ตอน 1

ท้องฟ้าสีครามใสจู่ๆ ก็ถูกปกคลุมด้วยกลุ่มเมฆสีม่วงดำทะมึนลอยต่ำลงเรื่อยๆ ก่อนกระจายเป็นเม็ดฝน

ชายหนุ่มที่กำลังพาออดี้ A8 L55 เครื่องยนต์ 2995ccทะยานไปข้างหน้า ให้ถึงจุดหมายปลายทางโดยเร็ว ถอนใจ

“จะรอให้ถึงก่อนค่อยตกก็ไม่ได้”

“พี่เทพก็ บ่นแล้วได้อะไรขึ้นมาคะ”

สาวน้อยที่นั่งมาข้างๆ ตั้งคำถาม

“ได้ความสบายใจไง” ชายหนุ่มตอบ

เสียงคำรนครืน กัมปนาทแทบจะกลบเสียงเขา สายฟ้าสีเงินเริ่มแลบแปลบตา ตามด้วยเสียงสายฟ้าฟาดเปรี้ยงเหมือนดังอยู่ไม่ไกล

สายฝนปรอย เทหนัก เหมือนจะไม่ยอมให้ลืมหูลืมตา ไม่กี่พริบตาต่อมา บริเวณท้องถนนเริ่มมีน้ำเจิ่งนอง

ที่ปัดน้ำฝนทำงานหนัก คณเทพต้องตั้งใจใช้สมาธิเป็นพิเศษ แม้ความเร็วของรถ เพื่อมุ่งให้ถึงที่หมายเร็วๆ จะถูกชะลอลงแล้วก็ตาม

“ให้นัญช่วยไหมคะ” เสียงอาสาเต็มอกเต็มใจ

“ช่วยขับรถน่ะ? อย่าดีกว่า”

“แหม! ไม่ไว้ใจกันมั่งเลย”

“อาจไว้ใจ ถ้าไม่รู้มาว่า สองสามวันก่อน เราใช้ประตูหน้าบ้านแทนเบรก”

“ใครปากมากอีกล่ะคะ?”

กิริยากระเง้ากระงอดบอกให้รู้ถึงนิสัยเอาแต่ใจตน คณเทพหัวเราะ ไม่ตอบ

“หัวเราะอะไรคะ?”

“เปล่า”

“พี่เทพ นะ!”

“อะไรอีก”

“บอกมาเดี๋ยวนี้เชียว ใครบอก เรื่องนัญขับรถชนรั้ว”

“ชนประตู ไม่ใช่ชนรั้ว” เขากล่าวแก้

“นั่นละๆ ใคร? บอกมาเดี๋ยวนี้นะ”

ไม่เพียงแต่จะเค้นเสียงเพื่อให้ได้คำตอบ ยังเขย่าแขนล่ำสันเป็นการเร่งเร้า

“เฮ่ย! ทำบ้าๆ” คณเทพเอ็ด “เดี๋ยวได้ลงข้างทางกันพอดี”

“ก็รีบบอกมาสิคะ ใครเล่าให้พี่เทพฟัง”

“ใครเล่าไม่สำคัญเท่ากับว่ามันเป็นเรื่องจริง หรือไม่ใช่”

“ไม่จริงซะหน่อย”

“เป็นเด็กเป็นเล็กอย่าริอ่านโกหก”

“พี่เทพ!”

“อะไร ร้องตกอกตกใจไปได้”

“นัญโตแล้วนะ!”

