ตอน 1

คริสต์ศักราช 1973 ประเทศนอร์เวย์

สวัสดีครับ ผมชื่อ เรย์ ซิลวาเพิร์ต เป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเอ็กซ์ ปัจจุบันผมอายุสิบแปดปี วันนี้เป็นวันปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ หลังจากที่ได้เดินดูรอบมหาวิทยาลัย ก็ไม่ได้รู้สึกว่าที่นี่จะมีความพิเศษอะไร พื้นที่เขรอะไปด้วยคราบสีดำ บอกให้รู้ว่าไม่ได้มีการขัดทำความสะอาดมานาน โรงยิมนี้มืดมิดไร้แสงไฟเข้าถึง ห้องน้ำก็เขรอะไปด้วยรอยวาดขีดเขียนจากพวกมือบอน แต่เพราะพ่อตัดสินใจพาผมย้ายจากประเทศจีนมาที่นอร์เวย์ ผมก็คงต้องพยายามอย่างมากกับการปรับตัวให้ชินกับชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย มันคงเป็นอะไรที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงกับชีวิตวัยเด็ก โลกของผู้ใหญ่กำลังรอผมอยู่ ผมยังรู้สึก ...ไม่อยากโตเลยแฮะ

ตกเย็นหลังจากที่ปฐมนิเทศเสร็จ ทุกคนก็แยกย้ายกันกลับบ้าน บ้านของผมอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยสักเท่าไร แต่คุณเมสันพ่อของผมก็ยังขับรถมารับ

“วันแรกเป็นยังไงบ้าง” พ่อเอ่ยถามหลังจากที่ผมขึ้นมานั่งบนรถ ผมพยายามทำตัวเหมือนว่าตื่นเต้นกับมัน เพราะถ้าจะบอกว่าไม่ชอบที่นี่เลย พ่อคงจะรู้สึกอึดอัด

“มันรู้สึกสุดยอดมากเลยครับ แว็บแรกที่เห็นนึกว่ามหาฯ ลัยร้างซะอีก” ถึงแม้จะบอกว่าสุดยอด แต่ก็ยังติดตลกว่าเหมือนมหาวิทยาลัยร้าง ทำเอาผู้เป็นพ่อถึงกับหัวเราะลั่น

“ฮ่าฮ่าฮ่า เอาน่า... มหาฯ ลัยนี้มันมีมาตั้งแต่รุ่นปู่เราแล้วอะเนอะ”

“เอาจริง ๆ พ่อไม่จำเป็นต้องมารับผมก็ได้ บ้านเราก็อยู่ใกล้แค่นี้เอง”

“พอดีวันนี้พ่อว่างน่ะ”

เมสันกำลังขับรถกลับบ้าน สองข้างทางนั้นเต็มไปด้วยป่าที่หนาทึบ วันนี้หมอกค่อนข้างหนา บรรยากาศน่านอนสุด ๆ แต่แล้วก็มีชายคนหนึ่งเดินพุ่งพรวดออกมาจากป่า เรย์มองจ้องไปที่ชายคนนั้น ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยเลือด เสื้อผ้าก็ขาดหลุดลุ่ย และได้เห็นเขาทรุดตัวลงนอนกองอยู่ข้างถนน

“พ่อ! จอดรถก่อนครับ ตรงนั้นมีคนได้รับบาดเจ็บ” เรย์ตกใจพูดบอกพ่อเสียงดังลั่น ทำให้พ่อหันไปมองที่คนเจ็บ ก่อนจะเหยียบเบรกเพื่อจอดรถอย่างกะทันหัน

ผมกับพ่อรีบลงไปดูชายคนนั้น แต่สิ่งที่ทำให้ผมแปลกใจ คือพ่อโยนเครื่องเงินบางอย่างไปบนตัวเขา

“นี่พ่อทำอะไรน่ะ พวกเราต้องรีบช่วยเขานะ!” พ่อไม่ตอบรับ เขายังคงมองไปที่ชายคนนั้นก่อนจะหยิบมีดพกประจำตัวที่ผมเห็นอยู่บ่อยครั้งออกมา จากนั้นก็วิ่งเข้าป่าไป ทิ้งให้ผมอยู่กับชายแปลกหน้าที่นอนจมกองเลือดเพียงลำพัง

‘แล้วผมต้องทำไงดีล่ะ สถานการณ์แบบนี้มันทำให้ผมทำตัวไม่ถูก’

...เรย์ได้แต่มองตามเมสันที่วิ่งเข้าป่าไปเพื่อสำรวจโดยรอบ...

“นี่นาย อย่าเป็นอะไรไปนะ ตั้งสติเข้าไว้”

ผมค่อย ๆ นั่งลงข้างคนเจ็บ มือข้างหนึ่งจับประคองคนร่างหนาอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ตอนนี้ผมทำได้แค่เพียงเรียกสติของชายแปลกหน้าที่ดวงตาริบหรี่ใกล้ปิดสนิทไม่ให้หลับไป และในขณะนั้นพ่อก็วิ่งออกมาจากป่าข้างทางด้วยท่าทีที่รีบร้อน

“เราต้องรีบพาเขาออกไปจากที่นี่” ผมเห็นด้วยกับคำพูดนั้น พวกเราจึงช่วยกันพยุงเขาขึ้นรถ และกลับบ้านในทันที

บ้านของเรย์

เรย์มองดูชายตรงหน้าที่หลับสนิท นิ้วมือยาวเริ่มถอดเสื้อผ้าที่ขาดหลุดลุ่ยไม่เป็นชิ้นของเขาออกทั้งหมดก็อดสงสัยไม่ได้เมื่อเห็นบาดแผลบนกายใหญ่นั้น

‘นี่เขาไปถูกใครทำร้ายมากันนะ? อาการของชายคนนี้แย่มาก สภาพมอมแมมคล้ายไปฟัดกับหมาที่ไหนมา แต่บาดแผลนั้นลึกและเป็นรอยยาว ทั้งบนแผ่นหลัง หน้าอก แขนและขา’ เรย์เริ่มปฐมพยาบาลโดยการใช้แอลกอฮอล์เช็ดแผลให้เขา

จนทั่วทั้งตัว กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วห้องของชายหนุ่มผู้ให้การช่วยเหลือ หลังจากที่ใช้แอลกอฮอล์เช็ดแผลเสร็จจึงเริ่มทายาแดง เสร็จสรรพก็นำผ้าก๊อซมาพันแผลเอาไว้ แต่แผลบนร่างกายของชายแปลกหน้ามีเยอะมาก ทำให้ผ้าก็อซที่มีอยู่นั้นไม่พอ เมสันจึงอาสาออกไปซื้อให้

‘ไม่รู้ว่าเขาจะฟื้นตอนไหน หากฟื้นแล้วผมถึงจะนำตัวเขาส่งรักษาได้ แต่ตอนนี้ผมยังไม่รู้เลยว่าเขาเป็นใคร เห็นเป็นเพียงวัยรุ่นผู้ชายที่อายุน่าจะไล่เลี่ยกันกับผม’

ชายร่างหนาตรงหน้ายังไม่ลืมตา เขามีอาการหนาวสั่น นอนขดตัวอยู่บนเตียงนอน เรย์จึงเดินไปหยิบผ้าห่มหนาอีกผืนจากตู้มาห่มให้เขาอีกชั้น แต่ทว่า...

“กูจะฆ่าพวกมึง!?”

