ตอน 2

ท่ามกลางความมืดมิดอันหนาวเหน็บ และความเจ็บปวดที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุด ทำให้สติที่หลุดลอยของเหมยลี่เริ่มกลับมาอีกครั้ง เธอรู้สึกอึดอัดหายใจไม่ออก และรับรู้ได้ว่าตนเองค่อยๆจมลงสู่ใต้น้ำ

‘ไม่! ฉันตายไม่ได้’ เธอคิดและเริ่มขยับตัว แต่ครั้งนี้ดูเหมือนกระแสน้ำจะนิ่งมาก ทำให้เธอว่ายขึ้นสู่ผิวน้ำได้อย่างไม่ยากเย็นนัก เมื่อรับรู้ได้ถึงอากาศที่สดชื่นและหนาวเย็น เสียงตะโกนโหวกเหวกรอบด้านก็ดังขึ้นเช่นกัน เธอมองหาริมฝั่งและว่ายเข้าไปอย่างเชื่องช้า

‘ตอนนี้ดูเหมือนจะปลอดภัยแล้ว’ เธอหลับตาลงอีกครั้งอย่างเหนื่อยล้า และหมดสติไปพร้อมกับเสียงโหวกเหวกที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

‘ฮึก…เหมย… ตอนนี้อยู่ไหนลูก…’

‘หนูกำลังกลับบ้านค่ะ ม๊าร้องไห้ทำไม เกิดอะไรขึ้น’

‘ฮึก..ฮือ… ป๊า… ป๊าจากเราไปแล้ว…ฮือ…ฮือ’

‘เกิดอะไรขึ้น!! ม๊าหนูจะถึงบ้านแล้ว ฮือๆ.. ม๊าอย่าเพิ่งวางสายนะ ฮือ…’

‘รถป๊า…อึก..ถูกสิบล้อเบรกแตกพุ่งชน…ฮือ…เสียชีวิตคาที่…ฮือๆ’

‘ปะป๊า… ฮือๆ’

‘อาเหมย แกจะดร็อปเรียนจริงเหรอ อีกแค่ปีเดียวก็จะจบแล้วนะ’

‘อืม ฉันต้องรักษาบริษัทของพ่อไว้ก่อน เรื่องเรียนคงเป็นหลังจากนี้’

‘อยากให้พวกเราช่วยอะไรก็บอกนะ ยังไงแกก็มีพวกเราอยู่’

‘เหมยเหมยของป๊า จำไว้นะลูก คนเราน่ะ ไม่มีใครเลวร้ายมาตั้งแต่เกิดหรอก มีแต่สิ่งรอบข้างที่ทำให้คนเลวร้าย ลูกต้องหัดเชื่อใจคนอื่นบ้าง รู้มั้ย?’

“ปะป๊า…ปะป๊า…” เสียงครางอันแผ่วเบา ปลุกให้เด็กหญิงที่นอนหลับอยู่บนพื้นตื่นขึ้น

“คุณหนู! คุณหนูฟื้นแล้วหรือเจ้าคะ” เสียงโวยวายของเด็กหญิง ทำให้ผู้คนที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าห้องพลอยแตกตื่นไปด้วย

“คุณหนูรองฟื้นแล้ว รีบไปเรียนให้ฮูหยินนายท่านรองกับเหล่าไท่จวินทราบเร็วเข้า!!” เสียงสตรีวัยกลางคนดังลอดเข้ามาในห้อง ปลุกให้คนที่กำลังสะลึมสะลืออยู่บนเตียงตื่นขึ้นมาอย่างเต็มตา

เหมยลี่ค่อยๆลืมตาขึ้น และเริ่มมองไปรอบๆห้องอย่างงุนงง ‘ที่นี่ ที่ไหน? ไม่ใช่โรงพยาบาลนี่นา’

“คุณหนูเจ้าคะ คุณหนูเป็นอย่างไรบ้าง บ่าวตกใจแทบแย่ ฮือๆ…ตอนที่เห็นคุณหนูอยู่ในน้ำ บ่าว..ฮึก…บ่าวนึกว่าคุณหนู…”

“หุบปาก! เจ้าเด็กคนนี้ ทำงานไม่ได้เรื่องแล้วยังพูดมากอีก ปากช่างอัปมงคลจริงๆ”เสียงดุของสตรีวัยกลางคนทำให้เด็กหญิงถึงกับตัวสั่นด้วยความกลัว

“เอ่อ…อย่าดุเธอเลยค่ะ เธอก็แค่เป็นห่วงฉันเท่านั้น” เมื่อเหมยลี่พูดจบ ทั้งเด็กหญิงและสตรีวัยกลางคนก็มีสีหน้าตกตะลึง รวมทั้งตัวเหมยลี่เองก็เช่นกัน ‘ทำไมเสียงฉันเหมือนเด็ก นี่มันเกิดอะไรขึ้น!’

“ตามท่านหมอ! รีบตามท่านหมอมาเร็วเข้า!! คุณหนูรองแย่แล้ว!!” สตรีวัยกลางคนร้องตะโกนพลางวิ่งออกนอกประตูไป

เหมยลี่รีบตั้งสติทันทีแล้วเริ่มมองรอบด้านอีกครั้งอย่างละเอียด ทั้งเตียง ตู้ โต๊ะ หรือแม้แต่ประตู ไม่มีสิ่งใดใกล้เคียงคำว่าโรงพยาบาลเลยสักนิด หากบอกว่าเป็นฉากเซตยุคจีนโบราณยังจะถูกต้องกว่า

เมื่อมองลงไปที่ร่างกายตนเองก็พบว่าทั้งแขนขาและทุกส่วนหดสั้นลงเหมือนเป็นแค่เด็กเจ็ดแปดขวบเท่านั้น

‘พระเจ้า!! นี่ล้อเล่นใช่มั้ย หรือฉันกำลังฝัน’ เธอหยิกแขนตนเองแรงๆ หนึ่งครั้ง “ซี๊ด~ เจ็บ”

“คุณหนู! อย่าทำเช่นนั้นนะเจ้าคะ หากเหล่าไท่จวินมาเห็นแผลของท่านเข้า บ่าวมีหวังถูกตีอีกแน่ โปรดเมตตาบ่าวด้วยเจ้าคะ” เด็กหญิงตรงหน้าเหมยลี่พูดขึ้นอย่างน่าสงสาร

“เอ่อ…ขอโทษ ฉัน…เอ่อ…ข้าแค่อยากรู้ว่านี่เป็นความจริงหรือไม่เท่านั้น ไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายเจ้า” เหมยลี่พูดอย่างตะกุกตะกัก เพราะรู้สึกเหมือนตนเองกำลังแสดงละครอยู่

“คุณหนูยังมีชีวิตอยู่ นี่เป็นความจริงแน่นอนเจ้าคะ บ่าวยืนยันได้” เด็กหญิงพูดพลางพยักหน้าหงึกหงักอย่างน่าเอ็นดู

