ไร่พงษ์พิทักษ์
เชียงใหม่
“คุณพิมริสาใช่มั้ยครับ”
ลุงชมคนขับรถของไร่พงษ์พิทักษ์เปิดดูรูปที่ทินกรส่งมาให้เขาเพื่อทีจะมารับหญิงสาวได้ถูกคนเขายืนมองหญิงสาวอยู่ครู่หนึ่งเมื่อเห็นว่าน่าจะเป็นคนเดียวกันเขาจึงเดินเข้ามาทักเธอ
“อ๋อ...ใช่ค่ะ”
พิมริสารู้ว่าคนจากจะมารับเธอที่สนามบินและลุงผู้ชายคนตรงหน้าเธอก็น่าจะเป็นคนจากไร่เพราะเรียกชื่อเธอได้ถูก
“ผมลุงชมมารับคุณไปที่ไร่พงษ์พิทักษ์น่ะครับ”
“สวัสดีค่ะลุงชม”
พิมริสาเห็นว่าลุงชมเป็นคนของไรเธอจึงสวัสดีเขาตามมารยาทเพราะลุงชมแก่กว่าเธอ
“ไม่ต้องไหว้ผมหรอกครับคุณพิม”
ลุงชมเองถึงกับทำตัวไม่ถูกที่หญิงสาวมาไหว้เขาเพราะอีกหน่อยหญิงสาวก็คงจะเป็นแม่เลี้ยงของไร่เท่ากับเป็นนายของเขาอันที่จริงเขาต้องไหว้หญิงสาวมากกว่า
“ลุงชมเป็นผู้ใหญ่พิมต้องไหว้สิคะถึงจะถูก”
พิมริสาเองถึงกับทำหน้างงว่าที่เธอไหว้ลุงชมมันผิดตรงไหน
“แล้วแต่คุณพิมเลยครับ”
ลุงชมได้รับหน้าที่มารับหญิงสาวเมื่อรู้ว่าใช่คนเดียวกันเขาจึงรีบยกกระเป๋าของหญิงสาวแล้วเดินนำเธอมาที่รถทันทีเพราะนี่มันก็ใกล้ที่จะค่ำมากแล้วมัวยืนเถียงกันเรื่องรับไหว้ก็คงจะมืดพอดี
“อืม..ลุงชมคะอีกนานมั้ยคะกว่าจะถึงบ้าน”
พิมริสาเห็นป้ายใหญ่ๆบอกทางมาที่ไร่ตั้งแต่ปากทางเข้าเธอคิดว่ามันน่าจะถึงแล้วแต่นี่ลุงชมขับรถมาได้สักพักเธอยังไม่เห็นวี่แววว่ามันจะมีบ้านสักหลังเดียวเลยมีแต่คอกวัว..ฟาร์มแกะและก็คอกม้าหลายแห่งอยู่เหมือนกันมันทำให้เธอเพลินตาอยู่ไม่น้อยแต่ก็อดถามไม่ได้จริงๆว่าเมื่อไรจะถึงเพราะฟ้ามันก็เริ่มจะมืดลงแล้วด้วย
“ฮ่าๆๆ...ใครมาที่นี่ครั้งแรกก็ต้องถามอย่างนี้กันทุกคนครับคุณพิม..อีกประมาณสิบกิโลครับกว่าจะถึง”
ลุงชมถึงกับต้องออกมาเพราะเขาสังเกตุว่าหญิงสาวมองซ้ายมองขวาอยู่นานแล้วอันที่จริงมันก็เป็นเรื่องธรรมดาที่ใครมาบ้านไร่ที่นี่ก็ต้องถามว่าเมื่อไรจะถึงก็เพราะพ่อเลี้ยงที่นี่ค่อนข้างที่จะรักสันโดดเลยปลูกบ้านอยู่ซะไกลห่างผู้คนอยู่มาก
“อ๋อ...ค่ะ”
พิมริสาเองได้ยินคำตอบเธอค่อยสบายใจหน่อยถึงมันจะค่อนข้างอีกไกลแต่เธอก็รู้แล้วว่าจุดหมายอยู่ไกลแค่ไหนตอนนี้เธอก็ขอนั่งรถชมบรรยากาศของไร่ตอนพระอาทิตย์ตกที่นี่หน่อยก็แล้วกันเธอพบว่ายิ่งเข้ามาในไร่ลึกเท่าไรความสวยงามของที่นี่มันยิ่งมากขึ้นเท่านั้นถึงแม้แสงมันจะเริ่มสลัวแล้วก็ตามที่นี่มีทั้งไร่องุ่นไหนจะเป็นไร่สตรอเบอรี่และแปลงผักอีกมากมายจนสุดลูกหูลูกตาเมื่อเธอมองไปมันช่างเป็นภาพที่สวยงามสำหรับเธอมากคงจะสนุกอยู่ไม่น้อยถ้าเธอนั้นมาเที่ยวแต่นี่เธอมาเพราะจุดประสงค์อื่นนี่สิยิ่งคิดใจเธอก็ยิ่งห่อเหี่ยว
“นี่คุณพิมมาคนเดียวหรอครับ...หรือว่าคุณแม่คุณตามมาทีหลัง”
ลุงชมรู้สึกแปลกใจที่คุณหญิงดวงฤดีกล้าปล่อยให้ลูกสาวมาที่นี่เพียงลำพังแถมยังให้นั่งเครื่องมาเองอีกด้วยเขาคิดว่าไม่แน่แม่ของหญิงสาวอาจจะตามมาทีหลังเขาจึงถามเธอขึ้น
“อะ..อ๋อ..พิมมาคนเดียวค่ะ...คุณแม่พิมท่านสุขภาพไม่ค่อยดีท่านเลยมาไม่ไหวค่ะ”
พิมริสาลืมไปเสียสนิทว่าต้องบอกกับคนที่นี่ว่าเธอเป็นลูกแท้ๆของแม่บุญธรรมของเธอหญิงสาวจึงหาข้ออ้างว่าที่แม่ของเธอไม่สามารถมาได้เพราะช่วงนี้ท่านสุขภาพไม่ค่อยดี
“แล้ววันแต่งงานคุณหญิงจะมามั้ยครับผมจะได้บอกแม่บัวให้เตรียมห้องไว้ต้อนรับ”
ลุงชมเองที่ถามหญิงสาวก็เพราะว่าคนเป็นแม่ลูกกันเมื่อถึงวันสำคัญของลูกสาวคนเป็นแม่ก็คงจะต้องมาร่วมแสดงความยินดีถึงแม้การแต่งงานครั้งนี้จะเหมือนคลุมถุงชนไปหน่อยก็เถอะเขาจึงถามเพื่อความแน่ใจจะได้ให้สายบัวภรรยาของเขาที่ทำงานเป็นแม่บ้านที่นี่จัดห้องเอาไว้ให้
“พิมว่าคุณแม่น่าจะมาไม่ได้ค่ะ...”
พิมริสาตอบลุงชมด้วยใบหน้าที่ยิ้มแหยๆพร้อมหลบสายตาเล็กน้อยอันที่จริงหญิงสาวเองไม่ได้อยากโกหกใครเท่าไรแต่มันเป็นความจำเป็นที่เธอต้องทำแบบนี้
“ถึงแล้วครับคุณพิมตามผมมาเลยครับคุณภาครออยู่ด้านในครับ”
“ค่ะ”
พิมริสาลงจากรถได้เธอยืนมองหน้าบ้านที่เป็นบ้านไม้สักทองที่ค่อนข้างใหญ่และตกแต่งทันสมัยถือได้ว่าบ้านหลังนี้เป็นบ้านที่น่าอยู่หลังนึงเลยแต่เธอดูแล้วหลังนี้ถ้าตีมูลค่าก็น่าจะหลายสิบล้านยังไม่นับหลังเล็กที่อยู่ตรงข้างๆกันอีกด้วย
หญิงสาวสูดหายใจเข้าออกลึกๆอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะเข้าไปในบ้านเธอไม่รู้ว่าคนที่นี่จะต้อนรับเธอดีเหมือนกับลุงชมมั้ยแต่เธอเองก็ขอฉีกยิ้มเป็นมิตรกับทุกคนไว้ก่อนก็แล้วกัน
“คุณพิมมาแล้วค่ะคุณภาค”
ป้าสายบัวเป็นภรรยาของลุงชมแล้วก็เป็นแม่บ้านที่นี่ด้วยเมื่อเห็นว่าผู้เป็นสามีเดินนำหญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มมาเธอก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นพิมริสาเธอจึงส่งเสียงบอกกับภควัตรว่าหญิงสาวมาถึงแล้ว
“สวัสดีค่ะ”
“เอ่อ..สวัสดีค่ะ”
พิมริสาเห็นหญิงวัยกลางคนซึ่งน่าจะเป็นแม่บ้านที่นี่เธอจึงยกมือสวัสดีเธอตามมารยาทเพื่อผูกมิตรกับคนที่นี่ไว้ป้าสายบัวเองรับไหว้หญิงสาวแทบไม่ทันเพราะน้อยคนนักที่มาที่นี่แล้วจะยกมือไหว้แม่บ้านอย่างเธอ
“ลุงชมกับป้าบัวไปพักเถอะครับเดี๋ยวผมคุยกับเธอเอง”
ภควัตรนั่งอยู่บนรถเข็นมองทอดออกไปนอกหน้าต่างเขาหันมามองหญิงสาวด้วยสายตาที่เรียบเฉยเพราะป้าสายบัวส่งเสียงบอกว่าหญิงสาวมาแล้วเมื่อเห็นว่าหมดหน้าที่ของทั้งลุงชมและป้าสายบัวแล้วเขาจึงสั่งให้ทั้งสองไปพักได้ส่วนหญิงสาวที่ยืนนิ่งงันอยู่เขาขอเป็นคนคุยกับเธอเอง
“ค่ะคุณภาค/ครับคุณภาค”
ทั้งป้าสายบัวและลุงชมต่างก็เดินออกจากบ้านไปตามคำสั่งของพ่อเลี้ยงของที่นี่ทั้งสองมีสีหน้าที่หวั่นใจอยู่เล็กน้อยว่านายหัวของพวกเขานั้นจะเล่นอะไรพิเรนกับหญิงสาวที่จู่ๆมาสั่งให้พวกเขาเล่นตามบทว่าพ่อเลี้ยงตัวเองเป็นคนพิการแบบนี้
“สวัสดีค่ะคุณภาค...พิมยินดีที่ได้รู้จักคุณนะคะ”
พิมริสาเองคราแรกก็ยืนเก้ๆกังๆตั้งแต่เห็นว่าชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนรถเข็นหันมาแล้วเธอคิดว่าที่คุณหนูพลอยบอกว่านายหัวที่จะต้องแต่งงานด้วยพิการเขาคงเดินไม่ได้สินะหญิงสาวเห็นชายหนุ่มแล้วเธอไม่ได้รังกียจอะไรเขาสักนิดเธอกลับรู้สึกสงสารเขาด้วยซ้ำ
เมื่อเห็นว่าคนที่นั่งรถเข็นอยู่ตรงหน้ามีใบหน้าที่เรียบเฉยและยังไม่ยอมพูดอะไรกับเธอเอาแต่จ้องตาเธอเขม็งอยู่แบบนี้เธอจึงทำลายความเงียบนี้ด้วยรอยยิ้มละส่งเสียงทักทาเขาอย่างจริงใจเธอแอบหวังว่าใบหน้าที่ดูดุของเขาอาจจะมีรอยยิ้มให้เธอบ้าง
“เป็นไงรู้สึกผิดหวังกับว่าที่สามีมั้ยคุณ”
ภควัตรถามหญิงสาวด้วยสีหน้าที่เรียบเฉยแต่ก็ทำเอาอีกฝ่ายถึงกับหน้าเสียเมื่อได้ยินคำถามของเขา
“เอ่อ...พิมจะผิดหวังเรื่องอะไรหรอคะ”
พิมริสาถึงกับต้องรีบถามกลับว่าเธอนั้นจะผิดหวังเรื่องอะไรเธอรู้สึกว่าชายหนุ่มช่างดูไม่เป็นมิตรกับเธอเลยเสียจริงๆเพราะคนที่พึ่งเจอกันน่าจะทักทายกันแบบที่เธอทักทายเขาเมื่อครู่ไม่ใช่หรอแต่นี่กลับยิงคำถามให้เธอได้อึ้งเสียอย่างนั้น
“ก็ผมมันแค่คนพิการอีกทั้งก็ยังเป็นพ่อเลี้ยงที่อยู่แต่ในป่าในไร่อีก...คุณหนูแบบคุณจะทนอยู่ได้เร้ออ!!!”
ภควัตรเห็นว่าแม่สาวคนนี้ช่างเข้าใจที่เขาพูดยากเสียจริงเขาเลยต้องแจงเรื่องที่คิดว่าทำให้หญิงสาวผิดหวังเกี่ยวกับตัวของเขาให้เธอได้ฟัง
“พิมไม่คิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องแบบนี้หรอกค่ะ”
พิมริสาวเองตอบไปตามความจริงเธอไม่ได้ผิดหวังกับรูปร่างของเขาว่าเขาจะพิการอะไรหรือว่าใช้ชีวิตอยู่แต่ในป่าในไร่ไม่สุขสบายแต่ตอนนี้ที่เธอผิดหวังก็คงจะเป็นการต้อนรับแบบไม่เป็นมิตรของเขาต่างหากล่ะ
“อืมม...ก็ดี”
ภควัตรพยักหน้าให้กับคำตอบของหญิงสาวเขาจะดูซิว่าเธอจะทนอยู่กับคนพิการอย่างเขาได้สักกี่น้ำคุณหนูที่เคยอยู่ที่สบายๆแต่จู่ๆกลับต้องมาอยู่ในป่าในดงเขาคิดว่าอีกไม่นานเธอก็คงจะวิ่งแจ้นกลับไปหาแม่เธอเป็นแน่คงจะอยู่ไม่ครบสัญญาการแต่งงานอย่างแน่นนอน
“ทานข้าวก่อนสิคุณ”
“ค่ะ...เอ่อ..แล้วพิมต้องพักที่ไหนคะ”
หลังจากที่พิมริสาเห็นว่าชายหนุ่มเลื่อนรถของเขามาที่โต๊ะทานข้าวตรงข้ามกับเธอแล้วเธอจึงนั่งลงที่โต๊ะอาหารพร้อมทั้งถามชายหนุ่มเรื่องที่พักของเธอว่าอยู่ตรงไหนเพราะเธอกะว่าทานข้าวเสร็จแล้วก็จะไปพักผ่อนวันนี้เธอเดินทางเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว
“ก็ห้องผมไง”
ภควัตรตอบหญิงสาวทั้งที่ยังเคี้ยวข้าวอยู่เต็มปากหน้าตาเฉย
“อะไรนะคะ!!!”
พิมริสาต้องตกใจกับคำพูดของชายหนุ่มอีกครั้งเกิดมาจนอายุ26ปีเธอยังไม่เคยนอนร่วมห้องกับใครเลยแม้กระทั่งผู้หญิงด้วยกันก็ตามเธอชินกับการนอนคนเดียวแต่นี่เธอต้องมานอนกับผู้ชายแปลกหน้าที่เจอกันไม่กี่ชั่วโมงทำให้เธอต้องตกใจเป็นธรรมดา
“ตกใจอะไรคุณ...อีกหน่อยคุณก็แต่งกบผมอยู่แล้วถ้าอยู่คนละห้องเดี๋ยวก็ต้องเก็บของย้ายมาอยู่ห้องเดียวกันอยู่ดีอยู่มันซะตั้งแต่วันนี้แหละ”
ภควัตรนึกขำในสีหน้าและอาการของหญิงสาวเมื่อรู้ว่าต้องนอนห้องเดียวกับเขาเพราะนี่พึ่งจะเป็นเรื่องแรกที่เขาจะแกล้งเธอ
“อะ...เอ่อ...ก็ได้ค่ะ”
พิมริสาเห็นว่าที่ชายหนุ่มพูดมันก็จริงเธอเลยตอบตกลงไปอย่างไม่ค่อยเต็มใจนักแต่อีกใจนึงก็คิดว่าเขาน่าจะให้โอกาสเธอปรับตัวให้นานกว่านี้อีกสักหน่อยแบบนี้คืนนี้เธอจะนอนหลับมั้ยเนี่ยถึงจะรู้ว่าชายหนุ่มคงจะทำอะไรเธอไม่ได้แต่เธอก็ทำใจได้ยากอยู่ดี
“อิ่มแล้วหรอ...ทานไปนิดเดียวเอง”
ภควัตรเงยหน้าไปมองหญิงสาวหลังจากที่เขาสนใจการทานอาหารของเขาอยู่พักใหญ่เมื่อเห็นว่าหญิงสาวนั่งนิ่งไม่ได้แตะข้าวในจานแล้วเขาจึงถามเธอว่าทานแค่นี้อิ่มแล้วหรอเพราะข้าวในจานมันยังไม่ยุบไปสักเท่าไรเลยถึงเขาจะไม่ได้ยินดีที่เธอมาอยู่ที่นี่แต่เขาก็ไม่ได้อยากให้เธออดๆอยากๆเมื่ออยู่ที่นี่หรอกนะเดี๋ยวคนอื่นจะว่าเขาเลี้ยงคนในหารปกครองไม่ดี
“เอ่อ...พิมอิ่มแล้วค่ะ”
พิมริสาเองมีเรื่องกังวลในใจตั้งมากมายจะให้เธอนั่งทานข้าวอย่างสบายใจมันเป็นไปไม่ได้ตอนนี้เธอรู้สึกว่าตัวเองทานอะไรไม่ลงจริงๆถึงกับข้าวที่วางอยู่มันจะน่าตาน่าทานก็เถอะ
“คุณเดินทางมาทั้งวันทานแค่นี้เองหรอ...คุณต้องทานให้หมดจาน”
ภควัตรสั่งหญิงสาวให้ทานให้หมดจานเพราะเขารู้ว่ายังไงเธอก็ต้องหิวอีกอยู่ดีเพราะทานไปแค่นั้นถึงจะบอกว่าอิ่มแล้วเขาก็ไม่มีทางเชื่อหรอกเด็กตัวเล็กๆยังทานเยอะกว่าเธอตอนนี้ด้วยซ้ำ
“คะ...ก็ฉัน..บอกว่าอิ่มแล้วไงคะ”
พิมริสาไม่ชอบในการบังคับของชายหนุ่มเลยสักนิดเธอก็พึ่งเคยเจอคนแบบนี้ก็วันนี้นี่แหละเธอบอกว่าอิ่มแล้วยังจะมาบังคับให้เธอทานข้าวเป็นเด็กๆไปได้เธอจึงเถียงชายหนุ่มออกไปด้วยน้ำเสียงที่ไม่แข็งเท่าไรนักแต่ก็เป็นการทำให้เขารู้ว่าเธอนั้นไม่พอใจที่เขามาสั่งเธอแบบนี้
“ผมบอกว่าให้คุณทานหรือจะให้ผมป้อน”
ภควัตรเข็นรถนั่งของเขามาฝั่งตรงข้ามตรงที่หญิงสาวนั่งอยู่ทันทีเขาไม่ชอบให้ใครมาดื้อรั้นกับคำสั่งของเขา
“คุณภาคคะ...พิมบอกว่า..โอ้ยย”
พิมริสาพยายามที่จะบอกกับชายหนุ่มว่าเธอทานไม่ลงจริงๆแต่เธอก็โดนมือของเขาจับมาที่ปากของเธอพร้อมบีบปากของเธอให้มันอ้าขึ้นส่วนมืออีกข้างของเขาก็ตักกับข้าวเข้าปากเธออย่างไม่ได้สนใจว่าเธอจะรู้สึกยังไงหญิงสาวเองจึงต้องจำใจเคี้ยวข้าวคำนั้นกลืนลงไปอย่างเลี่ยงไม่ได้
“ก็แค่นั้น...อื้อ”
“พิมทานเองได้ค่ะ”
ภควัตรเห็นว่าหญิงสาวยอมเคี้ยวข้าวแต่โดยดีเขาเองจึงตักข้าวเพื่อที่จะป้อนเธออีกคำแต่หญิงสาวก็จับช้อนที่เขาถือไปทานเองด้วยสีหน้าที่บ่งบอกว่าเธอไม่ค่อยพอใจเท่าไรนัก
นานสองนานกว่าหญิงสาวจะทานข้าวจนหมดจานเธออยากจะร้องให้ตรงนี้ด้วยซ้ำเพราะตอนนี้เธอเหมือนนักโทษที่โดนผู้คุมจับจ้องตลอดเวลาเพราะชายหนุ่มเอาแต่นั่งมองเธอทานข้าวจนหมดคำสุดท้ายเขาถึงจะละสายตาจากการจ้องเธอได้
“เอ่อ...คุณภาคจะไปพักเลยมั้ยคะ..เดี๋ยวพิมเก็บจานที่นี่ไปล้างก่อนค่ะ”
พิมริสาจำใจทานข้าวจนหมดจานเธอเองเห็นว่าชายหนุ่มยังไม่ยอมออกไปจากตรงนี้เสียทีแถมยังนั่งเงียบอยู่อีกด้วยเธอไม่ค่อยชอบบรรยากาศแบบนี้สักเท่าไรจึงเอ่ยปากขอตัวไปล้างจานเพื่อที่จะหาอะไรทำโดยที่ไม่สีสายตาของเขาจับจ้องอยู่