พึ่บ!!! ทุกอย่างมันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เสียงที่เกรี้ยวกราดของชายคนนั้นทำให้เรย์ตกใจมาก เพียงแค่ปลายนิ้วของเรย์สัมผัสโดนตัวเขา ก็โดน

ล็อกคอให้ลงไปนอนราบบนเตียง โดยที่คนตัวใหญ่กว่าขึ้นมาทับอยู่บนตัว ใบหน้าหล่อคมนั้นซุกอยู่ที่ซอกคอของคนตัวเล็กกว่า ลมหายใจร้อนของคนบนร่างกระทบต้นคอจนเรย์รู้สึกจั๊กจี้

‘นี่เขานอนละเมอออกมาอย่างไม่รู้ตัวเลยสักนิดงั้นสินะ’

“ตัวหนักชะมัดเลย” เรย์ค่อย ๆ ผลักตัวเขาออก ดวงตาสีน้ำเงินครามพลางมองดูผู้ชายร่างสูงใหญ่ตรงหน้า เปลือกตาของเขาปิดสนิท แพรขนตาดำยาว เส้นผมสีดำเทารับกับจมูกโด่งใบหน้าคมคายได้รูปทำให้เรย์ตกอยู่ในภวังค์ไปชั่วขณะ

‘ทั้งที่เสียเลือดเยอะขนาดนี้ เขายังดูดีอยู่เลย’

เรย์เบนสายตาจากชายตรงหน้าแล้วเริ่มเก็บทำความสะอาดห้องนอนของตนเอง นำสิ่งของเปื้อนเลือดใส่ถุงแล้วเดินลงมาทิ้งขยะด้านล่าง

ผมไม่รู้ว่าพ่อจะกลับมาเมื่อไหร่ และคนเจ็บจะตื่นขึ้นมาตอนไหน เลยทำเมนูง่าย ๆ เป็นข้าวต้มหมูหม้อใหญ่ตั้งไว้กลางโต๊ะอาหาร ก่อนจะนอนดูทีวีอย่างสบายใจที่โซฟานิ่มด้านล่าง เพราะผมไม่อยากไปนอนเบียดกับคนแปลกหน้าข้างบนห้อง

หนึ่งชั่วโมงผ่านไป [Talk …]

“ปวดตัวชะมัด” กลิ่นหอมของอาหารทำให้ผมรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา ผมลืมตาขึ้นช้า ๆ พลางมองสำรวจไปรอบ ๆ ห้องสี่เหลี่ยมนี้ ทุกอย่างที่เห็นมันดูแปลกตาไปหมด แถมยังมีกลิ่นของคนที่ไม่คุ้นเคย พอมองดูดี ๆ ถึงได้สติว่านี่มันไม่ใช่ห้องของผม

จ๊อก...

เมื่อท้องร้องโครกครากเสียงดัง ผมเริ่มรู้สึกหิวทันทีจึงค่อย ๆ พยุงตัวเองเดินตามกลิ่นของอาหารไปที่ชั้นล่างแต่ไม่พบใคร มีเพียงเมนูแปลกตาเป็นข้าวใส่ผัก และมีชิ้นหมูเล็กผสมอยู่ในหม้อใหญ่ที่ถูกวางอยู่ตรงกลางโต๊ะ ผมสูดดมกลิ่นอาหารไปหนึ่งฟอดใหญ่ ก่อนจะจัดการข้าวต้มหมูตรงหน้าอย่างเอร็ดอร่อยในห้องครัวที่มืดมิด

ง่ำ ๆ แกรก ๆ

เรย์เผลอนอนหลับไป แต่เริ่มรู้สึกตัวเมื่อได้ยินเสียงบางอย่างตรงบริเวณโต๊ะอาหาร จึงค่อย ๆ หยัดตัวลุกขึ้นยืน ก่อนจะหาอาวุธที่อยู่ใกล้มือมากที่สุด และเดินย่องเข้าไปในห้องครัว ดวงตาสีน้ำเงินเห็นเงาตะคุ่ม ๆ อยู่ด้านใน แผ่นหลังกว้างที่ไม่คุ้นตาทำให้เรย์แน่ใจว่าเป็นคนร้ายแน่ ๆ ที่มานั่งทำท่าลับ ๆ ล่อ ๆ อยู่ในความมืดแบบนี้

ผมที่หิวโซกินข้าวต้มหมูจนเกือบจะหมดหม้อแล้ว แต่ด้วยสัญชาตญาณบางอย่าง ทำให้รู้สึกถึงจิตสังหารที่คืบคลานเข้ามา

‘จะฟาดให้ตายเลย’ เรย์คิดในใจก่อนจะง้างมือขึ้นสูง

“นี่แน่ะ ไอ้โจรตายซะ!!!” เสียงตวาดดังมาจากด้านหลัง พร้อมอาวุธบางอย่างที่พุ่งมาทางผม

ดีที่ผมยังไหวตัวทัน แต่ยังคงโดนไม้กวาดฟาดเข้าให้สองสามที เด็กหนุ่มที่ถือไม้กวาดเป็นอาวุธไม่มีทีท่าว่าจะถอยและวางไม้นั่นลง ผมคงต้องเผ่นก่อน แต่ก็ไม่ลืมที่จะหยิบหม้อข้าวต้มมาด้วย

..เมนูนี่ผมไม่เคยกินมาก่อน แล้วมันยังอร่อยมากด้วย..

คนบาดเจ็บใช้มือข้างหนึ่งเปิดหน้าต่าง และกระโดดออกมาจากตัวบ้านอย่างรวดเร็ว

“เฮ้ย เจ้าหัวขโมย เอาหม้อคืนมา!” เรย์ตามไปไม่ทัน เขากระโดดออกหน้าต่างหายไปพร้อมกับหม้อข้าวต้มหมูแล้ว

“นี่มันอะไรกัน? แล้วชายคนนั้นล่ะ!” เรย์ตั้งสติได้ก็รีบวิ่งขึ้นไปบนห้อง จึงพบว่าชายคนนั้นหายไป

“ทั้งที่บาดเจ็บหนักขนาดนั้น แล้วตอนนี้ก็ปลอดภัยแล้วแท้ ๆ ทำไมยังต้องหนีอีก” เสียงแห่งความสงสัยถูกเปล่งออกมา หัวคิ้วทั้งสองของเรย์ชนเข้าหากัน

เมสันเพิ่งกลับมา เขาถือถุงยาและผ้าก็อซเดินมาถึงตรงทางขึ้นบันได แต่สังเกตเห็นหน้าต่างถูกเปิดออกทั้งได้ยินเสียงเรย์ดังมาจากข้างบนพอดี

“เกิดอะไรขึ้น” เมสันรีบวิ่งขึ้นไปที่ชั้นบน เมื่อมาถึงห้องของเรย์ก็มองเตียงที่ว่างเปล่า และเข้าใจได้ในทันทีว่าชายคนนั้นหนีไปแล้ว

"เดี๋ยวพ่อกลับมา" เมสันโยนถุงยาในมือทิ้งไว้บนเตียงของเรย์ ก่อนจะออกไปสำรวจรอบ ๆ บ้าน

มหาวิทยาลัยเอ็กซ์ [Talk Ray]

“สวัสดีนักศึกษาทุกคน ตามธรรมเนียมของเรา ทุกคนจะต้องมีคู่บัดดี้ เพื่อสนับสนุนและช่วยเหลือกัน อาจารย์จะเรียกให้มาจับฉลาก แล้วให้นั่งโต๊ะคู่กันกับบัดดี้ของตัวเอง ส่วนเรื่องสายรหัสก็รับคำใบ้จากพี่รหัสของตัวเอง แล้วไปตามหากันเอาเองนะจ๊ะ” อาจารย์เอ่ยเสียงดังฉะฉานอยู่ที่หน้าห้อง และเมื่อจบคำก็หันมาเรียกผมเป็นคนแรก