“เช่นนั้นข้าถามอะไรเจ้าได้หรือไม่”

“เจ้าค่ะ หากบ่าวรู้จะไม่ปิดบังคุณหนูเด็ดขาด”

“เจ้าเป็นใคร” เด็กหญิงถึงกับอึ้งจนพูดอะไรไม่ออก

“แล้วข้าเป็นใคร เรื่องนี้เจ้าคงตอบได้ไม่ยากกระมัง” ดวงตากลมๆของเด็กหญิงค่อยๆเบิกกว้างขึ้น พร้อมกับปากที่อ้าๆหุบๆอย่างควบคุมไม่ได้

“เอ่อ…ดูเหมือนข้าจะความจำเสื่อม แต่ว่าเรื่องนี้ข้าไม่อยากให้ใครรู้ เจ้าช่วยข้าหน่อยได้หรือไม่” เหมยลี่แทบจะอ้อนวอนเด็กหญิงตรงหน้าแล้ว

“บ่าว…บ่าวเป็นสาวใช้ประจำตัวคุณหนูรอง ชื่อหงซิ่งเจ้าค่ะ ส่วนคุณหนูรองหลิวลู่หลินเป็นบุตรสาวคนเดียวของนายท่านรองหลิวหานกุ้ยกับฮูหยินซ่งฟางเหนียงเจ้าค่ะ” เด็กหญิงพูดเสียงเบาอย่างกล้าๆกลัวๆ

‘หลิวลู่หลินชื่อนี้รู้สึกเหมือนเคยได้ยิน… ไม่ใช่…เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน…อืม…ศาลเจ้าเหรอ? ไม่ใช่!…คิดไม่ออก คงต้องหาข้อมูลเพิ่ม’

“แล้วทำไมข้าถึงตกน้ำ” เหมยลี่หรือตอนนี้ก็คือหลิวลู่หลินถามพลางค่อยๆลุกขึ้นนั่งพิงขอบเตียงช้าๆ

“บ่าวคิดว่าคุณหนูน่าจะถูกคุณชายใหญ่ผลักตกน้ำเจ้าค่ะ”

“เจ้าบอกว่า เจ้าคิดว่า…แสดงว่าตอนข้าตกน้ำ เจ้าไม่เห็นสินะ แล้วรู้ได้อย่างไรว่าเป็นฝีมือคุณชายใหญ่”

“บ่าว…บ่าวไปเก็บก้อนหินตรงริมสระบัวตามที่คุณหนูสั่ง…ตอนนั้นคุณหนูกำลังปาหินใส่คุณชายใหญ่อยู่…พอบ่าวหันกลับมาอีกที…คุณหนูก็ตกลงไปในน้ำแล้ว…ส่วนคุณชายใหญ่ก็ไม่อยู่…บ่าวจึงคิดว่าคุณชายใหญ่…ผลักคุณหนูตกน้ำเจ้าค่ะ” หงซิ่งก้มหน้าตัวสั่นราวกับลูกนก ก่อนจะตอบอย่างตะกุกตะกัก

‘ก็สมควรโดน อยากแกล้งคนอื่นดีนัก’

“แล้วนอกจากเจ้า ข้า และคุณชายใหญ่แล้วมีใครอยู่ที่นั่นอีกหรือไม่”

“ไม่มีแล้วเจ้าค่ะ แต่…แต่ว่าคุณหนูกับคุณชายใหญ่อยู่ห่างจากสระบัวไปมาก…บ่าว…บ่าวไม่ทราบว่า คุณชายใหญ่ทำให้คุณหนูตกน้ำได้อย่างไร….” หงซิ่งพูดจบก็ก้มหน้าสำนึกผิด

“ช่างเถอะ เรื่องคุณชายใหญ่ แค่เจ้าไม่พูดข้าไม่พูด คิดว่าคุณชายใหญ่เองก็คงไม่โง่พูดออกมาเหมือนกัน เท่านี้ก็คงไม่มีใครรู้แล้วล่ะ” ต่อจากนี้ฉันจะดีกับคุณชายใหญ่นั่นให้มากเอง

“เอ่อ…ตอนนี้ทุกคนรู้เรื่องหมดแล้วเจ้าค่ะ เหล่าไท่จวินสั่งลงโทษโบยคุณชายใหญ่และให้คุกเข่าอยู่ในศาลบรรพชนเจ้าค่ะ”

“หา! เกิดอะไรขึ้น ทำไมเหล่าไท่จวินถึงรู้เรื่องได้เล่า”

“บ่าว…บ่าวขออภัยเจ้าค่ะ…เพราะเหล่าไท่จวินถาม…บ่าว…บ่าวกลัวมาก…จึงบอกทุกอย่างไปเจ้าค่ะ”

“โธ่ หงซิ่ง เจ้านี่นะ!”

“บ่าวผิดไปแล้วเจ้าค่ะ! คุณหนูอย่าตีบ่าวเลยนะเจ้าคะ บ่าวสำนึกผิดแล้วเจ้าค่ะ” หงซิ่งคุกเข่าลงกับพื้นอย่างหวาดกลัว นั่นทำให้หลิวลู่หลินถึงกับตกตะลึง และเริ่มเข้าใจถึงนิสัยร้ายกาจของเจ้าของร่างเดิม

‘ร่างนี้เพิ่งจะอายุเท่าไหร่เอง ทำไมถึงร้ายกาจจนทำคนอื่นกลัวได้ขนาดนี้นะ’

“เอาล่ะ หงซิ่งเจ้าลุกขึ้นเถอะ ข้าไม่ตีเจ้าหรอก ไม่ต้องกลัว ไหนลองเล่าเรื่องที่เจ้ารู้เกี่ยวกับตระกูลหลิวให้ข้าฟังหน่อยได้หรือไม่” หลิวลู่หลินค่อยๆขยับลงจากเตียงช้าๆ แล้วเดินไปพยุงหงซิ่งขึ้น

“คุณหนู ท่านอย่าทำเช่นนี้เจ้าค่ะ…บ่าวลุกแล้วเจ้าค่ะ ลุกแล้ว” หงซิ่งตกใจกับการกระทำของหลิวลู่หลินเป็นอย่างมาก จึงรีบลุกขึ้นจากพื้นและเริ่มเล่าทุกอย่างให้ฟัง

ตระกูลหลิวมีเหล่าไท่จวินคอยดูแลเรือนหลังซึ่งเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในตระกูล และมีนายท่านทั้งหมดสามคน

นายท่านใหญ่หลิวหานตง เป็นขุนนางขั้นหกเรียกได้ว่าเป็นที่เชิดหน้าชูตาของคนในตระกูล

นายท่านใหญ่มีภรรยาเอกสองคน คนแรกเจียงซื่อ เสียชีวิตไปแล้ว มีบุตรชายด้วยกันหนึ่งคน คือ คุณชายใหญ่หลิวเหวินจิ้ง ส่วนภรรยาคนที่สองอู๋ซื่อ มีบุตรสาวและบุตรชาย คือ คุณหนูใหญ่หลิวลู่เหลียน และคุณชายรองหลิวเหวินจง

นายท่านรองหลิวหานกุ้ย เป็นพ่อค้าใหญ่ มักเดินทางไปหลายเมืองเพื่อทำการค้า สามถึงสี่เดือนจะกลับบ้านสักครั้ง มีภรรยาเอกคนเดียว คือ ซ่งซื่อ และมีบุตรสาวเพียงคนเดียวคือ คุณหนูรองหลิวลู่หลิน

นายท่านสามหลิวหานโจว เป็นบัณฑิตเจ้าสำราญ ชอบพบปะสังสรรค์กับเพื่อนบัณฑิตด้วยกันบ่อยๆ มีภรรยาเอกหนึ่งคน คือ หลูซื่อ และอนุอีกห้าคน มีบุตรชายหนึ่งคนกับหลูซื่อ คือ คุณชายสามหลิวเหวินจื่อ และมีบุตรสาวสามคน คือ คุณหนูสามหลิวลู่หลัน คุณหนูสี่หลิวลู่เสียน คุณหนูห้าหลิวลู่เจียว และคุณหนูหกหลิวลู่เอิน

“ดูเหมือนจะเป็นครอบครัวใหญ่สินะ” หลิวลู่หลินเอ่ยอย่างครุ่นคิด

‘ที่สำคัญมีหลายชื่อที่ฉันรู้สึกคุ้นเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะหลิวเหวินจิ้ง อืม… ถ้าเปลี่ยนเป็นแซ่เว่ยล่ะก็… ซื่อจื่อหย่งอ๋องเว่ยเหวินจิ้ง… แม่ทัพปราบพยัคฆ์… ทรราชผู้ล่มแคว้น… เดี๋ยวก่อนนะ!! ตลกแล้ว นั่นมันชื่อตัวร้ายในนิยายหงส์คู่บัลลังก์ไม่ใช่เหรอ นี่มันใช่นิยายที่ไหนกัน’

หลิวลู่หลินมองไปรอบๆห้องอย่างเหม่อลอย ‘แต่ถึงไม่ใช่นิยายที่นี่ก็ไม่เหมือนโลกแห่งความจริงอยู่ดี ฮะฮะ…ฉันคนนี้จะกลายเป็นตัวละครไปได้ยังไง เป็นไปไม่ได้!’

“ท่านหมอเชิญทางนี้เจ้าค่ะ” เสียงด้านนอกประตูทำให้หลิวลู่หลินตื่นจากภวังค์ เธอรีบกลับขึ้นไปนอนบนเตียงอีกครั้ง และแกล้งหลับเพื่อดูสถานการณ์ต่อไป

ประตูห้องถูกเปิดออกตามมาด้วยเสียงฝีเท้าของหลายคน และหนึ่งในนั้นคือสตรีวัยกลางคนที่โวยวายเสียงดังก่อนหน้านี้ เป็นผู้เดินนำทุกคนเข้ามาในห้อง ตามมาด้วยชายชราซึ่งน่าจะเป็นท่านหมอและเด็กหนุ่มถือล่วมยา ถัดไปเป็นสตรีออกเรือนแล้วนางหนึ่ง ใบหน้างดงามนั้นฉายแววกังวลอยู่ไม่น้อย ดูจากท่าทางและการแต่งกายแล้ว คาดว่าคงเป็นฮูหยินนายท่านรอง ท่านแม่ของร่างนี้เป็นแน่

“ท่านหมอ รบกวนแล้ว” ฮูหยินนายท่านรองเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

หมอชรานั่งลงตรงข้างเตียงและเริ่มจับชีพจรหลิวลู่หลิน ผ่านไปพักใหญ่จึงเอ่ยกับฮูหยินนายท่านรองว่า “ร่างกายคุณหนูรองยังมีไอเย็นอยู่เล็กน้อย ข้าจะจัดยาให้สองเทียบ ดื่มหมดแล้วก็จะหาย”

หมอชราเขียนใบสั่งยาส่งให้เด็กหนุ่ม เขารับมาแล้วเปิดล่วมยาออกอย่างคล่องแคล่ว

“เอ่อ…ท่านหมอเจ้าคะ แล้วตรงนี้” สตรีวัยกลางคนพูดขึ้นพร้อมกับชี้ไปที่ศีรษะตนเอง

“ข้าตรวจดูแล้ว คุณหนูรองไม่มีบาดแผลที่ศีรษะแต่อย่างใด คงเป็นเพราะเพิ่งผ่านเหตุการณ์เลวร้ายมาจึงทำให้สับสนกระมัง”

“จะสับสนอย่างไรก็คงไม่ถึงกับพูดจาแปลกๆเช่นนั้นนะเจ้าคะ ท่านหมอช่วยตรวจให้ละเอียดอีกสักหน่อยเถอะเจ้าค่ะ” สตรีวัยกลางคนเอ่ยด้วยสีหน้าเป็นกังวล

“พอเถอะแม่นมชุ่ย นี่หลินเอ๋อร์ยังหลับอยู่เลยมิใช่หรือ บางทีนางคงแค่ละเมอกระมัง แม่นมอย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่เลย” ฮูหยินนายท่านรองเอ่ยพลางเดินมาที่ข้างเตียงแล้วยื่นมือไปสัมผัสหน้าผากหลิวลู่หลินอย่างแผ่วเบา

“หากไม่มีอะไรแล้ว ข้าขอตัวก่อน” หมอชราส่งห่อยาที่ตรวจดูเรียบร้อยแล้วให้หงซิ่ง

“ขอบคุณท่านหมอเจ้าค่ะ แม่นมชุ่ยไปส่งท่านหมอเถอะ”

“เจ้าค่ะฮูหยิน” แม่นมชุ่ยเดินนำท่านหมอและเด็กหนุ่มถือล่วมยาออกจากห้องไป

“หงซิ่งเจ้าไปต้มยาเถอะ”

“เจ้าค่ะ” ก่อนออกจากห้อง หงซิ่งมองไปทางคุณหนูของตนอีกครั้งอย่างเป็นห่วง

“ไปเถอะ” ฮูหยินนายท่านรองเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

ภายในห้องนอนเงียบสงบ มีเพียงเสียงลมหายใจเข้าออกของคนสองคนเท่านั้น ผู้เป็นมารดาลูบใบหน้าเล็กๆของบุตรสาวอย่างอาวรณ์

“เหตุใดเหล่าไท่จวินถึงเลี้ยงดูเจ้าให้กลายเป็นเช่นนี้ไปได้เล่า” เสียงโศกเศร้าของฮูหยินนายท่านรองทำให้หัวใจดวงน้อยๆของหลิวลู่หลินสั่นไหว

“หลินเอ๋อร์ของแม่” นางก้มลงจูบหน้าผากบุตรสาวด้วยความรักใคร่ และลูบไล้แก้มนวลอย่างแผ่วเบา

ตอนหลิวลู่หลินคลอดนั้น มีข่าวดีเกิดขึ้นกับคนสกุลหลิวถึงสามเรื่อง เรื่องแรกนายท่านใหญ่ได้เลื่อนขั้นเป็นขุนนางขั้นหก เรื่องที่สองนายท่านรองสามารถเจรจาการค้าใหญ่ได้สำเร็จ และเรื่องสุดท้ายฮูหยินนายท่านสามหลูซื่อ ตั้งครรภ์คุณชายสาม

ด้วยเหตุนี้ เหล่าไท่จวินจึงยกให้หลิวลู่หลินเป็นเด็กนำโชคของตระกูล และรับตัวนางไปเลี้ยงดูตั้งแต่ยังเล็ก ทุกคนในบ้านสกุลหลิวต่างรู้ดีว่าเหล่าไท่จวินรักและเอ็นดูคุณหนูรองผู้นี้ขนาดไหน แม้แต่คุณหนูใหญ่ก็ยังเทียบไม่ได้

เพราะเติบโตมาด้วยการถูกตามใจตั้งแต่เล็ก ทำให้หลิวลู่หลินกลายเป็นเด็กก้าวร้าว เอาแต่ใจ และชอบใช้อำนาจรังแกผู้อื่นเสมอ

“ซ่งซื่อ หลินเจี่ยเอ๋อร์เป็นอย่างไรบ้าง” เสียงหญิงชราดังมาจากหน้าประตู

ฮูหยินนายท่านรองยืนขึ้น และเดินออกไปต้อนรับเหล่าไท่จวิน “ท่านหมอบอกว่ายังมีไอเย็นอยู่เพียงเล็กน้อย ให้ดื่มยาสองเทียบก็หายเจ้าค่ะ”

“เช่นนั้นก็ดี… เป็นเพราะเจ้าเด็กนอกคอกนั่นทีเดียว หลานข้าถึงได้เป็นเช่นนี้” เหล่าไท่จวินเอ่ยอย่างไม่พอใจ

“จิ้งเกอเอ๋อร์ก็ได้รับโทษแล้ว เหล่าไท่จวินอย่าได้มีโทสะเลยเจ้าค่ะ”

“หึ โบยเพียงยี่สิบไม้นั่นยังน้อยไปเสียด้วยซ้ำ ดูสิ หลินเจี่ยเอ๋อร์เกือบเอาชีวิตไม่รอดแล้ว เจ้าเด็กนั่นยังกล้าปฏิเสธว่าไม่ได้ทำ มันน่าโมโหนัก” เหล่าไท่จวินเดินมานั่งลงข้างเตียงช้าๆ

หลิวลู่หลินค่อยๆลืมตาขึ้นอย่างแนบเนียน ก่อนจะทำท่าทางสะลึมสะลือเหมือนคนเพิ่งตื่น “ท่านย่าเกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ หลานรู้สึกไม่มีแรงเลยเจ้าค่ะ”

เหล่าไท่จวินโอบกอดหลิวลู่หลินไว้พลางปลอบโยน “ไม่เป็นไรแล้ว คราวเคราะห์ผ่านไปแล้วนะ หลานย่าดวงดียิ่งนัก ย่าจัดการลงโทษเจ้าเด็กนอกคอกนั่นแทนเจ้าแล้ว หากเจ้ายังไม่พอใจ รอให้หายดีแล้วไปลงโทษด้วยตัวเองดีหรือไม่”

หลิวลู่หลินถึงกับสูดหายใจลึกเพื่อเก็บอาการตกใจ ‘มิน่าเล่า เด็กคนนี้ถึงได้ร้ายกาจนัก ก็เพราะมีย่าแบบนี้สินะ’

นางค่อยๆดันตัวเองออกจากอ้อมกอดของเหล่าไท่จวินแล้วแกล้งถามอย่างงุนงง “ลงโทษใครหรือเจ้าคะ ท่านย่า”

“ก็คนที่ผลักเจ้าตกน้ำอย่างไรเล่า หลินเจี่ยเอ๋อร์ ตอนนี้เจ้ายังไม่หายดี อย่าเพิ่งคิดอะไรมาก” เหล่าไท่จวินลูบหัวนางอย่างเอ็นดู

หลิวลู่หลินส่ายหัวเบาๆ ก่อนตอบอย่างมั่นใจ “แต่ตอนนั้นไม่มีใครผลักหลานนะเจ้าคะ เป็นหลานไม่ระวังลื่นตกลงไปในน้ำเองเจ้าค่ะ”

เหล่าไท่จวินขมวดคิ้วมุ่นแล้วจ้องดวงตากลมโตของหลิวลู่หลินราวกับว่าไม่เชื่อในสิ่งที่นางกล่าว “ไหนหงซิ่งบอกว่าเจ้าถูกผลักตกน้ำมิใช่รึ”

“ท่านย่าเจ้าคะ หลานให้หงซิ่งไปเก็บก้อนหินที่ริมสระ ส่วนหลานอยู่ในศาลาริมน้ำ นางจะเห็นตอนหลานลื่นตกลงไปได้อย่างไร แค่ตอนนั้นพี่ชายใหญ่อยู่ใกล้หลานที่สุด หงซิ่งคงคิดว่าเขาผลักหลานกระมัง”

เหล่าไม่จวินหรี่ตามองราวกับต้องการค้นหาอะไรบางอย่าง “เจ้าเด็กนั่นไม่ได้ผลักเจ้าจริงรึ”

หลิวลู่หลินพยักหน้าและตอบอย่างหนักแน่น “เจ้าค่ะ มีท่านย่าคอยปกป้องคุ้มครอง จะมีใครกล้าทำร้ายหลานกันล่ะเจ้าคะ”

ความระแวงสงสัยของเหล่าไท่จวินหายไปในที่สุด รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นบนใบหน้าชรา “เดี๋ยวนี้รู้จักเอาใจยายแก่คนนี้แล้วรึ หลินเจี่ยเอ๋อร์ของย่าโตแล้วจริงๆ”

หลิวลู่หลินซุกตัวเข้าไปในอ้อมกอดของหญิงชราอย่างออดอ้อน ‘เฮ้อ เป็นนักแสดงนี่เหนื่อยไม่ใช่เล่น โชคดีนะที่ฉันเคยซ้อมบทกับใยไหมบ่อยๆ’

จากนั้นนางก็แกล้งหาว และทำท่าทางเหมือนคนต้องการพักผ่อนแต่กำลังฝืนตัวเองอยู่

เหล่าไท่จวินดันตัวหลิวลู่หลินออกแล้วประคองให้นอนลงช้าๆ “เอาล่ะๆ ย่าไม่กวนเจ้าแล้ว พักผ่อนเถอะ ไว้หายดีเมื่อไหร่ค่อยไปหาย่าก็ไม่สาย”

“เจ้าค่ะ ท่านย่า” เมื่อเอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบาแล้ว นางก็แกล้งหลับตาลงอย่างอ่อนเพลีย

เหล่าไท่จวินและฮูหยินนายท่านรองต่างทยอยกันออกจากห้องไปเงียบๆ ด้านนอกยังได้ยินเสียงฮูหยินนายท่านรองดังมาแว่วๆ “ยานี่เจ้าเอากลับไปอุ่นไว้ก่อน หากหลินเอ๋อร์ตื่นแล้วก็ค่อยให้นางดื่มเถอะ”

ไม่ว่านี้จะเป็นการย้อนอดีต ข้ามมิติ หรือการหลุดเข้ามาในหนังสือนิยายซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้เลยก็ตาม แต่ตอนนี้หลี่เหมยลี่ก็ได้กลายเป็นหลิวลู่หลินไปแล้ว

ดูเหมือนว่า เธอคงต้องยอมรับความจริงข้อนี้เสียแล้ว

ตอน 3

หากตัดเรื่องทฤษฎี ความเป็นไปได้ทั้งหมดทิ้งไปล่ะก็ ตอนนี้หลิวลู่หลินก็คือหนึ่งในตัวละครจากเรื่องหงส์คู่บัลลังก์อย่างแน่นอน เพียงแต่ว่า…

หลิวลู่หลินในเรื่องนั้นเป็นชายารองของรัชทายาท นางไม่ถูกชะตากับนางเอก และตอนหลังยังอิจฉานางเอกที่ได้หัวใจของพระเอกไป ก็เลยพยายามหาเรื่องนางเอกตลอด และลอบทำร้ายนางเอกทุกครั้งที่มีโอกาส

หลิวลู่หลินเป็นคนของท่านแม่ทัพที่ภายหลังกลายเป็นอัครเสนาบดี มีอยู่ครั้งหนึ่งนางถูกอัครเสนาบดีจับได้ว่าใส่ยาปลุกกำหนัดลงในถ้วยชาของนางเอกและขังนางเอกไว้กับองครักษ์คนสนิทของพระเอก แต่กลายเป็นว่าคนที่อยู่ด้วยนางเอกคืนนั้นกลับกลายเป็นพระเอกเสียได้

เรื่องนี้ทำให้อัครเสนาบดีโกรธมากจึงสังหารนางทิ้งด้วยการรัดคอ และทำให้คนอื่นเข้าใจว่านางแขวนคอตายเพราะความหึงหวง ชีวิตหลิวลู่หลินนางร้ายเบอร์หนึ่งก็ปิดฉากลงเพียงเท่านี้

‘แต่ว่า… ตอนนี้ฉันคือ หลิวลู่หลิน ให้ตายเหอะ!!’

“คุณหนูเจ้าคะ ดื่มยาเจ้าค่ะ” หงซิ่งยื่นถ้วยยาสีดำที่มีไอสีขาวลอยขึ้นมาเป็นระลอก มาตรงหน้าหลิวลู่หลิน

นางรับถ้วยไว้แล้วเป่าเบาๆอยู่หลายครั้ง ก่อนจะยกขึ้นดื่มรวดเดียวหมด ภายใต้สายตาตกตะลึงของหงซิ่ง “คุณหนูช่างเก่งกาจยิ่ง”

“ก็แค่ดื่มยาไม่ใช่หรือ” นางยื่นถ้วยเปล่าคืนให้ แล้วลงจากเตียงเดินไปที่หน้ากระจกทองเหลือง

ใบหน้าเล็กๆ ดวงตารูปเมล็ดซิ่ง ปากนิดจมูกหน่อย ดูกระจุ๋มกระจิ๋มน่ารักน่าเอ็นดูเป็นอย่างยิ่ง ช่างขัดกับนิสัยร้ายกาจของเจ้าของร่างเดิมจริงๆ

หลิวลู่หลินถอนหายใจแล้วเริ่มเดินสำรวจไปรอบๆห้อง สิ่งของและเครื่องเรือนต่างๆ เป็นของที่ทำขึ้นอย่างประณีต แต่ละชิ้นหากนำไปขายคงได้ราคาไม่น้อยเลย ดูอย่างแจกันหยกใบใหญ่ที่สูงเลยศีรษะไปเล็กน้อยนั่น แล้วก็ฉากกั้นที่ปักลายดอกไม้ได้เหมือนของจริงนี่อีก

“คุณหนูกำลังหาอะไรอยู่หรือเจ้าคะ” หงซิ่งที่คอยเดินตามหลังอยู่ไม่ห่างถามขึ้นอย่างอดไม่ไหว

“หาของที่พอจะเปลี่ยนเป็นเงินได้น่ะ”

หงซิ่งรีบหยิบถุงผ้าใบเล็กออกมาจากในแขนเสื้อแล้วยื่นให้หลิวลู่หลินทันที “เงินของคุณหนูอยู่นี่เจ้าค่ะ”

นางมองถุงเล็กๆใบนั้นแล้วรับไปก่อนจะเปิดออกดู ด้านในมีเศษก้อนเงินเพียงไม่กี่ก้อน กับเหรียญที่มีรูตรงกลางไม่กี่เหรียญ ที่เหลือเป็นกระดาษที่ถูกพับไว้อย่างดีหลายแผ่นซ้อนกัน

“ทั้งหมดนี่เป็นเงินเท่าไหร่หรือ” แม้จะเอากระดาษเหล่านั้นออกมากางดูก็เข้าใจตัวอักษรเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้น นี่คาดว่าคงจะเป็นตั๋วเงินกระมัง แต่เพราะเป็นอักษรจีนแบบตัวเต็มจึงทำให้อ่านหลายตัวไม่ออก

“สองพันหกร้อยสามสิบสี่ตำลึง กับห้าสิบสองอีแปะเจ้าค่ะ” หงซิ่งตอบอย่างฉะฉาน

“ตอนนี้บะหมี่หนึ่งชามราคาเท่าไหร่”

หงซิ่งมีสีหน้างงงวย “คุณหนูอยากกินบะหมี่หรือเจ้าคะ บ่าวจะรีบไปบอกห้องครัวใหญ่เจ้าค่ะ”

หลิวลู่หลินรีบห้ามหงซิ่งไว้ทันที “ไม่ใช่ ข้าแค่อยากรู้ว่าเงินที่มีอยู่ตอนนี้มากหรือน้อยเท่านั้น เอาอย่างนี้ ค่าแรงของเจ้าในแต่ละเดือนได้รับเท่าไหร่ เจ้าเป็นสาวใช้ประจำตัวข้า เงินเดือนคงไม่น้อยกระมัง”

หงซิ่งพยักหน้าเข้าใจ “บ่าวได้เงิน เดือนละห้าร้อยอีแปะเจ้าค่ะ หากเป็นสาวใช้ประจำตัวคุณหนูท่านอื่นได้เพียงสามร้อยอีแปะเท่านั้น ส่วนสาวใช้ประจำตัวฮูหยินจะได้แปดร้อยอีแปะเจ้าค่ะ แม่นมได้หนึ่งตำลึง แต่สาวใช้ของเหล่าไท่จวินได้หนึ่งตำลึงสามร้อยอีแปะเจ้าค่ะ”

“แล้วเงินเหล่านี้มาจากที่ใด” เงินตั้งสองพันกว่าตำลึงเชียวนะ เด็กเจ็ดแปดขวบจะมีปัญญาหาที่ไหนกัน

“นี่เป็นเงินที่เหล่าไท่จวินให้คุณหนูไปใช้จ่ายตอนออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกเจ้าค่ะ ก่อนหน้านี้คุณหนูยังบ่นว่าน้อยไปด้วยซ้ำ ซื้อเครื่องประดับได้เพียงชุดเดียวเท่านั้น… หากว่าเมื่อวานไม่เกิดเรื่องขึ้นมาซะก่อน…” เสียงหงซิ่งเริ่มเบาลง เมื่อพูดถึงเรื่องตกน้ำ

“ช่างเถอะ หงซิ่งเจ้าเอาเครื่องประดับที่ข้าซื้อมาทั้งหมดไปขายทิ้งซะ”

หงซิ่งเบิกตาโตด้วยความตกใจ “คุณ…คุณหนูทำเช่นนั้นไม่ดีกระมัง”

“ทำไมหรือ ในเมื่อตอนนั้นข้าอยากซื้อข้าก็ซื้อ ตอนนี้ข้าอยากขาย เหตุใดจึงขายไม่ได้” หลิวลู่หลินแกล้งทำตัวเป็นเด็กน้อยเอาแต่ใจ

“เจ้าค่ะๆ บ่าวจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้” หงซิ่งรับคำอย่างละล่ำละลัก ก่อนจะเดินไปเปิดลิ้นชักที่ตู้ด้านข้างโต๊ะเครื่องแป้ง แสงระยิบระยับจากเครื่องประดับมากมายสะท้อนเข้าตาหลิวลู่หลินทันที

‘เครื่องประดับพวกนี้สวยมากก็จริง แต่ไม่มีชิ้นไหนเหมาะกับเด็กเลยสักนิด รสนิยมของเด็กคนนี้ดูเหมือนจะสูงเกินตัวไปไกลเลยทีเดียว’ หลิวลู่หลินคิดพลางส่ายหน้า ก่อนจะเดินไปนั่งบนตั๋งนุ่มแล้วเปิดหน้าต่างออก

ลมหนาวภายนอกพัดเข้ามาปะทะใบหน้าอย่างจัง ทำให้นางหนาวสั่นไปทั้งตัว หงซิ่งที่กำลังจัดการกับพวกเครื่องประดับอยู่รีบวางของแล้วตรงมาปิดหน้าต่างทันที “คุณหนูยังไม่หายดี ห้ามโดนไอเย็นนะเจ้าคะ”

“ขอโทษด้วย ข้าไม่คิดว่าด้านนอกจะหนาวเย็นถึงเพียงนี้” หลิวลู่หลินห่อตัว แล้วถูมือไปมาก่อนจะเอามาแนบแก้มตนเอง

และเหมือนนางจะนึกอะไรบางอย่างได้ “ตอนนี้พี่ชายใหญ่เป็นอย่างไรบ้าง”

“คุณชายใหญ่ยังคุกเข่าอยู่ในศาลบรรพชนเจ้าค่ะ”

“เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นเล่า ในเมื่อข้าบอกท่านย่าแล้วนี่ว่าเขาไม่ได้ผลักข้าตกน้ำ แล้วยังจะลงโทษเขาอีกทำไม”

หลิวลู่หลินลุกขึ้นจากตั๋งนุ่มแล้วหยิบอาภรณ์ที่ค่อนข้างหนามาสวมทับบนร่างตนเพิ่มอีกหลายชั้น จนตอนนี้ตัวนางราวกับบ๊ะจ่างลูกหนึ่ง และกำลังจะเดินออกจากห้อง แต่กลับถูกหงซิ่งขวางไว้ “คุณหนูจะไปไหนเจ้าคะ”

“ไปศาลบรรพชน ข้าจะไปพาพี่ชายใหญ่ออกมา”

“ไม่ได้เจ้าค่ะ คุณหนูยังไม่หายดี ท่านหมอบอกว่าท่านยังต้องพักผ่อนและดื่มยาอีกเทียบนะเจ้าคะ”

“เช่นนั้นข้ากลับมาแล้วค่อยดื่มยา พักผ่อนก็ได้แล้ว เจ้าหลีกไปซะ” หลิวลู่หลินทำเสียงแข็งแล้ววิ่งอ้อมหงซิ่งไป

“คุณหนู!” หงซิ่งตกใจกับการกระทำของหลิวลู่หลินอย่างมาก แต่เมื่อได้สติก็รีบวิ่งตามนางออกไปทันที

“คุณหนู! คุณหนูเจ้าคะ! รอบ่าวด้วยเจ้าค่ะ”

เมื่อหงซิ่งวิ่งไปถึงสุดทางเดินก็พบว่าหลิวลู่หลินกำลังยืนกอดอกพิงกำแพงอยู่ “ข้าก็รอเจ้าอยู่นี่อย่างไร เอาล่ะ พาข้าไปศาลบรรพชนเถอะ”

หงซิ่งถึงกับปากอ้าตาค้างกับการกระทำของเจ้านายตนเอง และได้แต่เดินนำไปอย่างยอมจำนนพลางบ่นอุบอิบ “นี่ ข้าลืมไปได้อย่างไรว่าคุณหนูความจำเสื่อม”

หน้าศาลบรรพชนมีสาวใช้ร่างใหญ่สองคนยืนเฝ้าอยู่ และมีเด็กชายในชุดบ่าวคนหนึ่งกำลังคุกเข่าอ้อนวอนสาวใช้ทั้งสอง “ท่านป้าทั้งสองโปรดเมตตา ให้ข้าเอายาเข้าไปให้คุณชายด้วยเถอะขอรับ”

“ไม่ได้! ฮูหยินใหญ่สั่งไว้ว่าห้ามผู้ใดเข้าไปด้านในเด็ดขาด จนกว่าจะมีคำสั่งของเหล่าไท่จวิน ยังไงก็ให้เจ้าเข้าไปไม่ได้”เสียงเฉียบขาดของสาวใช้ร่างใหญ่ดังมาแต่ไกล

บ่าวชายตัวน้อยก้มลงโขกศีรษะพลางปาดน้ำตาอย่างน่าเวทนายิ่ง “ท่านป้า โปรดเมตตาด้วย”

หลิวลู่หลินรีบเดินเข้าไปตรงหน้าสาวใช้ทั้งสองและพูดอย่างวางอำนาจ “แม้แต่ข้าก็เข้าไปไม่ได้หรือไร!”

“คุณหนูรอง!!” ทั้งสามคนประสานเสียงกันอย่างตกใจ

“หลีกไป! ข้าจะเข้าไปข้างใน หากใครกล้าขวางข้าจะสั่งโบยมันผู้นั้นซะ!!” ท่าทางร้ายกาจของหลิวลู่หลินทำให้สาวใช้ทั้งสองถึงกับสะดุ้งและรีบหลีกทางให้แทบจะในทันที

นางปรายตามองบ่าวชายตัวน้อยที่คุกเข่าก้มหน้าตัวสั่นอยู่แวบหนึ่ง “เจ้าน่ะ! ช่างขัดหูขัดตายิ่งนัก ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้!! ตามข้ามา”

บ่าวชายตัวน้อยสะดุ้งสุดตัวแต่กลับไม่ยอมลุกขึ้น หลิวลู่หลินจึงส่งสัญญาณให้หงซิ่งพยุงเขาขึ้นแล้วตามเข้าไปในศาลบรรพชน

ด้านในค่อนข้างหนาวเย็นและเต็มไปด้วยกลิ่นอับชื้น ตามทางเดินมีตะไคร่ขึ้นประปราย และถ้าสังเกตดีๆจะเห็นรอยหยดเลือดเป็นบางจุดด้วย

เมื่อเดินเข้ามาถึงโถงกราบไหว้ สิ่งแรกที่ปรากฏตรงหน้าคือแท่นบูชาและป้ายวิญญาณมากมาย ดูแล้วชวนขนหัวลุกเป็นอย่างยิ่ง

ตรงหน้าแท่นบูชามีเด็กชายคนหนึ่งนอนขดกายอยู่บนเบาะรองนั่ง หลังของเขาเต็มไปด้วยรอยเลือด เสื้อผ้าที่ใส่ทั้งเก่าทั้งบางและมีรอยขาดจนน่าสงสาร

นี่ใช่สภาพของคนที่ถูกเรียกว่าคุณชายที่ไหนกัน หากบอกว่าเป็นขอทานยังจะน่าเชื่อถือกว่า

“คุณชาย! คุณชายขอรับ…อึก…ฮือ…ฮือ…คุณชาย” บ่าวตัวน้อยร้องไห้วิ่งเข้าไปหาเด็กชายคนนั้นและเขย่าตัวเขาเบาๆ

“หนวกหู” เสียงแหบแห้งแสนเบาหวิวของคุณชายใหญ่ บ่งบอกให้รู้ว่าเขายังมีชีวิตอยู่

หลิวลู่หลินเดินเข้าไปนั่งลงด้านข้างและเริ่มตรวจดูบาดแผลที่หลังของเขา ผิวหนังของเขามีแต่บาดแผลเต็มไปหมด เนื้อที่แตกเลือดและเศษผ้าเริ่มติดกันแล้ว ‘กับเด็กคนหนึ่งยังทำได้ขนาดนี้ คนลงมือนี่ใจคอโหดเหี้ยมจริงๆ’

จู่ๆมือของนางก็ถูกปัดออก “จะมาขว้างหิน หรือให้คนมาโบยข้าเพิ่มเล่า” สายตาเย็นชาและดำมืดของเด็กชายทำให้หลิวลู่หลินถึงกับขนลุก

‘เด็กคนหนึ่งจะมีสายตาน่ากลัวขนาดนี้เลยเหรอ ฉันต้องตาฝาดไปแน่ๆ’

“ข้า…ตั้งใจมาพาท่านออกไปจากที่นี่” นางพยายามประคองเสียงไว้ไม่ให้สั่น

คุณชายใหญ่หรี่ตามองอย่างมาดร้าย ก่อนจะผลักนางออกไปให้ห่าง แต่ดูเหมือนแรงเขาจะเยอะมากจึงทำให้หลิวลู่หลินถึงกับหงายหลังล้มลงไปนอนบนพื้น

“คุณหนู!” หงซิ่งรีบเข้ามาช่วยพยุงนางขึ้นอย่างทุลักทุเล

“ออกไป” เสียงเย็นชาของคุณชายใหญ่ ทำให้หลิวลู่หลินเริ่มหงุดหงิด

นางลุกขึ้นยืนได้แล้วก็ดึงสายคาดเอวออกมา จากนั้นจับมือของคุณชายใหญ่ทั้งสองข้างมัดไว้กับขาโต๊ะแท่นบูชา และพลิกตัวเขาให้นอนคว่ำลง ก่อนจะนั่งทับลงไปบนสะโพกอย่างไม่เกรงใจ

หงซิ่งและบ่าวชายต่างมองอย่างตกตะลึง และเริ่มเห็นคุณชายใหญ่ที่แสนเย็นชากำลังดิ้นไปมาอยู่บนพื้น “นี่เจ้า!! จะทำอะไร ปล่อยข้านะ!! อ๊ะ…อื้อ…อื้อ…”

หลิวลู่หลินหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจากอกเสื้อก่อนจะอุดปากเขาไว้อย่างไม่เกรงใจ

“เป็นคนเจ็บก็ต้องรู้จักสงบเสงี่ยมบ้าง อย่าทำตัวไม่น่ารักเช่นนี้ รู้หรือไม่” นางพูดพลางแย่งขวดยามาจากมือบ่าวชายและสั่งให้เขากับหงซิ่งไปต้มนำ้มา ส่วนตนเองก็ถอดเสื้อเอาตัวที่บางและสะอาดที่สุดออกมาฉีกเป็นเส้นยาว

คุณชายใหญ่สงบลงแล้ว เขาเลิกขัดขืนและนอนนิ่งราวกับคนตาย รอจนหลิวลู่หลินทำแผลด้านหลังเสร็จและปล่อยเขาเป็นอิสระ เขาก็ยังคงไม่เคลื่อนไหวแต่อย่างใด

นางไม่สนใจท่าทางดื้อเงียบของเขา กลับเอาเสื้อที่ค่อนข้างหนาของตนคลุมให้เขาอย่างตั้งใจ จากนั้นก็พยุงเขาให้ลุกขึ้น

“เจ้าสองคนมาช่วยข้าหน่อย” นางสั่งบ่าวชายและสาวใช้ของตนที่ตอนนี้ยืนนิ่งอึ้งทำอะไรไม่ถูกอยู่ด้านข้าง ทั้งสองรีบเข้ามาช่วยพยุงทันที คราวแรกคุณชายใหญ่ยังคงขัดขืนเล็กน้อย แต่เมื่อรู้ว่าไร้ประโยชน์เขาก็หยุดดิ้น

หลิวลู่หลินปล่อยมือจากเขาและเดินนำทุกคนออกจากศาลบรรพชน ที่ด้านนอกสาวใช้ร่างใหญ่สองคนกำลังยืนรออยู่ เมื่อพวกนางเห็นหลิวลู่หลินเดินออกมา และบ่าวชายกับสาวใช้พยุงตัวคุณชายใหญ่ออกมาด้วย ทั้งสองคนก็ทำท่าจะเข้ามาขัดขวาง

“ข้าต้องการตัวคุณชายใหญ่ พวกเจ้ากล้าขัดใจข้ารึ” สิ้นเสียงหลิวลู่หลิน สาวใช้ร่างใหญ่ทั้งสองก็หลีกทางให้แต่โดยดี คนทั้งสี่เดินออกมาจากศาลบรรพชนอย่างราบรื่น “พาเขาไปห้องข้า”

“ซุนเต๋อพาข้ากลับเรือน” จู่ๆคนที่เงียบมาตลอดก็พูดขึ้นพร้อมกับสะบัดตัวออกจากหงซิ่งไม่ให้นางพยุง

หลิวลู่หลินเข้าไปคว้าแขนเขาไว้ และลากไปทางเรือนของตน “อย่าทำตัวเป็นเด็กมีปัญหาได้หรือไม่”

คุณชายใหญ่มองนางด้วยสายตารังเกียจอย่างไม่ปิดบัง “เจ้าต่างหากที่มีปัญหา เลิกยุ่งกับข้าเสียที” เขาพยายามแกะมือของนางออก แต่หลิวลู่หลินกลับกอดแขนเขาไว้แน่น

‘นี่เขาบาดเจ็บอยู่จริงๆใช่มั้ย ทำไมแรงเยอะขนาดนี้’

“หงซิ่งมาช่วยข้าหน่อย” นางพยายามลากคุณชายใหญ่ไปทางเรือนของตน แต่เขากลับไม่ขยับเลยสักนิด

“เจ้าค่ะคุณหนู” หงซิ่งรับคำแล้วเข้ามาช่วยอีกแรง แต่ก็เปล่าประโยชน์

หลิวลู่หลินจึงตัดสินใจเปลี่ยนวิธีการ “ได้ ในเมื่อท่านอยากกลับเรือนเช่นนั้นก็ไปเลย ข้าไม่อยากรั้งท่านไว้แล้ว หงซิ่ง พวกเราไปเถอะ” นางปล่อยแขนเขาแล้วเดินจากมาพลางทำท่าทางแง่งอนเหมือนเด็กที่ไม่ได้ดั่งใจ

แต่เมื่อลับสายตาของคุณชายใหญ่ นางกลับให้หงซิ่งนำทางไปที่เรือนของเขา หงซิ่งรับคำและนำทางไปทันที

เรือนไม้เก่าหลังหนึ่งตั้งอยู่ในป่า ซึ่งห่างไกลผู้คนเป็นอย่างยิ่ง บรรยากาศรอบด้านทั้งมืดมนและอึมครึม หลิวลู่หลินเดินสำรวจรอบๆ ก่อนจะตัดสินใจถือวิสาสะผลักประตูเข้าไป ด้านในเป็นเพียงห้องโล่งๆ มีโต๊ะกลมเก่าซีดหนึ่งตัว เก้าอี้กลมสองตัว บนโต๊ะมีกาน้ำชาเก่ากับชุดถ้วยชาที่เริ่มมีรอยร้าวอีกชุดหนึ่ง อากาศด้านในห้องหนาวเย็นไม่ต่างจากข้างนอกเลยสักนิด

หลิงลู่หลินเดินเข้าไปด้านในช้าๆ พลางมองสำรวจอย่างละเอียด กระดาษกรุหน้าต่างและประตูเป็นสีเหลืองซีด บางจุดยังมีรอยขาดด้วยซ้ำ

เมื่อเดินต่อเข้าไปในห้องด้านในกลับพบสิ่งที่สะดุดตาที่สุด นั่นคือชั้นหนังสือ แม้จะดูทรุดโทรมไปบ้าง แต่ตำราบนชั้นกลับมีทั้งของเก่าและใหม่ ด้านข้างเป็นโต๊ะหนังสือตัวเล็กที่ขาข้างหนึ่งหักไปแล้ว แต่กลับเอาก้อนหินรองไว้ให้สามารถใช้งานได้ ส่วนเก้าอี้ทำจากไม้ไผ่ ซึ่งดูก็รู้ว่าผ่านการใช้งานมาอย่างโชกโชนแล้ว

“คุ… คุณหนูเจ้าคะ พะ… พวกเราออกไปก่อนดีหรือไม่ ที่นี่น่ากลัวยิ่งนัก” หงซิ่งพูดพลางเดินเข้ามาจับชายเสื้อหลิวลู่หลินไว้อย่างขลาดกลัว

“จะกลัวไปทำไม นี่เป็นเรือนของพี่ชายใหญ่นะ” หลิวลู่หลินยังคงเดินต่อเข้าไปยังห้องนอน

ภายในห้องมีเพียงยกพื้นที่วางไม้กระดานแผ่นหนึ่งไว้เท่านั้น ไม่มีเตียง ชุดเครื่องนอน หรือแม้กระทั่งผ้าห่ม “นี่เขาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน”

“อยู่อย่างไรนั่นเป็นเรื่องของข้า พวกเจ้าออกไปซะ” เสียงตวาดของคุณชายใหญ่ดังขึ้นที่หน้าประตู

เขาเดินเข้ามากระชากแขนหลิวลู่หลินด้วยความโมโห และลากออกจากห้อง “เดี๋ยวๆ นี่ข้าเจ็บนะ ช่วยเบามือหน่อยไม่ได้หรือไร”

พูดยังไม่ทันจบนางก็ถูกผลักออกนอกประตูเรือนไปอย่างโหดร้าย หงซิ่งรีบตามมาพยุงนางไว้ได้ทันก่อนจะล้มลง

ปัง! กึก! กึก!

เสียงปิดประตูลั่นดานชัดเจนยิ่ง บ่งบอกถึงการไม่ต้อนรับผู้มาเยือนแต่อย่างใด

“คุณหนูพวกเราจะทำอย่างไรต่อดีเจ้าคะ”

หลิวลู่หลินสูดหายใจลึกก่อนจะหันหลังกลับ “ไปเถอะ เอาเครื่องประดับพวกนั้นไปขายให้หมด แล้วก็ซื้อของบางอย่างกลับมาให้ข้าด้วย”

นางตัดสินใจแล้ว ว่าจะช่วยเหลือพี่ชายใหญ่ผู้นี้ ไม่ว่าเขาจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED