“ยังมีหน้ามาที่นีอีกเหรอ”
ทันใดนั้นก็มีเสียงเยาะเย้ยของผู้หญิงคนหนึ่งดังมาจากข้างหลัง
เจี่ยนเหยาดึงสติกลับมา แล้วเช็ดน้ำตา ก่อนจะหันหน้าไปเห็นเมิ่งเหม่ยจู๋ที่ไม่รู้ว่ามายืนอยู่ข้างหลังของเธอตั้งแต่เมื่อไร สีหน้าจึงเย็นชาขึ้นมาทันที
ผู้หญิงคนนี้เป็นแม่เลี้ยงของเธอ เพิ่งจะอายุสี่สิบปี เธอนั้นดูแลตัวเองเป็นอย่างดี จึงดูเหมือนคนอายุสามสิบต้น ๆ แต่งตัวหรูหราทันสมัย ตอนที่แต่งงานกับเจี่ยนหมิงซู พ่อของเธอ เมิ่งเหม่ยจู๋เพิ่งจะอายุได้ยี่สิบปี เป็นช่วงวัยที่กำลังอ่อนเยาว์และบานสะพรั่ง
ในตอนนั้น แม่เพิ่งจะเสียชีวิตไป เมิ่งเหม่ยจู๋ที่เป็นคนรับใช้ของตระกูลเจี่ยนก็ตั้งท้องขึ้นมา
แล้วเด็กคนนั้นก็เป็นลูกของพ่อของเธอ
“ถ้าจะมาเสแสร้งแกล้งทำเป็นเห็นอกเห็นใจและมาหลั่งน้ำตาที่นี่ มันไม่จำเป็นหรอก” หลังจากที่เมิ่งเหม่ยจู๋พูดจบไปด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา ก็ผลักเธอออกไปอย่างแรง ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องผู้ป่วย
เธอทรงตัวให้มั่นคง แล้วตามเข้าไปข้างใน
เมื่อเห็นเธอ สองตาที่เฉยชาของเจี่ยนซือก็เป็นประกายขึ้นมา พูดคำว่าพี่ออกมาอย่างสนิทสนม
เธอยิ้ม ก่อนจะเดินตรงเข้าไปจับมือของเจี่ยนซือ “ได้ยินมาว่าเธอคิดถึงฉันแล้ว”
เจี่ยนซือพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง “ไม่ได้เจอพี่มาสามเดือนแล้ว ฉันคิดถึงพี่มากเลย”
เมื่อเผชิญหน้ากับเจี่ยนซือที่ใสซื่อและแสนดีแบบนี้ หัวใจของเจี่ยนเหยาก็แตกสลายอยู่ตลอดเวลา
ศัตรูหัวใจคือน้องสาวที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็กจนโต ตอนที่น้องสาวป่วย เธอก็ช่วงชิงความรักของน้องสาวไป ฉวยโอกาสนี้ไขว่คว้าตำแหน่งคุณนายฟู่ไป เธอคิดว่าเจี่ยนซือจะเกลียดเธอเสียอีก
เธอเคยจินตนาการถึงภาพที่ศัตรูหัวใจมาเจอหน้ากันเอาไว้มากมายนับไม่ถ้วน แต่มันไม่เคยเกิดขึ้นเลยสักครั้ง เจี่ยนซือยังคงพึ่งพาเธอเหมือนอย่างเคย นี่เป็นเรื่องที่เธอรู้สึกเจ็บปวดหัวใจที่สุด
เธอรู้สึกละอายใจต่อเจี่ยนซือ ทุกครั้งที่เจอหน้ากับเจี่ยนซือ เธอจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนชั่วที่ต่ำช้า
“ฉันบังเอิญลาหยุดพอดี มีเวลาอยู่กับเธอเยอะมาก” เธอเบ้าตาแดง พลางพูดขึ้นอย่างยิ้มแย้ม
รอยยิ้มของเจี่ยนซือสดใสอย่างมาก “ดีจังเลย ฉันหวังว่าต่อไปพี่จะมาหาฉันทุกวัน จนกระทั่งฉันออกจากโรงพยาบาล ได้ไหมคะ?”