“มาจ้ะ เรย์” ผมเดินออกไปหน้าชั้นเรียน ส่งมือลงไปในกล่องกระดาษสีดำ และควานหาชื่อคู่บัดดี้ของผม แต่ก็หวังว่าผมจะไม่โชคร้ายนะ

“เวเฟียสครับ” อาจารย์ชี้นิ้วไปทางเจ้าของชื่อ สายตาของผมเลื่อนไปจับจ้องผู้ชายคนนั้น เขามีเส้นผมสีแดงสด ผิวขาวซีด ริมฝีปากอมชมพูจนเกือบแดง

‘ดูโดดเด่นมากจริง ๆ เขาดูมีอะไรบางอย่างที่แตกต่าง ทำให้ผมจ้องเขาอยู่สักพักเลยล่ะ’

“นายคือเวเฟียสสินะ ยินดีที่ได้รู้จัก” ผมหอบข้าวของไปนั่งข้างชายผมแดง แต่เขากลับไม่มีท่าทีใส่ใจอะไรผมเลย

“อืม” มีเพียงการตอบรับด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาของเขา มันทำให้ผมรู้สึกว่าเขาอาจจะไม่อยากมีบัดดี้เป็นผม

วิชาพละ

โรงยิมเก่า ๆ แบบนี้จะใช้งานได้ก็ต่อเมื่อถูกซ่อมแซมทำความสะอาดเท่านั้นแหละ ไม่พ้นจะต้องเป็นหน้าที่ของนักศึกษา ผมสงสัยว่ามหาวิทยาลัยไม่มีเงินจ้างภารโรงหรือแม่บ้านเลยหรือไง แล้ววิชาพละของผมก็กลายเป็นวิชาทำความสะอาดไปซะงั้น

“ช่วยด้วย! เพื่อนโดนสังกะสีบาด” เสียงตะโกนร้องจากทางหลังโรงยิมดังขึ้น ผมที่กำลังถูพื้นอยู่ด้านในโรงยิมกับเวเฟียส โยนไม้ถูพื้นในมือทิ้งไป ทุกคนพากันวิ่งกรูไปดูยังจุดเกิดเหตุ เพื่อนคนหนึ่งในห้องโดนสังกะสีหล่นใส่ที่ขา จนเกิดแผลลึกเหวอะหวะน่ากลัว เลือดไหลอาบท่วมขาและเปื้อนพื้นไปหมด

‘นี่มัน… ทำไมต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้อีกแล้วเนี่ย เฮ้อ’

ผมก้าวไปนั่งลงข้าง ๆ คนเจ็บ

“ขอผ้าสะอาดและเปลผู้ป่วย ด่วนครับ!” ผมพูดคล้ายออกคำสั่ง ให้เพื่อนที่เหลือช่วยกันจัดแจง เพื่อน ๆ ต่างช่วยกันตามที่ผมบอก และไม่นานก็มีเพื่อคนหนึ่งเอาผ้าสะอาดมาให้ผม

“มาแล้ว ๆ” ผมรับผ้าขาวสะอาดนั้นมาประคบลงบนขาของคนเจ็บ และกดเพื่อห้ามเลือดเอาไว้ เลือดจำนวนมากซึมผ่านผ้ามาที่มือของผม

“พาเพื่อนส่งห้องพยาบาลได้เลยครับ” ผมบอกเพื่อนคนอื่น ๆ ทุกคนช่วยกันพยุงร่างของเขาขึ้นบนเปลคนเจ็บ

เรย์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง และหันหลังกลับไปมองทางด้านในโรงยิม เวเฟียสยังยืนถูพื้นอยู่ตรงนั้นอยู่เลย 'นี่เขาไม่เห็นหรือไงว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น ทำไมถึงยังถูพื้นอยู่ได้หน้าตาเฉยโดยไม่สนใจอะไรเลย'

ห้องเรียนนักศึกษาปีที่หนึ่ง

“อาจารย์นำตัวเพื่อนส่งรักษาที่โรงพยาบาลแล้วนะครับ เขาบาดเจ็บหนักคงต้องลาหยุดยาว ทุกคนไปเยี่ยมเพื่อนได้นะ และต้องขอโทษด้วยที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น” อาจารย์กล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้า

‘ผมเข้าใจ ไม่มีใครอยากให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นหรอก’

ในขณะที่อาจารย์พูดอยู่ เรย์ก็หันมองเวเฟียสไปด้วย

“เวเฟียส ทำไมนายไม่มาดูเพื่อนเลย” เรย์ถามคนข้างกายด้วยความสงสัย

“ไม่ใช่ธุระของฉัน" เขาตอบด้วยน้ำเสียงที่นิ่งเฉย

‘หมอนี่มันเป็นคนยังไงถึงได้เย็นชาขนาดนี้’

“แต่ว่าเพื่อนเจ็บหนักเลยนะ”

“ฉันไม่สน”

‘สีหน้าของเขานิ่งเฉยและคำพูดดูไม่สนโลก แต่ว่าพวกเราก็เพิ่งจะรู้จักกัน ผมเลยไม่อยากจะเซ้าซี้ แต่อยากจะเรียนรู้ตัวตนของเขาให้มากขึ้น ก่อนที่จะตัดสินว่าเวเฟียสเป็นคนนิสัยยังไง’ เรย์เลิกต่อล้อต่อเถียงกับชายหนุ่มเส้นผมสีแดง เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ สายตามองกลับไปที่อาจารย์อีกครั้ง

หลังเลิกเรียน เรย์เห็นว่าทุกคนเริ่มตามหาพี่สายรหัสของตัวเองกันแล้ว คำใบ้ในใบกระดาษที่ทุกคนได้นั้นมันดูคล้ายเกมซ่อนแอบ เพราะไม่มีใครรู้ว่าพี่รหัสคือใคร ตัวตนของพี่รหัสเป็นอย่างไร

“รุ่นพี่ก็มีเยอะมากด้วย อย่างน้อยถ้าบอกเพศมาหน่อยอาจจะช่วยให้ง่ายขึ้น เฮ้อ” เรย์กางกระดาษใบน้อยในมือออกมาแล้วได้แต่ถอนหายใจ

‘นี่มันคำใบ้อะไรกันเนี่ย!’

หิวตลอดเวลา

‘แสดงว่าเขาต้องมีรูปร่างใหญ่ และกินตลอดเวลาแน่ ๆ นอกจากนี้เขาต้องมีความสุขในการกินมาก ๆ ด้วยล่ะสิ แต่ใครใช้ให้เขียนคำใบ้ที่มันไม่ได้เรื่องแบบนี้มากันน่ะ ถ้าผมเจอพี่รหัส เขาจะต้องปล้นของกินผมไปหมดแน่เลย หรือไม่ก็ใช้ให้ผมทำอาหารที่เขาอยากกิน แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว’ เรย์ได้แต่กุมขมับตัวเอง มองดูนักศึกษาคนอื่น ๆ วิ่งพล่านไปมา ขณะที่เขานั่งรอพ่อมารับ

ตอน 2

แสงแดดยามเช้าสาดส่องเข้ามาในห้องนอนของเรย์ เปลือกตาของชายหนุ่มขยับเปิดขึ้นเผยดวงตาสีน้ำเงินสวย ร่างสูงบางลุกขึ้นนั่งก่อนจะบิดขี้เกียจเล็กน้อย นิ้วมือยาวรูดผ้าม่านออกทำให้แสงแดดอ่อนสาดส่องเข้ามาภายในห้อง หน้าต่างถูกเปิดออกช้า ๆ เรย์สูดหายใจเข้าเต็มปอดรับอากาศบริสุทธิ์

‘จากที่ผมสืบค้นมา ปกติแล้วที่นี่จะปกคลุมไปด้วยหมอกหนาและอากาศหนาวเหน็บอยู่เสมอ คงไม่บ่อยนักที่แสงแดดจะสาดส่องทะลุเมฆหนาลงมา’

“หม้อใบใหญ่ในครัวหายไปไหนล่ะเนี่ย”

‘พ่อของผมง่วนอยู่กับการหาหม้อใบใหญ่ภายในครัว ผมควรจะบอกพ่อดีไหมนะ ว่าชายคนนั้นเอาหม้อไป’

“พ่อ ผมจะสายแล้วนะ” เรย์ตะโกนเรียกพ่อในขณะที่กำลังสวมรองเท้าอยู่หน้าประตูบ้าน

“โอเค ๆ พ่อกำลังออกไป” เมสันเดินออกมาจากครัวด้วยสีหน้างุนงง และบ่นพึมพำกับตัวเองเรื่องหม้อ

“เหมือนจำได้ว่าตอนย้ายของก็เอามาด้วยนี่นา...”

