“ฉันสอนเท่าไรก็ไม่เชื่อฟังค่ะ ดื้อเงียบ ไม่ยอมสุงสิงกับใคร แถมยังชอบแกล้งน้อง คอยกลั่นแกล้งน้องอยู่เรื่อย ทุกคนในบ้านก็เห็น”
“คุณก็จัดการให้เรียบร้อยสิ คุณก็เป็นแม่นะ ผมให้อำนาจการจัดการแก่คุณแล้ว” อุดมพูดปัดเพราะเหนื่อยกับงาน นั่นเท่ากับการมอบอำนาจให้ภรรยาใหม่จัดการทุกอย่างในบ้าน รวมถึงเรื่องเงินและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของสมาชิกในบ้านด้วย
เธอกลายเป็นคนใจร้าย ไม่เคารพแม่เลี้ยง และชอบรังแกน้องสาว เพื่อน ๆ ของดารากานต์ต่างเข้าใจเช่นนั้น รวมถึงเพื่อน ๆ คุณหญิงคุณนายทั้งหลายของศิรินทิพย์ก็เข้าใจเช่นนั้นไปด้วย
ยามค่ำคืนมาถึง เมื่อความเงียบเข้าปกคลุม ดารินแอบร้องไห้อยู่บนเตียงเล็กๆ ของตัวเอง ถึงชีวิตจะมืดมนเพียงใด เธอยังมีสิ่งหนึ่งที่เธอยึดเอาไว้ คือการตั้งใจเรียน
ทุกคืนหลังเสร็จงานบ้าน เธอจะนั่งอ่านหนังสือจนดึก เธอรู้ดีว่าไม่มีใครส่งเสียให้เรียนต่อ ถ้าอยากไปต่อให้ได้ เธอต้องพึ่งตัวเอง
เมื่อมหาวิทยาลัยประกาศรับสมัครสอบชิงทุน ดารินตั้งใจอย่างเต็มที่ เธออ่านหนังสือทุกวัน ตั้งใจอย่างแน่วแน่ เพื่อสอบให้ได้
ในวันที่ประกาศผล เธอแทบไม่เชื่อสายตา ชื่อของเธออยู่ในรายชื่อผู้ได้รับทุนเต็มจำนวนจนจบปริญญาตรี
เธอน้ำตาซึมอยู่หน้าบอร์ดประกาศ ในหัวมีเพียงเสียงของแม่ที่เคยพูดไว้ตอนเด็ก
2
“ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ขอให้ใจสู้เข้าไว้ แล้วทุกอย่างจะประสบความสำเร็จ”
ในขณะที่ใครหลายคนมีครอบครัวคอยซับเหงื่อให้ เธอกลับมีเพียงความอดทนเป็นเพื่อน เธอเก็บจดหมายทุนไว้แนบอกแน่น แล้วเดินกลับบ้านเงียบ ๆ ด้วยความหวัง
หลังจากนั้นดารินก็ตั้งใจเรียน เป้าหมายคือไม่ใช่แค่เรียนให้จบ แต่เธอต้องเรียนให้เก่งด้วย เพื่ออนาคตจะได้มีบริษัทดีๆ รับเข้าทำงาน และออกไปจากบ้านหลังนี้สักที
ชีวิตในมหาวิทยาลัยคือช่วงเวลาที่ดารินคิดว่าตัวเองจะได้หายใจอย่างอิสระที่สุด หลังจากต้องอยู่ภายใต้เงาของศิรินทิพย์และดารกานต์มาหลายปี
เธอทุ่มเทกับการเรียนอย่างหนัก รักษาเกรดเฉลี่ยเอาไว้ จนได้ทุนอย่างต่อเนื่อง ปีสุดท้ายของมหาวิทยาลัย ดารินได้รู้จักกับหมอภีม รุ่นพี่ในมหาวิทยาลัยเดียวกัน ตอนนั้นเขาเพิ่งจบและทำงานเป็นแพทย์ประจำบ้าน เขาอบอุ่น สุภาพ และมักคอยช่วยเหลือเธออยู่เสมอ
สำหรับดาริน เขาคือ “แสง” ที่เข้ามาในชีวิตที่มืดมน
ทุกครั้งที่หมอภีมมารับหลังเลิกเรียน ดารกานต์มักจะโผล่มาด้วยรอยยิ้มใสซื่อ
“พี่ภีมขา ขอดาราติดรถไปด้วยได้ไหมคะ” เสียงหวานและแววตาออดอ้อน เชื่อมใจคนฟังได้เสมอ ภีมเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นน้องสาว จึงไม่เคยปฏิเสธเลยสักครั้ง
ดารินไม่อยากขัดใจ เพราะคิดว่าเธอกับดารกานต์ก็คือพี่น้อง แต่ไม่นานนัก เธอก็เริ่มสังเกตสายตาของภีมที่มองน้องสาวต่างไปจากเดิม
วันหนึ่ง ดารินได้ยินเพื่อนพูดแว่ว ๆ ในโรงอาหาร
“เห็นหมอภีมไปกินข้าวกับดาราหลายครั้งแล้ว สองคนนี่ไม่ธรรมดาแล้วล่ะ”
“ไหนว่าหมอภีมจีบดารินคนเป็นพี่ไง”
“น่าจะอยากจีบน้องเลยเข้าทางพี่มากกว่า ตอนนี้หมอภีมสนใจแต่ดารานะ ไม่เห็นสนใจดารินเลย”
หัวใจเธอเหมือนถูกบีบแน่น แต่ยังพยายามไม่เชื่อ จนกระทั่งวันนั้น วันที่เธอตามไปหาภีมที่โรงพยาบาล และเห็นภาพเขากับดารากานต์นั่งอยู่ด้วยกันที่มุมห้องกาแฟและเห็นพวกเขาอยู่ด้วยกันตลอด ไปไหนมาไหนด้วยกัน คบหากันอย่างเปิดเผยและประกาศความสัมพันธ์ว่าคบหากันเป็นแฟน
ดารินช็อกที่ได้รับรู้ เธอจึงดักรอเขาเพื่อเอ่ยถามความจริง
“พี่หมอคะ รินขอคุยด้วยหน่อยสิคะ”
“ได้สิ” ภีมตอบเสียงสุภาพแต่ท่าทีห่างเหิน
“พี่หมอคบกับดาราเหรอคะ”
“ใช่” เขาตอบโดยไม่ลังเล
“แล้วเรื่องของเราล่ะคะ”
“เรื่องของเราไม่เคยมีอะไรนะ พี่ก็แค่เอ็นดูเธอเหมือนน้องสาว เธอเองก็ไม่ควรรังแกหรือทำร้ายดาราอีก”
“รังแกเหรอคะ” ดารินเอ่ยถามเสียงขื่น ภีมคืออีกคนที่เข้าใจว่าเธอเป็นคนที่ชอบรังแกน้องสาวตัวเองอย่างนั้นเหรอ
“ใคร ๆ เขาก็รู้ว่าเธอเลวร้ายชอบรังแกน้องสาว เมื่อก่อนพี่คิดว่าเธอใสซื่อไร้เดียงสา เพราะเธอสร้างภาพ แต่ตอนนี้พี่ตาสว่างแล้ว”
“พี่ภีมคิดว่ารินเป็นคนเลวร้ายแบบนั้นจริงๆ เหรอคะ”
“คนเราน่ะ รู้หน้าไม่รู้ใจ ทำเป็นใสซื่อที่แท้ก็มั่ว”
“มั่ว มั่วอะไรคะ”
“อย่าคิดว่าพี่ไม่เห็นว่าเธอขึ้นรถไปกับผู้ชายหลายคน ดารากับคุณน้าทิพย์เล่าให้ฟังหมดแล้วว่าเธอทำตัวเหลวแหลกเพียงใด คุยกันก็ดี วันนี้พี่ขอร้องอย่าให้เธอมายุ่งกับพี่อีก พี่รังเกียจผู้หญิงเลวร้ายแล้วก็มั่วผู้ชายแบบเธอเต็มกลืน” เขาพูดจบก็เดินจากไป ปล่อยให้ดารินยืนช็อกอยู่ตรงนั้น เขาไปรู้อะไรมา ทำไมถึงได้พูดจารุนแรงขนาดนี้
ช่างเถอะ! ในเมื่อเขาเข้าใจแบบนั้น เธอก็ควรตัดใจซะ ชีวิตต้องยืนหยัดต่อไป
เสียงประกาศชื่อบัณฑิตดังต่อเนื่องกลางลานกว้างของมหาวิทยาลัย ดอกไม้สีสดและลูกโป่งรูปหัวใจเต็มไปทั่วบริเวณ ผู้ปกครองยิ้มทั้งน้ำตา มอบช่อดอกไม้ให้ลูกหลานด้วยความภาคภูมิใจ
แต่ในมุมหนึ่งที่ไม่มีใครสังเกตเห็น ดารินยืนอยู่เงียบ ๆ กับช่อดอกไม้เล็ก ๆ ที่เธอซื้อมอบให้ตัวเองในวันสำเร็จการศึกษา
วูบหนึ่งเธอยังหวังให้บิดาไปงานรับปริญญาของเธอ อยากให้ท่านเห็นความสำเร็จของเธอ แต่ท่านก็ไม่มา เธออุตส่าห์เอาเอกสารวันที่สำเร็จการศึกษาและวันรับปริญญาบัตรไปวางไว้บนโต๊ะ แต่สิ่งที่ได้กลับคืนมากลับว่างเปล่า ท่านคงเห็นแล้วและโยนทิ้งถังขยะไปแล้วแน่ ๆ เธอวางเด่นขนาดนั้นจะไม่เห็นได้ยังไงกัน
เธอสวมชุดครุยเรียบร้อย ผมถักเปียเรียบหอมกลิ่นแชมพูจาง ๆ สายตาของเธอมองผู้คนที่มีครอบครัวอยู่รายล้อม ทุกคนต่างหัวเราะ ยิ้มกว้าง ถ่ายรูปกันไม่ขาดสาย แต่สำหรับเธอ วันนี้ไม่มีใครเลยสักคน
ไม่มีบิดา ไม่มีมารดา ไม่มีน้องชาย ไม่มีแม้แต่เพื่อนที่รัก คนสมัยนี้คบกันแค่เงิน เธอเป็นแค่นักเรียนทุนจน ๆ ที่ไม่มีใครเหลียวแลหรืออยากคบหาด้วย
เมื่อเรียนจบถึงเพิ่งรู้ว่าน้องสาวไฮโซของเธอบอกทุกคนว่าเธอคือลูกคนใช้ในบ้าน ปีนขึ้นไปบนเตียงบิดาจนได้กลายเป็นลูกอีกคน เลยกลายเป็นพี่สาวนอกสมรส บิดาแค่ให้ใช้นามสกุลก็บุญหัวแค่ไหนแล้ว ไม่แปลกที่ภีมจะรังเกียจเธอ ทั้ง ๆ ที่เรื่องทุกอย่างไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย แต่เธอก็คร้านที่จะอธิบายให้ใครฟัง ใครอยากจะเชื่อยังไงก็เรื่องของเขา อธิบายไปก็เปล่าประโยชน์ คนทั้งโลกเชื่อเช่นนั้น เธอคงต้องอธิบายจนปากเปียกปากแฉะ ไม่เป็นอันทำอะไร ช่างมัน ความจริงก็คือความจริง เธอรู้อยู่แก่ใจ
ลมอ่อนพัดผ่านใบหน้า ดารินสูดหายใจลึก ๆ พยายามบังคับรอยยิ้มให้คงอยู่ แม้หัวใจจะหนักเหมือนมีหินทับ เธอพูดกับตัวเองเบา ๆ
“อย่างน้อย เราก็ทำได้แล้วนะ”
เธอเดินออกจากบริเวณงาน เพราะไม่มีเหตุผลให้เธออยู่ต่ออีก
แต่จังหวะที่กำลังเดินเลี้ยวตรงทางริมสวนก็ชนกับร่างสูงของใครบางคนเข้าอย่างจังจนของในมือหลุดร่วง
“ขอโทษค่ะ!” ดารินรีบก้มเก็บเอกสาร
“ไม่เป็นไรครับ ผมต่างหากที่เดินไม่ดูทาง” เสียงทุ้มอบอุ่นดังขึ้นเหนือศีรษะ
เธอเงยหน้าขึ้นช้า ๆ แล้วต้องชะงัก ชายในชุดเครื่องแบบทหารเต็มยศยืนอยู่ตรงหน้า เขาสูงใหญ่ในท่วงท่าสง่างาม ดวงตาคมลึกใต้หมวกปีกขาวกำลังมองมาด้วยแววสุภาพและอบอุ่น
“ขอโทษจริง ๆ ค่ะ” เธอก้มศีรษะอีกครั้ง ก่อนจะรีบก้มลงเก็บแฟ้มในมือ
ชายคนนั้นยิ้มบาง ๆ แล้วก้มลงช่วยเก็บเอกสารให้
“ไม่เป็นไรครับ ผมเองก็ต้องขอโทษเหมือนกัน”
เธอชะงัก เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ แต่เต็มไปด้วยความจริงใจ จนหัวใจเธอสั่นไหวอย่างไม่ทราบสาเหตุ
“ขอบคุณค่ะ ฉันขอตัวก่อนนะคะ”
เธอรับแฟ้มคืน ก่อนเดินจากไปอย่างสุภาพ แต่แววตาของเขายังคงมองตามอย่างไม่อาจละสายตาได้
เธอไม่รู้เลยว่าผู้ชายคนนั้นคือ ระฟ้า ธันวากุล นายทหารหนุ่มผู้เป็นว่าที่คู่หมั้นของเธอตามข้อตกลงระหว่างสองตระกูล ที่เธอไม่เคยได้รับรู้แม้แต่น้อย เพราะน้องสาวได้แย่งคู่หมั้นคนนี้ไปเสียแล้ว
และเขาเองก็ไม่รู้ว่า หญิงสาวในชุดครุยที่เดินชนเมื่อครู่ คือผู้หญิงที่ถูกกำหนดไว้ให้เป็นคู่ชีวิตของเขาตั้งแต่แรก
ระฟ้ามองตามแผ่นหลังบางที่เดินลับหายไปในฝูงคน สีหน้าของเขาเปลี่ยนจากประหลาดใจเป็นความสนใจลึก ๆ อย่างไม่เข้าใจตัวเอง
“ผู้หญิงคนนั้น” เขาพึมพำเบา ๆ
แต่เสียงเรียกดังขึ้นจากด้านหลัง
“พี่ใหญ่! น้องอยู่ทางนี้ค่ะ!” รุ้งฟ้าเรียกพี่ชายเสียงใส นั่นทำให้เขาต้องหันไปสนใจน้องสาวแทน
เสียงเครื่องบินทหารก้องกังวานเหนือฟ้า เมฆหนาทึบบดบังแสงอาทิตย์ยามบ่ายขณะเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนของกองทัพเคลื่อนผ่านแนวเขตชายแดนไทยและประเทศเพื่อนบ้าน เสียงคลื่นลมแรงปะทะตัวเครื่องจนสั่นสะเทือน
3
พันตรีระฟ้า ธันวากุล ในเครื่องแบบพร้อมออกรบ แววตาแน่วแน่ เขาคือหนึ่งในหน่วยรบพิเศษ หน่วยรบที่ถูกฝึกมาอย่างเข้มงวดที่สุดในกองทัพ ทั้งการจู่โจม การรบประชิดตัว การเอาชีวิตรอดในทุกสภาพพื้นที่
ภารกิจครั้งนี้เป็นการสกัดกั้นขบวนลักลอบขนยาที่ชายแดนเหนือ หน่วยของเขาได้รับคำสั่งให้เข้าปฏิบัติการกลางดึกในพื้นที่ภูเขาสูงชัน ฝนตกหนัก และอากาศหนาวเหน็บจนหายใจแทบไม่ออก
“หน่วยหนึ่ง รายงานสถานการณ์” เสียงวิทยุแทรกขึ้นมาในหูฟัง
“พบนักค้าประมาณหกคน กำลังลำเลียงของ” เสียงตอบจากลูกทีมดังกลับมา
“ทุกหน่วยเตรียมเข้าประชิด เป้าหมายอยู่ห่างไม่ถึงหนึ่งร้อยเมตร” ระฟ้าพูดเสียงเรียบแต่มั่นคง
เสียงฝีเท้าแผ่วเบาในโคลน เสียงหายใจของลูกทีมถูกควบคุมอย่างมีวินัย ทุกอย่างเป็นไปตามแผน
“ระวัง!” ระฟ้าตะโกนสั่งก่อนจะผลักลูกทีมหลบหลังโขดหิน เขาตอบโต้อย่างแม่นยำ แต่ใน
วินาทีนั้นเขาเข้าช่วยเหลือลูกน้องจนได้รับบาดเจ็บแทน
เลือดไหลซึมเปื้อนเครื่องแบบ เขายังฝืนลุกขึ้น คุ้มกันให้ลูกทีม จนแนวข้าศึกแตกพ่าย แต่ร่างกายกลับอ่อนแรงลงเรื่อย ๆ เสียงระเบิดแว่วมาไกล ๆ ก่อนสติจะดับวูบไปในความมืดมิด
หลายชั่วโมงต่อมา เฮลิคอปเตอร์พยาบาลทหารบินกลับเข้าสู่ฐาน เสียงเจ้าหน้าที่เร่งตะโกนเรียกหมอสนามดังระงม
“คนเจ็บรายนี้ ถูกกระแทกอย่างแรง มีแผลทะลุชายโครง! สัญญาณชีพต่ำมาก!”
เมื่อถูกส่งถึงโรงพยาบาลทหารกลางกรุง แพทย์ใช้เวลาหลายชั่วโมงในการผ่าตัดช่วยชีวิต ระฟ้ารอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์ แต่ไม่รู้สึกตัวอีกเลย