ตอน 1

แนะนำตัวละคร

รนิดา / เฟิ่งต้าชวี่      หญิงสาววัย 31 ปีที่ได้ย้อนยุคมาเกิดใหม่ในร่างของหญิงสาววัย 19 ปีในยุคของราชวงศ์หมิง

เกาหรงซาน      อ๋องใหญ่ผู้ถูกขนานนามว่าแม่ทัพใหญ่ใจทมิฬ บุรุษหน้าตายที่ใครๆ ต่างก็เกรงกลัวเพียงแค่ได้ยินเสียง ชีวิตนี้ไม่เคยคิดใฝ่ปองสตรีใดมาเป็นชายา คิดแต่เรื่องปกป้องบ้านเมืองอยู่เรื่องเดียว

ฉางลั่ว      ฮ่องเต้แคว้นต้าหมิง น้องชายต่างมารดาของเกาหรงซาน รักและผูกพันกับพี่ชายเป็นอย่างดี

จวงเล่ย      รองแม่ทัพคู่ใจของเกาหรงซาน

หลี่      สาวใช้ส่วนตัวของต้าชวี่

หมินหมิ่น      น้องสาวของพระมเหสีหมินเม่ย หลงรักอ๋องใหญ่มาตั้งแต่เข้าวังหลวง

เนื้อเรื่อง ตอนที่ 1

“ตั้งรับแบบนี้เป็นท่าที่ไม่ถูกต้องนะนักเรียน นอกจากไม่ช่วยอะไรแล้วยังเปิดโอกาสให้ผู้ไม่ประสงค์ดีเล่นงานเราได้ง่ายขึ้นอีก” รนิดาขยับแขนของนักศึกษาหญิงให้อยู่ในท่าที่เหมาะสมแก่การป้องกันตัว จากนั้นจึงออกคำสั่งให้เธอลองจับนักศึกษาชายทางด้านหลังทุ่มลงพื้น “เห็นไหมว่าง่ายกว่าเดิม”

“ง่ายขึ้นมากเลยค่ะอาจารย์” นักศึกษาสาวคลี่ยิ้มจนตาหยี แล้วเริ่มตั้งท่าประมือกับเพื่อนชายอีกครั้ง

รนิดามองดูนักเรียนที่กำลังฝึกฝนวิชาป้องกันตัวจากตนอย่างถี่ถ้วน เมื่อเห็นคนไหนอยู่ในท่าที่ไม่ถูกต้องก็รีบเข้าไปแก้ไขและอธิบายให้ฟังอย่างใส่ใจจนกระทั่งถึงเวลาเลิกเรียนจึงบอกลา

“อาจารย์หงส์คะ” นักศึกษาหญิงคนหนึ่งสาวเท้าเร็วๆ เข้าไปหาอาจารย์ผู้ฝึกสอนยูโดให้ตน “หนูได้ยินเพื่อนๆ เขาพูดกันว่าอาจารย์สอนมวยไทยด้วยเหรอคะ”

“ก็ไม่เชิงสอนซะทีเดียวหรอกจ้ะ แต่ที่ฟิตเนสของอาจารย์มีไว้ให้ออกกำลังกายด้วยเท่านั้นเอง”

“แล้วอาจารย์มีสอนอะไรบ้างคะ หรือว่ามีให้ออกกำลังกายอย่างเดียว”

“เธอสนใจเหรอ”

“ค่ะ พ่อหนูเขาอยากให้หนูเรียนพวกศิลปะป้องกันตัวเอาไว้บ้าง เพราะบ้านหนูมันค่อนข้างอยู่ลึกเข้าไปในซอยค่ะ พ่อกลัวว่าจะถูกพวกขับวินมอเตอร์ไซค์ทำมิดีมิร้ายค่ะ เพราะวินแถวบ้านหนูมันชอบนั่งดื่มเหล้าเวลารอรับผู้โดยสารค่ะ”

ได้ยินดังนั้นจึงหยิบแผ่นพับเล็กๆ ยื่นให้ลูกศิษย์สาว “อาจารย์มีสอนตามรายละเอียดนี้แหละจ้ะ สนใจจะเรียนอันไหนก็เลือกเอาเลย”

“หนูอยากเรียนเทควันโดนะคะอาจารย์แต่หนูไม่ว่างวันอังคาร” หญิงสาวมองตารางเรียนในแต่ละวันบนแผ่นพับ