“เดี๋ยวว่าง ๆ ผมจะช่วยหานะครับ” เรย์เลือกที่จะไม่บอกพ่อของเขา เรื่องหม้อใบนั้นแล้วเดินขึ้นมานั่งรอบนรถ

‘วันนี้ผมมีภารกิจที่ต้องตามหาว่าใครคือพี่รหัสของผม จากคำใบ้มันจะมีรุ่นพี่สักกี่คนกันเชียวที่จริงจังกับการกินมาก ๆ’

“กำลังคิดอะไรอยู่เหรอเรย์” พ่อเดินมาขึ้นรถ สตาร์ตเครื่อง และขับรถออกไปก่อนจะเห็นสีหน้าของเรย์ที่กำลังเคร่งเครียดจึงได้เอ่ยถาม

“พอดีที่มหาฯ ลัยเขาให้ตามหาพี่รหัสของตัวเองน่ะครับ” เรย์ตอบกลับ เมสันเองก็หันมาพร้อมกับยิ้มบางให้กับลูกชาย

“ก็ดีนะ อย่างน้อยเขาก็หาอะไรให้ลูกทำ จะได้ไม่เบื่อ”

‘จะได้ไม่เบื่องั้นเหรอ แต่ว่า... ผมไม่ชอบกิจกรรมแบบนี้น่ะสิ’ ผมได้แต่คิดอยู่ภายในใจ พลางมองออกไปนอกกระจกรถ

หน้ามหาวิทยาลัยเอ็กซ์

“จอดรถตรงนี้แหละครับ เดี๋ยวผมเข้าไปเอง” เมสันหยุดรถ เรย์เปิดประตูลงจากรถทันทีที่รถจอดสนิท ก่อนจะเดินเข้ามหาฯ ลัย

“วันนี้พ่ออาจไม่ได้มารับนะ กลับเองได้ใช่ไหม” เมสันตะโกนออกมาจากรถ ประโยคของพ่อทำให้เรย์หันกลับไปตอบรับ

“ครับ!” คนเป็นพ่อมองลูกชายที่กำลังเติบโตเป็นหนุ่ม ก่อนจะขับรถออกไป

ผมกำลังเดินเข้ามหาวิทยาลัย หางตาพลันเหลือบเห็นชายคนหนึ่งที่ดูคุ้นตา เขาเดินแซงหน้าผมไป ผมเดินก้าวขายาว ๆ ตามหลังชายข้างหน้า เพื่อที่จะดูให้แน่ใจ ว่าเขาใช่คนที่ผมคิดหรือเปล่า และลองเชิงถามดู

“นี่... นายข้าวต้มหมู แผลหายดีแล้วเหรอ?” สิ้นเสียงทักทายของผม คนตรงหน้าก็หยุดเดินกะทันหัน ทำให้ใบหน้าของผมชนเข้ากับแผ่นหลังกว้างของเขาอย่างจัง

“โอ๊ย! เจ็บ” ผมเอามือกุมจมูกของตัวเองเอาไว้ ก่อนจะหันมองคนร่างสูงใหญ่ตรงหน้าที่ค่อย ๆ หมุนตัวมาทางผม

“มีอะไร” ชายหนุ่มร่างใหญ่ เขาสูงกว่าผมราวสักสิบเซนติเมตร หันกลับมาถาม ทำให้ผมเห็นใบหน้าของเขาอย่างชัดเจน

เส้นผมสีดำเทาตัดกับดวงตาสีน้ำตาลดูดุดันมีเสน่ห์คู่นั้นทำให้เรย์ตกอยู่ในภวังค์

“นะ… นายจำฉันไม่ได้เหรอ” เมื่อได้สติผมก็เอ่ยเสียงสั่น เพราะเริ่มรู้สึกไม่แน่ใจ ผมจำได้แค่ว่าชายที่ผมช่วยไว้มีผมสีดำเทา ร่างสูงใหญ่ แต่ไม่เคยเห็นดวงตาของเขาเลย

“ฉันไม่รู้จักนาย” คนตรงหน้าตอบกลับเสียงเรียบ ทำให้ผมคิดไปว่าผมอาจทักคนผิดจริง ๆ และในความเป็นจริง เขาคนนั้นบาดแผลหนักไม่น่าจะหายได้เร็วภายในหนึ่งถึงสองวัน

“เด็กปีหนึ่งแบบนายชอบทำตัวมีปัญหาสินะ เปิดเทอมวันแรกก็หาเรื่องคนอื่นซะแล้ว หึ” เขาเอ่ยต่อพร้อมยกยิ้มมุมปาก และส่งสายตาน่ากลัวมองมาที่ผม

‘ชอบทำตัวมีปัญหางั้นเหรอ หมายความว่ายังไง’

“ขะ... ขอโทษครับ” ผมรู้สึกไม่สบายใจ รีบโค้งตัวขอโทษ เมื่อเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งเขาก็หายไปแล้ว

“เร็วชะมัดเลย”

เรย์เดินขึ้นมาถึงห้องเรียนก็พบว่าเวเฟียสที่เป็นบัดดี้ของเขาไม่มาเรียน อาจารย์แจ้งว่าเขาไปธุระแต่เรย์ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร

โรงยิมที่ถูกทำความสะอาดไปครั้งก่อน ตอนนี้ดูสบายตาขึ้นเยอะ พื้นที่โล่งกว้างเหมาะจะใช้งานมากขึ้น ขาดก็แต่แสงไฟ ในคราวนี้อาจารย์จึงขอให้นักศึกษาวิศวกรรมไฟฟ้าปีหนึ่งถึงสองช่วยกันจัดการ แน่นอนว่าผมคงต้องสูบความรู้จากรุ่นพี่ และเป็นโอกาสที่ดีที่อาจจะเจอตัวพี่รหัสของผมด้วยเช่นกัน

นักศึกษาปีที่หนึ่งทุกคนกำลังช่วยพี่ ๆ ขนย้ายอุปกรณ์สำคัญต่อการเชื่อมต่อไฟฟ้าระหว่างตึก ที่น่าแปลกใจคือโรงยิมนี้ถูกปิดร้างมาตลอดไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงมาซ่อมแซมเอาตอนนี้ล่ะ

“เริ่มจากวางแปลนไฟฟ้าในอาคารก่อนแล้วกัน พวกมึงวาด” เสียงของรุ่นพี่ด้านบนเวทีพูดคุยกัน เขาออกคำสั่งให้เพื่อนในกลุ่มลงมือวาดแปลน

“เออ ๆ” ตามด้วยเสียงตอบรับอย่างเชื่อฟัง

ภายในไม่กี่นาที รุ่นพี่ก็ร่างภาพระบบไฟฟ้าสำหรับโรงยิมแห่งนี้ขึ้นมา พร้อมส่งภาพนั้นเข้ามาในไลน์กลุ่มของคณะ ผมดูภาพแล้วมันล้ำลึกเกินกว่าที่เด็กปีหนึ่งแบบผมจะเข้าใจ

“เด็กปีหนึ่งช่วยพี่ ๆ เตรียมอุปกรณ์ก็แล้วกัน แบ่งออกเป็นห้าตำแหน่งตามภาพ อยากช่วยพี่คนไหนก็ตามสะดวก” รุ่นพี่คนหนึ่งกล่าวขึ้น

ทั้งห้าตำแหน่งแบ่งเป็น ระบบเครื่องเสียง ระบบคอมพิวเตอร์ ระบบเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ระบบจอแสดงผลโปรเจคเตอร์ และระบบแสงไฟสปอตไลต์

เรย์ลังเลว่าจะไปจุดไหนดี แต่บังเอิญเหลือบไปเห็นผู้ชายผมสีดำเทาคนเดิมที่เจอตรงทางเข้ามหาลัย

‘พี่เขาก็อยู่คณะนี้ด้วยเหรอ เมื่อเช้าผมเสียมารยาทใส่เขา คิดว่า… ควรจะทำดีไถ่โทษสักหน่อย’ เรย์คิดในใจขณะที่มองจ้องชายคนนั้นอยู่ ก่อนจะก้าวขายาวเดินเข้าหา

“ขอสายแลนกับคีม” รุ่นพี่ยื่นมือลงมาจากเวทีอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ผมจะหยิบของสองสิ่งนั้นส่งให้

“เออ แบบนี้ค่อยดีหน่อย พวกก่อนหน้านี้แม่งไม่ได้เรื่อง” รุ่นพี่พูดขณะรับของไปจากมือของผม ดวงตาสีอัลมอนด์ปลายตาคมมองจ้องหน้าของผมก่อนเขาจะเอนตัวกลับไป ดวงตาสีน้ำเงินจับจ้องเขาอย่างไม่วางตา

“มองอะไร รีบช่วยดิจะได้เสร็จ” เรย์ก้มหน้าไม่ตอบอะไร พร้อมมีท่าทีลนลานจับคีมอีกอันขึ้นมาด้วยความงงงวย ทำให้รุ่นพี่เข้าใจแล้วว่าเขาทำไม่เป็น

“ทำไม่เป็นล่ะสิ งั้นจะสอน แต่แค่รอบเดียว” รุ่นพี่กระโดดลงมาจากเวทีอย่างทะมัดทะแมง นั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม เขาหยิบอุปกรณ์ขึ้นมาพร้อมอธิบาย เรย์หมุนตัวตามก่อนจะนั่งลงที่โต๊ะ แล้วทำตามทีละขั้นตอน จึงสรุปใจความได้ว่า

หนึ่ง ปอกเปลือกนอกของสายแลนออก โดยใช้คีมเข้าหัวที่มีมีดปลอก ใช้คัตเตอร์หรือกรรไกรแทนก็ได้ ระยะการปอกให้ห่างจากปลายสายประมาณสองถึงสามเซนติเมตร พอใส่สายแลนเข้าไปแล้วหมุนคีมเป็นวงกลมให้รอบสาย ระวังอย่าให้สายแลนภายในขาด

สอง ดึงปลอกสายแลนส่วนปลายแยกออกจากกันเมื่อปอกสายแลนเสร็จแล้ว จะสังเกตเห็นเส้นด้ายสีขาวและไส้กลาง ให้ใช้กรรไกรตัดออก

สาม สายแลนพันเกลียวเป็นคู่อยู่สี่คู่ แยกสายออกแล้วดึงให้ตรง ใส่ปลอกหุ้มหัวแลนเข้าไป

สี่ เรียงสีสายแลนดังนี้ทั้งสองข้าง ขาวส้ม ส้ม ขาวเขียว ฟ้า ขาวฟ้า เขียว ขาวน้ำตาล น้ำตาล จากนั้นตัดปลายสายแลนให้เป็นแนวเฉียง แล้วสอดสายแลนเข้าไส้ในหัวให้สุดปลอกแล้วตัดด้วยกรรไกร จากนั้นนำมาทดสอบกับอุปกรณ์วัดสัญญาณ

“ช่วยได้ดี ดูท่าก็ไม่ใช่เด็กมีปัญหาเท่าไรนี่” หลังจากการต่อสายแลนเสร็จเรียบร้อย รุ่นพี่หันมามองผม และยกยิ้มเจ้าเล่ห์

“เดี๋ยวสิ พี่ว่าผมอีกแล้วนะ” รุ่นพี่เดินปลีกตัวออกไปในทันทีเมื่อพูดจากวนเด็กหนุ่มตรงหน้าได้สำเร็จ เสียงของเรย์ที่ร้องตามหลังไม่ได้เป็นที่สนใจของเขา

ผมคิดว่าเขาน่าจะหายโกรธเรื่องเมื่อเช้าแล้ว แต่ผมยังไม่รู้จักชื่อของเขาเลย แล้วรุ่นพี่ที่อาสามาช่วยงานที่นี่มีเพียงไม่กี่คน พี่รหัสของผมอาจไม่ได้อยู่ในกลุ่มนี้ก็ได้

เลิกเรียนวันนี้พ่อไม่ได้มารับ เรย์ได้โอกาสที่จะเดินกลับบ้านด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก แต่วันนี้เขาอยากไปซื้อของใช้ของกินในเมืองสักหน่อยจึงใช้เส้นทางลัดเพื่อออกไปฝั่งถนนใหญ่ แต่แล้วความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของเรย์กลับทำให้พบคนแปลกหน้าที่เข้ามาทักทาย

“เฮ้ย ๆ เด็กที่ไหนวะ ไม่รู้เหรอว่าซอยนี้ใครคุม” ผมเดินเข้ามาในซอยนี้เพียงลำพัง แต่มีกลุ่มนักเลงวัยรุ่นเข้ามาล้อมถึงสามคน พร้อมเสียงทักทายที่ฟังดูแล้วไม่น่าจะเป็นมิตร ทำให้ผมตกใจเดินถอยหลังออกมาจากกลุ่มนักเลงตรงหน้า จนตัวเกือบจะชิดกำแพงสูงด้านหลัง

“กลัวก็เอาเงินมา มีเท่าไหร่เอามาให้หมด” ชายที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้านักเลงกล่าวขึ้น เขามีท่าทางที่น่ากลัว

“ผะ… ผมไม่มี” ผมโกหกไป เพราะไม่อยากจะใช้เงินแก้ปัญหา ถ้าให้ครั้งหนึ่งครั้งหน้ามันก็จะมาทำแบบนี้กับผมอีก

“ถุย! คุณหนูขนาดนี้ต้องมีเงินสิวะ” นักเลงอีกคนถ่มน้ำลายลงพื้นพร้อมหันมาพูดกับผม

“เอามันเลยไหมลูกพี่” พวกมันอีกคนพูดยุยงขึ้น ผมยืนตัวแข็งก้าวขาไม่ออก นักเลงทั้งสามคนก็ค่อย ๆ ก้าวเข้ามาหาผมอย่างเชื่องช้า คนที่เป็นหัวหน้ายื่นมือมาทางผม

‘แย่แล้ว จะทำยังไงดี’ เรย์ได้แต่คิดหาวิธีหลบหนี เปลือกตาปิดลงด้วยความกลัว มือของหัวหน้านักเลงที่กำลังจะเอื้อมมาถึงคอเสื้อของผม

