ตอน 1

“หย่ากันเถอะ”

เจี่ยนเหยาเพิ่งกลับมาจากถ่ายละครเสร็จ สามีก็โยนข้อตกลงการหย่าร้างมาตรงหน้าของเธอ

เธอมองผู้ชายที่ดูสูงส่งทะนงตัวตรงหน้าคนนั้น

คิดไม่ถึงว่าไม่ได้เจอกันสามเดือน สิ่งแรกที่เขาพูดคือคำว่าหย่าร้าง

เมื่อเห็นเธอเงียบไม่พูดอะไร

ฟู่เซิ่งเหนียนก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย “เจี่ยนเหยา อย่าบอกนะว่าคุณกลับใจแล้ว! สัญญาแต่งงานครบสองปีแล้ว คุณมากลับใจตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์หรอกนะ!”

ใช่!

สัญญาแต่งงานสองปีของพวกเขามันถึงกำหนดแล้ว

เธอเองก็ควรลงมาจากตำแหน่งคุณนายฟู่ของเธอได้แล้ว

“ปีนี้เจี่ยนซืออายุยี่สิบปีแล้วสินะ ถึงอายุที่สามารถแต่งงานกันตามกฎหมายได้แล้ว พวกเราหย่าร้างกัน มันก็พอดีเลย” เธอแสร้งทำเป็นสงบนิ่ง

เจี่ยนซือเป็นน้องสาวต่างมารดาของเธอ แล้วก็เป็นคนที่อยู่ในใจของฟู่เซิ่งเหนียนเช่นกัน

สองปีก่อน เจี่ยนซือตรวจว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือด ผลการตรวจเลือดของเธอมันตรงกับเจี่ยนซือพอดี แถมยังไม่มีปฏิกิริยาต่อต้าน

ถึงแม้ว่าจะเป็นคนแปลกหน้าที่ล้มป่วย เธอก็เลือกที่จะช่วยเหลืออย่างไม่ลังเลเลยแม้แต่นิดเดียว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าอีกฝ่ายเป็นน้องสาวของเธอ

แต่ฟู่เซิ่งเหนียนไม่คิดแบบนั้น เขาตัดสินว่าเธอเลือดเย็นไร้ความรู้สึกไม่มีทางช่วยเหลือเจี่ยนซือแน่นอน

ดังนั้น เพื่อเจี่ยนซือเขาไม่ลังเลที่จะคุกเข่าอ้อนวอนเธอเลยแม้แต่นิดเดียว

เธอไม่เคยเห็นฟู่เซิ่งเหนียนถ่อมเนื้อถ่อมตัวขนาดนี้มาก่อน

เธอกับฟู่เซิ่งเหนียนถือว่าเป็นเพื่อสนิทกันมาตั้งแต่เด็ก เธอรักเขามาตั้งสิบปีเต็ม ๆ

เมื่อเห็นว่าเขาทำขนาดนี้เพื่อคนอื่น เธอก็ทั้งโกรธทั้งเกลียดและอิจฉาริษยาจนแทบจะบ้าเลย

จึงบีบบังคับให้ฟู่เซิ่งเหนียนแต่งงานกับเธอในตอนนั้นทันที

เพื่อที่จะช่วยเหลือเจี่ยนซือ ฟู่เซิ่งเหนียนสัญญาที่จะให้เวลากับเธอสองปี

ระยะเวลาสองปี เจี่ยนเหยาคิดอย่างใสซื่อว่ามันเพียงพอที่จะทำให้ฟู่เซิ่งเหนียนหลงรักเธอ

แต่สุดท้ายเธอก็พ่ายแพ้ พ่ายแพ้อย่างยับเยิน

เมื่อคิดถึงตรงนี้ มุมปากที่ซีดขาวของเจี่ยนเหยาก็ยิ้มเยาะเย้ยออกมา

ดวงตาที่สวยดูดีของฟู่เซิ่งเหนียนหมดความอดทน ยื่นปากกาในมือออกไป พลางพูดขึ้นอย่างเฉยชา “เซ็นชื่อเถอะ”

เธอพยักหน้า รับปากกาที่เขายื่นมาให้ เปิดไปหน้าสุดท้าย ก่อนจะเซ็นชื่อของตัวเองลงไป

หลังจากวางปากกาลง เธอก็เงยหน้าขึ้นมองฟู่เซิ่งเหนียน สองตาที่สวยดูดีคู่นั้นของเขายังคงเหมือนกับเมื่อก่อน เปล่งประกายระยิบระยับ เพียงแต่สายตาที่มองเธอมันเยือกเย็นจนทำให้เธอรู้สึกหนาวเหน็บอยู่ภายในใจ

ฟู่เซิ่งเหนียนรับข้อตกลงมา มองลายเซ็นของเจี่ยนเหยา ก่อนจะพูดขึ้น

“อาการป่วยของเจี่ยนซือกำเริบแล้ว...”

เขายังพูดไม่ทันจบ เจี่ยนเหยาก็ขัดจังหวะขึ้นมาอย่างแปลกประหลาดก่อน “เป็นแบบนี้ไปได้ยังไง! จะให้ฉันไปให้ความร่วมมือที่โรงพยาบาลไหม”

ถึงยังไงสองปีก่อน เธอก็เป็นคนบริจาคไขกระดูกเพื่อช่วยชีวิตเจี่ยนซือ

“ไม่ต้อง! หรือว่าคุณอยากจะแสดงละครเหมือนกับเมื่อสองปีก่อนอีกงั้นเหรอ” ฟู่เซิ่งเหนียนปฏิเสธด้วยเสียงดุดัน

”ผมจัดเตรียมหมอที่ดีที่สุดเอาไว้แล้ว แล้วก็หาคนที่เหมาะสมไว้แล้วด้วย ครั้งนี้คุณไม่จำเป็นต้องช่วยอะไรทั้งนั้น เจี่ยนซือเธอบอกว่าคิดถึงคุณแล้ว คุณไปเยี่ยมเธอที่โรงพยาบาลสักหน่อยก็พอ”

ตอนที่พูดถึงเจี่ยนซือ คิ้วที่ขมวดแน่นของเขาก็ค่อย ๆ คลายออกอย่างช้า ๆ ใบหน้าที่เย็นชาเองก็เริ่มมีอุณหภูมิขึ้นมาแล้วเช่นกัน

เจี่ยนเหยารู้สึกเจ็บปวดหัวใจอย่างแสนสาหัส ตอบอืมกลับไปอย่างเรียบเฉย

“วันนี้ค่อนข้างดึกแล้ว ค่อยย้ายออกไปวันพรุ่งนี้ได้ไหม” เธอฝืนยิ้มออกมา คิดว่าฟู่เซิ่งเหนียนจะเห็นแก่ความรู้สึกเก่า ๆ ขึ้นมาบ้าง คิดไม่ถึงว่าเขาจะพูดออกมาอย่างอย่างเด็ดขาดขนาดนี้ “เหล่าหลี่จะไปส่งคุณที่โรงแรม”

นี่จะไล่เธอไปแล้วสินะ

ไม่ให้เธออยู่ต่ออีกแม้แต่คืนเดียวเลยงั้นเหรอ

รอยยิ้มของเธอหยุดชะงักบนใบหน้า เผชิญหน้ากับฟู่เซิ่งเหนียนอยู่สักพัก ลุกขึ้นด้วยใบหน้าที่เย็นชาแล้วจึงเดินจากไป

เธอกลับมาเอาข้าวของสัมภาระที่ยังไม่ทันได้เก็บที่ห้องของตัวเอง เธอถือกล่องลงมาข้างล่าง คนรับใช้เห็นแบบนี้ก็วิ่งตรงเข้ามาช่วย เธอโบกมือ “ไม่ต้อง ฉันไหว”

เหล่าบรรดาคนรับใช้มองหน้ากัน ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างหมดหนทาง และยืนเรียงแถวมองดูเพื่อส่งเธอออกไป

อยู่ที่นี่มาเป็นระยะเวลาสองปี เจี่ยนเหยายังคงมีความรู้สึกต่อที่นี่อยู่นิดหน่อย ทุกคนที่นี่ นอกจากฟู่เซิ่งเหนียนแล้วทุกคนก็ดีกับเธอเป็นอย่างมาก

เธอรู้สึกอาลัยอาวรณ์ แต่หลังจากที่แต่งงานกับฟู่เซิ่งเหนียน ถูกเขาทำตัวเย็นชาใส่เป็นระยะเวลาสองปีเต็ม ๆ จิตใจของเธอได้รับความเสียหายอย่างแสนสาหัส

ให้มันจบลงแบบนี้แล้วกัน

ถึงเวลาจบสิ้นลงแล้ว!

ถึงแม้ว่าจะเจ็บปวดหัวใจจนแทบจะฉีกขาดออกจากกัน แต่เธอก็กลั้นไม่ให้น้ำตาไหลออกมาแม้แต่หยดเดียว

หลังจากที่ทำเรื่องเข้าพักโรงแรมเสร็จ ก็เป็นเวลากลางดึกแล้ว

เธอไม่ได้นอนตลอดทั้งคืน หลังจากที่ฟ้าสว่างแล้วเธอก็เตรียมเนื้อเตรียมตัว มุ่งตรงไปยังโรงพยาบาลกลาง

เจี่ยนซืออยู่ที่ห้องผู้ป่วยเดี่ยวห้องหนึ่ง มีนางพยาบาลดูแลเป็นพิเศษ มองจากกระจกที่อยู่บนประตูเห็นนางพยาบาลกำลังป้อนอาหารเจี่ยนซือ แต่กินไปได้ไม่กี่คำเจี่ยนซือก็อาเจียนออกมาทั้งหมด ภายในใจของเธอรู้สึกทรมานอย่างบอกไม่ถูก

ตอน 2

“ยังมีหน้ามาที่นีอีกเหรอ”

ทันใดนั้นก็มีเสียงเยาะเย้ยของผู้หญิงคนหนึ่งดังมาจากข้างหลัง

เจี่ยนเหยาดึงสติกลับมา แล้วเช็ดน้ำตา ก่อนจะหันหน้าไปเห็นเมิ่งเหม่ยจู๋ที่ไม่รู้ว่ามายืนอยู่ข้างหลังของเธอตั้งแต่เมื่อไร สีหน้าจึงเย็นชาขึ้นมาทันที

ผู้หญิงคนนี้เป็นแม่เลี้ยงของเธอ เพิ่งจะอายุสี่สิบปี เธอนั้นดูแลตัวเองเป็นอย่างดี จึงดูเหมือนคนอายุสามสิบต้น ๆ แต่งตัวหรูหราทันสมัย ตอนที่แต่งงานกับเจี่ยนหมิงซู พ่อของเธอ เมิ่งเหม่ยจู๋เพิ่งจะอายุได้ยี่สิบปี เป็นช่วงวัยที่กำลังอ่อนเยาว์และบานสะพรั่ง

ในตอนนั้น แม่เพิ่งจะเสียชีวิตไป เมิ่งเหม่ยจู๋ที่เป็นคนรับใช้ของตระกูลเจี่ยนก็ตั้งท้องขึ้นมา

แล้วเด็กคนนั้นก็เป็นลูกของพ่อของเธอ

“ถ้าจะมาเสแสร้งแกล้งทำเป็นเห็นอกเห็นใจและมาหลั่งน้ำตาที่นี่ มันไม่จำเป็นหรอก” หลังจากที่เมิ่งเหม่ยจู๋พูดจบไปด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา ก็ผลักเธอออกไปอย่างแรง ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องผู้ป่วย

เธอทรงตัวให้มั่นคง แล้วตามเข้าไปข้างใน

เมื่อเห็นเธอ สองตาที่เฉยชาของเจี่ยนซือก็เป็นประกายขึ้นมา พูดคำว่าพี่ออกมาอย่างสนิทสนม

เธอยิ้ม ก่อนจะเดินตรงเข้าไปจับมือของเจี่ยนซือ “ได้ยินมาว่าเธอคิดถึงฉันแล้ว”

เจี่ยนซือพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง “ไม่ได้เจอพี่มาสามเดือนแล้ว ฉันคิดถึงพี่มากเลย”

เมื่อเผชิญหน้ากับเจี่ยนซือที่ใสซื่อและแสนดีแบบนี้ หัวใจของเจี่ยนเหยาก็แตกสลายอยู่ตลอดเวลา

ศัตรูหัวใจคือน้องสาวที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็กจนโต ตอนที่น้องสาวป่วย เธอก็ช่วงชิงความรักของน้องสาวไป ฉวยโอกาสนี้ไขว่คว้าตำแหน่งคุณนายฟู่ไป เธอคิดว่าเจี่ยนซือจะเกลียดเธอเสียอีก