“เธอเรียนยูโดอยู่แล้ว ครูแนะนำให้เรียนศิลปะป้องกันตัวด้วยมือเปล่าเพิ่มจะดีกว่านะ มันสามารถมาประยุกต์ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน แต่สิ่งที่เธอเรียนจะมีประโยชน์ก็ต้องพึ่งสติด้วยนะ ถ้าถึงเวลาคับขันแล้วเธอคุมสติตัวเองไม่ได้ ต่อให้เรียนสารพัดวิชาป้องกันตัวก็ไม่สามารถช่วยเธอได้หรอก” รนิดาที่ถูกทางมหาวิทยาลัยว่าจ้างให้มาเป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาพละศึกษาแนะนำนักเรียนของตน

“ก็น่าสนใจนะคะ หนูขอแผ่นพับนี้ไปให้พ่อดูนะคะอาจารย์”

“จ้ะ”

หลังจากแยกกับนักศึกษาสาวแล้วเธอก็รีบอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า เพื่อกลับไปร่วมฉลองงานวันเกิดของพี่ชายที่บ้าน.. ระหว่างเดินทางเธอโทรศัพท์หาน้องสาว เพื่อบอกว่าจะเป็นคนแวะไปรับเค้กที่สั่งไว้เอง แต่ปรากฏว่าน้องสาวไปถึงที่ร้านแล้ว เธอจึงเปลี่ยนใจโทรหาคนรักแทน

(สวัสดีค่ะอาจารย์หงส์)

คิ้วโก่งดำเป็นธรรมชาติของหญิงสาว ขมวดเข้าหากันทันทีที่ได้ยินเสียงใสๆ ดังมาตามสายโทรศัพท์ของคนรัก แต่ก็ไม่ติดใจสงสัยอะไรเมื่อได้ยินประโยคถัดมาของอีกฝ่าย

(อาจารย์ติ๊กไปไหนไม่ทราบค่ะ โทรศัพท์ก็วางไว้บนโต๊ะ มันส่งเสียงดังรบกวนสมาธิเพื่อนๆ จ๋าก็เลยเสียมารยาทรับสายแทนค่ะ)

คิ้วโก่งขมวดอีกครั้ง เมื่อคืนเขาบอกเธอเองว่าวันนี้มีสอนถึงบ่ายสาม แต่ตอนนี้มันเกือบห้าโมงเย็นแล้วนะ “อาจารย์ติ๊กมีสอนเหรอจ๊ะ”

(ค่ะอาจารย์ อาจารย์จะให้หนูไปตามหาอาจารย์ติ๊กให้ไหมคะ)

“ไม่ต้องหรอกจ้ะ แค่บอกว่าอาจารย์โทรมาก็พอแล้ว แค่นี้นะ” เธอกดตัดสายแล้วหย่อนโทรศัพท์ลงที่ช่องข้างเบาะ ขับรถมุ่งตรงสู่อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร และคิดว่าคนรักคงขับรถตามมาเมื่อสอนหนังสือเสร็จ เพราะคุยกันไว้แล้วว่าเขากับเธอต้องคุยเรื่องเตรียมงานแต่งงานที่จะมีขึ้นในอีกสองเดือนข้างหน้ากับครอบครัวด้วยกันในวันนี้

“ติ๊กเขาไม่รับสายเหรอพี่หงส์” อารียาถามพี่สาวเมื่อเห็นอีกฝ่ายกดโทรศัพท์ใหม่อีกครั้ง

“อือ พี่โทรไปตั้งหลายรอบแล้วนะ ทำไมไม่รับก็ไม่รู้ หรือว่าลืมโทรศัพท์ไว้ที่มหาลัยอีกแล้ว” ฝ่ายพี่สาวตอบคำถามของน้องสาวคนที่สองจากน้องสาวทั้งหมดสี่คน ซึ่งน้องสาวคนนี้อายุยี่สิบแปดปีเท่ากับคนรักของเธอ และพวกเขาก็เป็นเพื่อนที่เรียนมหาวิทยาลัยเดียวกันด้วย

“แล้วจะเอายังไงล่ะลูก จะรอเขาก่อนหรือว่าจะคุยกันก่อน”

“ไม่ต้องรอหรอกจ้ะเตี่ย เราคุยกันเองก็ได้” ลูกสาวคนโตคลี่ยิ้มกว้างเอาใจบิดา เดินกลับมานั่งร่วมโต๊ะกับครอบครัว เริ่มคุยถึงแผนงานที่วางเอาไว้คร่าวๆ และกำหนดหน้าที่ให้น้องสาวทั้งสี่คนทำในวันงาน

“มีอะไรให้เฮียกับซ้อช่วยก็บอกได้นะ ไม่ต้องเกรงใจ” เจ้าของวันเกิดเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าทุกคนได้รับมอบหมายงานกันถ้วนหน้า ยกเว้นเพียงตนกับภรรยาเท่านั้น

“เฮียคอยช่วยดูแลอาซ้อที่กำลังท้องกำลังไส้ก็แล้วกัน” เจ้าของงานแต่งมอบหมายงานตามคำขอให้พี่ชายแล้วหัวเราะดังลั่นตามคนอื่นๆ

“ทำไมเตี่ยทำหน้าเครียดๆ อย่างนั้นล่ะเตี่ย ไม่อยากให้พี่หงส์แต่งงานเหรอ” ลูกสาวคนสุดท้องถามบิดาที่เพียงแต่คลี่ยิ้มแห้งๆ

“บอกตรงๆ ว่าเตี่ยเสียดายลูกสาว ยังทำใจไม่ค่อยได้ที่ต้องเสียลูกสาวให้กับไอ้หนุ่มคนนั้น” จะให้เขาพูดความในใจออกไปได้อย่างไรเล่า ว่าไม่ต้องการลูกเขยที่อายุน้อยกว่าลูกสาวของตนถึงสี่ปีคนนั้น เพราะรู้อยู่เต็มอกว่าลูกสาวตนรักฝ่ายนั้นมากเหลือเกิน ทั้งๆ ที่ตัวเขาเองก็มีตัวเลือกที่ดีอยู่ในใจแล้วด้วย

“พี่ติ๊กเขาก็เป็นคนดีออกเตี่ย สุภาพบุรุษทุกกระเบียดนิ้ว แล้วเขาก็เป็นครูเหมือนเตี่ยด้วย เตี่ยน่าจะชอบพี่ติ๊กเป็นพิเศษนะ”

“เตี่ยไม่ได้บอกซะหน่อยว่าไม่ชอบเขา เตี่ยแค่เสียดายพี่หงส์ของลูกต่างหากล่ะลูกเจี๊ยบ”

“ลูกเจี๊ยบอย่าไปแหย่เตี่ยสิ เดี๋ยวเตี่ยก็ร้องไห้หรอก” ฝ่ายมารดาที่นั่งฟังพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยนแกล้งต่อว่าลูกสาว แต่ในใจนั้นรับรู้ความรู้สึกของสามีดีกว่าใคร “รีบคุยกันให้รู้เรื่องแล้วแยกย้ายกันไปพักผ่อนดีกว่านะลูกๆ จ๋า ช่วงนี้แม่อยากให้เตี่ยเขาปรับเวลาการนอนหน่อย เพื่อให้คุ้นเคยกับเวลาของประเทศจีน”

“แม่เขาทำเหมือนเตี่ยแก่แล้วอย่างนั้นแหละ”

“ฉันเป็นห่วงสุขภาพเตี่ยนี่นา บอกตามตรงว่าไม่อยากให้เตี่ยไปเลย ไว้รอไปพร้อมกันหน่อยก็ไม่ได้”

“ทำไงได้ล่ะ เพื่อนๆ ฉันมันว่างช่วงนั้นกันพอดี ฉันก็อยากให้แม่ไปด้วยกันนะ” ถ้าไม่ติดว่ามันฉุกละหุกเพราะงานแต่งงานของลูกสาว เขาก็อยากให้ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากเดินทางไปพักผ่อนด้วยกัน

ตอน 2

“ฉันแค่ล้อเล่นน่าเตี่ย เอาไว้เสร็จงานแต่งงานของลูกแล้วเราไปกันอีกรอบก็แล้วกันนะ” ภรรยารีบบอกกับสามีพร้อมรอยยิ้มเอาใจ

“จะมีโอกาสอีกหรือเปล่าก็ไม่รู้”

“มีสิ ทำไมจะไม่มีล่ะ”