พลั่ก!! ก่อนที่ดวงตาของผมจะปิดสนิท มือใหญ่ของใครคนหนึ่งพาดผ่านใบหน้าของผมแล้วปัดมือของนักเลงคนนั้นหลบไป จนผมต้องหันไปมองหน้าของเขา ชายหนุ่มร่างสูงที่เข้ามาช่วยผม เขาเดินเข้ามาอยู่ด้านข้าง พร้อมวางแขนข้างหนึ่งลงบนไหล่ของผม คล้ายกับว่าเราสนิทสนมกัน

“เหอะ ปล่อยมันไป” พอพวกมันเห็นหน้าของเขา การโจมตีก็หยุดชะงักลง และคนที่เป็นหัวหน้าบอกให้ทุกคนถอยกลับ แต่ก็มีคนสงสัยและไม่อยากจะทำตาม

“ทำไมวะพี่ พวกเรามีกันตั้งสามคน พวกมันมีกันแค่สองคนเอง”

“กูบอกให้ไปก็ไปดิวะ” เขาออกคำสั่งเสียงดังลั่น ทำให้ลูกน้องสองคนนั้นตกใจ ก่อนจะหันมาบอกผม

“ฝากไว้ก่อนเถอะมึง” ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มข้างกายผมจะได้เอ่ยอะไร เพียงแค่หางตาของเขาที่จับจ้องอย่างเอาเรื่อง พวกนักเลงก็ยอมถอยหนีแล้ว

‘พี่เขาเท่ชะมัดเลยแฮะ’

“ขอบคุณที่ช่วยนะครับ ...รุ่นพี่” ผมก้มขอบคุณเขา ก่อนจะเงยหน้ามาสบตากับดวงตาสีน้ำตาลอันทรงเสน่ห์ ตาคมคู่นั้นหรี่ลงเล็กน้อย เขาเดินเข้ามาใกล้ผมแล้วใช้มือข้างหนึ่งดันกำแพงที่อยู่ทางด้านหลังของผม ทำให้ผมต้องถอยหลังไปชนกำแพงโดยสัญชาตญาณ

“อยากตอบแทนไหมล่ะ” ชายหนุ่มร่างสูงกว่า โน้มตัวเข้าใกล้เรย์ คนตัวเล็กพยักหน้าหงึก ๆ ทันทีที่ได้ฟังคำกล่าวนั้น

‘เมื่อเช้าผมก็ทำท่าทีไม่ดีใส่พี่เขา ครั้งนี้อาจเป็นการได้ขอโทษอย่างจริงใจ แถมเขายังช่วยผมไว้อีกติดหนี้รุ่นพี่ซะแล้วสิ’

“ทำข้าวต้มหมูมาให้ฉันสิ” เมื่อรุ่นพี่พูดแบบนั้นก็ทำให้เรย์เกิดความรู้สึกสับสนเล็กน้อย

‘เขาอยากกินข้าวต้มหมูงั้นเหรอ ทำไมต้องข้าวต้องหมูด้วยล่ะ นี่เขายังผูกใจเจ็บผมอยู่งั้นเหรอ แค่ทักคนผิดเองเป็นแค่เรื่องเข้าใจผิดเท่านั้น’

“เอ๋ อะ… เอ่อรุ่นพี่ชื่ออะไรครับ ผมจะได้เอาไปให้ถูก” พอเรย์ตั้งสติได้จึงถามเขากลับ มองตาสีน้ำตาลอมส้มจับจ้องอย่างวางตา ร่างใหญ่ที่โน้มคร่อมร่างของเรย์ค่อย ๆ ขยับถอยห่าง

“เจค ไรอัน” รุ่นพี่หันหลังเดินออกไปพร้อมกล่าวตอบเสียงเรียบ

เส้นผมสีดำเทาเป็นเอกลักษณ์กระทบแสงแดดยามเย็นดึงดูดสายตาของผมให้จับจ้องที่แผ่นหลังกว้างของเขาอยู่อย่างนั้น นอกจากมาซื้อของแล้ว ผมคงต้องซื้อวัตถุดิบสำหรับทำข้าวต้มหมูกลับไปด้วย

ตอน 3

รุ่งเช้าของอีกวัน

วันนี้อากาศกลับมาหนาวเหน็บเหมือนอย่างเคย หมอกบาง ๆ ปกคลุมไปทั่วทุกบริเวณ ไร้ซึ่งแสงอาทิตย์ส่องถึง

ผมตื่นตั้งแต่เช้าเพื่อลุกขึ้นมาทำข้าวต้มหมูให้รุ่นพี่ แต่เพราะหม้อใบใหญ่หายไปจึงทำให้ลำบากไปสักหน่อย หลังจากทำเสร็จผมห่อข้าวต้มใส่กล่องข้าวสีฟ้าสดใสเอาไว้อย่างดี และขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวอย่างรวดเร็ว เพราะพ่อรอผมอยู่ด้านล่างแล้ว

“มาแล้ว ๆ” หลังจากที่ผมแต่งตัวเสร็จก็รีบหยิบกล่องข้าววิ่งมาขึ้นรถ

“ทำไมวันนี้ตื่นเช้ามาทำอาหารได้ล่ะ ปกติไม่เห็นทำ” พ่อถามพร้อมกับสีหน้าที่บ่งบอกถึงความประหลาดใจ

“อ๋อ พอดีเมื่อวานผมซื้อวัตถุดิบมาไว้ เลยทำไปกินที่มหาฯ ลัยด้วยเลย”

“พ่อก็หิวเหมือนกัน ได้ทำเผื่อพ่อบ้างหรือเปล่า” เรย์พยักหน้าตอบกลับ

“ผมแบ่งไว้ให้ในครัวแล้วครับ”

“เดี๋ยวเลิกเรียนวันนี้พ่อไปรับนะ”

“โอเคครับ”

ผมมาถึงมหาวิทยาลัยเร็วกว่าปกติ เห็นว่ายังพอมีเวลาอยู่จึงเดินไปที่หน้าห้องของรุ่นพี่ปีสอง คณะวิศวกรรมศาสตร์สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า ยืนชะเง้อมองหารุ่นพี่อยู่หน้าห้องนานสองนาน ดูเหมือนว่าพี่เขาจะยังไม่มา

เอายังไงต่อดีล่ะทีนี้ ในระหว่างที่กำลังตัดสินใจอยู่นั้นก็มีรุ่นพี่คนหนึ่งออกมาทักทาย

“เด็กปีหนึ่งมาทำอะไรตรงนี้เหรอ” รุ่นพี่ผู้หญิงผมยาวสลวย ผิวเข้ม ยืนอยู่ตรงหน้าถามขึ้น น้ำเสียงของเธอทำให้ผมขนลุกทุกทีที่ได้ยิน เพราะเธอคือพี่ว้ากเมื่อตอนรับน้องนั่นเอง

“อะ… เอ่อ สวัสดีครับ ผมมาหาพี่เจคน่ะครับ” น้ำเสียงของผมสั่นเครือเล็กน้อย

“อ๋อ เจคมันไปโรงอาหารหาอะไรกินน่ะ เดี๋ยวมันก็มา” หาอะไรกินงั้นเหรอ แล้วแบบนี้จะเอาท้องที่ไหนมากินข้าวต้มหมูของเราล่ะ ขอให้เราทำมาให้แท้ ๆ

หญิงสาวรุ่นพี่เห็นว่าเรย์ยืนเหม่อลอยอยู่นั้นก็พูดขึ้น

“ไม่ต้องห่วง ไอ้เจคมันเป็นคนกินเก่งถ้ามันเห็นของกินอยู่ตรงหน้ามันก็กินได้ตลอดแหละ ...อันนี้ฝากให้เจคใช่ไหม เดี๋ยวพี่เอาไปให้เอง” รุ่นพี่บอกพลางยื่นมือมาเพื่อที่จะรับกล่องข้าวจากผม ผมจึงส่งกล่องข้าวให้เธอ

“งั้นฝากด้วยนะครับ”

หลังจากที่เธอรับกล่องข้าวไป ผมก็เดินกลับลงมาด้วยความรู้สึกตงิดในใจ กินเก่งงั้นเหรอ กินได้ตลอดงั้นเหรอ หรือจะเป็นพี่รหัสเรากันนะ? ในขณะที่เดินลงบันไดมาผมเหลือบไปเห็นเวเฟียสเดินเข้ามหาวิทยาลัย มาพร้อมสีหน้าที่ดูเบื่อโลกเหมือนอย่างเคย

“นี่เวเฟียส” ผมเรียกเสียงดัง แต่เขาก็เดินต่อไปเหมือนไม่ได้ยินเสียงเรียก

“ไอ้หัวแดง ทางนี้” ผมเรียกอีกครั้งและรีบวิ่งเข้าไปหา

“เมื่อวานนายน่าจะมานะ อากาศดีมากเลย” ผมพยายามตีสนิทจึงชวนเขาคุย เพราะพวกเราเป็นบัดดี้ที่แทบจะไม่ค่อยได้คุยอะไรกันเลย

“งั้นเหรอ” เขาตอบกลับสั้น ๆ เพียงแค่นั้น ทำเอาผมไม่รู้จะถามอะไรต่อเลย ได้แต่เดินเข้าคลาสเรียนไปด้วยกัน

ห้องเรียนนักศึกษาปีที่สอง [Talk Jake]

ผมและพรรคพวกอีกสองคนเดินหยอกล้อกันเข้าห้องมาทันทีที่เข้าห้องกลิ่นหอมที่คุ้นเคยก็ลอยมาเตะจมูกเข้าเต็ม ๆ ผมหลับตาเดินตามกลิ่นไปที่ริมหน้าต่างหลังห้อง

“นี่ของมึง! ทำอะไรก็ระวังตัวบ้างเหอะ ยิ่งคนรู้เรื่องพวกเราเยอะมันก็จะเป็นปัญหาเอาได้” คาร่ายื่นกล่องข้าวสีฟ้าในมือมาให้ผม พร้อมพูดตามด้วยประโยคยาว

“เออ! กูรู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ มึงคิดมากเกินไปแล้ว” ผมพูดพร้อมกับหยิบกล่องข้าวมาจากมือของเธอ

“หรือว่ามึงสนใจน้อง?” เธอเลิกคิ้วสูงใส่ผม

“เลิกถามมากเถอะ กูหิวอีกแล้วเนี่ย” ผมรำคาญเลยพูดตัดบทสนทนาไป มองข้าวกล่องน้อยที่ส่งกลิ่นหอมของข้าวต้มหมูแล้วยิ้มออกมาอย่างพอใจ

ห้องเรียนชั้นปีที่หนึ่ง [Talk Ray]

ผมนั่งเรียนอยู่ข้าง ๆ เวเฟียสตลอด ดูหมอนี่จะไม่ได้สนใจการเรียนสักเท่าไร เอาแต่นั่งทำสีหน้าบึ้งตึงอยู่ตลอดเวลา แล้วทำไมกัน? ทุกครั้งที่อาจารย์ถามคำถามเขากลับตอบได้ตลอดเลย ตรงข้ามกับผมที่ตั้งใจเรียนทั้งชั่วโมง แต่กลับไม่รู้เรื่องอะไรสักนิด

หลังจบคลาสเรียน

พวกเราเดินออกมาจากห้องพร้อมกัน และเป็นผมที่ชวนเขาคุยก่อนเสมอ

“พอดีเลย อาจารย์ให้งานคู่มา พวกเรามาคู่กันดีไหมบัดดี้” ผมเอาแขนข้างหนึ่งพาดไปบนไหล่กว้างของคนที่สูงกว่าอย่างสนิทสนม

“ฉันไปสนิทกับนายตั้งแต่เมื่อไหร่” เขาปัดแขนของผมออกจากบ่าอย่างไม่สบอารมณ์ และรีบเดินหนีผมไป

“หงุดหงิดอะไรของเขาเนี่ย” ผมรีบวิ่งตามและพยายามที่จะกระโดดขึ้นหลังแกร่ง โดยไม่คิดที่จะให้เขาได้ทันตั้งตัว แต่ทว่าร่างสูงนั้นกลับหลบได้อย่างหวุดหวิด ทำให้มือของผมไปโดนหน้าอกของหญิงสาวที่เดินสวนมาพอดี

กรี๊ด... เพียะ !

“ไอ้โรคจิต! ไอ้บ้า! กะ... แกจับหน้าอกฉัน” เธอกรีดร้องเสียงดังลั่นตึก ทั้งยังด่าด้วยความไม่พอใจพร้อมกับตบผมไปหนึ่งที ผมรีบดึงมือของตัวเองกลับพลางโค้งหัวกล่าวขอโทษเธอ

“ขอโทษด้วยครับ ผมไม่ทันระวัง” ใบหน้าของผมชาไปหมด ทุกสายตาที่อยู่บริเวณนั้นจับจ้องมาที่ผม อาจารย์ที่อยู่บริเวณใกล้เคียงมองเห็นจึงเข้ามาช่วยพูดไกล่เกลี่ย เพิ่งเปิดเทอมไม่เท่าไรผมยังไม่อยากเข้าห้องปกครองหรอกนะ ขอร้องเถอะทำไมถึงได้ซวยแบบนี้

‘ฝากไว้ก่อนเถอะเวเฟียส’ เรย์ได้แต่สบถในใจ มองตามหลังเพื่อนที่ยังไม่สนิทกัน

หลังเลิกเรียน ท้องฟ้าเริ่มมืด เป็นเวลาเกือบหนึ่งทุ่ม เมสันยังไม่ปรากฏตัว เรย์เลยตัดสินใจที่จะเดินกลับ ในระหว่างทางกลับบ้าน ความซวยของเขาก็เริ่มทำงานอีกครั้ง

“อ้าว บังเอิญจังเจ้าเด็กน้อย” เสียงทักทายจากด้านหลังทำผมสะดุ้ง เพราะตอนนี้มีเพียงผมที่เดินอยู่ตามลำพัง ในเส้นทางอันมืดมิดตรงนี้

“ไอ้เจคไม่มาด้วยรึไง เมื่อวานที่ทำให้พวกเราขายหน้า คงจะสะใจแกสินะ งั้นวันนี้ต้องโดนสักหน่อยแล้วล่ะมั้ง”

‘พวกมันคือนักเลงกลุ่มเดิมที่เคยมาหาเรื่องผม’ เรย์รีบหันหลังวิ่งกลับไปทางมหาวิทยาลัยเมื่อเห็นชายทั้งสามวิ่งตรงเข้าหาเขา

“จับมันไว้!” พวกมันวิ่งตามมาทัน และจับล็อกแขนทั้งสองของเรย์เอาไว้

“เจ็บ! ปล่อยนะเว้ย!” ผมพยายามที่จะสะบัดมือออก พร้อมกระโดดถีบพวกมัน แต่ก็ไม่เป็นผล พวกมันทั้งสองล็อกตัวผมเอาไว้แน่นกว่าเดิม ผมไม่เคยทำอะไรให้พวกมันมาก่อน ทำไมต้องตามรังควานกันแบบนี้ด้วยนะ

“แรงเยอะนักใช่ไหม!” หัวหน้านักเลงควักมีดที่เหน็บอยู่ตรงเอวทางด้านหลังออกมา และทำท่าจะพุ่งเข้าแทงผม ผมเบี่ยงตัวหลบหลับตาลงด้วยความหวาดกลัว

พึ่บ! เฮือก…

“ลูกพี่!!!” มีดนั้นพลาดจากตัวผมไป และถูกใครบางคนโจมตีกลับจนหัวหน้านักเลงลงไปนอนกองกับพื้น

พวกลูกน้องปล่อยตัวผม และวิ่งไปดูลูกพี่ของมัน เมื่อลืมตาขึ้นช้า ๆ ปรากฏชายร่างสูงผมสีแดงยืนอยู่ด้านหน้าของผม ผมตกใจมากที่เป็นเขา

“เวเฟียส นายมาได้ไง”

“โธ่ ไอ้หน้าละอ่อน คิดว่าพวกกูจะกลัวมึงเหรอ จัดการมัน!” หัวหน้านักเลงออกคำสั่ง

ลูกน้องพุ่งโจมตีเข้าหาเวเฟียสในทันที เสียงต่อสู้หนักหน่วงดังตุบตับ เป็นคนร้ายที่ลงไปนอนกองกับพื้นอีกครั้ง แต่ในจังหวะนั้นหัวหน้านักเลงได้วิ่งเข้ามาใช้มีดแทงเวเฟียสต่อหน้าผม

มือไม้ของผมสั่นจนทำอะไรไม่ถูก เวเฟียสถีบหมอนั่นออก และซัดจนพวกมันสลบไป ผมก็รีบวิ่งเข้าไปดูเขาด้วยความเป็นห่วง

“เวเฟียส นายอยู่เฉย ๆ ฉันขอดูแผลหน่อย” ผมลนลานถกเสื้อที่หน้าท้องของเขาขึ้น แต่ภาพตรงหน้ากลับทำให้ผมตกตะลึง

‘ไม่จริง ไม่มีบาดแผลเลยงั้นเหรอ’ ผมมองที่ท้องของเขาพร้อมกับความคิดภายในใจ

“เมื่อกี้นายโดนแทง ฉันเห็นมันจริง ๆ นะ” เรย์พูดทั้งยังอึ้งงัน หันไปสบตากับบัดดี้

“จงลืมเรื่องราวทั้งหมดนี้ไปซะ” เขาจ้องมองผมกลับอย่างไม่ละสายตา ดวงตาสีรัตติกาลของเขาค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีทองน่าหลงใหลทั้งยังพูดเสียงเรียบ

“ทำไมดวงตาของนายถึงเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองแบบนั้นล่ะ” ผมเอ่ยถามอย่างประหลาดใจ แต่เขากลับหันหน้าหนีในทันที

“นายตาฝาดแล้วล่ะ”

‘ตาฝาดงั้นเหรอ’ ผมแน่ใจเลยว่าเห็นดวงตาของเขาเปลี่ยนจากสีดำเป็นสีทองจริง ๆ แต่ทันใดนั้นก็มีแสงไฟหน้ารถคันหนึ่งส่องเข้ามาบริเวณที่พวกเราอยู่กัน

“เวเฟียส นายยืนรอตรงนี้ก่อนนะ เดี๋ยวฉันจะพานายไปโรงพยาบาล” ผมวิ่งเข้าหารถคันนั้นที่ค่อย ๆ ชะลอตัวจอดลง โชคดีที่เป็นพ่อของผม

“พ่อ ทางนี้” พ่อลงจากรถมาดูสถานการณ์

“นี่มันเกิดอะไรขึ้น”

“มีคนได้รับบาดเจ็บ เราต้องรีบพาเขาไปโรงพยาบาล” ผมหันกลับไปหาเวเฟียสที่ยืนอยู่ข้างหลัง แต่เขากลับไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว

หรือผมจะตาฝาดไปจริง ๆ ตอนนี้ก็มืดและมีหมอกลงจัด บางทีเขาอาจจะไม่เป็นอะไรก็ได้

“พวกเรากลับกันเถอะครับ คงไม่มีอะไรแล้ว”

“แล้วพวกที่นอนกองอยู่นี่ล่ะ”

“ปล่อยพวกมันไปเถอะครับ” ผมไม่ได้ใจร้ายขนาดนั้น แม้จะตัดสินใจไม่แจ้งความ แต่ก็ลากพวกเขาออกจากกลางถนนมานอนอยู่ที่ริมกำแพง ก่อนที่ผมกับพ่อจะเดินกลับมาขึ้นรถและขับออกไปจากที่เกิดเหตุ

เมื่อกลับถึงบ้าน ผมวางกระเป๋าและทิ้งตัวนอนลงบนเตียง ทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันแรกที่ย้ายมาอยู่เมืองนี้ ผมพบเจอแต่เรื่องแปลก ๆ ผมช่วยชีวิตคนที่เจ็บหนักแต่เขาก็หนีไป ผมกลับบ้านโดยลำพังแต่โดนแก๊งนักเลงมาทำร้ายทั้งที่ไม่เคยไปทำอะไรให้พวกมัน และในสองครั้งนี้กลับโชคดีที่มีรุ่นพี่กับบัดดี้มาช่วยเอาไว้ได้ทัน

แต่ที่ผมไม่เข้าใจคือชายผมสีดำเทา ทำไมถึงมีบุคลิกคล้ายพี่เจคเป็นอย่างมาก แถมพี่เจคเองก็เรียกร้องให้ผมทำอาหารเมนูนั้นให้ มันบังเอิญเกินไปไหมนะ

แต่คงเป็นไปไม่ได้หรอกที่เขาจะเป็นคนเดียวกัน เพราะชายคนนั้นเจ็บหนักมาก ไม่มีทางที่จะแผลจะหายเร็ว และทำตัวปกติได้เร็วขนาดนี้

ส่วนเวเฟียสเพื่อนร่วมห้องของผม เขามีนิสัยลึกลับไม่สนใจใครอยู่แล้ว แต่ทำไมถึงโผล่มาช่วยผมได้ล่ะ และผมก็มั่นใจมากด้วยว่าเห็นเขาถูกแทง ไม่มีทางที่จะไม่มีบาดแผล แถมยังมีดวงตาที่เปลี่ยนสีได้อีก นี่มันอะไรกัน!? ผมปวดหัวมากจนต้องลงมาทานยาแก้ปวด ผมควรปรึกษาเรื่องพวกนี้กับพ่อดีไหมนะ

บ้านของเวเฟียส

‘นายนุ่มนิ่มจะตาย แต่กล้ากลับบ้านคนเดียว ทั้งที่ในเมืองนี้น่ะ ...มันอันตราย แต่นายก็ทำให้ฉันนึกสนใจ เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีใครสามารถลบล้างมนต์คาถาของฉันได้ แต่ดูเหมือนว่ามนต์นั้นจะไม่มีผลกับนายเลย เพราะอะไรกันนะ?’ หลังจากที่เวเฟียสได้เข้าไปช่วยเพื่อนร่วมชั้นเรียน หรือบัดดี้ เขาก็เริ่มให้ความสนใจกับเรย์มากขึ้นด้วยเหตุผลบางอย่าง เวเฟียสนั่งเท้าแขนลงบนโต๊ะตรงหน้า สองมือผสานกันแล้วได้แต่ครุ่นคิด

“นายเป็นใคร ...ฉันจะต้องรู้ให้ได้"

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED