บทที่ 2 เขาจะทำมันได้ดีแค่ไหน
เกือบครึ่งชั่วโมงที่ต่างคนต่างเงียบ จมอยู่กับความคิดของตนเองเพียงลำพัง จนไม่รู้ตัวว่าแลนด์โรเวอร์ได้แล่นเข้ามาเลียบจอดที่หน้าบ้านชั้นเดียวยกพื้นสูงที่ซ่อนตัวอยู่หลังทิวแมกไม้หอมนานาชนิดแล้ว
รมิตาตื่นจากภวังค์ความคิด ใบหน้าสวยหันซ้ายแลขวาเมื่อเห็นว่าถึงบ้านของตนก็รีบคว้ากระเป๋าถือขึ้นคล้องไหล่เตรียมลงจากรถ แต่ยังไม่ทันที่จะได้เอื้อมมือไปเปิดประตูมืออุ่นหนาจากคนข้างๆ ก็คว้าหมับเข้าไปที่ท่อนแขนกลมกลึง
“เคทเข้าใจเหตุผลที่พี่ทำใช่ไหม”
คำถามจากริมฝีปากหยักเรียกสายตากลมให้ช้อนขึ้นมองสบ ดวงตาคู่คมเต็มไปด้วยความไม่มั่นใจเหมือนเด็กชายตัวน้อยที่กำลังเดินหลงทาง แม้ภายนอกจะดูเข้มแข็งมากเพียงใดแต่รมิตารู้ดีว่าภายในนั้นมีเด็กชายคนหนึ่งกำลังหวาดกลัวความสูญเสียซ่อนอยู่ และเพราะเด็กชายคนนี้เองกระมังที่ทำให้เธอยังยืนอยู่ตรงนี้ ทั้งที่ถูกกล่าวหาจากใครต่อใครว่าโง่เง่าเหลือเกินที่เฝ้ารอในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
“เคทเข้าใจค่ะ”
เธอตอบกลับพร้อมรอยยิ้มอ่อนหวานเหมือนทุกครั้ง เพียงแค่นั้นก็ทำให้คนถามถอนหายใจอย่างโล่งอก มือที่คว้าท่อนแขนกลมกลึงเลื่อนขึ้นไปลูบไล้แก้มนวลแผ่วเบา
ใบหน้านี้ใช่ไหมที่คอยยิ้มให้เขาเสมอยามเมื่อต้องการกำลังใจจากใครสักคน ดวงตาคู่นี้นี่เองที่ทอประกายยินดีทุกครั้งเมื่อเขาประสบความสำเร็จ และแม้ว่าบางครั้งมันจะเศร้าเพราะความปากไม่ดีของเขา แต่ไม่มีวันไหนเลยที่มันไม่เคยไม่มองมาที่เขา เพราะสิ่งนี้เองที่ทำให้เขารู้สึกหายใจไม่ออกทุกครั้งที่ได้มองสบ และเจ็บทุกครั้งที่ทำให้มันมีน้ำตา...รมิตาดวงใจของเขา ‘ดวงใจขุนศึก’
ริมฝีปากอุ่นโน้มเข้ามาจุมพิตที่กลีบปากอิ่มแผ่วเบาและผละออก
“คืนนี้พี่ขอค้างที่นี่ด้วยคนนะ”
ไม่มีเสียงตอบจากรมิตา แต่ใบหน้าที่ขยับขึ้นลงก็เป็นคำตอบที่มากพอให้คนตัวใหญ่ยิ้มกว้างออกมาได้ ขุนศึกจัดแจงลงไปเปิดประตูรั้วเพื่อนำรถเข้าไปจอดไว้ภายในโรงจอดรถข้างตัวบ้านที่ยังคงโล่ง รมิตาไม่มีรถยนต์ส่วนตัว การเดินทางไปทำงานในแต่ละวันหญิงสาวมักจะใช้การบริการรถสาธารณะ และที่สำคัญเกือบทุกวันเธอมีเขาเป็นสารถีให้ทั้งขาไปและขากลับ เพราะร้านของเธออยู่ห่างจากตึกอธิรักษ์โยธินกรุ๊ปไปเพียงแค่ไม่กี่ช่วงตึกเท่านั้น
หลังจากนำรถเข้ามาจอดเรียบร้อย ร่างสูงก็ก้าวลงจากฝั่งคนขับและอ้อมมาเปิดประตูให้อย่างเอาใจ ครึ่งชั่วโมงมากพอแล้วกับความเงียบที่ชวนอึดอัด วางทุกอย่างไว้เบื้องหลังและเดินไปข้างหน้าโดยไม่ต้องสนใจมันอีก แต่หากเขารู้สักนิดว่าการทำเช่นนั้นคือการทิ้งรอยเท้าไว้ให้ใครบางคนต้องเจ็บปวดแล้วละก็ เขาจะไม่มีวันทำมันเลย
รมิตาก้าวลงมายืนมองร่างสูงใหญ่เปิดประตูหลังเพื่อหยิบกระเป๋าเสื้อผ้าที่มักจะมีเตรียมไว้ที่เบาะหลังเป็นประจำ เนื่องจากต้องเดินทางไปตรวจงานของโครงการที่บริษัทไปรับเหมามาดำเนินงานอยู่เสมอ ทำให้ขุนศึกต้องเตรียมตัวให้พร้อมตลอดเวลา
“พี่ขุนต้องไปอีกแล้วเหรอคะ” รมิตาถามคนข้างกายเมื่อเขาก้าวเข้ามายืนเคียงขณะที่เธอเปิดประตูบ้านไว้รอ
“ครับ”
ขุนศึกตอบพร้อมเลื่อนมือไปเปิดสวิตช์ไฟด้วยความเคยชิน เนื่องจากรมิตามีข้าวของอยู่เต็มอ้อมแขน โดยเฉพาะเจ้าช่อบูเก้ที่เป็นตัวปัญหาของความหงุดหงิดทั้งหมดทั้งมวลในคืนนี้ แค่มองเห็นความหงุดหงิดก็แล่นริ้วขึ้นมาอีกหน ใบหน้าคมที่ผ่อนคลายลงเมื่อครู่เคร่งขรึมขึ้นมาอีกครั้ง
เขาทำเพียงจ้องมองมันนิ่งๆ ขณะที่รมิตารับรู้ได้ถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนแปลง ร่างระหงรีบหมุนตัวหายเข้าไปในห้องนั่งเล่น วางของในอ้อมแขนลงบนโต๊ะตัวเตี้ยโดยจงใจซ่อนช่อดอกไม้ของเจ้าสาวไว้ด้านล่างสุดเพื่ออำพรางสายตา แล้วเดินกลับมาที่คนตัวโตอีกหน
“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวเคทจัดกระเป๋าให้ใหม่นะคะ พี่ขุนจะได้อาบน้ำก่อน”
รอยยิ้มหวานถูกแต้มที่ใบหน้าสวยขณะดึงกระเป๋าเสื้อผ้าแบบสปอร์ตแบ็กยี่ห้อดังจากอเมริกาที่เธอซื้อให้เป็นของขวัญในวันครบรอบสามปีที่คบกัน แต่เขาก็ยังคงใช้มันมาจนถึงบัดนี้ รมิตาหมุนตัวเดินนำเข้าไปในส่วนของห้องนอนเพื่อจัดกระเป๋าอย่างที่รับปาก ทิ้งให้คนเบื้องหลังได้แต่มองตามด้วยสายตาที่ยากจะอ่านออก เพราะแม้แต่เขาเองก็บอกไม่ถูกว่ากำลังรู้สึกเช่นไรกับสิ่งที่เธอทำให้เสมอมา
นัยน์ตาคมหันไปมองยังกระเป๋าถือของคนตัวเล็กที่วางทิ้งไว้กลางห้อง ช่อบูเก้และของชำร่วยงานแต่งที่เป็นสมุดบันทึกเล่มเล็ก นอกจากชื่อคู่บ่าวสาวแล้วบนหน้าปกสีน้ำตาลยังมีรูปร่มและรูปหัวใจแสนน่ารัก และข้อความที่เขียนว่า ‘หนังสือเดินทางแห่งความรัก’ ถูกวางทับไว้อย่างดีบอกให้รู้ว่าเจ้าตัวตั้งใจอำพรางจากสายตาของเขา
‘เตรียมตัวไว้ได้เลยไอ้ขุน แกเสร็จแน่’
เพื่อนในกลุ่มที่นั่งบนโต๊ะตัวเดียวกันในงานเลี้ยงฉลองมงคลสมรสให้กับพี่ชายคนโตของเขาแซวขึ้น หลังจากที่มีใครสักคนเปิดประเด็นเจ้าสาวคนต่อไปเอาไว้ ใบหน้าหวานของรมิตายามได้ยินประโยคนั้นแดงจัด ดวงตาคู่สวยช้อนมองเขาด้วยท่าทางเอียงอายหลายครั้งหลายหนจนเขาเองทำอะไรไม่ถูก และเมื่อคิดไม่ออกว่าจะต่อประโยคเพื่อนในกลุ่มกลับไปเช่นไรสิ่งที่ขุนศึกทำได้ก็คือการนั่งให้นิ่ง เก๊กหน้าให้ขรึม และไม่พูดอะไรออกไปอีกแม้แต่ประโยคเดียว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่ส่งตัวบ่าวสาวเข้าหอ มารดาทั้งสามของเขาที่ประกอบไปด้วย หม่อมราชวงศ์รจเรข อธิรักษ์โยธิน ภรรยาตามกฎหมายของบิดา คุณพัตราผู้เป็นมารดาของเขา และคุณละไม ธุวดารา ภรรยาคนที่ห้าของบิดา ก็เดินเข้ามาเมียงๆ มองๆ รมิตา จนหญิงสาวออกอาการเขินจัดต้องใช้แผ่นหลังของเขาเป็นที่กำบัง อาจเป็นเพราะช่อดอกไม้ที่เธอได้รับ และฐานะคนรักที่แม้จะไม่เคยเอ่ยปากบอกใคร แต่สมาชิกบ้านอธิรักษ์โยธินก็รู้เรื่องราวทุกอย่างดี ทำให้เธอถูกเพ่งเล็งและเขาก็ถูกจับตามองจนอึดอัด
‘สะใภ้คนนี้แม่ชอบ’
หม่อมราชวงศ์รจเรขเดินเข้ามาบอก ขณะที่เขากำลังยืนรอรมิตาอยู่หน้าห้องหอของพี่ชาย ท่านยิ้มและเดินจากไปทิ้งไว้เพียงความงุนงงที่หนักอึ้ง
สะใภ้อย่างนั้นหรือ ขุนศึกถามตัวเองเป็นครั้งที่ร้อยตั้งแต่ก้าวออกมาจากบ้านอธิรักษ์โยธิน เขาจะทำหน้าที่เช่นนั้นได้หรือ เธอคนนั้น...
ขุนศึกมองเข้าไปยังส่วนของห้องนอนที่ประตูเปิดค้างไว้ รมิตากำลังจัดเรียงเสื้อผ้าและข้าวของเครื่องใช้ลงในกระเป๋าใบย่อม เธอสมควรที่จะเข้ามาเกี่ยวพันกับสายเลือดที่เขารังเกียจอย่างนั้นหรือ และถ้าหากว่าวันข้างหน้าเขามีคนอื่นเหมือนที่คุณภาวินเคยทำ คนที่เสียใจที่สุดก็คือเธอ เขาคงทนไม่ได้ถ้าเธอต้องร้องไห้เพราะการกระทำของตัวเขาเอง
“พี่ขุนคะ เคทเตรียมชุดนอนกับผ้าเช็ดตัวไว้ให้แล้วนะคะ”
เสียงของรมิตาทำให้เขาได้สติ ขุนศึกเงยหน้าขึ้นมองตามเสียงนั้น และพบว่าตนเองก้าวเข้ามายืนอยู่ในห้องนอนห่างจากเธอไม่กี่ก้าวเท่านั้น ใบหน้าสวยเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มหวาน แม้เวลาจะล่วงเข้าวันใหม่แต่รมิตาก็ยังคงตั้งใจจัดชุดใหม่ให้เขาโดยไม่เกี่ยงงอน เพราะอย่างนี้หรือเปล่าที่ทำให้เขาหงุดหงิดใจยามที่ได้มองเธอ และหวนคิดถึงคำพูดของมารดา
เขาจะทำมันได้ดีแค่ไหน
บทที่ 3 พี่ขอจูบเคทหน่อยได้ไหม
ขุนศึกจ้องมองคนที่นั่งอยู่บนเตียงอยู่เสี้ยวนาทีก่อนจะพยักหน้ารับ และหยิบของที่วางอยู่ข้างกายเธอเดินหายเข้าไปในห้องน้ำที่อยู่ติดกัน ไม่ถึงสิบนาทีเขาก็เดินออกมาในชุดนอนแบบกางเกงขายาวสีเทาและเสื้อยืดสีขาวตัวบาง รมิตารูดซิบปิดกระเป๋าเมื่อจัดการเตรียมเสื้อผ้าและของใช้ที่จำเป็นให้กับเขาเรียบร้อย ร่างสูงเดินเข้ามาหาและอาสายกมันไปไว้ที่มุมห้องเสียเอง
“เคทไปอาบน้ำเถอะ”
เขาหันกลับมาบอก คนตัวเล็กพยักหน้ารับ หยิบชุดนอนในตู้เสื้อผ้ามุมห้องก่อนจะหายเข้าไปในห้องน้ำที่เขาเพิ่งจากมา ไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างเชื่องช้าแต่คนตัวใหญ่กลับไม่รู้สึกถึงความสดชื่นแม้แต่นิด
ขุนศึกล้มตัวลงนอนบนเตียงใหญ่ สมองวนเวียนคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นมาตลอดทั้งวัน รมิตาเข้ากับสมาชิกในครอบครัวของเขาได้ดี เขารู้ และถ้าเขาจะหาใครสักคนมาเป็นสมาชิกคนใหม่ของอธิรักษ์โยธินละก็ แน่นอนว่าตัวเลือกมีเพียงคนเดียวคือเธอ แต่ตัวเขาเองต่างหากที่ยังไม่มั่นใจ ไม่มั่นใจว่าจะให้ความสุขแก่เธอไปได้ตลอด ถ้าวันใดที่เธอต้องมีน้ำตาเพราะความโลเลของเขาเหมือนอย่างที่บิดาเคยทำ เขาคงไม่มีวันให้อภัยตัวเอง
‘...เราคบกันมานานแล้วนะคะ’
นานจนเธอกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขาไปเสียแล้ว และถ้าหากวันใดที่เลิกรากันเขาคงเป็นผู้ชายที่เห็นแก่ตัวที่สุดในโลกที่รั้งเวลาเจ็ดปีของเธอเอาไว้เพียงคนเดียวอย่างนี้
“คิดอะไรอยู่คะ”
รมิตาเอ่ยถามเมื่อเห็นสายตาเหม่อลอยคล้ายกำลังคิดหนักของคนรัก ขุนศึกหันกลับมามองตามต้นเสียง รมิตาในชุดนอนผ้าไหมตัวนิ่มเดินเข้ามาใกล้ ชายเสื้อและแขนกุดสั้นเป็นผ้าระบายสีขาวสะอาด เมื่อทาบทับบนตัวเธอยิ่งทำให้ร่างระหงดูน่าทะนุถนอมมากกว่าเร้าอารมณ์หนุ่มให้ลุกโชน ขุนศึกลุกขึ้นนั่งพร้อมกับกวักมือเรียกคนตัวเล็กให้เข้าไปหา มือหนารวบเอวคอดของหญิงคนรักเข้ามากอดแน่น ใบหน้าคมแนบซบกับหน้าท้องแบนราบนิ่ง
“พี่ขุนเป็นอะไรคะ”
รมิตาแปลกใจไม่น้อยกับท่าทีของคนรัก แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมาหากเขาต้องการจะบอก เขาจะเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาเอง เธอจึงทำได้เพียงเงียบเพื่อรอฟัง
ขุนศึกเงยหน้าขึ้นสบตาคนถาม ก่อนจะดึงเธอให้นั่งลงบนตัก เกยคางสากกับไหล่มน ขณะที่แขนทั้งสองกอดรัดไม่ยอมปล่อยแต่ก็ไม่ยอมเปิดปากตอบคำถาม รมิตาจึงได้แต่นั่งนิ่งให้เขากอดถ่ายทอดไออุ่นให้กันและกันอยู่เช่นนั้นโดยไม่มีใครเอ่ยคำใด แม้อยากจะช่วยแบ่งเบาแต่ที่เธอทำได้ดีที่สุดคือการเฝ้ารอด้วยความห่วงใยด้วยหวังว่าสักวันเขาจะมองเห็นมัน และยอมเปิดใจรับเธอเป็นส่วนหนึ่งที่พร้อมจะเดินไปด้วยกัน
รมิตาลืมตาตื่นขึ้นมาในเวลาหกโมงเช้าตามปกติ ท้ายที่สุดแล้วเธอก็ไม่ได้รับคำตอบหรือคำบอกเล่าใดๆ จากคนรัก ใบหน้าสวยผินมองคนตัวใหญ่ที่ยังคงหลับตาพริ้มอยู่ข้างกาย ท่อนแขนหนาหนักกอดรัดที่เอวคอดไม่ยอมปล่อย ใบหน้าคมคายยามหลับดูคล้ายเด็กชายตัวน้อยที่ไม่มีฤทธิ์เดชอะไร แต่หากเมื่อใดที่ดวงตาคู่นี้ลืมขึ้นความเย็นชาเคร่งขรึมก็มักจะฉาบเข้ามาแทนที่ แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็รัก รักทุกอย่างในตัวผู้ชายคนนี้ คนที่ไม่เคยมีคำหวานให้ชุ่มชื่นหัวใจ ไม่เคยมองด้วยสายตาที่บอกว่ารักนักหนา แต่การกระทำทุกอย่างที่เขามอบให้ต่างหากที่ทำให้เธอหลงรักอย่างหมดหัวใจ
กลีบปากอิ่มเผยอแย้มขณะมองคนหลับ เขาคงเหนื่อย เพราะช่วงเตรียมจัดงานแต่งงานของสี่ทิศเขาต้องวิ่งวุ่นดูแลบริษัทแทนพี่ชายเกือบทุกเรื่อง แล้วไหนจะต้องไปคุมโครงการที่ยังดำเนินการค้างอยู่ที่ต่างจังหวัดอีกตั้งหลายแห่ง
“เคทรักพี่ขุนค่ะ” เสียงกระซิบเบาหวานทำให้คนหลับยกมุมปากขึ้นยิ้ม ริมฝีปากอุ่นยื่นเข้ามาประทับจูบที่กลีบปากอิ่มที่เพิ่งบอกรักเมื่อครู่ จนคนที่คิดว่าเขาหลับผงะถอยด้วยอารามตกใจ
“พี่ขุนตื่นนานแล้วหรือคะ”
“ก็มีคนตื่นขึ้นมาจ้อง ใครจะไปหลับลง”
คนหลับไม่ลงส่งยิ้มเจ้าเล่ห์มาให้อย่างเปิดเผย แขนที่กอดรัดร่างเล็กกระซับแน่นขึ้นเมื่อเธอตีหน้ายุ่ง ท่าทางแง่งอนทำให้เขาอมยิ้ม ขุนศึกขยับกายแนบชิด ใบหน้าคมโน้มเข้าใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจของคนตัวเล็กที่กำลังหอบแรงด้วยความขัดเขิน
“ขอบคุณนะเคท ที่อยู่ข้างๆ พี่เสมอ”
“พี่ขุน”
เสียงหวานแผ่วหวิวยามเรียกขานคนตัวโตที่ขยับมาคร่อมร่างเธอไว้ทั้งตัว ดวงตาคมที่วาบวับเต็มไปด้วยประกายเจ้าเล่ห์เมื่อครู่เปลี่ยนเป็นมั่นคงจริงจังจนเธอเกิดความคาดหวัง หวังว่าเขาจะเอ่ยคำที่เธอรอมานานแสนนาน
“พี่ขอจูบเคทหน่อยได้ไหม”
ไม่มีคำตอบใดหลุดออกมาจากริมฝีปากของคนใต้ร่าง เพราะขุนศึกทาบทับริมฝีปากอุ่นชื้นแนบแน่นทันทีที่กล่าวจบ ไม่ใช่คำที่เธอต้องการแต่จุมพิตอ่อนหวานก็ทำให้คนได้รับหลงเพริดไปกับแรงสิเน่หาที่เขาบรรจงมอบให้จนหลงลืมความผิดหวังเมื่อครู่ไปเสียสนิท ยามเมื่อรักไหลเวียน แม้เจ็บช้ำเพียงใดก็ยังคงหวานหอมจนยอมตกอยู่ในวังวนที่เขาขีดกั้นไว้