“แน่นอนว่าได้อยู่แล้ว”
เมิ่งเหม่ยจู๋ที่อยู่ด้านข้างกลอกตามองบน จ้องเจี่ยนเหยาตาเขม็ง
เธอจะระเบิดโมโหออกมาต่อหน้าของเจี่ยนซือไม่ได้ แต่ตราบใดที่เห็นเจี่ยนเหยา เธอก็จะนึกถึงสภาพที่เป็นเหมือนกับศพไร้วิญญาณ วัน ๆ จิตใจไม่อยู่กับร่องกับรอย เนื่องจากฟู่เซิ่งเหนียนแต่งงานกับเจี่ยนเหยา
เธอพยายามอดกลั้นความโกรธเกลียดเคียดแค้นที่มีต่อเจี่ยนเหยาเอาไว้ จ้องมองเจี่ยนเหยาอย่างเย็นชาพร้อมกับพูดชึ้น “อีกเดี๋ยวฟู่เซิ่งเหนียนจะมาเยี่ยมเจี่ยนซือ ถ้าไม่อยากรู้สึกอึดอัดเกินไป เธอก็รีบไปซะเถอะ”
เจี่ยนเหยาลุกขึ้นอย่างเงียบ ๆ สุดท้ายก็มองเจี่ยนซือที่หลับปุ๋ยไปแล้ว ก่อนจะหันหลังเดินตรงไปที่ประตู
ทันทีที่เปิดประตูห้องผู้ป่วยออก ก็มีเสียงของเมิ่งเหม่ยจู๋ดังขึ้นมาจากข้างหลัง “ต่อไปเธอไม่ต้องมาเยี่ยมเจี่ยนซืออีกแล้ว ทำให้เธอเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสขนาดนี้ เธอไม่คู่ควรที่จะมาเยี่ยมเธอ”
เจี่ยนเหยาไม่ได้พูดอะไร แล้วก้าวเดินจากออกไปทันที
เธอนั้นชินแล้ว
เธอปิดประตูห้องผู้ป่วยลงเบา ๆ ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ตรงทางเดินอย่างหมดเรี่ยวแรง ก้มหัวลง น้ำตาร่วงหล่นออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
ฟู่เซิ่งเหนียนเดินออกมาจากในลิฟต์ เมื่อเขาเห็นเจี่ยนเหยาก็อึ้งตะลึงไปทันที จากนั้นก็ก้าวเดินตรงเข้าไป
เจี่ยนเหยาชอบตามอยู่ข้างหลังของฟู่เซิ่งเหนียนตั้งแต่เด็ก เธอรู้ว่าเป็นเสียงฝีเท้าของฟู่เซิ่งเหนียน ในเวลานี้ พอได้ยินเสียงที่คุ้นเคย กำลังเดินตรงเข้ามาใกล้เธอ เธอก็สูดจมูก ก่อนจะเช็ดน้ำตาอย่างรวดเร็ว
“มาเยี่ยมเจี่ยนซือเหรอ” เธอเงยหน้าขึ้น มองฟู่เซิ่งเหนียนด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแทน
เธอร้องไห้จนตาบวมแดง มีคราบน้ำตาอยู่ตรงหัวตา เครื่องสำอางบนใบหน้าละลายหมดแล้ว ท่าทางดูอัปยศอดสูอยู่ไม่น้อย
ฟู่เซิ่งเหนียนตอบ “อืม” กลับไปอย่างเรียบเฉย “คุณไปเยี่ยมเจี่ยนซือแล้วเหรอ”
“ไปเยี่ยมแล้ว”
บางทีสภาพของเธออาจจะดูน่าเวทนาเกินไป ฟู่เซิ่งเหนียนถึงได้พูดปลอบประโลมเธออย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน “ไม่ต้องห่วง อีกไม่นานเจี่ยนซือก็จะได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูกแล้ว เธอจะหายดีแน่นอน”
“ฉันรู้”
ฟู่เซิ่งเหนียนไม่ได้พูดอะไรต่ออีก ก่อนจะหันหลังเปิดประตูเข้าไปในห้องผู้ป่วย จากนั้นเธอก็เอ่ยปากพูดขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ “กรุณาดูแลเจี่ยนซือให้ดี ๆ นะ”
ในเมื่อเธอไขว่คว้ามาไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นก็คืนให้กับเจี่ยนซือแล้วกัน
การกระทำของเขาหยุดชะงัก ก่อนจะพูดขึ้นโดยไม่หันกลับมาอีก “ผมจะดูแลเธอให้ดี คุณไม่ต้องมาเตือนผมหรอก”
น้ำเสียงของเขาโมโหอย่างเห็นได้ชัด พูดใส่อารมณ์ทุกถ้อยคำ
เธอลงนามเซ็นชื่อลงไปในข้อตกลงการหย่าร้างแล้ว ในที่สุดฟู่เซิ่งเหนียนก็หลุดพ้นจากเธอกลับอยู่เคียงข้างเจี่ยนซือสักที วันนี้น่าจะเป็นวันที่ฟู่เซิ่งเหนียนเฝ้ารอคอยมาโดยตลอด แล้วทำไมถึงต้องมาระเบิดโมโหใส่เธอด้วย
เขาหงุดหงิดเธอขนาดนี้เลยเหรอ
เกลียดเธอขนาดนี้เลยเหรอ
ฟู่เซิ่งเหนียนเดินเข้าไปในห้องผู้ป่วย เจี่ยนเหยายังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้เหม่อมองไปที่ประตูของห้องผู้ป่วย
ช่วงเวลาหลังจากนี้ เธอมาเยี่ยมเจี่ยนซือที่โรงพยาบาลทุกวัน เมื่อรู้ว่าตัวเองไม่ได้รับการต้อนรับ เธอก็ไม่เข้าไปในห้องผู้ป่วยอีก เพียงแค่มามองเจี่ยนซือผ่านกระจกบนประตูเท่านั้น
บางครั้งฟู่เซิ่งเหนียนก็จะพาเจี่ยนซือไปเดินเล่นข้างล่าง เธอเองก็ทำได้มองดูอยู่ไกล ๆ เท่านั้น
ฟู่เซิ่งเหนียนเย็นชาต่อเธอหงุดหงิดใส่เธอมากขนาดไหน เขาก็อ่อนโยนและเอาใจใส่ต่อเจี่ยนซือมากขนาดนั้น ความแตกต่างราวฟ้ากับเหวแบบนี้เธอเห็นแล้วรู้สึกเจ็บปวดหัวใจอยู่ไม่น้อย
หนึ่งเดือนต่อมา เจี่ยนซือก็เข้ารับการปลูกถ่ายไขกระดูก การผ่าตัดประสบความสำเร็จมาก หลังจากผ่าตัดเสร็จก็ไม่มีปฏิกิริยาต่อต้านหรือว่าภาวะแทรกซ้อนอะไรหลังการผ่าตัดทั้งนั้น เธอฟื้นตัวได้เป็นอย่างดี
ในที่สุดเจี่ยนเหยาก็วางใจลงได้สักที
ในช่วงนี้ ฟู่เซิ่งเหนียนอยู่ที่โรงพยาบาลซะส่วนใหญ่ ดูเหมือนว่าเขาจะลืมแล้วว่าต้องไปจัดการเรื่องหย่าร้างที่สำนักงานกิจการพลเรือนด้วยกันกับเธอ
เธอมองเขาดูแลเอาใจใส่เจี่ยนซือมามากพอแล้ว เธออยากจะให้ทุกสิ่งทุกอย่างนี้มันจบสิ้นลง แล้วไปเริ่มต้นใหม่
วันนี้ เธอเป็นฝ่ายโทรไปหาฟู่เซิ่งเหนียนด้วยตัวเอง เสียงรอสายดังอยู่นานสองนาน ในที่สุดอีกฝ่ายก็รับสาย
“มีเรื่องอะไรเหรอ?” น้ำเสียงเฉยชาและเย็นเฉียบ
“จะไปจัดการเรื่องหย่าร้างเมื่อไร?”
ชายคนนั้นนิ่งเงียบไปอยู่นานสองนาน น้ำเสียงยังคงเรียบเฉย “ผมยังไม่เซ็นชื่อ”
“หะ?”
ผ่านไปนานแล้ว เขายังไม่เซ็นชื่อในข้อตกลงการหย่าร้างอีกเหรอ
เจี่ยนเหยาเหม่อลอยไปชั่วขณะหนึ่ง
ทำไมเขาถึงยังไม่เซ็นชื่อล่ะ
หรือว่าเขารู้สึกเสียใจภายหลัง ไม่อยากหย่าร้างแล้วงั้นเหรอ
เมื่อความคิดแบบนี้ผุดขึ้นมาในสมอง แม้แต่เธอเองก็ยังรู้สึกว่ามันน่าขำสิ้นดี
ฟู่เซิ่งเหนียนจะเสียใจภายหลังได้ยังไง เขาแทบอยากจะสลัดเธอไปให้พ้นจนใจจะขาด สุขภาพร่างกายของเจี่ยนซือในตอนนี้กำลังดีขึ้นเรื่อย ๆ แล้วก็ถึงช่วงวัยที่สามารถแต่งงานได้แล้ว ฟู่เซิ่งเหนียนจะต้องสลัดเธอทิ้งไปอย่างแน่นอน
“พรุ่งนี้เก้าโมงเช้า เจอกันที่เจอกันที่สำนักงานเขต”
หลังจากที่พูดจบ เธอก็ไม่รอให้ฟู่เซิ่งเหนียนตอบสนองกลับมาวางสายไปเลยตรง ๆ
เธอไม่ได้นอนตลอดทั้งคืน นั่งอยู่บนเตียงอย่างเหม่อลอย นั่งตั้งแต่ฟ้ามืดจนพระอาทิตย์ขึ้น พอเวลาแปดโมง เธอจึงไปอาบน้ำที่ห้องน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วแต่งหน้าอ่อน ๆ ก่อนจะออกเดินทางไปยังสำนักงานเขต
หลังจากรออยู่หนึ่งชั่วโมง ฟู่เซิ่งเหนียนก็ยังมาไม่ถึง
เธอโทรศัพท์ไปหาเขา เขาก็ไม่ยอมรับสาย
เธอรอจนหงุดหงิดมากแล้ว จึงตัดสินใจไปที่ฟู่ซื่อ กรุ๊ป บุกเข้าไปในลิฟต์โดยไม่สนการห้ามปรามของพนักงานต้อนรับ แล้วตรงไปยังชั้นที่ฟู่เซิ่งเหนียนอยู่ทันที
หลังจากที่ฟู่เซิ่งเหนียนประชุมเสร็จกลับมาถึงห้องทำงาน ก็เห็นเจี่ยนเหยานั่งอยู่บนโซฟาหนัง ใบหน้าที่ขาวผ่องดูดีแฝงไปด้วยความหงุดหงิดและโกรธเกรี้ยว
“รอนานแค่ไหนแล้ว”
ฟู่เซิ่งเหนียนคาดเดาได้ว่าเธอจะมา เขาเดินตรงไปนั่งลงที่โต๊ะทำงานด้วยสีหน้าสงบนิ่ง พลางเปิดเอกสารฉบับหนึ่งบนโต๊ะขึ้นมา
“ครึ่งชั่วโมง”
“ถ้าอย่างนั้นคุณรออีกสักเดี๋ยว”
เขาก้มหน้าก้มตาทำงาน ไม่มีทีท่าจะแยแสสนใจเธอเลยสักนิด
เธอรู้สึกว่าไฟโกรธที่สุมในทรวงกำลัวจะปะทุออกมาแล้ว
“ฟู่เซิ่งเหนียน นี่คุณหมายความว่ายังไงกัน?”
เธอรอเขาที่สำนักงานเขต มาหนึ่งชั่วโมวแล้ว พอเธอมาหาเขาถึงที่นี่ เขาก็ยังจะให้เธอรออีก
ในสายตาของเขาเธอมันมีความสำคัญน้อยกว่าเอกสารที่ต้องเซ็นชื่อในมือของเขาด้วยซ้ำ
“คุณจะเอายังไงกันแน่?”
น้ำเสียงเธอขึ้นสูงไม่น้อย ในที่สุดฟู่เซิ่งเหนียนก็เงยหน้าขึ้นชำเลืองตามามอง
“ผมบอกให้คุณรอสักครู่”
“ฉันรอไม่ไหวแล้ว ฉันจะหย่ากับคุณวันนี้”
ความเย็นชาและเมินเฉยของผู้ชายคนนี้ เธอทนมามากพอแล้ว
“หย่าไม่ได้”
เจี่ยนเหยาอึ้งตะลึงอยู่กับที่ คนทั้งคนสับสนมึนงงไปหมดแล้ว
ฟู่เซิ่งเหนียนก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ รีบจัดการงานในมือให้เสร็จ เขาหยิบข้อตกลงการหย่าร้างมาจากในลิ้นชัก ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปอยู่ตรงหน้าของเธอ
เขาฉีกข้อตกลงการอย่าร้างต่อหน้าของเธอ
“คุณยังเป็นภรรยาของฟู่เซิ่งเหนียนคนนี้ คุณรักผมไม่ใช่เหรอ ต้องการตำแหน่งของคุณนายฟู่ไม่ใช่หรือไง? ถ้าอย่างนั้นก็ได้ ตำแหน่งนี้เป็นของคุณ ใครก็แย่งชิงไปไม่ได้ทั้งนั้น” ตอนที่เขาพูดคำพูดประโยคนี้ แววตาก็เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว
เจี่ยนเหยาไม่เข้าใจ เธอได้เซ็นชื่อของตัวเองลงไปในข้อตกลงการหย่าร้างแล้ว และอาการป่วยของเจี่ยนซือก็เริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่ทำไมตอนนี้ฟู่เซิ่งเหนียนกลับเปลี่ยนความคิดล่ะ
ตลอดสองปีที่ผ่านมา ท่าทีที่เขาแสดงออกมานั้นแทบอยากจะถีบเธอออกไปจนใจจะขาด ตอนนี้โอกาสมาถึงแล้ว เขากลับไม่คว้าเอามันไว้เนี่ยนะ
“ทำไมกัน?”
“คนที่อยากหย่าคือคุณ”
“ฉันตัดสินใจคืนคุณให้กับเจี่ยนซือแล้ว ต่อไปฉันจะไม่เกาะแกะคุณอีก คุณปล่อยฉันไปเถอะ” เธอละทิ้งความหยิ่งทะนงทั้งหมดไป ลดศักดิ์ศรีของตัวเองขอร้องอ้อนวอนเขา
เพื่อที่จะหลุดพ้น เพื่อเป็นผลดีกับทุกคน เธอเลือกที่จะปล่อยวางและช่วยให้พวกเขาสมหวัง
ถึงแม้ว่าทำแบบนี้มันจะไม่ได้ง่ายเลยสำหรับเธอ ถึงขนาดที่เรียกได้ว่ายากที่จะตัดสินใจเลยด้วยซ้ำ แต่เธอก็เตรียมใจเอาไว้แล้ว
“ปล่อยคุณไปงั้นเหรอ?” ฟู่เซิ่งเหนียนยกมุมปาก รอยยิ้มเยือกเย็นดุจน้ำแข็ง “ไม่ได้ง่ายขนาดนั้นหรอก”
“เหตุผลที่จู่ ๆ คุณไม่ยอมหย่าคืออะไร?”
“นี่เป็นเจตนาของเจี่ยนซือ”
“อะไรนะ?”
“เธออยากจะช่วยให้คุณกับผมนั้นได้ลงเอยกัน”
“...”
เจี่ยนเหยาไม่อยากจะเชื่อ เธอไม่อาจเก็บซ่อนความโกรธของเธอเอาไว้ได้ “อะไรคือเธออยากจะช่วยให้คุณกับผมนั้นได้ลงเอยกัน”