เธอเคยจินตนาการถึงภาพที่ศัตรูหัวใจมาเจอหน้ากันเอาไว้มากมายนับไม่ถ้วน แต่มันไม่เคยเกิดขึ้นเลยสักครั้ง เจี่ยนซือยังคงพึ่งพาเธอเหมือนอย่างเคย นี่เป็นเรื่องที่เธอรู้สึกเจ็บปวดหัวใจที่สุด

เธอรู้สึกละอายใจต่อเจี่ยนซือ ทุกครั้งที่เจอหน้ากับเจี่ยนซือ เธอจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนชั่วที่ต่ำช้า

“ฉันบังเอิญลาหยุดพอดี มีเวลาอยู่กับเธอเยอะมาก” เธอเบ้าตาแดง พลางพูดขึ้นอย่างยิ้มแย้ม

รอยยิ้มของเจี่ยนซือสดใสอย่างมาก “ดีจังเลย ฉันหวังว่าต่อไปพี่จะมาหาฉันทุกวัน จนกระทั่งฉันออกจากโรงพยาบาล ได้ไหมคะ?”

“แน่นอนว่าได้อยู่แล้ว”

เมิ่งเหม่ยจู๋ที่อยู่ด้านข้างกลอกตามองบน จ้องเจี่ยนเหยาตาเขม็ง

เธอจะระเบิดโมโหออกมาต่อหน้าของเจี่ยนซือไม่ได้ แต่ตราบใดที่เห็นเจี่ยนเหยา เธอก็จะนึกถึงสภาพที่เป็นเหมือนกับศพไร้วิญญาณ วัน ๆ จิตใจไม่อยู่กับร่องกับรอย เนื่องจากฟู่เซิ่งเหนียนแต่งงานกับเจี่ยนเหยา

เธอพยายามอดกลั้นความโกรธเกลียดเคียดแค้นที่มีต่อเจี่ยนเหยาเอาไว้ จ้องมองเจี่ยนเหยาอย่างเย็นชาพร้อมกับพูดชึ้น “อีกเดี๋ยวฟู่เซิ่งเหนียนจะมาเยี่ยมเจี่ยนซือ ถ้าไม่อยากรู้สึกอึดอัดเกินไป เธอก็รีบไปซะเถอะ”

เจี่ยนเหยาลุกขึ้นอย่างเงียบ ๆ สุดท้ายก็มองเจี่ยนซือที่หลับปุ๋ยไปแล้ว ก่อนจะหันหลังเดินตรงไปที่ประตู

ทันทีที่เปิดประตูห้องผู้ป่วยออก ก็มีเสียงของเมิ่งเหม่ยจู๋ดังขึ้นมาจากข้างหลัง “ต่อไปเธอไม่ต้องมาเยี่ยมเจี่ยนซืออีกแล้ว ทำให้เธอเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสขนาดนี้ เธอไม่คู่ควรที่จะมาเยี่ยมเธอ”

เจี่ยนเหยาไม่ได้พูดอะไร แล้วก้าวเดินจากออกไปทันที

เธอนั้นชินแล้ว

เธอปิดประตูห้องผู้ป่วยลงเบา ๆ ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ตรงทางเดินอย่างหมดเรี่ยวแรง ก้มหัวลง น้ำตาร่วงหล่นออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่

ฟู่เซิ่งเหนียนเดินออกมาจากในลิฟต์ เมื่อเขาเห็นเจี่ยนเหยาก็อึ้งตะลึงไปทันที จากนั้นก็ก้าวเดินตรงเข้าไป

เจี่ยนเหยาชอบตามอยู่ข้างหลังของฟู่เซิ่งเหนียนตั้งแต่เด็ก เธอรู้ว่าเป็นเสียงฝีเท้าของฟู่เซิ่งเหนียน ในเวลานี้ พอได้ยินเสียงที่คุ้นเคย กำลังเดินตรงเข้ามาใกล้เธอ เธอก็สูดจมูก ก่อนจะเช็ดน้ำตาอย่างรวดเร็ว

“มาเยี่ยมเจี่ยนซือเหรอ” เธอเงยหน้าขึ้น มองฟู่เซิ่งเหนียนด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแทน

เธอร้องไห้จนตาบวมแดง มีคราบน้ำตาอยู่ตรงหัวตา เครื่องสำอางบนใบหน้าละลายหมดแล้ว ท่าทางดูอัปยศอดสูอยู่ไม่น้อย

ฟู่เซิ่งเหนียนตอบ “อืม” กลับไปอย่างเรียบเฉย “คุณไปเยี่ยมเจี่ยนซือแล้วเหรอ”

“ไปเยี่ยมแล้ว”

บางทีสภาพของเธออาจจะดูน่าเวทนาเกินไป ฟู่เซิ่งเหนียนถึงได้พูดปลอบประโลมเธออย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน “ไม่ต้องห่วง อีกไม่นานเจี่ยนซือก็จะได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูกแล้ว เธอจะหายดีแน่นอน”

“ฉันรู้”

ฟู่เซิ่งเหนียนไม่ได้พูดอะไรต่ออีก ก่อนจะหันหลังเปิดประตูเข้าไปในห้องผู้ป่วย จากนั้นเธอก็เอ่ยปากพูดขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ “กรุณาดูแลเจี่ยนซือให้ดี ๆ นะ”

ในเมื่อเธอไขว่คว้ามาไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นก็คืนให้กับเจี่ยนซือแล้วกัน

การกระทำของเขาหยุดชะงัก ก่อนจะพูดขึ้นโดยไม่หันกลับมาอีก “ผมจะดูแลเธอให้ดี คุณไม่ต้องมาเตือนผมหรอก”

น้ำเสียงของเขาโมโหอย่างเห็นได้ชัด พูดใส่อารมณ์ทุกถ้อยคำ

เธอลงนามเซ็นชื่อลงไปในข้อตกลงการหย่าร้างแล้ว ในที่สุดฟู่เซิ่งเหนียนก็หลุดพ้นจากเธอกลับอยู่เคียงข้างเจี่ยนซือสักที วันนี้น่าจะเป็นวันที่ฟู่เซิ่งเหนียนเฝ้ารอคอยมาโดยตลอด แล้วทำไมถึงต้องมาระเบิดโมโหใส่เธอด้วย

เขาหงุดหงิดเธอขนาดนี้เลยเหรอ

เกลียดเธอขนาดนี้เลยเหรอ

ฟู่เซิ่งเหนียนเดินเข้าไปในห้องผู้ป่วย เจี่ยนเหยายังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้เหม่อมองไปที่ประตูของห้องผู้ป่วย

ช่วงเวลาหลังจากนี้ เธอมาเยี่ยมเจี่ยนซือที่โรงพยาบาลทุกวัน เมื่อรู้ว่าตัวเองไม่ได้รับการต้อนรับ เธอก็ไม่เข้าไปในห้องผู้ป่วยอีก เพียงแค่มามองเจี่ยนซือผ่านกระจกบนประตูเท่านั้น

บางครั้งฟู่เซิ่งเหนียนก็จะพาเจี่ยนซือไปเดินเล่นข้างล่าง เธอเองก็ทำได้มองดูอยู่ไกล ๆ เท่านั้น

ฟู่เซิ่งเหนียนเย็นชาต่อเธอหงุดหงิดใส่เธอมากขนาดไหน เขาก็อ่อนโยนและเอาใจใส่ต่อเจี่ยนซือมากขนาดนั้น ความแตกต่างราวฟ้ากับเหวแบบนี้เธอเห็นแล้วรู้สึกเจ็บปวดหัวใจอยู่ไม่น้อย

หนึ่งเดือนต่อมา เจี่ยนซือก็เข้ารับการปลูกถ่ายไขกระดูก การผ่าตัดประสบความสำเร็จมาก หลังจากผ่าตัดเสร็จก็ไม่มีปฏิกิริยาต่อต้านหรือว่าภาวะแทรกซ้อนอะไรหลังการผ่าตัดทั้งนั้น เธอฟื้นตัวได้เป็นอย่างดี

ในที่สุดเจี่ยนเหยาก็วางใจลงได้สักที

ในช่วงนี้ ฟู่เซิ่งเหนียนอยู่ที่โรงพยาบาลซะส่วนใหญ่ ดูเหมือนว่าเขาจะลืมแล้วว่าต้องไปจัดการเรื่องหย่าร้างที่สำนักงานกิจการพลเรือนด้วยกันกับเธอ

เธอมองเขาดูแลเอาใจใส่เจี่ยนซือมามากพอแล้ว เธออยากจะให้ทุกสิ่งทุกอย่างนี้มันจบสิ้นลง แล้วไปเริ่มต้นใหม่

วันนี้ เธอเป็นฝ่ายโทรไปหาฟู่เซิ่งเหนียนด้วยตัวเอง เสียงรอสายดังอยู่นานสองนาน ในที่สุดอีกฝ่ายก็รับสาย

“มีเรื่องอะไรเหรอ?” น้ำเสียงเฉยชาและเย็นเฉียบ

“จะไปจัดการเรื่องหย่าร้างเมื่อไร?”

ชายคนนั้นนิ่งเงียบไปอยู่นานสองนาน น้ำเสียงยังคงเรียบเฉย “ผมยังไม่เซ็นชื่อ”

“หะ?”

ผ่านไปนานแล้ว เขายังไม่เซ็นชื่อในข้อตกลงการหย่าร้างอีกเหรอ

ตอน 3

เจี่ยนเหยาเหม่อลอยไปชั่วขณะหนึ่ง

ทำไมเขาถึงยังไม่เซ็นชื่อล่ะ

หรือว่าเขารู้สึกเสียใจภายหลัง ไม่อยากหย่าร้างแล้วงั้นเหรอ

เมื่อความคิดแบบนี้ผุดขึ้นมาในสมอง แม้แต่เธอเองก็ยังรู้สึกว่ามันน่าขำสิ้นดี

ฟู่เซิ่งเหนียนจะเสียใจภายหลังได้ยังไง เขาแทบอยากจะสลัดเธอไปให้พ้นจนใจจะขาด สุขภาพร่างกายของเจี่ยนซือในตอนนี้กำลังดีขึ้นเรื่อย ๆ แล้วก็ถึงช่วงวัยที่สามารถแต่งงานได้แล้ว ฟู่เซิ่งเหนียนจะต้องสลัดเธอทิ้งไปอย่างแน่นอน

“พรุ่งนี้เก้าโมงเช้า เจอกันที่เจอกันที่สำนักงานเขต”

หลังจากที่พูดจบ เธอก็ไม่รอให้ฟู่เซิ่งเหนียนตอบสนองกลับมาวางสายไปเลยตรง ๆ

เธอไม่ได้นอนตลอดทั้งคืน นั่งอยู่บนเตียงอย่างเหม่อลอย นั่งตั้งแต่ฟ้ามืดจนพระอาทิตย์ขึ้น พอเวลาแปดโมง เธอจึงไปอาบน้ำที่ห้องน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วแต่งหน้าอ่อน ๆ ก่อนจะออกเดินทางไปยังสำนักงานเขต

หลังจากรออยู่หนึ่งชั่วโมง ฟู่เซิ่งเหนียนก็ยังมาไม่ถึง

เธอโทรศัพท์ไปหาเขา เขาก็ไม่ยอมรับสาย

เธอรอจนหงุดหงิดมากแล้ว จึงตัดสินใจไปที่ฟู่ซื่อ กรุ๊ป บุกเข้าไปในลิฟต์โดยไม่สนการห้ามปรามของพนักงานต้อนรับ แล้วตรงไปยังชั้นที่ฟู่เซิ่งเหนียนอยู่ทันที

หลังจากที่ฟู่เซิ่งเหนียนประชุมเสร็จกลับมาถึงห้องทำงาน ก็เห็นเจี่ยนเหยานั่งอยู่บนโซฟาหนัง ใบหน้าที่ขาวผ่องดูดีแฝงไปด้วยความหงุดหงิดและโกรธเกรี้ยว

“รอนานแค่ไหนแล้ว”

ฟู่เซิ่งเหนียนคาดเดาได้ว่าเธอจะมา เขาเดินตรงไปนั่งลงที่โต๊ะทำงานด้วยสีหน้าสงบนิ่ง พลางเปิดเอกสารฉบับหนึ่งบนโต๊ะขึ้นมา

“ครึ่งชั่วโมง”

“ถ้าอย่างนั้นคุณรออีกสักเดี๋ยว”

เขาก้มหน้าก้มตาทำงาน ไม่มีทีท่าจะแยแสสนใจเธอเลยสักนิด

เธอรู้สึกว่าไฟโกรธที่สุมในทรวงกำลัวจะปะทุออกมาแล้ว

“ฟู่เซิ่งเหนียน นี่คุณหมายความว่ายังไงกัน?”

เธอรอเขาที่สำนักงานเขต มาหนึ่งชั่วโมวแล้ว พอเธอมาหาเขาถึงที่นี่ เขาก็ยังจะให้เธอรออีก

ในสายตาของเขาเธอมันมีความสำคัญน้อยกว่าเอกสารที่ต้องเซ็นชื่อในมือของเขาด้วยซ้ำ

“คุณจะเอายังไงกันแน่?”

น้ำเสียงเธอขึ้นสูงไม่น้อย ในที่สุดฟู่เซิ่งเหนียนก็เงยหน้าขึ้นชำเลืองตามามอง

“ผมบอกให้คุณรอสักครู่”

“ฉันรอไม่ไหวแล้ว ฉันจะหย่ากับคุณวันนี้”

ความเย็นชาและเมินเฉยของผู้ชายคนนี้ เธอทนมามากพอแล้ว

“หย่าไม่ได้”

เจี่ยนเหยาอึ้งตะลึงอยู่กับที่ คนทั้งคนสับสนมึนงงไปหมดแล้ว

ฟู่เซิ่งเหนียนก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ รีบจัดการงานในมือให้เสร็จ เขาหยิบข้อตกลงการหย่าร้างมาจากในลิ้นชัก ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปอยู่ตรงหน้าของเธอ

เขาฉีกข้อตกลงการอย่าร้างต่อหน้าของเธอ

“คุณยังเป็นภรรยาของฟู่เซิ่งเหนียนคนนี้ คุณรักผมไม่ใช่เหรอ ต้องการตำแหน่งของคุณนายฟู่ไม่ใช่หรือไง? ถ้าอย่างนั้นก็ได้ ตำแหน่งนี้เป็นของคุณ ใครก็แย่งชิงไปไม่ได้ทั้งนั้น” ตอนที่เขาพูดคำพูดประโยคนี้ แววตาก็เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว

เจี่ยนเหยาไม่เข้าใจ เธอได้เซ็นชื่อของตัวเองลงไปในข้อตกลงการหย่าร้างแล้ว และอาการป่วยของเจี่ยนซือก็เริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่ทำไมตอนนี้ฟู่เซิ่งเหนียนกลับเปลี่ยนความคิดล่ะ

ตลอดสองปีที่ผ่านมา ท่าทีที่เขาแสดงออกมานั้นแทบอยากจะถีบเธอออกไปจนใจจะขาด ตอนนี้โอกาสมาถึงแล้ว เขากลับไม่คว้าเอามันไว้เนี่ยนะ

“ทำไมกัน?”

“คนที่อยากหย่าคือคุณ”

“ฉันตัดสินใจคืนคุณให้กับเจี่ยนซือแล้ว ต่อไปฉันจะไม่เกาะแกะคุณอีก คุณปล่อยฉันไปเถอะ” เธอละทิ้งความหยิ่งทะนงทั้งหมดไป ลดศักดิ์ศรีของตัวเองขอร้องอ้อนวอนเขา

เพื่อที่จะหลุดพ้น เพื่อเป็นผลดีกับทุกคน เธอเลือกที่จะปล่อยวางและช่วยให้พวกเขาสมหวัง

ถึงแม้ว่าทำแบบนี้มันจะไม่ได้ง่ายเลยสำหรับเธอ ถึงขนาดที่เรียกได้ว่ายากที่จะตัดสินใจเลยด้วยซ้ำ แต่เธอก็เตรียมใจเอาไว้แล้ว

“ปล่อยคุณไปงั้นเหรอ?” ฟู่เซิ่งเหนียนยกมุมปาก รอยยิ้มเยือกเย็นดุจน้ำแข็ง “ไม่ได้ง่ายขนาดนั้นหรอก”

“เหตุผลที่จู่ ๆ คุณไม่ยอมหย่าคืออะไร?”

“นี่เป็นเจตนาของเจี่ยนซือ”

“อะไรนะ?”

“เธออยากจะช่วยให้คุณกับผมนั้นได้ลงเอยกัน”

“...”

เจี่ยนเหยาไม่อยากจะเชื่อ เธอไม่อาจเก็บซ่อนความโกรธของเธอเอาไว้ได้ “อะไรคือเธออยากจะช่วยให้คุณกับผมนั้นได้ลงเอยกัน”

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED