“ฉันจะกลับแล้ว คงไม่ได้มาสักพักนะ” ราฟาเอลกระชับเสื้อสูทก้าวเดินออกจากห้องนอนภายในคอนโดมิเนียมหรู
“คุณคะหนูนามีเรื่องจะบอกค่ะ” หน้าประตูห้องน้ำร่างบางทว่าอวบอิ่มในส่วนที่ผู้ชายต้องการถูกพันไว้หลวมๆ ด้วยผ้าขนหนูผืนสีขาว
ร่างสูงหันกลับมา เลิกคิ้วคมเข้มขึ้นอย่างสงสัย “มีอะไรล่ะ ฉันกำลังรีบ ทำไมไม่พูดตั้งแต่เมื่อคืน”
หญิงสาวลังเลเรื่องที่จะบอกเขา สองมือเผลอกำผ้าขนหนูแน่น “คุณขับรถดีๆ นะคะ” เธอจำใจเปลี่ยนเรื่องกะทันหัน
ราฟาเอลรู้สึกแปลกใจ หากไม่มีเวลาเข้าไปซักถาม ได้แต่ก้าวเดินออกจากห้องไม่หันกลับมาอีก ชายหนุ่มจึงไม่ทันได้เห็นน้ำตาที่เอ่อตากลมใสของคนข้างหลัง
เพียงพลอยอยากบอกชายหนุ่มตั้งแต่หลายวันก่อน ตั้งแต่เมื่อคืน แต่เวลาที่ราฟาเอลมาหากัน เขาแทบไม่ให้เธอได้พักผ่อน ไม่มีการพูดคุยเช่นคู่รัก เขาเอาแต่โรมรันรุกเร้า เสมือนตายอดตายอยากมาจากไหน จนเธอไม่อาจปริปากบอก…เรื่องการตั้งท้องที่ทำให้ไม่สบายใจจึงเป็นความลับอยู่อย่างนี้
หลายวันก่อนตื่นตอนเช้าเพียงพลอย รู้สึกเวียนหัว คลื่นไส้ หน้ามืด จึงไปหาหมอเพราะเกี่ยวกับอาการเจ็บไข้ เธอไม่สามารถปล่อยทิ้งไว้ หากเป็นอะไรไปคนที่เป็นห่วงจะเป็นยังไงหญิงสาวไม่อยากจะคิดถึงข้อนี้ ราฟาเอลเองก็คงรำคาญหากมาเจอเธอนอนซม ไม่สามารถดูแลเขาได้
“คุณตั้งท้องได้หกสัปดาห์ครับ ยินดีด้วย” นั่นคือคำตอบของการเจ็บป่วย เพียงพลอยตะลึงตกใจเมื่อได้ยิน เธอรับฟังคำแนะนำของหมอด้วยใจเลื่อนลอย ก่อนจะเดินจากห้องตรวจครุ่นคิดจะทำยังไงดีกับเรื่องที่เกิดขึ้นโดยไม่ทันเตรียมใจ
ก่อนจะมาอยู่ใต้ปีกแห่งเสน่หาของชายหนุ่ม เพียงพลอยยังจำได้ถึงข้อตกลง
“ป้องกันตัวเองอย่าให้ท้องล่ะ ไม่ทำตามสัญญาเมื่อไหร่จะถือว่าเธอหวังสูง ทุกอย่างที่เคยได้ ก็อาจจะไม่เหมือนเดิม”
“ค่ะ” เธอรับคำง่ายดาย เพราะตอนนั้น ยังไงก็ได้ ขอให้ได้เงินที่ต้องการมาก่อน อย่างอื่นไม่มีเวลาคิด
“ดี เมื่อเข้าใจเอาเช็คไป เก็บข้าวของมาอยู่ที่นี่ได้เลย สัญญาหนึ่งปีอาจจะเปลี่ยนแปลง เพราะฉันมันคนที่ขี้เบื่อ แต่ไม่ต้องห่วง จะอยู่จะไป รับรองเธอจะได้เงินคุ้มเชียวละ”
แม้จะหวาดหวั่นมากมายแต่ต้องบอก เพราะลูกเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเขา บางทีราฟาเอลอาจจะเปลี่ยนใจเรื่องที่เคยคุยไว้ จะบอกเขาว่าไม่ได้ต้องการอะไร ไม่ได้หวังสูง ทุกอย่างเกิดขึ้นจากความผิดพลาด แม้ต้องปวดใจเพียงใดก็แค่ทนเจ็บแบบเดิมๆ ก็เท่านั้นเอง
ติด ติด ติด
เสียงมือถือหน้าโต๊ะเครื่องแป้งซึ่งตั้งปลุกไว้ดังขึ้น เพียงพลอยรีบเดินไปยังตู้เสื้อผ้าเพื่อแต่งตัว วันนี้สองมือรีบเร่งกว่าวันอื่น เพราะมีอีกเรื่องสำคัญที่รออยู่
ณ โรงแรมแห่งหนึ่ง
“ทำไมมาสแกนเวลาช้าล่ะหนูนา ไม่เห็นเคยมาสายสักวัน เคยพูดเสมอสายหักเงินนาทีละสองบาท บอกว่าเสียดาย ไม่มีทางได้หักของเธอ” โมลีหญิงสาวช่างคุยอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเพียงพลอยชวนคุยอย่างเช่นทุกวัน
“แต่วันนี้ครึ่งชั่วโมงโดนหักครึ่งวัน” เพียงพลอยพูดเสริม ทำหน้าเสียดายสุดๆ
“แล้วไปไหนมา”
“ไปดูหลานมาจ๊ะ ” หน้าตาเศร้าสร้อยทำให้โมลี อยากตีปากตนเองที่ชวนเพื่อนคุยเรื่องเครียดตั้งแต่เช้า
เด็กชายศศิน ขณะนี้อายุได้เกือบสี่ขวบป่วยเป็นโรคหัวใจ นอนรับการรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลเอกชนมีชื่อ เพียงพลอยต้องรับภาระดูแลคนเดียวมาเกือบปี ตั้งแต่วันที่พี่สาวเสียชีวิตภาระที่มีอยู่ก็ยิ่งหนักอึ้ง จนแทบแบกรับไม่ไหว… ส่วนพ่อของหลานนั้นถึงยังมีชีวิตก็เหมือนตายจากศศินไปแล้ว เพราะฝ่ายนั้นไม่มีใครเคยมาดูดำดูดีแม้เพียงสักคน
“ทำงานเถอะ ทำงานจะได้ลืมเรื่องเครียดลงได้บ้าง” โมลีชวนเพื่อนไปยังห้องเก็บของ เพื่อเตรียมทำความสะอาดห้องพัก
“เธออยู่ชั้นเดียวกับเรา วันนี้โชคดีจังจะได้มีเพื่อนคุย” เพียงพลอยก้มมองแผ่นชาร์ตในมือ ดูจำนวนห้องพักที่ต้องทำความสะอาดในวันนี้
หลังจากนั้นสองสาวขึ้นลิฟต์พนักงานมุ่งสู่ชั้นที่หก
ราฟาเอล ฟาน เดอร์ซาร์ อายุสามสิบ หนุ่มหล่อเรือนร่างกำยำ ส่วนผสมระหว่างไทย เนเธอร์แลนด์ เขาก้าวเดินเข้าโรงแรมกลางเมืองหลวงกรุงเทพฯ เพื่อหามารดาซึ่งเข้าพักที่นี่ตั้งแต่เมื่อคืน
“ไม่อยากพักเพนท์เฮาส์หนุ่มเจ้าสำราญหรอก ไม่อยากเป็นตัวขัดขวางความสุขใคร พักที่โรงแรมเดิมดีกว่า”
“มาดามครับ อะไรจะสุขใจเท่าได้เห็นหน้ามาดามล่ะ อย่ามาประชดผมเลยครับ” ราฟาเอลอ้อนมารดา เมื่อท่านเอ่ยรู้ทันเรื่องชีวิตส่วนตัวเสมือนเดินตามหลังเขาทุกวินาที แต่แม้เป็นเช่นนั้นข้อมูลท่านก็ยัดคงพลาด เพราะราฟาเอลไม่เคยพาสาวที่ไหนไปเพนท์เฮาส์ของตนมาก่อน “อย่ามาทำปากหวานเลยฟาน เก็บไว้ใช้กับผู้หญิงเถอะ… ถ้าไม่เป็นอย่างแม่ว่าป่านนี้คงมีหลานให้แม่อุ้มไปแล้วล่ะ”
ถ้าอยู่ใกล้ๆ คงได้เห็นมารดาวัยห้าสิบกว่าค้อนแน่นอน ราฟาเอลอดขำไม่ได้ “เอาที่สบายใจแล้วกันครับ ผมรู้ว่าคุณแม่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาบ้านเกิดเพราะเรื่องนี้อีกแล้ว เรื่องทายาทของผม เอาเป็นว่าผมจะไม่ขัดใจ คราวนี้จะยอมให้คุณแม่พาผมไปดูตัวนะครับ”
มารดาคงยิ้มกับโทรศัพท์แน่นอน ก่อนจะวางสายเขาไป
ก็อกๆๆ
เสียงประตูหน้าห้อง มาดามเดอร์ซาร์ เดินไปเปิดประตู “นึกว่าจะไม่มา ถ้าสายห้านาทีแม่ไม่รอแล้ว นัดคุณป้าศศิไว้ ไม่อยากให้เขารอ”
“สายได้ก็ดีสิครับ แต่หากทำอย่างนั้นมีหวังป๋าบ่นไม่ต่างสาวๆ แน่ ที่ไม่ดูแลคุณปาริชาติสุดที่รัก เมื่อคืนก็โทรมาฝากฝังตั้งหลายสาย” ปาริชาติยิ้ม ยิ้มปลื้มความห่วงใยที่สามีมีให้ แม้จะอยู่กินกันมาจนลูกโตขนาดนี้แล้ว ฝ่ายนั้นยังรักเธอไม่เสื่อมคลาย
“ไม่ต้องมาเปลี่ยนเรื่อง เป็นไงวันนี้พร้อมหรือยัง อย่ากลับคำละ อีกเรื่องที่สำคัญคือต้องเคลียร์เรื่องแม่สาวๆ ข้างกายให้หมด อย่าให้เหลือมากวนใจแม่ กวนสะใภ้แม่ได้”
“มาถึงก็เข้าเรื่องเลยนะครับ” ดวงตาคมเข้มกลอกไปมา เหมือนทุกครั้งที่มารดาคิดจะจับคู่ตน กับลูกสาวของเพื่อนท่าน
“เรื่องอะไรจะรอช้า เดี๋ยวคนบางคนลืมเรื่องที่คุยเมื่อคืนแม่ก็อดอุ้มหลานในปีนี้น่ะสิ” ปาริชาติเดินไปหยิบกระเป๋าถือ ไม่ลืมเรียกเด็กรับใช้ซึ่งกำลังเอาของจากกระเป๋าจัดใส่ตู้เสื้อผ้า
“ว้าว อะไรจะเร็วปานนั้นฮะ”
“แน่สิย่ะ ช้ากว่านี้น้ำยาลูกอาจจะหมดซะก่อน…ได้ข่าวว่าใช้เปลืองซะจริง”
“…”
“เถียงไม่ออกล่ะสิ พ่อเนื้อหอม” ปาริชาติยิ้มขำที่แกล้งลูกชายให้ใบ้กะทันหันได้
“ยอมแพ้แล้วครับ จะไม่บอกชื่อเสียงเรียงนามผู้หญิงที่คุณแม่อวดสรรพคุณผมไว้หน่อยเหรอครับ ไปถึงจะได้ทำตัวเป็นสุภาพบุรุษถูกคน”
“สิตมน จำไว้ ‘ว่าที่’ ภรรยาลูกชื่อหนูมนจ้า”
เอาแล้ว ยอมเข้าหน่อย ไปไกลถึงขั้วโลกแล้ว ราฟาเอลเดินนำหน้ามารดาและเด็กรับใช้มุ่งไปยังลิฟต์ ก่อนจะนำไปยังรถคันหรูที่จอดอยู่หน้าโรงแรม
มารดาซุบซิบบางอย่างกับคนรับใช้ตั้งแต่ออกจากห้อง ก่อนจะขึ้นรถก็ยังไม่หยุด ชายหนุ่มสงสัยหันมาซักถาม
“อะไรกันครับ คุยอะไรกัน ทำอย่างไม่เจอกันมาเป็นแรมปี ถ้าเป็นผมจะไม่ว่าสักคำ”
“แม่คุยเรื่องเด็กที่เคยเจอเครื่องเพชรแม่น่ะสิ มาคราวนี้ยังไม่เจอเลย แม่ซื้อของมาฝากเขาด้วย”
“ถามหน้าฟรอนท์สิครับ ไม่ต้องมานั่งสงสัยว่าจะเจอหรือเปล่า” ราฟาเอลแนะนำ เดินไปเปิดประตูให้มารดา
“อยากให้เขาตื่นเต้นที่เจอแม่น่ะสิ ให้นามบัตรไว้ก็ไม่เห็นติดต่อไปบ้าง คนมักน้อยอย่างนี้แม่ปลื้มจริงๆ”
“ใครบ้างไม่อยากได้ของฟรีครับ อย่าไว้ใจใครง่ายเกินไปเลย คราวก่อนที่เขาไม่เอาของเรา บางทีใช่ว่าเขาเป็นคนดี แต่เขาจะเอาของออกไปจากที่ทำงานได้ยังไง โรงแรมใหญ่โตขนาดนี้ต้องมีการตรวจกระเป๋าก่อนกลับบ้านอย่างแน่นอน”
“ขับรถไปเลย ไม่ได้ขอความคิดเห็น” ปาริชาติหน้าบึ้ง
“ผมพูดจริงก็งอนเสียนี่” ราฟาเอลมองมารดาทางกระจก หากก็ไม่พูดอะไรอีก เพราะพูดไปมารดาก็ไม่มีทางเปลี่ยนความตั้งใจในเรื่องที่วางแผนไว้แล้ว
โมลีออกมาตามเพื่อนยังรถเข็ญหน้าห้องที่กำลังทำความสะอาดอยู่ เห็นหนูนาชะเง้อมองบางอย่างจึงถามด้วยความสงสัย “มองอะไรน่ะหนูนา”
“เหมือนคนรู้จักน่ะ แต่คงไม่ใช่หรอก ไปเถอะทำความสะอาดกันต่อมีอีกหลายห้อง” หนูนาล่ะสายตาจากร่างคุ้นตาซึ่งเดินเข้าไปในลิฟต์
โมลีไม่สนใจเพื่อนอีกเข้าห้องเพื่อปูเตียงต่อ หากหนูนานั้นกำลังคิดถึงคนที่จากไปเมื่อเช้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม คิดว่าเย็นนี้ถ้าราฟาเอลมาหาเธอจะบอกเรื่องที่ทำให้กังวลใจทั้งวันทั้งคืนเสียที
“ทำงานอยู่แต่ในห้องน่าเบื่อจังเลยนะหนูนา ฉันเบื่อแบบนี้เต็มทีแล้ว ฉันอยากเจอคนมากๆ เรียนจบเมื่อไหร่จะเลิกอุดอู้เป็นแม่บ้านซะที” โมลีกำลังเรียนและทำงานไปด้วยเพื่อหวังจะหางานที่ดีกว่าการเป็นแม่บ้าน
“แต่ฉันไม่เบื่อเลย ใช้เวลาอยู่กับงาน ไม่มีใครมากวนใจ ได้คิดเรื่องของตนเองเยอะดี ฉันชอบ”
“ล้างส้วม ถูพื้น ดูดฝุ่น นี่นะบอกว่าชอบ” โมลีทำสีหน้าไม่อยากเชื่อหนูนาฝืนยิ้ม…เธอไม่มีวันลืมว่างานที่นี่ช่วยให้เธอแบ่งเบาภาระหนูเล็กได้ เมื่อวันที่ไม่มีใครเป็นที่ปรึกษาในชีวิต สองพี่น้องต้องสู้กับงานกับความเปลี่ยวเหงาของชีวิตด้วยความอยากลำบาก นึกขอบคุณคนที่ให้เธอได้มีงานทำ แม้มันบางคนเหยียดหยามว่าต้อยต่ำ แต่เธอจะไม่ทิ้งมันไปง่ายๆ
“ถ้าสวยอย่างเธอจะไปทำงานที่ได้เงินเยอะๆ” โมลีรีดผืนผ้าให้เรียบกว่าเดิมด้วยสองมือ หันมาคุยต่อ หนูนาหน้าเจื่อน เพราะเคยคุยเรื่องนี้กันหลายหน เธอก็บอกว่า ‘อย่าเลย’ หากครั้งนี้ทำได้แค่เงียบเพราะตอนนี้ศักดิ์ศรีของเธอได้ลอยหายไปเสียแล้วเมื่อความเดือดร้อนคืบคลานเข้ามาหามากโดยไม่ทันตั้งตัว
หลายเดือนก่อน ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง
“พี่หนูเล็กจะถึงหรือยังคะ” หนูนาโทรตามพี่สาวฝาแฝดซึ่งบอกว่าจะไปหาสามีเพื่อนำเงินมาเป็นค่ารักษาลูกที่ต้องเข้าห้องผ่าตัด
“สวัสดีครับ” เสียงปลายสายไม่ใช่เสียงของพี่สาว หนูนาแปลกใจจึงถามออกไป
“คุณเป็นใครคะ แล้วพี่สาวฉันไปไหน”
“คุณทำใจเย็นๆ นะครับแล้วฟังให้ดี” เสียงปริศนาปลอบ หนูนาใจเต้นระรัว
เมื่อได้ยินเรื่องราวหญิงสาวก็ล้มทั้งยืนหน้าห้องผ่าตัด น้ำตาไหลพรากอาบสองแก้ม ไม่ได้ยินเสียงน้องสาววัยสิบหกปีซึ่งเดินเข้ามาเขย่าตัวว่าเป็นอะไรไป
“ไม่จริง ไม่จริงพี่หนูเล็กต้องไม่ตาย ไม่จริง” เธอได้แต่พร่ำเพ้อออกมา น้องสาวตกใจเข้ามากอดร่ำให้ไปด้วยกัน
“คุณครับคุณ”
จนกระทั่งเสียงมือถือดังขึ้นปลุกให้เธอตื่นจากฝันร้ายซ้ำซ้อน “คะ” เธอกลั้นสะอื้นรับสาย
รายละเอียดของพี่สาวเข้ามาอยู่ในหัว
นี่เป็นความฝันหรือเปล่า ไม่จริงใช่ไหม หากเมื่อเห็นใบหน้าน้องสาวผ่านม่านน้ำตา รวมทั้งมองเลยไปในห้องซึ่งหลานชายที่แสนอาภัพกำลังนอนรอมีดหมอเพื่อช่วยยื้อชีวิต ก็เจ็บปวดนักเพราะมันไม่ใช่ความฝัน
“หนูศินของน้า ศิน… น้าจะดูนายเอง ฮื้อ อึก ไม่ต้องห่วง นายต้องปลอดภัยและหายดีนะ” เธอส่งผ่านความห่วงใย กำลังใจให้หลานรักที่ป่วยมานานปี “พี่หนูเล็ก ช่วยตาศินด้วยนะพี่” ไม่ลืมวอนขอพี่สาวให้คุ้มครองลูกชาย หลังจากนั้นบอกให้น้องรออยู่ที่โรงพยาบาล เพื่อเธอจะได้เดินทางไปยังจุดเกิดเหตุที่พี่สาวเสียชีวิต
พี่สาวช่างเกิดมาอาภัพนัก มีคนรักก็ไม่เคยเหลียวแล เมื่อตั้งท้องศตายุก็ทิ้งพี่สาวไป ไม่ดูดำดูดี ทางฝ่ายนั้นถือว่าตนเองมั่งมี พี่สาวของเธอไม่คู่ควร แรงยุยงของครอบครัวทำให้ศตายุแต่งงานกับผู้หญิงคนอื่นตอนที่พี่สาวเธอตั้งท้อง
“พี่ไม่คิดเลยเขาจะใจดำถึงเพียงนี้ พี่จะไปคุยกับเขาให้รู้เรื่อง” พี่สาวหวังจะหอบลูกในท้องไปหาแฟนหนุ่ม หากเธอห้ามปรามขึ้น
“อย่าเลยพี่หนูเล็ก พี่ลืมไปแล้วรึไง เขาเป็นคนนำเช็คมาให้พี่เองนะ ให้พี่ไปเอาตาหนูออกซะ พี่เลิกคิดเถอะว่าเขาทำเพราะแม่สั่ง หนูนาว่าตัวเขาเองก็คงเป็นใจ”
แม้พี่สาวต้องร้องไห้ปานจะขาดใจ แต่เธอก็คิดว่าทำถูกแล้ว เธอรู้เช่นเห็นชาติผู้ชายคนนั้น ไม่ได้ตาบอดเพราะไม่ได้มีรักอย่างพี่สาว ซึ่งแน่นอนว่าปิดหูปิดตาเพื่อหลอกตนเอง
ศตายุไม่คู่ควรกับคนที่บูชาความรักเช่นพี่สาวเธอ
“เพราะเราไม่มีใครใช่ไหมเขาถึงดูถูกกันอย่างนี้ เพราะเราไร้ญาติขาดมิตร เขาเลยไม่เห็นค่า” พี่สาวยังคร่ำครวญ
“เพราะพี่รักเขาเกินไปต่างหากค่ะ”
เธอให้คำตอบพี่สาว พี่สาวร้องไห้หนักกว่าเก่าเมื่อจี้ตรงใจเข้า เธอได้แต่กอดปลอบน้ำตาซึมไปด้วย
“เป็นไรไปหนูนาเสร็จแล้วเตียงฉัน เธอจัดการผ้าขนหนูพวกนี้ให้กลายเป็นดอกกุหลาบเองนะ ฉันทำไม่สวยเธอก็รู้”
หนูนาพยักหน้าเลิกคิดเรื่องเศร้าในชีวิต สองมือขะมักเขม้นกับการประดิษฐ์ประดอยผ้าขนหนูแขกให้เป็นดอกกุหลาบ
“เออหนูนา วันนี้ตอนเช้าฉันเห็นแขกที่ชอบคุยกับเธอด้วยนะ”
“ใคร…” หนูนาใบหน้าซีด หากโมลีไม่ทันสังเกตเห็น
“ก็คุณนายฝรั่งที่เคยมาเมื่อหลายเดือนก่อนไง คนที่ซื้อขนมมาฝากเธอทุกวันไงล่ะ”
หนูนาผ่อนลมหายใจด้วยความโล่งใจ
“คุณปาริชาติ”
“นั่นแหละ คราวนี้มีหวังได้อ้วนแน่ถ้าพักเป็นเดือนๆ เหมือนครั้งก่อน”
หนูนาพยักหน้า…หากใจด้านในกลับคิดอีกเรื่องที่ใจวิตกกังวลขึ้นมา
หรือนางฟ้าจะมาโปรดเธอแล้ว…
หนูนากระวนกระวายใจอยู่ในห้องพักตั้งแต่กลับจากทำงาน แม้ได้คุยกับน้องสาวซึ่งอยู่หอพักภายในมหาวิทยาลัยแต่ความกังวลก็ไม่หายไป เพราะเรื่องที่กังวลไม่ใช่เรื่องคิดถึงน้องอย่างเช่นทุกวันนั่นเอง หลายครั้งสายตาหันไปมองดูเวลา แต่เกือบเที่ยงคืนยังไม่มีวี่แววเจ้าของห้องก็แทบทนไม่ไหว ครั้นจะให้โทรไปหา เธอก็ไม่เคยทำ จึงต้องนั่งถ่างตารอต่อไป มีกำลังใจอย่างหนึ่งว่าวันพรุ่งนี้ตรงกับวันเสาร์ เธอแน่ใจว่าราฟาเอลจะมา ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ได้หกเดือนกว่า เขาไม่เคยจะไม่มาในวันหยุด
หลังจากพี่สาวเสียชีวิต เธอต้องรับภาระดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายของหลานชายเอง การผ่าตัดโรคหัวใจที่หลานเป็นมาแต่กำเนิด ทำให้เธอเครียดอย่างมาก แม้ได้เงินจากการทำขวัญจากการเสียชีวิตของพี่แต่ก็ไม่มากพอจะใช้จ่ายค่ารักษา ให้หวังพึ่งพ่อของหลานเธอเลิกคิดเรื่องนั้นไปตั้งนานแล้ว
“หนูบัวจะไม่เรียนต่อนะพี่หนูนา จะออกมาทำงานช่วยเหลือพี่ ช่วยดูศิน” น้องสาวบอกกล่าวน้ำเสียงเศร้า
“อย่าเพิ่งเลยหนูบัว” เธอปฏิเสธ เพราะเสียดายมันสมองน้องที่ดีเลิศตั้งแต่เด็กแตกต่างกับเธอที่ขี้เลื่อยเต็มไปหมด ได้เรียนแค่มอปลายก็ดีถมไปแล้ว
“แต่เราไม่มีเงินนี่จ๊ะ ตาศินอีกพี่จะทำยังไง เมื่อก่อนพี่หนูเล็กทำงานดูแลหลานเอง พี่ก็ดูแลหนูบัว พอถูไถไปได้ แต่ตอนนี้เรา…เรา ไม่มีพี่หนูเล็กแล้ว”
“เถอะน่า อีกเทอมเดียวจะจบมอปลาย แถมเอ็นฯ ติดมหาลัยดังที่ใฝ่ฝันไม่ใช่หรือ หนูบัวต้องอย่าเพิ่งถอดใจ รู้ใช่ไหมพี่หวังแค่ไหนให้เราได้เรียนสูงๆ พี่หนูเล็กอีกคน”
เสียงจริงจังของเธอ ทำให้น้องสาวไม่มีข้อโต้แย้งอีก
หนึ่งคืนกับการนอนครุ่นคิดเรื่องซึ่งเคยคุยไว้กับแขกที่เข้าพักยังโรงแรม แม้ไม่อยากทำแบบนั้นแต่เธอก็ไม่มีทางเลือก ตอนแรกอยากขอความช่วยเหลือจากแขกอีกคนหนึ่งที่ตนเคยเจอแต่นามบัตรของผู้หญิงคนนั้นเธอได้ทำหายเสียแล้ว รุ่งเช้าเธอจึงตอบตกลงเรื่องที่แขกเคยคุยด้วยทันที
“บอกแล้วให้ตกลงตั้งแต่ครั้งที่แล้วไงฮ้า แต่ไม่เป็นไรสวยอย่างหนูพี่ยินดีต้อนรับเสมอ และไม่ต้องห่วงไม่นานก็จะสบายไม่ต้องมาทำงานงกๆ แบบนี้พี่รับรอง”
สาวประเภทสองทำท่าดีอกดีใจเมื่อเธอตกลงเป็นเด็กในความดูแล แม้อายที่ตอบตกลงไป แต่หนูนาต้องปั้นหน้าด้านเข้าไว้ เพราะถ้าชวดจากเจ๊ดาด้า เธอก็ไม่รู้จะหาเงินจากที่ไหนได้ ที่ผ่านมาเธอติดหนี้มากมาย กว่าจะผ่านพ้นมาได้แต่ละเดือนต้องปวดหัวแทบแตกเป็นเสี่ยงๆ
“หนูต้องการใช้เงิน เจ้พอจะช่วยหนูก่อนได้หรือเปล่าคะ” นึกถึงค่าใช้จ่ายหลานเธอก็หน้าด้านเข้าไปอีก
“ไม่มีปัญหาต้องการเท่าไหร่ล่ะ” เจ้ดาด้าดูใจป้ำเต็มที่ ล้วงกระเป๋าไม่อิดออด
“เอ่อ…สองแสนค่ะ”
“ทำหนังสือกันนิดหน่อยนะหนู ต้องเข้าใจเจ้ เกิดหนูเบี้ยวขึ้นมาเจ้แย่แน่ๆ”
“หนูไม่ไปไหนหรอกค่ะยังทำงานที่เดิม ก็เจ้บอกเองงาน…อย่างว่าทำไม่เป็นเวลา หนูจะเลือกกลางคืนก็ได้นี่คะ”
“อะไรกันจะยังทำงานทำไม” สีหน้าเจ้ซึ่งหวังพึ่งแสดงความแปลกใจออกมา
“เผื่อหนูเก็บเงินได้ตามที่ต้องการบางทีอาจจะเลิก เจ้คงไม่ว่าที่พูดตรงๆ นะคะ”
“โอ้ย ไม่เคยเจอแบบนี้แต่เอาเถอะ เรื่องแบบนี้เจ้ไม่บังคับหรอก เอ้าเอาเช็คเงินสดไป อ่านนี่ซะแล้วเซ็นซะด้วยนะ”
เธออ่านรายละเอียดภายในสัญญา ระบุถึงการยืมเงินธรรมดา…เพียงพลอยนึกขอบคุณคนตรงหน้าที่ไว้ใจเพราะเธอนั้นไม่ได้มีหลักทรัพย์ใดเลยมาใช้เป็นตัวค้ำประกันในครั้งนี้
เหมือนเจ้ดาด้าจะรู้ว่าเธอคิดอะไร พูดออกมาเสียงดังว่า “ถึงเรารู้จักกันไม่นานแต่หนูอย่าคิดหนีนะจ๊ะเพราะเจ้จะกัดไม่ปล่อยถ้าทำแบบนั้น และงานที่ไหนหนูก็อย่าหวังจะได้เข้าไปทำอีกเลย”
แม้ไม่ใช่คำขู่แต่หนูนาก็กลืนน้ำลายลงคอในน้ำเสียงเด็ดขาดนั้น เพียงสัปดาห์เดียวเธอก็ได้เจอราฟาเอล ผู้ชายเรือนร่างสูง แววตาคมเข้มอ่านความรู้สึกแทบไม่ได้เลย หัวใจปั่นป่วนชอบกลเมื่อสบตาคู่คมนั้นแต่ความหวาดกลัว กังวลหายไปบ้างเมื่อเจ้ดาด้าแจ้งว่างานที่เธอต้องทำ เป็นผู้หญิงรายปีของผู้ชายคนนี้
คืนแรกที่ต้องออกจากบ้านใบหน้าสวยอาบไปด้วยน้ำตา หวาดหวั่น หวาดกลัว แต่ใจส่วนลึกก็ดีใจที่เธอไม่ต้องขายตัวให้ผู้ชายหลายๆ คน แม้เจ้ดาด้าใช้คำว่า เป็นผู้หญิงของราฟาเอล แต่สำหรับเธอมันก็คือการขายตัวแบบรายปีนั่นเอง
กริ๊ก…เสียงประตูเปิดและปิดลง หนูนาหันไปมอง เธอมัวคิดเรื่องในอดีตเพลินสินะ ถึงไม่ได้ยินตอนคนที่เฝ้ารอเปิดประตูเข้ามา
“นึกว่านอนแล้วซะอีก” เขาเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงขรึมเช่นเคย หนูนาเดินไปรินน้ำมายื่นให้
“คอยคุณค่ะ” ราฟาเอลรับน้ำในมือหญิงสาว สายตาคมแหงนมองใบหน้าสวย เพราะปกติคนที่มาหาไม่เคยมีเรื่องคุยกัน เธอไม่ช่างพูด ช่างขอเหมือนผู้หญิงบางคนส่วนนี้ที่ทำให้ราฟาเอลพอใจ แต่เธอดูแลเขาด้วยหัวใจ จุดนี้ราฟาเอลคิดว่าเขามั่นใจ หนูนาเองก็หน้าแดงเมื่อคิดว่าเรื่องเดียวที่เธอกับเขามีร่วมกันภายในห้องนี้นั่นคือการร่วมรักที่เร่าร้อน
“เอ่อ คุณดื่มน้ำก่อนสิคะ”
“ไม่ล่ะ ฉันแวะมาเอาของลืมทิ้งไว้ จะกลับเลย”
“กลับเลย” หนูนาใบหน้าซีด หยุดตนเองไว้ ตอนแรกคิดว่าจะเดินเข้าไปกอดร่างสูง แม้ไม่เคยทำนอกจากเวลาอยู่บนเตียงแต่วันนี้ไม่รู้ทำไมหัวใจมันร่ำร้องอยากจะกอดเขาเหลือเกิน
“เป็นอะไรไป” ราฟาเอลเห็นสีหน้า ท่าทีหญิงสาวถามด้วยความสงสัย “หรืออยู่กับฉันมาหกเดือนขาดฉันไม่ได้เสียแล้วรึไง”
“ทำไมคุณพูดแบบนี้คะ” เธอตาแดง ยิ่งตอกย้ำสิ่งที่ราฟาเอลสุดแสนเบื่อ
อีกคนแล้วสินะ…ราฟาเอลไม่แปลกใจหากผู้หญิงทุกคนของเขาจะมีมากกว่าคำว่าเซ็กที่เร่าร้อนให้กัน หากชายหนุ่มก็เบื่อหน่ายเกินจะฟังคำนั้น สำหรับราฟาเอลผู้หญิงก็แค่ที่ปลดปล่อยอารมณ์ ชายหนุ่มไม่พึงประสงค์คำว่ารักที่น่าเบื่อ เขาเองก็ไม่คิดจะให้คำนั้นกับใครเช่นเดียวกัน แต่ขณะนี้เมื่อเห็นตาแดงก่ำ ใจชายหนุ่มสั่นไหวรุนแรง ทนไม่ได้จนต้องเดินมาโอบกอดหญิงสาว น้ำตาหนูนาพาลจะไหลออกมากับการกระทำนั้น
“จำที่ฉันเคยคุยกับเธอได้รึเปล่า วันแรกที่เราเจอกัน ฉันเข้าใจว่าเธอคงรู้สึกผูกพันกับผู้ชายคนแรกในชีวิต แต่เมื่อเราจากกัน ในวันหนึ่งมีคนใหม่เข้ามาเธอก็จะลืมฉันเอง อย่าคิดมารักฉันเลยนะ” ราฟาเอลไม่คิดพูดให้มันแตกต่างกับผู้หญิงคนก่อนหน้าของตน แม้ครั้งนี้ถ้อยคำที่ใช้จะนุ่มนวล แต่ความหมายก็ไม่ได้แตกต่าง
“คุณ…” เธอน้ำเสียงสั่น
“อาจแค่ความใกล้ชิด เซ็กซึ่งลงตัวของเรา เธอก็เลยคิดว่าเธอรักฉันแต่มันจะเป็นไปได้หรือ…”
“แต่คุณไม่ได้มีใครไม่ใช่หรือคะ หนูนาขอ…”
เพราะน้ำเสียงอ่อนโยนทำให้หนูนากล้าพูดเข้าเรื่องที่ซักซ้อมไว้หลายวัน หากเมื่อเธอพูดออกไปแค่นิดเดียวร่างสูงที่โอบกอดกันแข็งไปชั่วขณะ หนูนาชักหวาดหวั่นว่านั่นจะเป็นลางที่ไม่ดีหรือเปล่า
“ถึงฉันจะให้ทุกอย่างที่เธอขอ ให้ไปทำงานได้เหมือนเมื่อก่อน ไม่ซักถามว่างานอะไร เชื่อใจเธอ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวแต่เธอไม่มีสิทธิ์ทำอย่างที่ฉันทำ” ราฟาเอลปลดมือเรียวที่โอบกอดตนไว้เดินเข้าในห้องนอนเพื่อหาเนกไทเส้นหนึ่งที่ทิ้งไว้เมื่อหลายวันก่อน หนูนายืนขาสั่น ใจสั่น ปวดร้าวจนจุกแทบหายใจไม่ออก ที่สำคัญวิตกกังวล
“คุณว่า…อะไรนะคะ” หากก็กลั้นใจเก็บความเจ็บปวดถามออกไปเพราะอยากฟังซ้ำอีกรอบ เพื่อให้หัวใจซึ่งเฝ้ารอรู้ซึ้งถึงความฝันที่ไม่มีวันเป็นจริง
“ฉันมานี่นอกจากมาเอาของ จะมาบอกเธอว่าจะไม่มาที่นี่อีก”
“ยังไม่ถึงปีเลยนะคะ”
“บางทีฉันคิดว่า คงถึงเวลาแล้ว หมายถึง ฉันจะแต่งงาน… ส่วนเรื่องเวลาไม่เป็นไร จะมอบเช็คก้อนใหญ่ให้เธออีกด้วย ตอบแทนที่เธอมอบความสุขให้ ไม่เคยอิดออดว่าฉันต้องการเมื่อไหร่ อย่างไรและที่ไหน ฉันพอใจมาก”
ไม่ใช่เวลามาหน้าแดงอีกต่อไป เพราะหัวใจกำลังสับสนและเริ่มจะร้องไห้ หนูนาจึงก้มหน้าลงมองพื้นห้อง แอบเช็ดน้ำตา แม้ใจหน่วงแปลกๆ เมื่อเอ่ยล่ำลานางบำเรอเบอร์ล่าสุด แต่จำต้องพูดออกมา ยิ่งเห็นคนตรงหน้าคิดฝันไปไกลกว่าตำแหน่งที่ตนมอบให้ยิ่งคิดว่า ไม่ช้าก็เร็วต้องพูดถ้อยคำเหล่านี้