“อย่างนั้นเรอะ” คณเทพทำเสียงขัน แต่ไม่สบายใจนัก

เขาพอจะรู้ การที่อนัญญาพรญาติผู้น้องของเขาคนนี้ พยายามทำตัวสาวเกินวัย แก่แดดเกินอายุ ก็เพราะมีจุดประสงค์อยู่ที่ตัวเขา

คณเทพไม่นึกโทษเด็กสาว ที่มีความคิดความอ่านอยากให้เขาเป็นมากกว่าพี่ชาย

ถ้าจะโทษ ก็ต้องโทษผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย ที่พากันกรอกหูเสียจนอนัญญาพรฝังหัวว่าจะต้องแต่งงานกับเขาสักวัน เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองครอบครัวให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ทำนองเรือล่มในหนอง เงินทองจะไปไหนเสีย แต่บังเอิญว่าเขาไม่เคยเห็นเป็นอื่น นอกจากน้องที่เขาให้ความเอ็นดู มากกว่าจะนึกรักอย่างชายหนุ่มหญิงสาว

เขาเพิ่งอายุสามสิบ ไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องเร่งหาห่วงแขวนคอ ยังอยากทำงานโดยไม่ต้องมาคอยห่วงหน้าพะวงหลัง ซึ่งเขาคิดว่า เขาไม่ใช่ผู้ชายคนแรก คนเดียวในโลก ที่เห็นว่าสถานภาพโสด น่ารักษาไว้ให้ยืนยาวเท่าที่จะนานได้

แต่การที่เขายังไม่แต่งงาน ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะไร้ไว้ปลดปล่อยอารมณ์ความต้องการ เขาเป็นผู้ชายธรรมดาๆคนหนึ่ง บางเวลา ก็จำต้องพักผ่อนหย่อนใจบ้าง ด้วยสุรา นารี และกีฬาบัตร ประสาคนหนุ่ม เพียงแต่เขาไม่หมกมุ่น นานๆ จะมีสักครั้ง

ใครๆ ก็บอกว่า เขาเหมือนบิดาทั้งรูปลักษณ์ และอุปนิสัย ตรงที่ชอบอยู่เงียบๆ ชอบความเป็นส่วนตัว หลังหมดภารกิจการงานประจำวัน เขาไม่ชอบออกงานสังคม เลี่ยงได้จะเลี่ยง ผิดกับมารดาของเขา ที่โปรดปราณการได้แต่งตัวสวย สวมเครื่องประดับบ่งบอกฐานะไปร่วมสังสรรค์ต่างๆ ไม่เว้นแต่ละวัน

เขารักมารดา แต่ก็จำต้องยอมรับว่า รสนิยมการใช้ชีวิต รวมไปถึงทัศนคติในการมองโลก มองคน ต่างกันจนแทบจะพูดได้ว่าอยู่คนละขั้ว

มารดาของเขาเป็นคนถือตัว เข้าขั้นเย่อหยิ่ง โดยเฉพาะกับบุคคลที่เห็นว่าต่ำต้อยกว่าในด้านฐานะ ศักดิ์ตระกูล คุณชดช้อยแทบจะแลไม่เห็นหัวนั่นเลย

“พี่เทพ”

“อะไรอีกล่ะ”

“พรุ่งนี้ว่างหรือเปล่าคะ”

“ไม่ว่าง” ตอบโดยไม่พักคิด สายตาไม่ละจากถนน

“พี่เทพนะ” อนัญญาพรทำเสียงงอน

“จะไม่คิดสักนิดเลยหรือคะ ก่อนตอบ”

“ทำไมต้องคิด? พรุ่งนี้พี่มีสอนทั้งวัน”

“ใจคอพี่เทพจะหายใจเป็นงานตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเลยหรือไง” เด็กสาวทำเสียงขัดอกขัดใจ

“ไม่ถึงหรอก พี่ก็ต้องกันเวลาไว้พักผ่อนหย่อนใจบ้างสิ ขืนทำแต่งานตลอดยี่สิบชั่วโมงต่อวันก็ตายกันพอดี”

“หย่อนใจด้วยการออกต่างจังหวัดกับเพื่อนอีกโขยง ไปตกปลาจับกบกันน่ะหรือคะ?”

“แค่ตกปลา ยังไม่เคยจับกบสักที หมายถึงกบจริงๆ นะ ไม่ใช่สำนวนเวลาหกล้ม”

“ถึงงั้นก็เถอะ นัญไม่เห็นชอบ”

สาวน้อยย่นจมูก

“ก็ดีแล้วที่ไม่ชอบ”

“สู้ชอปปิ้งก็ไม่ได้”

“ก็แค่นั้นแหละ ผู้หญิง”

กังวานเสียงชายหนุ่มไม่เชิงดูถูก ฟังขบขันมากกว่า

“ไม่แค่นั้นจะให้แค่ไหนละคะ หรือพี่เทพคิดว่านัญควรทำอะไรได้ดีกว่านี้”

“ตั้งใจเรียนให้จบเร็วๆ จะได้ออกมาช่วยคุณอาทำงาน นั่นน่ะ ทำได้จะดีมาก”

อนัญญาพรย่นจมูกที่คิดว่าจะทำให้ตัวเองสวย น่ารัก ชวนมองยิ่งขึ้น

“จ้างให้ นัญก็ไม่ทำงานที่บริษัทคุณพ่อเป็นอันขาด”

“ทำไมล่ะ”

“ไม่ทำไม แค่ไม่อยากทำ ก็ไม่ทำ ใครจะมาบังคับ”

“รู้แล้วว่าเราน่ะไม่มีใครบังคับได้ แต่เรื่องงานบริษัท พี่เห็นว่าควรเรียนรู้ไว้บ้างก็ดี อย่าลืมสิ พ่อแม่เรา มีเราเท่านั้นนะ”

“ช่าง! ไม่เห็นจะสน พี่เทพแน่ะ เข้าไปช่วยคุณพ่อแทนนัญสิ”

“ไม่ไหว แค่งานสอนหนังสือที่ทำอยู่ทุกวันนี้ พี่ก็จะแย่อยู่แล้ว”

“ทำไมพี่เทพไม่คิดจะทำงานบริษัทนะ งานสอนหนังสือน่ะ คุณป้ายังบ่นๆ อยู่เลยว่าไม่เห็นจะทำให้รวยขึ้นมาได้ ไม่รู้ว่าพี่เทพจะขยันไปถึงไหน คุณป้ายังพูดอีกนะคะว่า พี่เทพหาเรื่องใส่ตัว อยู่ดีไม่ว่าดี”

“ช่างพี่เถอะ เราน่ะแหละ มีโอกาสแล้วก็ขยันเรียนเข้า คนเราจนอย่างอื่นได้แต่อย่าจนวิชาความรู้”

“ถึงจะจนวิชาความรู้ นัญก็ไม่เดือดร้อนอะไรนี่ คุณพ่อคุณแม่ออกรวย ใช้ทั้งชาติก็ไม่หมด”

คณเทพไม่แน่ใจว่าควรหมั่นไส้ ในแนวความคิดของญาติผู้น้อง หรือควรเศร้าใจดี

น่าจะเป็นประการหลัง

คิดแล้วให้เสียดาย ที่เด็กคนหนึ่ง ซึ่งควรเป็นอีกหนึ่งอนาคตของชาติมีความคิดเยี่ยงนี้ เนื่องจากการบ่มค่านิยมผิดๆ ในฐานะลูกสาวคนเดียวของครอบครัวมีอันจะกิน และยังเป็นบุตรที่บิดามารดาคิดว่าหมดโอกาสจะมีได้แล้ว พอได้มาอย่างไม่คาดฝัน ขณะวัยมากสมควร อนัญญาพรจึงได้รับการตามใจจนเหลิง

คณเทพนึกถึงลูกศิษย์ของเขาบางคนที่มาจากครอบครัวยากจน แต่พ่อแม่ก็พยายามกัดฟันหาเงินส่งเสียเพื่อให้ลูกได้ร่ำเรียนเพื่อจะได้มีวิชาความรู้

แปลกว่า คนบางคนมีโอกาสดีกว่าคนอื่น กลับไม่คิดจะขวนขวาย

ความคิดหมกมุ่นชั่วขณะของเขา นอกจากทำให้ลืมความเอาใจใส่สภาพถนนหนทาง เท้าข้างที่เหยียบคันเร่งยังเผลอออกแรงกดเพิ่มขึ้น แม้จะเห็นป้ายเตือนแวบๆ ว่าให้ระวังคนข้ามถนนบริเวณทางแยกข้างหน้า

“พี่เทพ!”

ตอน 2

อนัญญาพรร้องกรี๊ด “ระวัง คน!”

เสียงห้ามล้อกลบเสียงร้องของเด็กสาว

“พ... พี่เทพ ตายแล้ว!” เด็กสาวพูดเสียงไม่เป็นส่ำ

คณเทพได้สติ หลังจากนั่งตะลึงตัวแข็งอยู่หลายวินาที เขารีบลงจากรถ ไม่สนใจว่าจะเปียกฝนที่ยังกระหน่ำไม่ขาดสาย

ร่างนอนหมดสติ บนถนนเฉอะแฉะ ถูกเสื้อกันฝนสีเทาคลุมไว้เกือบมิดตัว จนไม่สามารถมองเห็นได้ว่าผู้โชคร้ายอยู่ในวัยใด หรือเพศใด

เขาเข้าไปใกล้ ทันได้ยินเสียงครางเบาก่อนเงียบไปอีก คณเทพใจคอไม่ดี ได้แต่ภาวนาว่าอย่าให้ได้ชื่อว่าเป็นฆาตกรโดยที่เขาไม่ตั้งใจเลย

“พี่เทพ... เป็นไงบ้าง ตายหรือเปล่าน่ะ?”

อนัญญาพรตะโกนถามมาจากในรถ ไม่ยอมลงมาตากฝนกับชายหนุ่ม

“ยังไม่รู้ ได้แต่หวังว่าไม่”

คณเทพตอบก่อนนั่งคุกเข่าลงข้างๆ ร่างไร้สติที่คิดว่าน่าจะเป็นเด็ก เพราะออกจะตัวเล็กบาง

“ไอ้หนู...” เขาลองเรียก

เมื่อยังเงียบจึงตัดสินใจจับพลิกร่างนอนตะแคงแน่นิ่ง

เสื้อคลุมฝนส่วนปกคลุมศีรษะเลื่อนตกไปข้างหลังเผยอให้เห็นหน้าเรียว ขาวซีด

ผู้หญิง!

เขาบอกตัวเอง จังหวะการเต้นหัวใจคล้ายจะโลดขึ้นตุบหนึ่ง

เขาควรจะโทรเรียกรถพยาบาล แต่ก็คิดว่าอาจล่าช้าไม่ทันการณ์ จึงตัดสินใจโน้มกายลงไปใกล้ร่างแน่นิ่งช้อนอุ้มลอยขึ้นสู่วงแขน พาไปวางบนเบาะหลัง หลังจากออกคำสั่งให้ญาติผู้น้อง ซึ่งนั่งเฉย ไม่แสดงความจำนงว่าอยากช่วยแม้แต่นิดเดียว ช่วยเปิดประตูรถ

“พี่เทพ นั่นจะทำอะไร? เราไม่ได้ชนเขาไม่ใช่หรือ? พี่เทพเบรกทันนี่นา แล้วเขาก็ผิดด้วยละที่โผล่พรวดออกมาแบบนั้น แล้วเรื่องอะไรเราต้องไปรับผิดชอบ?”

“พี่ไม่คิดเลยนะว่านัญจะเป็นคนใจร้ายขนาดทนเห็นคนตายไปต่อหน้าต่อตาได้โดยไม่คิดช่วยเหลือ”

สายตาคมสีจัดๆ เหลือบมองแวบหนึ่ง ทำเอาเด็กสาวหน้าแดง แต่ยังแสดงความแล้งน้ำใจต่อ

“ดูสิ เบาะเปื้อนหมดแล้ว”

“เงียบเถอะ นี่รถพี่ ไม่ใช่รถเรา ถ้าพูดแล้วไม่สร้างสรรค์หุบปากไว้จะดีกว่า”

อนัญญาพรค้อนญาติผู้พี่ที่ตนหลงใหลใฝ่ปองตามแรงยุยงของผู้ใหญ่ ขวับใหญ่

“ทำเป็นใจดีมีน้ำใจ ระวังเถ๊อะ จะกลายเป็นคนผิดโดยไม่รู้ตัว!”

สาวไม่เต็มสาวไม่ยอมเงียบ เนื่องจากเกิดความรู้สึกพิลึกๆ ตั้งแต่ได้เห็นหน้าตาผิวพรรณสะสวยสะดุดตาของคนเจ็บที่ยังไม่ได้สติ เห็นชัดว่าอยู่ในวัยหญิงสาว ที่ทำให้คันในหัวใจก็คือ ท่าทีประคับประคองคนเจ็บ ของญาติผู้พี่ กะอีแค่หมดสติ มีเลือดซึมที่ข้างขมับขวาหน่อยเดียว ทำยังกับจะเป็นจะตาย!

“ถ้าจะดวงซวยขนาดนั้นก็ช่างเถอะ” คณเทพโต้ ขับรถเร็วขึ้น แต่ก็เพิ่มความระมัดระวังขึ้นด้วย “ที่พี่นึกไม่ถึงก็คือ ไม่คิดว่านัญจะใจดำถึงเพียงนี้ เห็นคนจะเป็นจะตายตรงหน้ายังมองเฉย”

“ก็มันเรื่องอะไร นัญถึงจะต้องเข้าไปยุ่งด้วยล่ะ?”

“ถามแบบนี้ พี่ก็ไม่รู้ว่าจะตอบยังไง แต่ไม่คิดสักนิดหรือว่า สักวัน นัญอาจไปประสบเคราะห์กรรมข้างถนนแบบนี้เข้าบ้าง”

“นัญนะรึจะมาเพ่นพ่านอยู่ข้างถนนรนแคม แล้วยังเซ่อซ่าวิ่งออกมาให้รถชนเอาแบบนี้ ไม่มีทาง”

มีเสียงหัวเราะขบขันกึ่งเยาะหลังประโยค อย่างมั่นใจตัวเองว่าจะไม่มีวันโชคร้ายเยี่ยงนี้

ความเอ็นดูฉันพี่น้องในใจชายหนุ่ม แทบจะหมดสิ้นไป เมื่อประจักษ์ในความแล้งน้ำใจของสาวน้อย ญาติผู้น้อง แต่ก็พยายามบอกตัวเองว่า เด็ก... พูดประสาเด็ก ไม่รู้จักคิด ถึงว่าจะดูเป็นเด็กแก่แดดอยู่สักหน่อย

“ท่าทางพี่เทพจะห่วงมากนะคะ”

อนัญญาพรพูดต่อด้วยความหมั่นไส้ เนื่องจากเห็นชายหนุ่มคอยมองร่างไร้สติทางกระจกมองหลัง

“ห่วงสิ ในเมื่อพี่เป็นคนทำให้เขาได้รับบาดเจ็บ จะเป็นจะตายก็ยังไม่รู้เลย”

“มันเป็นอุบัติเหตุใช่ว่าพี่เทพตั้งใจซะเมื่อไหร่ล่ะ”

“จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ต่อให้ผู้หญิงคนนี้วิ่งเข้ามาชนรถเอง ในทางมโนธรรมพี่ก็ยังรู้สึกผิดอยู่ดี”

“พี่เทพได้เที่ยวสงสารหมดแหละไม่ว่าหมูหมากาไก่” อนัญญาพรตำหนิ

คณเทพเลิกคิดจะพูดให้สาวน้อยข้างตัวฟังว่า ความมีน้ำใจ ควรมีติดนิสัยของมนุษย์ทุกคน เพื่อโลกนี้จะได้ไม่มีแต่คนเห็นแก่ตัว แก่งแย่งชิงดี จนทำให้สังคมวุ่นวายไปหมดเช่นทุกวันนี้

เขาเหลือบมองเบาะหลังอีก รู้ว่าเส้นทางที่รถกำลังมุ่งหน้าไปนี้ อีกไกลกว่าจะถึงโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่สุด

ด้วยเหตุนี้ พอมองเห็นรั้วเป็นเงาๆ เบื้องหน้าจึงลดความเร็ว หยุดรถ เมื่อถึงประตูรั้วเหล็กทึบสีน้ำตาล รีบลงไปเปิดประตูก่อนจะกลับมาขึ้นรถและขับเข้าไปตามถนนโรยกรวด ดับเครื่องเมื่อถึงตัวบ้านทรงไทยหลังใหญ่สองชั้น

“อะไรกันคะ พี่เทพ?”

อนัญญาพรโวยวาย เมื่อชายหนุ่มรีบก้าวลงจากรถมาเปิดประตูหลัง จากนั้นก้มลงช้อนร่างที่ยังไม่คืนสติพาเดินลิ่วเข้าบ้าน

“พี่เทพคงไม่...”

อนัญญาพรตามติดญาติผู้พี่

“เงียบเถอะน่า อย่าเอะอะนักเลยเราน่ะ” คณเทพเอ็ดเสียงห้วน หันไปสั่งสาวใช้ที่โผล่เข้ามาได้จังหวะ

“สาย ช่วยโทรตามคุณหมอชัชนันท์ให้ที บอกให้มาที่นี่ด่วนเลยนะ เรียนคุณหมอว่าฉันขับรถชนคน ยังไม่ฟื้นเลย คนเจ็บอยู่ที่บ้าน เพราะเห็นว่าใกล้กว่าโรงพยาบาล”

เขานำร่างในวงแขนไปวางลงบนโซฟายาว ถอดเสื้อกันฝนรุ่มร่ามออกให้ ตัวเองรีบขึ้นไปผลัดเปลี่ยนเครื่องแต่งกายที่เปียก พอเรียบร้อยก็รีบกลับลงมาเฝ้าคนเจ็บ

ตอน 3

คณเทพไม่ใส่ใจญาติผู้น้อง แม้จะถูกมองค้อนด้วยความไม่ชอบใจหลายครั้ง คงนั่งเฝ้าร่างไร้สติ ตาจับอยู่ที่ใบหน้าเพรียวคมที่ดูขาวซีดแทบจะไม่ละสายตา

เขาบอกไม่ถูกว่าเหตุใดจึงปรารถนาที่จะได้เห็นดวงตาที่ยังปิดสนิท มองเห็นแพขนตาดำงอนเป็นแผง ลืมขึ้นมามองตอบ

พูดจริงๆ เขารู้จักผู้หญิงสวยมามาก ระดับนางงามก็เคยวิสาสะเป็นหลายคน แต่ใจเขาก็ไม่เคยเลยที่จะสั่นหวั่นไหวไปจนเขาเองรู้สึกเยี่ยงขณะกำลังมองหน้าขาวซีดของหญิงสาวที่ยังไม่ได้สติ

“กลับมากันแล้วหรือ”

มีเสียงถาม เขาไม่ทันหันไปตอบ เสียงเดิมก็เอะอะมาเสียก่อน

“เอ๊ะ! นั่นใครเป็นอะไร?”

คณเทพเปิดปากแต่พูดไม่ทันญาติผู้น้องที่รีบจีบปากฟ้อง

“พี่เทพขับรถชนคนค่ะ คุณป้า ความจริงก็ไม่ทันชน แค่เฉี่ยวๆ เอาเท่านั้น แต่พี่เทพนะสิคะ ทำเป็นผู้ใจบุญ ต้องรับผิดชอบ”

“ตายแล้ว!”

คุณชดช้อยปราดเข้ามาข้างลูกชาย ตกใจจนไม่ทันฟังประโยคหลังๆ ของหลานสาว

“ทำไมเทพไม่พาส่งโรงพยาบาลล่ะลูก?”

“มาบ้านใกล้กว่าครับ โรงพยาบาลอยู่ไกลเกินไป ผมไม่อยากให้กระเทือนมาก อันที่จริง ตามหลักแล้วเราไม่ควรเคลื่อนย้ายคนเจ็บด้วยซ้ำ แต่จะปล่อยให้นอนตากฝนอยู่อย่างนั้น รอรถพยาบาลมาก็ไม่ได้”

“ให้ใครโทรตามหมอหรือยัง?”

“โทรแล้วครับ... ดูเหมือนจะมานั่นแล้ว”

ชายหนุ่มร่างสูงเพรียว ผิวขาวจัด เดินหิ้วล่วมยาเข้าประตูมา

“คนเจ็บเป็นยังไงบ้าง รู้สึกตัวบ้างหรือยัง?” นายแพทย์หนุ่มถาม

“ยังเลย” คณเทพตอบ

นายแพทย์ชัชนันท์จัดแจงตรวจคนไข้อย่างละเอียด ตั้งคำถามเพื่อวินิจฉัยเป็นระยะ

“นานแค่ไหนแล้ว นับแต่ถูกชน”

“ราวๆ สิบนาทีได้ เป็นไงบ้างวะ?”

เสียงครางเบาๆ มาจากคนเจ็บ แทรกขึ้น

“ดูเหมือนจะรู้สึกตัวแล้วละ” คุณชดช้อยพูด

“เฮ้อ...โล่งใจไปที ทีนี้ยังไงล่ะ พาไปโรงพยาบาลไม่ดีกว่าหรือลูก?”

“ให้นายชัชตรวจดูก่อนดีกว่าครับ”

นายแพทย์หนุ่มจับตาที่ลำขาเรียว เมื่อคนเจ็บที่เพิ่งฟื้นคืนสติ เลื่อนมือปราดลงไปแตะข้อเท้าของตน

“เจ็บที่นั่นหรือครับ” เขาถาม

นิ้วขาวเรียวละมุนแทบจะไม่ปรากฏรอยแตกบริเวณข้อนิ้ว ลักษณะเป็นมือศิลปินโดยแท้ ชะงัก เหลือบตามองผู้คนรอบตัวงงๆ

“ญ... ฉัน... ฉันเป็นอะไรคะ?” ดวงตาดำคมคู่ใหญ่แลปราดไปทั่ว

“ที่นี่ที่ไหนคะ? ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?”

“คุณจำอะไรไม่ได้เลยหรือ?”

เสียงถามของชายหนุ่มคู่กรณีเป็นไปอย่างอ่อนโยน แล้วก็แปลกเอามากๆ ที่เขารู้สึกวาบลึกในอก ทันทีที่ดวงดำโตในกรอบตาเรียวกว้างเหลือบปราดมาสบตาเข้า

“ฉัน... ถูกรถชน ใช่ไหมคะ?”

ร่างบางลุกพรวดแล้วก็ครางโอย

“อูย....”

“มีอะไรแตกหักหรือเปล่า พ่อชัช”

คุณชดช้อยสีหน้ากังวล กลัวว่าหากคนเจ็บอาการหนักมากเท่าใด ลูกชายจะต้องรับผิดชอบมากเท่านั้น ซึ่งคุณชดช้อยไม่ชอบใจเอาเลย

“ไม่หักหรอกครับ แค่ข้อเท้าแพลง”

“แปลว่าฉันจะเดินไม่ได้อย่างนั้นหรือคะ?” คนเจ็บถามเสียงสูง

“ก็แค่ชั่วคราวเท่านั้นครับ” หมอตอบใจเย็น

“ไม่ได้นะคะ! ถึงจะแค่ชั่วคราวก็ไม่ได้นะ ฉันต้องรีบไป... โอย! อูย!”

เสียงโอดครวญดังขึ้น บอกความเจ็บปวด เพียงเจ้าตัวขยับเท้าและขาท่อนล่าง

“ผมว่าคุณนอนเฉยๆ ดีกว่าครับ” นายแพทย์หนุ่มสั่งแกมขอร้อง

“ฉันจะมานอนเฉยได้ยังไง คุณหมอไม่เข้าใจ ว่าแต่ใครกันนะที่ทำให้ฉันต้องมาเป็นแบบนี้?”

อีกครั้งที่ดวงตาดำใหญ่กวาดไปรอบๆ

“ผมเอง ต้องขอโทษเธอ... เอ้อ คุณด้วย” คณเทพยอมรับผิด

“คุณคงขับรถโดยประมาทใช่ไหมล่ะ ไม่อย่างนั้นคงไม่ชนฉันหรอก บ้าที่สุด! ฉันเลยต้องมารับกรรมเพราะคนบ้าๆ สักแต่ว่ามีรถขับแท้ๆ”

ตาดำใหญ่ขณะสบตาคมสีน้ำตาลจัดๆ เป็นประกายวับ

“ผม...”

คู่กรณีพูดไม่ออก แต่มารดาของเขาโต้แทนทันที

“เอ๊อ เธอนี่! จะเอายังไง ลูกฉันผิด เค้าก็ยอมรับผิด อุตส่าห์หอบหิ้วมาบ้าน ตามหมอมาดูแลเป็นอย่างดี ยังจะมาพูดท่านั้นท่านี้ เป็นคนอื่น คงชนแล้วหนีไปไกลแล้ว”

“ไม่ใช่ความผิดของพี่เทพนะคะ คุณป้าขา”

อนัญญาพรส่งเสียงสนับสนุน มองหญิงสาวอย่างไม่เป็นมิตร ยิ่งเห็นสายตาญาติหนุ่มผู้พี่มองคนเจ็บ ก็ยิ่งหงุดหงิด

“พี่เทพขับรถระมัดระวังจะตาย แล้วรถพี่เทพก็ไม่ได้ชนซะหน่อย แค่เฉี่ยวเอาหน่อยเดียวเท่านั้นแหละค่ะ แม่คนนี้นะสิคะ จู่ๆ ก็โผล่พรวดพราดออกมาให้รถชน อาจจะหวังเรียกร้องค่าเสียหายอย่างที่เคยมีข่าวก็ได้นะคะคุณป้าขา”

“เอ๊ะ! เอ๊ะ! ถ้าเป็นอย่างนั้น ลูกชายฉันก็ไม่ผิดล่ะสิ”

คุณชดช้อยหันไปทางบุตรชาย

“ที่น้องพูดก็อาจจะจริงนะพ่อเทพ ผู้หญิงคนนี้อาจเป็นพวกสิบแปดมงกุฎ แกล้งให้รถเฉี่ยวแล้วเรียกค่าทำขวัญแพงๆ ก็ได้”

ตาดำคู่ใหญ่เป็นประกายวาววับ ใบหน้าซีดๆ เปลี่ยนเป็นแดงก่ำไปทั้งหน้า

“คุณน๊าย!”

เสียงเรียกผู้สูงวัยกว่า แม้จะยังมีแววสัมมาคารวะตามควร แต่ก็ฟังว่าเอาเรื่อง

“จะกล่าวหาใครก็ให้แน่ใจเสียก่อนนะคะ ระวังจะโดนข้อหาหมิ่นประมาท และก็ขอบอกให้รู้เอาไว้ด้วยว่า ถึงฉันจะ เอ้อ... เป็นคนธรรมดาๆ หาเช้ากินค่ำในสายตาคุณนาย ก็ไม่เคยประพฤตตัวเยี่ยงโจร”

“ใครว่าฉันกล่าวหา ก็พฤติกรรมหล่อนมันน่าสงสัยน้อยอยู่รึ?”

คุณชดช้อยทำหน้าดูถูกประกอบน้ำเสียง

คนเจ็บอ้าปาก แต่ไม่ทันกล่าวใดๆ เสียงมีกังวานทุ้มนุ่มของคู่กรณีโดยตรง ก็ขัดขึ้นเสียก่อน

“อย่าเถียงกันเลยครับ เอาเป็นว่าผมยอมรับผิด ยินดีรับผิดชอบทุกอย่างละกัน”

“ไม่ได้นะ ตาเทพ!”

“ไม่ได้นะคะ พี่เทพ!”

สองเสียงร้องขึ้นพร้อมกัน

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED