โมลีออกมาตามเพื่อนยังรถเข็ญหน้าห้องที่กำลังทำความสะอาดอยู่ เห็นหนูนาชะเง้อมองบางอย่างจึงถามด้วยความสงสัย “มองอะไรน่ะหนูนา”
“เหมือนคนรู้จักน่ะ แต่คงไม่ใช่หรอก ไปเถอะทำความสะอาดกันต่อมีอีกหลายห้อง” หนูนาล่ะสายตาจากร่างคุ้นตาซึ่งเดินเข้าไปในลิฟต์
โมลีไม่สนใจเพื่อนอีกเข้าห้องเพื่อปูเตียงต่อ หากหนูนานั้นกำลังคิดถึงคนที่จากไปเมื่อเช้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม คิดว่าเย็นนี้ถ้าราฟาเอลมาหาเธอจะบอกเรื่องที่ทำให้กังวลใจทั้งวันทั้งคืนเสียที
“ทำงานอยู่แต่ในห้องน่าเบื่อจังเลยนะหนูนา ฉันเบื่อแบบนี้เต็มทีแล้ว ฉันอยากเจอคนมากๆ เรียนจบเมื่อไหร่จะเลิกอุดอู้เป็นแม่บ้านซะที” โมลีกำลังเรียนและทำงานไปด้วยเพื่อหวังจะหางานที่ดีกว่าการเป็นแม่บ้าน
“แต่ฉันไม่เบื่อเลย ใช้เวลาอยู่กับงาน ไม่มีใครมากวนใจ ได้คิดเรื่องของตนเองเยอะดี ฉันชอบ”
“ล้างส้วม ถูพื้น ดูดฝุ่น นี่นะบอกว่าชอบ” โมลีทำสีหน้าไม่อยากเชื่อหนูนาฝืนยิ้ม…เธอไม่มีวันลืมว่างานที่นี่ช่วยให้เธอแบ่งเบาภาระหนูเล็กได้ เมื่อวันที่ไม่มีใครเป็นที่ปรึกษาในชีวิต สองพี่น้องต้องสู้กับงานกับความเปลี่ยวเหงาของชีวิตด้วยความอยากลำบาก นึกขอบคุณคนที่ให้เธอได้มีงานทำ แม้มันบางคนเหยียดหยามว่าต้อยต่ำ แต่เธอจะไม่ทิ้งมันไปง่ายๆ
“ถ้าสวยอย่างเธอจะไปทำงานที่ได้เงินเยอะๆ” โมลีรีดผืนผ้าให้เรียบกว่าเดิมด้วยสองมือ หันมาคุยต่อ หนูนาหน้าเจื่อน เพราะเคยคุยเรื่องนี้กันหลายหน เธอก็บอกว่า ‘อย่าเลย’ หากครั้งนี้ทำได้แค่เงียบเพราะตอนนี้ศักดิ์ศรีของเธอได้ลอยหายไปเสียแล้วเมื่อความเดือดร้อนคืบคลานเข้ามาหามากโดยไม่ทันตั้งตัว
หลายเดือนก่อน ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง
“พี่หนูเล็กจะถึงหรือยังคะ” หนูนาโทรตามพี่สาวฝาแฝดซึ่งบอกว่าจะไปหาสามีเพื่อนำเงินมาเป็นค่ารักษาลูกที่ต้องเข้าห้องผ่าตัด
“สวัสดีครับ” เสียงปลายสายไม่ใช่เสียงของพี่สาว หนูนาแปลกใจจึงถามออกไป
“คุณเป็นใครคะ แล้วพี่สาวฉันไปไหน”
“คุณทำใจเย็นๆ นะครับแล้วฟังให้ดี” เสียงปริศนาปลอบ หนูนาใจเต้นระรัว
เมื่อได้ยินเรื่องราวหญิงสาวก็ล้มทั้งยืนหน้าห้องผ่าตัด น้ำตาไหลพรากอาบสองแก้ม ไม่ได้ยินเสียงน้องสาววัยสิบหกปีซึ่งเดินเข้ามาเขย่าตัวว่าเป็นอะไรไป
“ไม่จริง ไม่จริงพี่หนูเล็กต้องไม่ตาย ไม่จริง” เธอได้แต่พร่ำเพ้อออกมา น้องสาวตกใจเข้ามากอดร่ำให้ไปด้วยกัน
“คุณครับคุณ”
จนกระทั่งเสียงมือถือดังขึ้นปลุกให้เธอตื่นจากฝันร้ายซ้ำซ้อน “คะ” เธอกลั้นสะอื้นรับสาย
รายละเอียดของพี่สาวเข้ามาอยู่ในหัว
นี่เป็นความฝันหรือเปล่า ไม่จริงใช่ไหม หากเมื่อเห็นใบหน้าน้องสาวผ่านม่านน้ำตา รวมทั้งมองเลยไปในห้องซึ่งหลานชายที่แสนอาภัพกำลังนอนรอมีดหมอเพื่อช่วยยื้อชีวิต ก็เจ็บปวดนักเพราะมันไม่ใช่ความฝัน
“หนูศินของน้า ศิน… น้าจะดูนายเอง ฮื้อ อึก ไม่ต้องห่วง นายต้องปลอดภัยและหายดีนะ” เธอส่งผ่านความห่วงใย กำลังใจให้หลานรักที่ป่วยมานานปี “พี่หนูเล็ก ช่วยตาศินด้วยนะพี่” ไม่ลืมวอนขอพี่สาวให้คุ้มครองลูกชาย หลังจากนั้นบอกให้น้องรออยู่ที่โรงพยาบาล เพื่อเธอจะได้เดินทางไปยังจุดเกิดเหตุที่พี่สาวเสียชีวิต
พี่สาวช่างเกิดมาอาภัพนัก มีคนรักก็ไม่เคยเหลียวแล เมื่อตั้งท้องศตายุก็ทิ้งพี่สาวไป ไม่ดูดำดูดี ทางฝ่ายนั้นถือว่าตนเองมั่งมี พี่สาวของเธอไม่คู่ควร แรงยุยงของครอบครัวทำให้ศตายุแต่งงานกับผู้หญิงคนอื่นตอนที่พี่สาวเธอตั้งท้อง
“พี่ไม่คิดเลยเขาจะใจดำถึงเพียงนี้ พี่จะไปคุยกับเขาให้รู้เรื่อง” พี่สาวหวังจะหอบลูกในท้องไปหาแฟนหนุ่ม หากเธอห้ามปรามขึ้น
“อย่าเลยพี่หนูเล็ก พี่ลืมไปแล้วรึไง เขาเป็นคนนำเช็คมาให้พี่เองนะ ให้พี่ไปเอาตาหนูออกซะ พี่เลิกคิดเถอะว่าเขาทำเพราะแม่สั่ง หนูนาว่าตัวเขาเองก็คงเป็นใจ”
แม้พี่สาวต้องร้องไห้ปานจะขาดใจ แต่เธอก็คิดว่าทำถูกแล้ว เธอรู้เช่นเห็นชาติผู้ชายคนนั้น ไม่ได้ตาบอดเพราะไม่ได้มีรักอย่างพี่สาว ซึ่งแน่นอนว่าปิดหูปิดตาเพื่อหลอกตนเอง
ศตายุไม่คู่ควรกับคนที่บูชาความรักเช่นพี่สาวเธอ
“เพราะเราไม่มีใครใช่ไหมเขาถึงดูถูกกันอย่างนี้ เพราะเราไร้ญาติขาดมิตร เขาเลยไม่เห็นค่า” พี่สาวยังคร่ำครวญ
“เพราะพี่รักเขาเกินไปต่างหากค่ะ”
เธอให้คำตอบพี่สาว พี่สาวร้องไห้หนักกว่าเก่าเมื่อจี้ตรงใจเข้า เธอได้แต่กอดปลอบน้ำตาซึมไปด้วย
“เป็นไรไปหนูนาเสร็จแล้วเตียงฉัน เธอจัดการผ้าขนหนูพวกนี้ให้กลายเป็นดอกกุหลาบเองนะ ฉันทำไม่สวยเธอก็รู้”
หนูนาพยักหน้าเลิกคิดเรื่องเศร้าในชีวิต สองมือขะมักเขม้นกับการประดิษฐ์ประดอยผ้าขนหนูแขกให้เป็นดอกกุหลาบ
“เออหนูนา วันนี้ตอนเช้าฉันเห็นแขกที่ชอบคุยกับเธอด้วยนะ”
“ใคร…” หนูนาใบหน้าซีด หากโมลีไม่ทันสังเกตเห็น
“ก็คุณนายฝรั่งที่เคยมาเมื่อหลายเดือนก่อนไง คนที่ซื้อขนมมาฝากเธอทุกวันไงล่ะ”
หนูนาผ่อนลมหายใจด้วยความโล่งใจ
“คุณปาริชาติ”
“นั่นแหละ คราวนี้มีหวังได้อ้วนแน่ถ้าพักเป็นเดือนๆ เหมือนครั้งก่อน”
หนูนาพยักหน้า…หากใจด้านในกลับคิดอีกเรื่องที่ใจวิตกกังวลขึ้นมา
หรือนางฟ้าจะมาโปรดเธอแล้ว…
หนูนากระวนกระวายใจอยู่ในห้องพักตั้งแต่กลับจากทำงาน แม้ได้คุยกับน้องสาวซึ่งอยู่หอพักภายในมหาวิทยาลัยแต่ความกังวลก็ไม่หายไป เพราะเรื่องที่กังวลไม่ใช่เรื่องคิดถึงน้องอย่างเช่นทุกวันนั่นเอง หลายครั้งสายตาหันไปมองดูเวลา แต่เกือบเที่ยงคืนยังไม่มีวี่แววเจ้าของห้องก็แทบทนไม่ไหว ครั้นจะให้โทรไปหา เธอก็ไม่เคยทำ จึงต้องนั่งถ่างตารอต่อไป มีกำลังใจอย่างหนึ่งว่าวันพรุ่งนี้ตรงกับวันเสาร์ เธอแน่ใจว่าราฟาเอลจะมา ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ได้หกเดือนกว่า เขาไม่เคยจะไม่มาในวันหยุด
หลังจากพี่สาวเสียชีวิต เธอต้องรับภาระดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายของหลานชายเอง การผ่าตัดโรคหัวใจที่หลานเป็นมาแต่กำเนิด ทำให้เธอเครียดอย่างมาก แม้ได้เงินจากการทำขวัญจากการเสียชีวิตของพี่แต่ก็ไม่มากพอจะใช้จ่ายค่ารักษา ให้หวังพึ่งพ่อของหลานเธอเลิกคิดเรื่องนั้นไปตั้งนานแล้ว
“หนูบัวจะไม่เรียนต่อนะพี่หนูนา จะออกมาทำงานช่วยเหลือพี่ ช่วยดูศิน” น้องสาวบอกกล่าวน้ำเสียงเศร้า
“อย่าเพิ่งเลยหนูบัว” เธอปฏิเสธ เพราะเสียดายมันสมองน้องที่ดีเลิศตั้งแต่เด็กแตกต่างกับเธอที่ขี้เลื่อยเต็มไปหมด ได้เรียนแค่มอปลายก็ดีถมไปแล้ว
“แต่เราไม่มีเงินนี่จ๊ะ ตาศินอีกพี่จะทำยังไง เมื่อก่อนพี่หนูเล็กทำงานดูแลหลานเอง พี่ก็ดูแลหนูบัว พอถูไถไปได้ แต่ตอนนี้เรา…เรา ไม่มีพี่หนูเล็กแล้ว”
“เถอะน่า อีกเทอมเดียวจะจบมอปลาย แถมเอ็นฯ ติดมหาลัยดังที่ใฝ่ฝันไม่ใช่หรือ หนูบัวต้องอย่าเพิ่งถอดใจ รู้ใช่ไหมพี่หวังแค่ไหนให้เราได้เรียนสูงๆ พี่หนูเล็กอีกคน”
เสียงจริงจังของเธอ ทำให้น้องสาวไม่มีข้อโต้แย้งอีก
หนึ่งคืนกับการนอนครุ่นคิดเรื่องซึ่งเคยคุยไว้กับแขกที่เข้าพักยังโรงแรม แม้ไม่อยากทำแบบนั้นแต่เธอก็ไม่มีทางเลือก ตอนแรกอยากขอความช่วยเหลือจากแขกอีกคนหนึ่งที่ตนเคยเจอแต่นามบัตรของผู้หญิงคนนั้นเธอได้ทำหายเสียแล้ว รุ่งเช้าเธอจึงตอบตกลงเรื่องที่แขกเคยคุยด้วยทันที
“บอกแล้วให้ตกลงตั้งแต่ครั้งที่แล้วไงฮ้า แต่ไม่เป็นไรสวยอย่างหนูพี่ยินดีต้อนรับเสมอ และไม่ต้องห่วงไม่นานก็จะสบายไม่ต้องมาทำงานงกๆ แบบนี้พี่รับรอง”
สาวประเภทสองทำท่าดีอกดีใจเมื่อเธอตกลงเป็นเด็กในความดูแล แม้อายที่ตอบตกลงไป แต่หนูนาต้องปั้นหน้าด้านเข้าไว้ เพราะถ้าชวดจากเจ๊ดาด้า เธอก็ไม่รู้จะหาเงินจากที่ไหนได้ ที่ผ่านมาเธอติดหนี้มากมาย กว่าจะผ่านพ้นมาได้แต่ละเดือนต้องปวดหัวแทบแตกเป็นเสี่ยงๆ
“หนูต้องการใช้เงิน เจ้พอจะช่วยหนูก่อนได้หรือเปล่าคะ” นึกถึงค่าใช้จ่ายหลานเธอก็หน้าด้านเข้าไปอีก
“ไม่มีปัญหาต้องการเท่าไหร่ล่ะ” เจ้ดาด้าดูใจป้ำเต็มที่ ล้วงกระเป๋าไม่อิดออด
“เอ่อ…สองแสนค่ะ”
“ทำหนังสือกันนิดหน่อยนะหนู ต้องเข้าใจเจ้ เกิดหนูเบี้ยวขึ้นมาเจ้แย่แน่ๆ”
“หนูไม่ไปไหนหรอกค่ะยังทำงานที่เดิม ก็เจ้บอกเองงาน…อย่างว่าทำไม่เป็นเวลา หนูจะเลือกกลางคืนก็ได้นี่คะ”
“อะไรกันจะยังทำงานทำไม” สีหน้าเจ้ซึ่งหวังพึ่งแสดงความแปลกใจออกมา
“เผื่อหนูเก็บเงินได้ตามที่ต้องการบางทีอาจจะเลิก เจ้คงไม่ว่าที่พูดตรงๆ นะคะ”
“โอ้ย ไม่เคยเจอแบบนี้แต่เอาเถอะ เรื่องแบบนี้เจ้ไม่บังคับหรอก เอ้าเอาเช็คเงินสดไป อ่านนี่ซะแล้วเซ็นซะด้วยนะ”
เธออ่านรายละเอียดภายในสัญญา ระบุถึงการยืมเงินธรรมดา…เพียงพลอยนึกขอบคุณคนตรงหน้าที่ไว้ใจเพราะเธอนั้นไม่ได้มีหลักทรัพย์ใดเลยมาใช้เป็นตัวค้ำประกันในครั้งนี้
เหมือนเจ้ดาด้าจะรู้ว่าเธอคิดอะไร พูดออกมาเสียงดังว่า “ถึงเรารู้จักกันไม่นานแต่หนูอย่าคิดหนีนะจ๊ะเพราะเจ้จะกัดไม่ปล่อยถ้าทำแบบนั้น และงานที่ไหนหนูก็อย่าหวังจะได้เข้าไปทำอีกเลย”
แม้ไม่ใช่คำขู่แต่หนูนาก็กลืนน้ำลายลงคอในน้ำเสียงเด็ดขาดนั้น เพียงสัปดาห์เดียวเธอก็ได้เจอราฟาเอล ผู้ชายเรือนร่างสูง แววตาคมเข้มอ่านความรู้สึกแทบไม่ได้เลย หัวใจปั่นป่วนชอบกลเมื่อสบตาคู่คมนั้นแต่ความหวาดกลัว กังวลหายไปบ้างเมื่อเจ้ดาด้าแจ้งว่างานที่เธอต้องทำ เป็นผู้หญิงรายปีของผู้ชายคนนี้
คืนแรกที่ต้องออกจากบ้านใบหน้าสวยอาบไปด้วยน้ำตา หวาดหวั่น หวาดกลัว แต่ใจส่วนลึกก็ดีใจที่เธอไม่ต้องขายตัวให้ผู้ชายหลายๆ คน แม้เจ้ดาด้าใช้คำว่า เป็นผู้หญิงของราฟาเอล แต่สำหรับเธอมันก็คือการขายตัวแบบรายปีนั่นเอง
กริ๊ก…เสียงประตูเปิดและปิดลง หนูนาหันไปมอง เธอมัวคิดเรื่องในอดีตเพลินสินะ ถึงไม่ได้ยินตอนคนที่เฝ้ารอเปิดประตูเข้ามา
“นึกว่านอนแล้วซะอีก” เขาเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงขรึมเช่นเคย หนูนาเดินไปรินน้ำมายื่นให้
“คอยคุณค่ะ” ราฟาเอลรับน้ำในมือหญิงสาว สายตาคมแหงนมองใบหน้าสวย เพราะปกติคนที่มาหาไม่เคยมีเรื่องคุยกัน เธอไม่ช่างพูด ช่างขอเหมือนผู้หญิงบางคนส่วนนี้ที่ทำให้ราฟาเอลพอใจ แต่เธอดูแลเขาด้วยหัวใจ จุดนี้ราฟาเอลคิดว่าเขามั่นใจ หนูนาเองก็หน้าแดงเมื่อคิดว่าเรื่องเดียวที่เธอกับเขามีร่วมกันภายในห้องนี้นั่นคือการร่วมรักที่เร่าร้อน
“เอ่อ คุณดื่มน้ำก่อนสิคะ”
“ไม่ล่ะ ฉันแวะมาเอาของลืมทิ้งไว้ จะกลับเลย”
“กลับเลย” หนูนาใบหน้าซีด หยุดตนเองไว้ ตอนแรกคิดว่าจะเดินเข้าไปกอดร่างสูง แม้ไม่เคยทำนอกจากเวลาอยู่บนเตียงแต่วันนี้ไม่รู้ทำไมหัวใจมันร่ำร้องอยากจะกอดเขาเหลือเกิน
“เป็นอะไรไป” ราฟาเอลเห็นสีหน้า ท่าทีหญิงสาวถามด้วยความสงสัย “หรืออยู่กับฉันมาหกเดือนขาดฉันไม่ได้เสียแล้วรึไง”
“ทำไมคุณพูดแบบนี้คะ” เธอตาแดง ยิ่งตอกย้ำสิ่งที่ราฟาเอลสุดแสนเบื่อ
อีกคนแล้วสินะ…ราฟาเอลไม่แปลกใจหากผู้หญิงทุกคนของเขาจะมีมากกว่าคำว่าเซ็กที่เร่าร้อนให้กัน หากชายหนุ่มก็เบื่อหน่ายเกินจะฟังคำนั้น สำหรับราฟาเอลผู้หญิงก็แค่ที่ปลดปล่อยอารมณ์ ชายหนุ่มไม่พึงประสงค์คำว่ารักที่น่าเบื่อ เขาเองก็ไม่คิดจะให้คำนั้นกับใครเช่นเดียวกัน แต่ขณะนี้เมื่อเห็นตาแดงก่ำ ใจชายหนุ่มสั่นไหวรุนแรง ทนไม่ได้จนต้องเดินมาโอบกอดหญิงสาว น้ำตาหนูนาพาลจะไหลออกมากับการกระทำนั้น
“จำที่ฉันเคยคุยกับเธอได้รึเปล่า วันแรกที่เราเจอกัน ฉันเข้าใจว่าเธอคงรู้สึกผูกพันกับผู้ชายคนแรกในชีวิต แต่เมื่อเราจากกัน ในวันหนึ่งมีคนใหม่เข้ามาเธอก็จะลืมฉันเอง อย่าคิดมารักฉันเลยนะ” ราฟาเอลไม่คิดพูดให้มันแตกต่างกับผู้หญิงคนก่อนหน้าของตน แม้ครั้งนี้ถ้อยคำที่ใช้จะนุ่มนวล แต่ความหมายก็ไม่ได้แตกต่าง
“คุณ…” เธอน้ำเสียงสั่น
“อาจแค่ความใกล้ชิด เซ็กซึ่งลงตัวของเรา เธอก็เลยคิดว่าเธอรักฉันแต่มันจะเป็นไปได้หรือ…”
“แต่คุณไม่ได้มีใครไม่ใช่หรือคะ หนูนาขอ…”
เพราะน้ำเสียงอ่อนโยนทำให้หนูนากล้าพูดเข้าเรื่องที่ซักซ้อมไว้หลายวัน หากเมื่อเธอพูดออกไปแค่นิดเดียวร่างสูงที่โอบกอดกันแข็งไปชั่วขณะ หนูนาชักหวาดหวั่นว่านั่นจะเป็นลางที่ไม่ดีหรือเปล่า
“ถึงฉันจะให้ทุกอย่างที่เธอขอ ให้ไปทำงานได้เหมือนเมื่อก่อน ไม่ซักถามว่างานอะไร เชื่อใจเธอ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวแต่เธอไม่มีสิทธิ์ทำอย่างที่ฉันทำ” ราฟาเอลปลดมือเรียวที่โอบกอดตนไว้เดินเข้าในห้องนอนเพื่อหาเนกไทเส้นหนึ่งที่ทิ้งไว้เมื่อหลายวันก่อน หนูนายืนขาสั่น ใจสั่น ปวดร้าวจนจุกแทบหายใจไม่ออก ที่สำคัญวิตกกังวล
“คุณว่า…อะไรนะคะ” หากก็กลั้นใจเก็บความเจ็บปวดถามออกไปเพราะอยากฟังซ้ำอีกรอบ เพื่อให้หัวใจซึ่งเฝ้ารอรู้ซึ้งถึงความฝันที่ไม่มีวันเป็นจริง
“ฉันมานี่นอกจากมาเอาของ จะมาบอกเธอว่าจะไม่มาที่นี่อีก”
“ยังไม่ถึงปีเลยนะคะ”
“บางทีฉันคิดว่า คงถึงเวลาแล้ว หมายถึง ฉันจะแต่งงาน… ส่วนเรื่องเวลาไม่เป็นไร จะมอบเช็คก้อนใหญ่ให้เธออีกด้วย ตอบแทนที่เธอมอบความสุขให้ ไม่เคยอิดออดว่าฉันต้องการเมื่อไหร่ อย่างไรและที่ไหน ฉันพอใจมาก”
ไม่ใช่เวลามาหน้าแดงอีกต่อไป เพราะหัวใจกำลังสับสนและเริ่มจะร้องไห้ หนูนาจึงก้มหน้าลงมองพื้นห้อง แอบเช็ดน้ำตา แม้ใจหน่วงแปลกๆ เมื่อเอ่ยล่ำลานางบำเรอเบอร์ล่าสุด แต่จำต้องพูดออกมา ยิ่งเห็นคนตรงหน้าคิดฝันไปไกลกว่าตำแหน่งที่ตนมอบให้ยิ่งคิดว่า ไม่ช้าก็เร็วต้องพูดถ้อยคำเหล่านี้