“พาแม่เขาไปเที่ยวที่อื่นดีกว่าเตี่ย อียิปต์ บรูไนก็ได้ น่าเที่ยวกว่าเมืองจีนอีก” รนิดาแนะนำสถานที่ที่ตนเองใฝ่ฝันอยากจะไปสักครั้งในชีวิต

“ร้อนตับแตกไปทำไม อากาศไม่ต่างกับบ้านเราเลย ถ้าจะไปก็ต้องไปที่ที่ต่างจากบ้านเราสิพี่หงส์ อย่างเช่นเกาหลี ญี่ปุ่น อังกฤษ เยอรมันเป็นต้น” อารียาแย้งอย่างไม่เห็นด้วย

“อากาศไม่คุ้นเคยแบบนั้นไปแล้วต้องเตรียมตัวเยอะ อย่าไปเลยเชื่อเจ๊”

“เตี่ยกับแม่เขาเดินทางบ่อย เขามีพร้อมแล้วจ้ะ”

“เรื่องนี้เดี๋ยวแม่ตัดสินใจเองดีกว่า พวกเราควรแยกย้ายกันไปพักผ่อนได้แล้ว เที่ยงคืนกว่าแล้วเตี่ยไม่ไหวแล้ว” มารดายุติการสนทนาด้วยการลุกขึ้นแล้วชวนสามีกลับห้องนอนเป็นคู่แรก ตามด้วยคู่ของพี่ชายกับพี่สะใภ้ จากนั้นลูกสาวที่ยังโสดอีกห้าคนก็อยู่คุยกันต่ออีกประมาณครึ่งชั่วโมงก่อนจะแยกย้ายกันไปพักที่ห้องของตัวเอง

สายๆ ของวันใหม่ ครอบครัวของรนิดาก็ได้ต้อนรับว่าที่ลูกเขยที่เพิ่งเดินทางมาถึง ธนายุทธมาพร้อมกับตะกร้าเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ กล่าวขอโทษขอโพยกับบุพการีของหญิงคนรักที่ไม่สามารถเดินทางมาเมื่อคืนนี้ได้ เพราะติดสอนแทนอาจารย์ท่านอื่นเป็นการด่วนนั่นเอง

“ติ๊กเก็บโทรศัพท์ไว้ที่โต๊ะก็เลยไม่ได้รับสายของตัวเอง พอสอนเสร็จก็ขับรถกลับบ้านเลย มานึกได้ว่าลืมโทรศัพท์ก็ตอนที่กลับถึงห้องแล้ว จะโทรหาตัวเองก็คิดว่าตัวเองคงกำลังสนุกอยู่กับครอบครัวจึงไม่อยากขัดความสุข ติ๊กขอโทษนะ”

“ไม่เป็นไรหรอก ค่าโทรศัพท์ที่อพาร์ตเม้นต์ติ๊กแพงจะตาย ดีแล้วที่ไม่โทร” เธอคลี่ยิ้มกว้างจนตาหยีให้คนรัก แค่เขามาเธอก็ดีใจมากแล้ว เรื่องอื่นไม่สำคัญเลยสักนิด

“ติ๊กรักหงส์ที่สุดเลย” ธนายุทธบีบมือนุ่มนิ่มของคนรัก ส่งยิ้มอ่อนโยนให้เธอ “เย็นนี้ไปกินข้าวที่ห้องติ๊กนะ” กระซิบเบาๆ ให้ได้ยินกันแค่สองคน ถึงแม้จะไม่มีใครคนอื่นอยู่ด้วยก็ตาม

“รู้ทันหรอกนะว่าอยากได้อะไร” หญิงสาวในวัยสามสิบเอ็ดปี ที่มีดีกรีเป็นถึงอดีตรองมิสไทยแลนด์เวิลด์ และนักกีฬาทีมชาติไทย ตอบกลับพร้อมกับสายตารู้ทันความคิดของคนรัก และเธอก็เต็มใจอย่างยิ่ง เพราะต้องการเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปเหมือนกัน เกือบเดือนแล้วสินะที่เธอกับเขามัวแต่ยุ่งจนลืมเรื่องบนเตียง

เหลืออีกเพียงห้าอาทิตย์งานแต่งงานของเธอก็จะมีขึ้น แต่วันนี้กลับต้องกระวีกระวาดจากสามพรานไปสู่บ้านแพ้ว เพื่อไปรับบิดาและพาท่านไปส่งที่สนามบินสุวรรณภูมิ

“แฟนของลูกล่ะ” บิดาถามลูกสาวเป็นประโยคแรกที่เจอหน้า เพราะเมื่อคืนตอนที่เธอโทรมาหา เธอบอกเองว่าพวกเขาจะมาส่งตนด้วยกัน

“ติ๊กเขาติดสอนพิเศษแทนเพื่อนจ้ะพ่อ” ลูกสาวจำใจต้องโกหกบิดาเพื่อความสบายใจของท่าน แต่ความจริงแล้วเธอก็ติดต่อเขาไม่ได้เหมือนกัน

“ขยันจริงๆ นะลูกเขยเตี่ย แบบนี้เตี่ยควรจะสบายใจใช่ไหมว่าลูกสาวของเตี่ยจะไม่ลำบาก”

“แน่นอนจ้ะเตี่ย รีบไปกันเถอะจ้ะ เดี๋ยวสี่ใบเถามันจะรอนาน” เธอหมายถึงน้องสาวทั้งสี่คนที่ต่างก็ทำงานและเรียนอยู่ในกรุงเทพ ที่นัดกันไว้แล้วว่าจะไปเจอกันที่สนามบิน

“ไปสิ”

รนิดาหิ้วกระเป๋าเดินทางของบิดาใส่หลังรถกระบะ โดยไม่ยอมเรียกใช้คนงานชายที่กำลังทำงานอยู่ใกล้ๆ

“เรียกให้คนงานมันทำก็ได้ลูก” ถึงแม้จะรู้ว่าลูกสาวคนโตของตนแข็งแรงผิดกับรูปร่างอรชรอ้อนแอ้น แต่เขาก็ไม่อยากให้เธอต้องแบกหามของหนักๆ ด้วยตัวเองอยู่ดี

“เสร็จแล้วจ้ะเตี่ย ขึ้นรถเถอะ” เธอส่งยิ้มให้บิดาและเปิดประตูเรียกท่านขึ้นรถ เสียดายอยู่บ้างที่มารดาและพี่ชายไม่ได้เดินทางไปด้วยกัน เพราะมารดาติดไปงานบวชของลูกเพื่อนสนิท ส่วนพี่ชายก็ต้องพาพี่สะใภ้ไปตรวจครรภ์ตามที่หมอนัด

“ลูกอยากได้ของฝากอะไรเป็นพิเศษไหม” บิดาเอ่ยถามระหว่างการเดินทางกับลูกสาวหัวแก้วหัวแหวน

“ไม่ต้องซื้ออะไรมาฝากหงส์หรอกจ้ะเตี่ย แค่เตี่ยเที่ยวให้สนุกหงส์ก็พอใจแล้วจ้ะ”

“แต่เตี่ยอยากซื้อให้ลูกนี่ เลือกมาสักอย่างสิ”

“ถ้าอย่างนั้นหงส์ขอกำไลหยกก็แล้วกันจ้ะเตี่ย”

“แน่ใจนะว่าลูกจะไม่ทำมันแตกตอนทำงาน”

“เวลาทำงานหงส์ก็ต้องถอดออกสิจ๊ะเตี่ย หงส์ไม่กล้าทำของฝากของเตี่ยเสียหายหรอกจ้ะ” ลูกสาวยิ้มน้อยยิ้มใหญ่คุยหยอกกับบิดาไปตลอดเส้นทางจนถึงสนามบิน

หลังจากส่งบิดาขึ้นเครื่องเรียบร้อยแล้วเธอและน้องๆ ทั้งสี่ก็ไปรวมตัวกันที่ร้านอาหารแบบบุฟเฟ่ต์แห่งหนึ่งในห้างสรรพสินค้าชื่อดัง

“วันนี้พี่หงส์น่าจะนอนกับนกก่อนนะ พรุ่งนี้สายๆ ค่อยกลับ”

“ไม่ดีกว่านก เพราะพี่จะกลับไปนอนกับแม่”

“แล้วเฮียล่ะ” น้องสาวถามถึงพี่ชายที่ปลูกบ้านห่างจากมารดาไม่ถึงยี่สิบเมตร

“เฮียเขาต้องดูแลอาซ้อพี่ก็เลยไม่อยากรบกวนเขา พี่ไปนอนกับแม่สะดวกกว่าเพราะพรุ่งนี้พี่หยุดพอดี” เธอไม่อยากรบกวนพี่ชายที่ต้องดูแลเมียที่กำลังท้อง แล้วยังต้องตื่นแต่เช้าเพื่อมาช่วยงานที่โรงงานทำเต้าหู้ของครอบครัวอีก

“ถ้าอย่างนั้นก็ดูหนังด้วยกันก่อนแล้วค่อยกลับนะเจ๊” น้องสาวคนสุดท้องมองพี่สาวตาปริบๆ เมื่อร้องขอออกไปแล้ว ก่อนจะคลี่ยิ้มกว้างแล้วรีบกดจองตั๋วผ่านทางโทรศัพท์ เมื่ออีกฝ่ายตอบตกลงหลังจากดูนาฬิกาที่ข้อมือ

หนึ่งชั่วโมงต่อมาทั้งห้าสาวก็เดินเข้าสู่โรงหนังของห้างดัง พวกเธอเดินเข้าไปนั่งตามหมายเลขที่ระบุไว้ในตั๋วหนัง และนั่งชมตัวอย่างไปเรื่อยๆ

ขณะนั้นรนิดารู้สึกท้องไส้ปั่นป่วนขึ้นมากะทันหัน จึงกระซิบบอกน้องสาวคนที่นั่งใกล้ที่สุด “พี่ไปห้องน้ำก่อนนะ ปวดท้องตุ่ยๆ ว่ะ”

“นกไปด้วย ปวดฉี่พอดีเลย” อารียาลุกตามพี่สาวออกไป.. “เสร็จแล้วนกไปรอข้างนอกนะ”

“ไม่ต้องรอหรอก เข้าไปดูหนังก่อนเลย” เพราะรู้ว่าถ้ามีคนรอแบบนี้จะทำให้เธอไม่มีสมาธิในการเข้าห้องน้ำ จึงไม่ชอบให้ใครรอ

“ก็ได้จ้ะ” อารียารับปากพี่สาวแล้วแยกย้ายกันเข้าไปในห้องน้ำ หลังจากเสร็จธุระก็เดินออกมา ตั้งใจจะยืนรอพี่สาวอยู่ที่ด้านนอก “ขอโทษค่ะ”

ตอน 3

หญิงสาวคนหนึ่งเดินตามหลังเธอออกมาและชนถูกเธอโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่เธอก็รีบหันไปขอโทษเพราะรู้ว่าเป็นความผิดของตนที่หยุดเดินกะทันหัน และรีบเบี่ยงหลบให้เธอคนนั้นเดินออกไปก่อนแล้วจึงเดินตามออกไป แต่ก็ไม่วายชายตามองไปทางหญิงสาวที่ชนถูกตน

และภาพที่เห็นก็ทำให้เธอตกตะลึงถึงกับตาค้าง หัวใจที่เต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอกระโดดโลดเต้น ยิ่งกว่าครั้งที่ต้องลุ้นพี่สาวประกวดมิสไทยแลนด์เวิลด์เสียอีก

เธอจำผู้ชายคนนั้นได้ดีและมองเขาไม่เลิกรา มองจนเขาเดินลับตาไปกับหญิงสาวคนนั้นโดยที่เขาไม่รู้ตัว และถึงแม้จะนึกได้ว่าควรตามไปดูช้าเกินไป แต่เท้าของเธอก็รีบเดินตามหนุ่มสาวคู่นั้นออกไป.. แต่เธอไม่เห็นพวกเขาแล้ว ระหว่างนั้นหัวใจของเธอยังเต้นอย่างแรงพอๆ กับสมองที่ครุ่นคิดอย่างหนัก สุดท้ายก็ตัดสินใจเดินกลับเข้าไปในโรงหนัง และดูหนังแทบจะไม่รู้เรื่องเลยก็ว่าได้

“หนังไม่สนุกเหรอนก พี่ไม่เห็นเราหัวเราะเลย” หลังจากเดินออกมาจากโรงหนัง พี่สาวคนโตก็ถามน้องสาวคนที่สองด้วยความสงสัยขณะที่รอน้องสาวอีกสามคนไปเข้าห้องน้ำ

“นกดูไม่รู้เรื่องเลยพี่หงส์ เพราะอยู่ดีๆ ก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมา”

“ไม่สบายเหรอ ตัวร้อนหรือเปล่า”

“ไม่หรอกพี่หงส์ สงสัยจะเย็นแอร์” เธอบอกปัดมั่วๆ ไป “นกว่าจะถามพี่หงส์อยู่ว่าที่ติ๊กเขาไม่มาด้วย เพราะติดสอนจริงๆ หรือว่าเพราะเขารู้ว่าเตี่ยเราไม่ปลื้มเขา”

“ติ๊กเขาไม่ใช่คนคิดมากขนาดนั้นหรอกนก แล้วพี่ก็ไม่เคยบอกเขาด้วยว่าเตี่ยไม่ค่อยปลื้มเขา ที่เขาไม่มาเพราะติดสอนจริงๆ จ้ะ เมื่อกี้ก่อนที่จะดูหนังพี่โทรไปหา เขาบอกว่าเพิ่งจะสอนเสร็จ กำลังจะไปหาข้าวกินแล้วก็จะกลับที่พักไปทำรายงาน” เธอกล่าวถึงคนรักอย่างปลื้มปีติ เพราะเขากำลังมุมานะที่จะเอาปริญญาเอกมาฝากตนเป็นของขวัญครบรอบวันแต่งงานในปีหน้า

“พี่หงส์ต้องดูแลติ๊กเขามากๆ นะ อย่าปล่อยให้เขาอยู่นอกสายตาบ่อยๆ ล่ะ เรียนด้วยทำงานด้วยมันเครียดน่ะ” เธอพยายามเตือนพี่สาวอ้อมๆ

“เรื่องนี้เราคุยกันแล้ว เราสัญญากันแล้วว่าถ้ามีปัญหาคาใจเราจะคุยกันตรงๆ เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงจ้ะ”

“ถามจริงๆ นะ พี่หงส์กับติ๊กเจอกันบ่อยแค่ไหน อาทิตย์ละกี่ครั้ง”

“ทำไมถามแบบนี้ล่ะ มีอะไรหรือเปล่า” รนิดาเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติของน้องสาว

“อยู่ดีๆ นกก็รู้สึกเสียดายพี่หงส์เหมือนเตี่ยอีกคนละมั้ง” แล้วเธอก็แสร้งหัวเราะกลบเกลื่อนพิรุธเมื่อเห็นสายตาจับผิดของพี่สาว “ก็เลยอยากรู้ว่าเพื่อนนกมันดีกับพี่สาวของนกแค่ไหนไง”

“ไร้สาระน่า” พี่สาวคลี่ยิ้มแล้วยีผมน้องสาวอย่างเอ็นดู “พี่เจอกับติ๊กเขาทุกครั้งที่เข้าไปสอนที่มหาลัยนั่นแหละจ้ะ แล้วเราก็จะกินข้าวด้วยกันทุกครั้งด้วย”

“แล้วนอกจากมหาลัยล่ะ”

“ก็มีเจอกันบ้างเวลาที่เราว่างตรงกัน แต่ก็ไม่ค่อยบ่อยหรอก ส่วนมากจะโทรศัพท์ถึงกันมากกว่า”

“พี่จะแต่งงานกับเขาอยู่แล้วนะ พี่ยังห่างเหินกันอีกเหรอ”

“เราก็ไม่ได้รู้สึกว่าห่างเหินกันซะหน่อยนี่ เรามีความสุขและรักกันดีออก ยังคุยกันเลยว่าหลังจากแต่งงานแล้วเราอาจจะต้องแยกกันอยู่อีกสักพักจนกว่าเขาจะเรียนจบ เพราะเขาอยากมีสมาธิอยู่กับเรื่องเรียนมากกว่า”

“แล้วพี่จะรีบแต่งงานไปทำไม รอให้เขาเรียนจบแล้วค่อยแต่งไม่ดีกว่าเหรอ”

“ก็ติ๊กเขาอยากแต่งเร็วๆ นี่นา พี่เองก็อายุมากแล้วด้วย ถ้ามีลูกช้ามันก็จะไม่เป็นผลดีกับพี่สักเท่าไหร่”

“พูดกันตามจริงแล้วพี่กับติ๊กรู้จักกันมาหลายปีแล้วก็จริง แต่ก็ผิวเผินมากๆ พี่เพิ่งจะตกลงดูใจกันไม่ถึงปีเลยนะ ทำไมพี่ถึงตัดสินใจเรื่องแต่งงานเร็วแบบนี้ล่ะ” เธอทิ้งระยะเพื่อชั่งใจสักครู่ “ถามจริงๆ พี่ท้องหรือเปล่า” พี่สาวแสนสวยของเธอถึงจะมีนิสัยเหมือนผู้ชายมากกว่าผู้หญิง มีแฟนก็คบกันไม่เคยยืดเพราะผู้ชายส่วนใหญ่ทนความบ้างานของเธอไม่ได้ แต่กับธนายุทธทุกอย่างกลับตรงกันข้ามอย่างเหลือเชื่อ

“บ้าสินก! พี่ไม่ใช่เด็กสาวแล้วนะนกจะได้ปล่อยให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้น”

“นกไม่อยากจะบอกพี่หงส์เลย...” ฝ่ายน้องสาวอ้ำอึ้งเพราะความลำบากใจอีกครั้ง แต่ถ้าเธอไม่ทำอะไรสักอย่างพี่สาวของเธอก็คงไม่รู้สึกตัวว่ากำลังโดนสวมเขา “ตอนที่นกเรียนกับติ๊ก ติ๊กเขามีผู้หญิงมาติดพันเยอะนะ นกกลัว..” น้องสาวใช้สายตาสื่อความหมายของคำว่ากลัว

“พี่เชื่อใจติ๊กเขานะ”

“พี่หงส์ไม่แคร์เลยเหรอ”

“ไม่หรอก พี่ไม่เครียดกับเรื่องแบบนี้หรอก คนน่ารักแบบติ๊กไม่มีคนชอบสิแปลก”

“แล้วถ้าเขานอกใจพี่หงส์ล่ะ”

“อะไรของนกเนี่ย อยู่ดีๆ ทำไมต้องมาถามคำถามไร้สาระแบบนี้กับพี่ด้วย” รนิดาจับตามองน้องสาวอย่างจริงจัง “มีอะไรก็บอกพี่มาตรงๆ เลยนก พี่ไม่ชอบอ้อมค้อม มันเสียเวลา”

อารียามองหน้าพี่สาวด้วยสายตาเคร่งเครียด ใจหนึ่งก็อยากพูดออกไปตรงๆ แต่อีกใจหนึ่งก็รู้สึกเป็นห่วงความรู้สึกของพี่สาวขึ้นมา กลัวว่าเธอจะทำใจยอมรับไม่ได้จนถึงขั้นช็อกเพราะรู้ว่าเธอนั้นรักแฟนหนุ่มมากเพียงใด

“บอกพี่มาเถอะนก ไม่ต้องปิดบังพี่หรอก”

“คนอื่นมาแล้ว เอาไว้คืนนี้นกจะโทรหาพี่หงส์ดีกว่าจ้ะ” อารียานึกดีใจที่พี่และน้องอีกสามคนเดินเข้ามาถูกจังหวะพอดี อย่างน้อยก็ขอเวลาเรียบเรียงคำพูดและสืบดูอีกสักหน่อยก่อนดีกว่า

รนิดายอมหยุดเอาไว้แต่เพียงแค่นี้ หลังจากนั้นจึงแยกย้ายกับน้องๆ ทั้งสี่เพื่อเดินทางกลับไปยังบ้านเกิดที่อำเภอบ้านแพ้ว ไปนอนเป็นเพื่อนมารดาอย่างที่บอกกับพวกเธอเอาไว้

ยามค่ำคืนในบรรยากาศที่เย็นสบายเพียงแค่เปิดพัดลมหนึ่งตัวไม่ได้ช่วยให้หญิงสาวเข้าสู่ห้วงนิทราได้เลย เพราะจิตใจของเธอกำลังเป็นกังวลกับท่าทางของน้องสาวคนที่สองเป็นอย่างมาก ที่สำคัญเธอยังไม่ได้รับโทรศัพท์จากฝ่ายนั้น และเธอก็เป็นประเภทที่ไม่ชอบโทรจิก จึงเฝ้ารอคอยอย่างใจจดจ่ออยู่เงียบๆ แต่การกระทำที่เธอคิดว่าเงียบเชียบพอ หาได้รอดพ้นสายตาของผู้เป็นมารดา

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED