใครสามารถลบล้างมนต์คาถาของฉันได้ แต่ดูเหมือนว่ามนต์นั้นจะไม่มีผลกับนายเลย เพราะอะไรกันนะ?’ หลังจากที่เวเฟียสได้เข้าไปช่วยเพื่อนร่วมชั้นเรียน หรือบัดดี้ เขาก็เริ่มให้ความสนใจกับเรย์มากขึ้นด้วยเหตุผลบางอย่าง เวเฟียสนั่งเท้าแขนลงบนโต๊ะตรงหน้า สองมือผสานกันแล้วได้แต่ครุ่นคิด

“นายเป็นใคร ...ฉันจะต้องรู้ให้ได้"

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED