“เหตุใดคนสารเลวเช่นเจ้าถึงยังไม่ตายเสียที ข้าต้องฆ่าเจ้าเพื่อล้างแค้นให้ฮูหยินของข้าให้จงได้!”
ทันทีที่ซูชิงหลีลืมตาขึ้นมา ก่อนที่นางจะทันได้รู้ตัวว่ามันเกิดอะไรขึ้น เธอก็เห็นชายวัยกลางคนชักดาบขององครักษ์ที่อยู่ข้างกายออกมา ซูชิงหลีจึงหลบโดยสัญชาตญาณ
นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย เธอตายแล้วไม่ใช่หรอกหรือ ที่นี่คือที่ไหนกัน แล้วคนเหล่านี้คือใครกัน
เวลานี้ ความทรงจำจำนวนมากกำลังพรั่งพรูขึ้นมาในหัวสมองของเธอ ทำให้ซูชิงหลีปวดหัวจนหัวแทบจะระเบิดอยู่แล้ว
หลังจากนั้นไม่นาน ซูชิงหลีก็เข้าใจในสถานการณ์ของเธอได้ในที่สุด เธอยังคงมีชีวิตอยู่ แต่กลับไม่ใช่ในโลกเดิมของเธอ ตอนที่เธอมาอยู่ในสถานที่ที่เรียกว่าราชวงศ์เทียนหยวน!
นางมาเกิดใหม่ในร่างของซูชิงหลีที่เป็นลูกสาวคนโตของจวนเสนาบดี ซึ่งมีชื่อและนามสกุลเดียวกันกับนาง!
ทว่า แม้ตอนนี้นางจะยังมีชีวิตอยู่ แต่นางก็คงจะอยู่ไม่ไกลจากความตายแล้วล่ะ!
ซูชิงหลีกับน้องรองซูชิงอวี่นั้นได้รับเชิญให้มาเข้าร่วมงานเลี้ยงวันเกิดของฮูหยินของโหวชิ่งหยาง
เนื่องจากฮูหยินของโหวชิ่งหยางเอ็นดูซูชิงหลี นางจึงมาเจอกับซูชิงหลีเป็นการส่วนตัว หลังจากที่ซูชิงหลีออกไปแล้ว ฮูหยินโหวชิ่งหยางก็ถูกพบว่าโดนวางยาพิษและเสียชีวิตไปเสียแล้ว
ซูชิงหลีจึงกลายเป็นฆาตกรไปโดยปริยาย!
หลังจากรู้ว่าฮูหยินของตนเองถูกซูชิงหลีวางยาพิษฆ่าตาย โหวชิ่งหยางก็ใช้แจกันอันหนึ่งที่อยู่ตรงนั้นส่งเจ้าของร่างเดิมไปยังยมโลก!
หลังจากที่ซูชิงหลีรู้สาเหตุและผลที่เกิดขึ้นแล้ว นางก็หลบการเข้ามาทำร้ายของโหวชิ่งหยาง แล้วก็จับแขนของเขาเอาไว้ จากนั้นก็แย่งดาบยาวออกมา แล้วก็เอาไปจี้ไว้ที่คอของโหวชิ่งหยาง!
“ท่านโหว!”
“ต่างก็อย่าได้พากันเข้ามา!” ซูชิงหลีเช็ดเลือดบนใบหน้าด้วยแขนเสื้อ “ใครกล้าเข้ามาแม้แต่ก้าวเดียว ก็คอยจับตาดูชะตาชีวิตของท่านโหวของพวกเจ้าเอาไว้ได้เลย!”
“พี่สาว การที่วางยาพิษฮูหยินของท่านชิงหยางโหวเป็นอาชญากรรมที่เลวร้ายอยู่แล้ว ทำไมพี่ถึงกล้าจับท่านชิงหยางโหวเป็นตัวประกันอีก?” ซูชิงอวี่ที่สวมชุดฮั่นฝูผ้าไหมทอที่เบาสบายสีชมพู พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดว่า “พี่จะต้องการลากคนทั้งตระกูลให้ไปตายด้วยกันเลยหรืออย่างไรถึงจะพอใจ?”
“เจ้าหุบปากบัดเดี๋ยวนี้!” ซูชิงหลีตะโกนขึ้นมาด้วยความโกรธ “ข้าไม่ได้ฆ่าใครทั้งนั้น!”
“หลังจากที่เจ้าออกมาจากห้องของฮูหยินของข้า ฮูหยินของข้าก็ถูกวางยาพิษตาย หากเจ้าไม่ได้เป็นคนฆ่า แล้วมันจะเป็นใครไปได้อีกเล่า?” โหวชิ่งหยางตะคอกขึ้นมาด้วยความโกรธ
“โหวชิ่งหยาง หากข้าฆ่าฮูหยินของเจ้าจริง ข้าจะได้ประโยชน์อะไรอย่างนั้นหรือ?” ซูชิงหลีย้อนถามกลับไป “ข้าจะได้สมบัติของจวนโหวชิ่งหยาง หรือจะได้ดำรงตำแหน่งฮูหยินแทนนางหรืออย่างไร?”
โหวชิ่งหยางถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง “ดูเหมือนว่าฮูหยินของข้าจะต้องทำอะไรบางอย่างที่ทำให้เจ้าไม่พอใจเป็นแน่ เจ้าถึงได้วางยาพิษนาง ฆ่านางตายเช่นนี้!”
“ฮูหยินปฏิบัติดีกับข้ามาโดยตลอด ข้าไม่มีเหตุผลอันใดที่จะไปทำร้ายนางเลยสักนิด!”
“นี่เจ้ากำลังแก้ตัวอยู่!”
“พี่สาว ข้าขอร้องล่ะ อย่าสร้างความวุ่นวายอีกเลย รีบปล่อยท่านโหวเสียเถิด” ซูชิงอวี่ทำท่าทางเหมือนน้องสาวที่รักพี่สาวมาก “หากเจ้าไม่ได้คิดถึงตัวเอง แต่เจ้าควรจะคิดถึงตระกูลซูเข้าไว้อย่าทำผิดพลาดซ้ำเช่นเดิมครั้งแล้วครั้งเล่าอีกเลย”
“ท่านโหว ข้าไม่ได้ฆ่าฮูหยินจริง ๆ นะ” ซูชิงหลีสงบสติอารมณ์และพูดขึ้นมาอีกว่า “ฮูหยินปฏิบัติต่อข้าเป็นอย่างดี ข้าไม่มีทางปล่อยให้ฆาตกรลอยนวลไปได้อย่างแน่นอน”
“เจ้านั่นแหละที่เป็นฆาตกร!” โหวชิ่งหยางตะโกนขึ้นมาอย่างไม่ยอมแพ้
“ท่านโหว ให้เวลาข้าสามชั่วยาม ถ้าข้าไม่สามารถหาฆาตกรได้ ข้าจะยอมให้ท่านโหวจัดการได้เลย”
“เจ้าอยากจะตามหาฆาตกรเสียที่ไหนกันเล่า เจ้าแค่อยากจะชะลอเวลาออกไปเสียมากกว่า เพื่อที่จะได้หาโอกาสหลบหนีไปเสียมากกว่า!” สวีเอ๋อร์สาวใช้ของจวนโหว พูดขึ้นอย่างดุเดือดว่า “เจ้าฆ่าท่านฮูหยินของพวกข้าตาย ยังจะกล้าจับท่านโหวเป็นตัวประกันอีก ฝ่าบาทจะต้องเอาความผิดกับตระกูลซูอย่างแน่นอน!”
“ซูชิงหลี หากเจ้ายอมมอบตัวตอนนี้ ข้าจะไม่พาลโกรธแค้นตระกูลซูแต่อย่างใด ไม่เช่นนั้น...…” โหวชิ่งหยางกัดฟันกรอด เขาถูกเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ จับตัวไว้เป็นประกันเอาไว้เสียได้ เรื่องนี่นับว่าเป็นความอัปยศอดสูอย่างยิ่ง!
ซูชิงหลีจับโหวชิ่งหยางไว้เป็นตัวประกันและเผชิญหน้ากับทุกคน แต่โหวชิ่งหยางกลับไม่เชื่อนาง ส่วนซูชิงอวี่ก็เคียดแค้นอยากจะให้นางตายที่นี่ให้มันรู้แล้วรู้รอดไป สถานที่ตรงนี้มีผู้คนอยู่เป็นจำนวนมาก จะไม่มีใครสามารถช่วยนางได้สักคนเชียวหรือ
ทันใดนั้น ซูชิงหลีก็จ้องมองไปยังคนที่นั่งอยู่ในศาลาซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก
ชายคนนั้นสวมเสื้อคลุมดิ้นทองตัวสีดำ รอบตัวของเขาล้อมรอบไปด้วยมวลอากาศอันเย็นยะเยือกที่บ่งบอกทุกคนว่าอย่าเข้ามาใกล้ ส่วนสิ่งที่ดึงดูดนาง นั่นก็คือดวงตาสีม่วงที่สวยงามคู่นั้นของเขานั่นเอง
ทันใดนั้นในสมองของซูชิงหลีก็มีข้อมูลของบุคคลนี้ปรากฏขึ้นมา
เขาคือโม่อวิ๋นถิงหรือองค์ชายหกแห่งเทียนหยวนนั่นเอง แม่ผู้ให้เกิดของเขาเป็นทาสที่ได้รับโทษในพระราชวัง เขามีดวงตาที่แปลกประหลาดมาตั้งแต่เกิด เมื่ออายุได้สิบสี่ปีเขาได้เริ่มออกรบ ทำให้มีผลงานด้านการสู้ศึกเป็นจำนวนมาก ฮ่องเต้จึงขนานนามว่าเขาเป็นราชาแห่งนักรบ แล้วเขาก็ยังเป็นองค์ชายเพียงพระองค์เดียวที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้นำและมีกองทัพที่ทรงพลังอยู่ในความดูแล
ผู้คนในเมืองหลวงต่างก็กลัวและยำเกรงเขากันเป็นอย่างมาก ไม่มีใครกล้าทำให้เขาขุ่นเคืองใจเลยสักคน โหวชิ่งหยางก็แค่ส่งจดหมายเชิญไปตามมารยาทเท่านั้น แต่กลับไม่คาดคิดว่าเขาจะมางานเลี้ยงจริง ๆ
โม่อวิ๋นถิงที่อยู่ตัวคนเดียวกำลังนั่งดื่มสุราอยู่ในศาลา ราวกับว่าเขาอยู่ในอีกโลกหนึ่ง แล้วก็ไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ จากเรื่องราวความวุ่นวายตรงหน้าเลยสักนิดเดียว
“ขอฝ่าพระบาทท่านราชาแห่งนักรบได้โปรดทวงความยุติธรรมให้กับฮูหยินและข้าน้อยด้วยเถิดเพคะ”
โม่อวิ๋นถิงเล่นกับแก้วสุราในมือไปมา มุมปากของเขาโค้งขึ้นอย่างเย็นชา ในโลกนี้มีคนที่กล้าขอให้เขาทวงความยุติธรรมให้ด้วยอย่างนั้นหรือ
ทุกคนต่างก็ตกตะลึงกับพฤติกรรมของซูชิงหลีเป็นอย่างมาก มีใครไม่รู้บ้างว่าราชาแห่งนักรบอย่างโม่อวิ๋นถิงนั้นเป็นเทพแห่งความตาย ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ใด ทุกคนต่างก็พากันอยู่ให้ห่างจากเขาเข้าไว้ เพราะกลัวว่าจะไปทำให้เทพแห่งความตายองค์นี้ไม่พอใจเข้า แล้วจะต้องจบลงด้วยการตายอย่างน่าสลดใจ!
หรือว่าสมองของซูชิงหลีจะได้รับการกระทบกระเทือนไปแล้ว นางถึงได้กล้าขอให้เทพแห่งความตายทวงความยุติธรรมให้กับนางเช่นนี้!
แต่แล้วซูชิงอวี่กลับแอบหัวเราะเยาะ เดิมทีนางยังเป็นกังวลอยู่เลยว่าซูชิงหลีอาจจะไม่ตาย แต่ตอนนี้ทุกอย่างมันจบลงแล้ว ซูชิงหลีนั้นรนหาที่ตายเอง”
ซูชิงหลีจับโหวชิ่งหยางเอาไว้เป็นตัวประกันและเดินไปที่หน้าศาลา จากนั้นก็ผลักโหวชิ่งหยางออกไป แล้วนางก็รีบซอยเท้าปรี่เข้าไปคุกเข่าลงตรงหน้าโม่อวิ๋นถิง
“ชิงหลีได้ยินมาว่าท่านอ๋องเป็นคนที่มีความเที่ยงธรรมและเป็นกลาง มีความตงฉินมากที่สุดแล้ว ท่านจะไม่ยอมปล่อยคนร้ายที่ทรยศให้หนีไปได้ แล้วก็จะไม่มีทางใส่ร้ายผู้บริสุทธิ์ใด ๆ ทั้งนั้น นอกจากนี้ท่านยังเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎ์ที่สมควรได้รับเกียรติในแคว้นต้าจิ้นของเราอีกด้วยเพคะ”
ซูชิงหลีกล่าวชื่นชมยกย่องเขายกใหญ่ เมื่อเห็นว่าโม่อวิ๋นถิงไม่ได้ดูโกรธเคือง นางถึงได้พูดต่ออีกว่า
“ชิงหลีไม่ใช่ฆาตกรนะเพคะ ขอท่านอ๋องให้เวลาข้าน้อยสามชั่วยามในการหาฆาตกรตัวจริง หากไม่สามารถจับฆาตกรตัวจริงมาได้ ชิงหลีจะยอมให้ท่านอ๋องจัดการอย่างไรก็ได้เลยเพคะ”
โม่อวิ๋นถิงมองไปที่ซูชิงหลีที่กำลังคุกเข่าต่อหน้าเขาด้วยความเคารพ โดยที่ไม่แสดงสีหน้าใด ๆ ออกมาเลยสักนิด การที่จะให้เขาเป็นคนทวงความยุติธรรมให้ก็ถือว่าเป็นเรื่องไร้สาระมากพออยู่แล้ว แต่นางยังจะยกย่องว่าเขาเป็นคนมีความเที่ยงธรรมเป็นกลาง แล้วก็มีความตงฉินอีกอย่างนั้นหรือ
ทุกคนต่างก็คิดว่าเขาเป็นสัตว์ประหลาดที่เกิดมาพร้อมกับดวงตาที่แปลกประหลาดกันทั้งนั้น อีกทั้งยังเป็นสัตว์ประหลาดกระหายเลือดที่เย็นชาและโหดร้ายอีกด้วย แต่ซูชิงหลีกลับบอกว่าเขาเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎ์ของแคว้นต้าจิ้นเสียอย่างนั้น นี่นางเยาะเย้ยเขาอยู่ใช่หรือไม่
เขาหรี่ตาลง เจตนาฆ่าถูกปล่อยออกมา
ซูชิงหลีเงยหน้าขึ้นสบตากับโม่อวิ๋นถิง ในแววตาของนางไม่มีร่องรอยของการเยาะเย้ยอยู่เลยสักนิดเดียว มีเพียงแค่ความจริงใจและความมุ่งมั่นเด็ดขาดเท่านั้น
“หวังว่าท่านอ๋อง จะให้โอกาสชิงหลีได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองสักครั้งนะเพคะ!”
ซูชิงหลีเป็นคนแรกเลยที่กล้าสบตากับเขา!
เมื่อเห็นในความกล้าหาญของนาง เขาจึงให้โอกาสนางสักครั้งหนึ่ง เขาก็อยากจะเห็นเหมือนกันว่า ซูชิงหลีจะจัดการกับสถานการณ์ที่เลวร้ายเช่นนี้ได้อย่างไร
“ในเมื่อเจ้ายืนกรานถึงเพียงนี้ ข้าก็จะให้โอกาสเจ้าสักครั้ง ภายในสามชั่วยาม หากเจ้าไม่สามารถหาหลักฐานมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเจ้าได้ ข้าจะส่งเจ้าไปที่แท่นประหารหัวด้วยตัวของข้าเอง”
หลังจากได้รับการอนุญาตจากโม่อวิ๋นถิงแล้ว ซูชิงหลีก็รู้สึกมั่นใจขึ้นมาทันที
“ท่านอ๋องได้โปรดปิดกั้นจวนโหวชิ่งหยางด้วยเถิดเพคะ ในสามชั่วยามนี้ ห้ามผู้ใดเข้าหรือออกจวนของโหวชิ่งหยางทั้งสิ้น”
โม่อวิ๋นถิงแค่ทำการโบกมือขึ้นมา ทันใดนั้นองครักษ์ชุดดำก็รีบเข้ามาล้อมจวนของโหวชิ่งหยางเอาไว้อย่างรวดเร็ว ทุกคนต้องการจะคัดค้าน แต่แล้วเมื่อเห็นสีหน้าที่เย็นชาของโม่อวิ๋นถิง พวกเขาก็ทำได้เพียงกลืนความไม่พอใจทั้งหมดลงไป
“หม่อนฉันจะไปตรวจดูศพเพคะ” ซูชิงหลีมองไปที่โม่อวิ๋นถิง นางรู้ว่าผู้คนที่อยู่ที่นี่ต่างก็เกรงกลัวโม่อวิ๋นถิงกันทั้งนั้น ไม่มีใครกล้าทำอะไรกับโม่อวิ๋นถิง แต่กลับแอบลอบทำร้ายนาง!
ผู้ที่อยู่เบื้องหลังเลือกนางเป็นเป้าหมายของการใส่ร้าย คนที่พวกเขาต้องการจะจัดการเกรงว่าจะเป็นจวนเสนาบดีที่อยู่เบื้องหลังนางเสียมากกว่า อีกอย่างนางก็ต้องการให้คนของโม่อวิ๋นถิงเป็นพยานให้นางด้วย เพื่อจะได้ยืนยันได้ว่าหลักฐานที่นางพบนางไม่ได้เป็นคนทำขึ้นมาแต่อย่างใด
“ซวนยี เจ้าไปกับนาง หากใครกล้ามาขวาง ฆ่าได้เลยโดยไม่ต้องปรานีใด ๆ”
“พ่ะย่ะค่ะ”
ซูชิงหลีเดินไปที่ห้องของฮูหยินของท่านโหวชิ่งหยางในทันที แต่แล้วตอนที่นางเพิ่งก้าวไปได้แค่สองก้าว นางก็ได้ยินเสียงของโม่อวิ๋นถิงพูดขึ้นมาว่า
“ซูชิงหลี หากเจ้ากล้าหลบหนี ทุกคนในตระกูลซูจะมีความผิดไปด้วยเช่นกัน”
“ท่านอ๋องวางใจเถิดเพคะ ชิงหลีจะไม่มีวันหนีไปไหนอย่างแน่นอน”
ศพของฮูหยินโหวชิ่งหยางยังคงนอนอยู่บนพื้น ริมฝีปากของนางเป็นสีดำ มีเลือดไหลออกอวัยวะทุกส่วนบนใบหน้า เป็นการโดนยาพิษจนตายจริง ๆ ทว่ากลับไม่พบสารพิษในปากแต่อย่างใด
ซูชิงหลีขมวดคิ้วเล็กน้อย หลังจากทำการตรวจดูร่างกายของฮูหยินโหวชิ่งหยางทุกระเบียดนิ้วอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว ในที่สุดนางก็พบบาดแผลเล็ก ๆ รอยหนึ่งบนนิ้วชี้ของฮูหยินจนได้
บาดแผลมีขนาดเล็กมาก ถ้าหากไม่ได้สังเกตดูดี ๆ ไม่มีทางที่จะพบได้เลย แต่บังเอิญว่าบาดแผลเล็ก ๆ นี้เนี่ยแหละที่ทำให้นางต้องเสียชีวิต
เลือดออกตามอวัยวะทุกอย่างบนใบหน้า ริมฝีปากเป็นสีดำอมม่วง เล็บเป็นสีเขียวอ่อน ๆ นี่คือพิษจากนรก หากพิษนี้เข้าปากไปแล้วจะไม่เป็นอะไร แต่หากเปื้อนเลือดจะเกิดพิษร้ายแรงขึ้นมาทันที ภายในช่วงเวลาแค่ธูปหนึ่งดอกก็สามารถฆ่าคนได้แล้ว หมายความว่ามีการทายาพิษไว้บนอาวุธสังหารอย่างนั้นหรือ
บาดแผลเล็กถึงเพียงนี้ แล้วอาวุธสังหารจะเป็นอะไรไปได้?
ซวนยีมองดูซูชิงหลีที่กำลังสัมผัสอะไรหลาย ๆ อย่าง แววตาของเขาดูประหลาดใจอย่างมาก สตรีในเมืองหลวงเมื่อเห็นท่านอ๋องของพวกเขาก็มักจะทำราวกับเห็นยมทูตกันทั้งนั้น พวกนางแทบอยากจะกางปีกออกมาบินหนีไปในทันทีเสียด้วยซ้ำ
แต่แล้วสตรีนางนี้กลับไม่มีความเกรงกลัว อีกทั้งยังกล้าสบตากับท่านอ๋องด้วย นางไม่กลัวตายบ้างเลยหรืออย่างไร
ซูชิงหลีย้อนนึกถึงเหตุการณ์ตอนที่นางเจอกับฮูหยินโหวชิ่งหยาง นางเคยช่วยฮูหยินเอาไว้โดยไม่ได้ตั้งใจครั้งหนึ่ง ดังนั้นฮูหยินจึงปฏิบัติต่อนางอย่างเอาใจใส่มากกว่าผู้อื่นหลายเท่า
นางจำได้ว่าฮูหยินชวนนางมาเล่นหมากรุก ซึ่งในขณะที่กำลังเล่นหมากรุกอยู่ ฮูหยินก็ถามนางขึ้นมาว่าอีกประเดี๋ยวนางก็ต้องเข้าพิธีปักปิ่นแล้ว นางมีแผนอย่างไรบ้าง
ซูชิงหลีเดินไปที่โต๊ะหมากรุกและนั่งลง นางบิดตัวหมากรุกไปมา แล้วก็หยิบกระดานหมากรุกเมื่อตอนเช้าออกมาวาง แต่หลังจากที่เดินไปถึงด้านหลัง นางก็ตระหนักขึ้นมาได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ
ซูชิงหลีจำได้ว่าตอนนั้นเพราะฮูหยินของท่านโหวชิ่งหยางถามเสียจนนางเสียสมาธิ จึงทำให้นางทำตัวหมากรุกหล่นเข้าไปในร่อง แต่ทำไมถึงไม่มีตัวหมากรุกหายไปจากในโถที่ใส่เลยแม้แต่ตัวเดียวล่ะ
ซูชิงหลีนอนหมอบลงไปบนพื้นเพื่อดูทันที ผลปรากฏว่านางเห็นตัวหมากรุกสีขาวตัวหนึ่งนอนอยู่ใต้ตั่งนุ่ม ๆ นั่น ส่วนตัวหมากรุกบนโต๊ะหมากรุกไม่ใช่ตัวที่พวกนางใช้เล่นเมื่อเช้านี้
ซวนยีมองดูซูชิงหลีที่หยิบตัวหมากรุกตัวหนึ่งออกมาจากใต้ตั่งนุ่ม แล้วก็เดินออกจากห้องไป จากนั้นก็เดินวนไปรอบห้องรอบหนึ่ง สีหน้าของนางเริ่มดูสับสนมากขึ้นเรื่อย ๆ
เวลาผ่านไปทีละนิด ซวนยีมองไปที่ซูชิงหลีที่เดี๋ยวถอนหญ้า เดี๋ยวปีนต้นไม้ เดี๋ยวก็นั่งยอง ๆ อยู่หน้าท้องร่อง แล้วเขาก็แอบคิดในใจว่า นี่นางกำลังถอดใจยอมแพ้แล้วหรือ
“คุณหนูซู ใกล้ถึงเวลาแล้วเจ้าค่ะ”
ซูชิงหลีรู้แล้วว่าฮูหยินเสียชีวิตอย่างไร แล้วก็รู้แล้วด้วยว่าฆาตกรลงมือวางยาพิษอย่างไร แต่นางกลับไม่รู้ว่าฆาตกรทำให้นิ้วของฮูหยินของท่านโหวชิ่งหยางได้รับบาดเจ็บได้อย่างไร
ซูชิงหลียืนขึ้นและเดินไปตรงหน้าซวนยี “ยื่นมือออกมา”
ซวนยีไม่เข้าใจ แต่ก็ยังยื่นมือออกไปอย่างเชื่อฟัง
ที่มือขวาของซวนยีตรงง่ามนิ้วมีหนังด้านที่หนา ๆ อยู่ เขาเชี่ยวชาญในการใช้ดาบด้วยมือขวา ที่ฝ่ามือมีบาดแผลเล็ก ๆ อยู่เยอะมาก “บาดแผลเหล่านี้มาจากไหนหรือ?”
ซวนยีรู้สึกเขินอายเล็กน้อย เขาบอกซูชิงหลีได้หรือไม่ว่า เพราะเขาทำให้ท่านอ๋องโกรธ ท่านอ๋องจึงลงโทษเขาด้วยการให้ถอนวัชพืชทั้งคืน
“ถอนวัชพืชขอรับ”
“หมายความว่า บาดแผลเหล่านี้เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ” ซูชิงหลีพึมพำคำพูดเหล่านี้ออกมา จากนั้นนางก็เดินเข้าไปในห้องของฮูหยินของท่านโหวชิ่งหยาง แล้วก็นั่งลงที่หน้ากระดานหมากรุก หมายความว่าบาดแผลบนนิ้วของฮูหยินโหวชิ่งหยางน่าจะมีที่มาอย่างนี้นี่เอง
สถานการณ์ต้องเป็นเช่นใดกัน ถึงทำให้นางเผลอทำให้นิ้วของตัวเองโดนบาดเข้าได้ ปอกผลไม้อย่างนั้นหรือ ไม่สิ ฮูหยินของท่านโหวผู้สูงศักดิ์ ไม่จำเป็นต้องปอกผลไม้ด้วยตัวเองเสียหน่อย อีกทั้งแผลยังเล็กมาก ไม่เหมือนกับแผลที่โดนมีดบาด
ซูชิงหลีจินตนาการว่า ถ้านางเป็นฮูหยินโหวชิ่งหยาง ต้องเป็นสถานการณ์แบบใด นางถึงจะทำให้นิ้วของตัวเองโดนบาดได้
ความเคยชิน! เพียงแค่รู้ความเคยชินของฮูหยิน นางก็จะสามารถสร้างสถานการณ์ของการฆาตกรรมนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ! ฆาตกรต้องคุ้นเคยกับฮูหยินของท่านโหวชิ่งหยางมากอย่างแน่นอน!
ซูชิงหลีนั่งลงตรงที่นั่งของฮูหยินโหวชิ่งหยาง แล้วนางก็ทำการตรวจสอบทุกสิ่งที่เห็นอย่างระมัดระวัง ในที่สุด สีหน้าของซูชิงหลีก็เย็นชาลง!
ฆาตกรมีเจตนาแอบแฝงและชั่วร้ายอย่างยิ่งจริง ๆ !
“ซวนยี ไปกันเถิด ข้ารู้แล้วว่าใครเป็นฆาตกร”