ตอน 1

เมื่อหนึ่งคนที่รักแน่วแน่ ถึงแม้เธอจะทำผิดซ้ำซากแค่ไหน แต่ด้วยหัวใจที่มันรัก ก็มักจะให้อภัยเธอเสมอ...แต่เธอกลับไม่เคยที่จะสำนึกยังคงทำแบบเดิมซ้ำซาก และจากลากันไปอย่างไร้เยื่อใย ทิ้งไว้เพียงหัวใจดวงน้อยไว้ข้างหลัง โดยไม่หันมามองสักครั้ง และลาลับจากไปอย่างไร้หัวใจ.

"คูมพ่อ คูมพ่อ...เมื่อไหร่คูมแม่จะมาหาหนูคะ?" น้ำเสียงสดใสของเด็กหญิงที่หน้าตาน่ารักอายุสามขวบเอ่ยถามคนเป็นพ่อด้วยภาษาของเด็กที่ยังพูดไม่ชัดถ้อยชัดคำ คำถามที่เหมือนเดิมตั้งแต่เด็กหญิงหัดพูด เธอจะถามคนเป็นพ่อเสมอหากนึกถึง 'เมื่อไหร่คุณแม่จะมาหาหนู' มันเป็นคำถามที่ทำหัวใจของคนเป็นพ่อนั้นเจ็บร้าวทุกครา และทุกครั้งก็จ้องมองหน้าเด็กหญิงที่ไร้เดียงสานี้ด้วยแววตาเศร้าและสงสารลูกสาวจับใจ

"คุณแม่ไปทำงานอยู่ไกลมาก ๆ เลย"

"แล้วคูมแม่คิดถึงหนูไหมคะ?" ความสงสัยที่ไร้เดียงสา เด็กหญิงเงยหน้ามองคนเป็นพ่ออย่างรอคำตอบ จะบอกลูกสาวที่ยังไม่เข้าใจโลกอย่างไร้เพื่อรักษาความรู้สึก ในเมื่อแม่ของเธอนั้นทิ้งเธอไว้ข้างหลังตั้งแต่ยังแบเบาะ ปล่อยให้คนเป็นพ่อนั้นเลี้ยงดูเพียงลำพังมานานแรมปี

"คิดถึงสิคะ คุณแม่คิดถึงหนูอยู่แล้ว" ใบหน้าของเด็กน้อยที่เปื้อนรอยยิ้มเมื่อได้ยินคำตอบทำให้คนเป็นพ่อนั้นน้ำตาเอ่อคลอในดวงตา ยิ่งมองหน้าลูกสาวก็ยิ่งสงสาร ตั้งแต่เกิดมาลืมตาดูโลกก็ไม่เคยได้สัมผัสกับความรักจากคนเป็นแม่สักครั้ง อ้อมกอดที่สามารถทำให้เธออบอุ่นในหัวใจ อ้อมกอดที่รักและห่วงใยเธอ เป็นพ่อเสมอที่พยายามมอบมัน เพื่อไม่ให้ลูกสาวที่ไร้เดียงสานั้นบกพร่อง

"อยากเจอคูมแม่จังเลยค่ะ" เด็กหญิงเปรยยิ้มเงยมองหน้าคนเป็นพ่อ...มือเล็ก ๆ โอบกอดเอวของคนเป็นพ่ออย่างต้องการความรักและการปลอบใจ

"สักวัน เมื่อถึงเวลา คุณแม่จะมาหาลูกสาวที่น่ารักนะคะคนเก่งของพ่อ"

-----

ผมชื่อ ศรายุทธ เรียกสั้น ๆ ว่า 'เจ' ตอนนี้อายุ 31 ปี ผมมีธุรกิจเล็ก ๆ ที่ร่วมหุ้นกับเพื่อน เราสนิทกันจนรู้ใจ เพื่อนผมคนนี้เป็นเพื่อนเพียงคนเดียวที่คอยฉุดผมขึ้นมาจากความระทมที่เคยเป็น จนผมมีวันนี้และใช้ชีวิตรอดพ้นมาได้ด้วยความพยายาม อดีตที่ทำร้ายผมจนแทบเสียคน จนผมนั้นแทบยืนไม่ไหว เมื่อผู้หญิงที่มีใจและรักมาก แม้เราสองคนจะมีโซ่ทองคล้องใจ แต่ก็ไม่สามารถที่จะรั้งเธอให้อยู่กับด้วยร่วมเรียงเคียงหมอนไปจนแก่เฒ่าได้

แต่ด้วยสิ่งมีชีวิตตัวน้อยที่ผมทอดทิ้งเธอไม่ได้ จึงทำให้ผมนั้นฮึกเหิมและหยัดยืนใหม่ด้วยมีเธอนั้นเป็นกำลังใจ และให้มีชีวิตอยู่ต่อ

"คูมพ่อขา ไอติมแต่งตัวเสร็จแล้วค่ะ อยากไปโรงเรียนแล้ว" เสียงใส ๆ ของเด็กหญิงตัวเล็กบอกกล่าวเมื่อเธอนั้นวิ่งแจ้นเข้ามาในห้องนอนที่มีคุณพ่อกำลังยืนแต่งตัวเพื่อเตรียมไปทำงาน และส่งเธอไปโรงเรียนอนุบาล

"เสร็จแล้วเหรอคนสวยของพ่อ พร้อมหรือยังคะ" คนเป็นพ่อนั่งยอง ๆ ให้เสมอตัวลูกสาวตัวเล็กที่เข้าสู่วัยกำลังซนและช่างสงสัย การไปโรงเรียนที่เหมือนลูกสาวนั้นจะชอบใจ ยิ่งทำให้คนเป็นพ่อนั้นอุ่นใจที่เห็นรอยยิ้มของลูกสาว

"พร้อมมาก ๆ เลยค่ะ ไปโรงเรียนกันเลย" เด็กหญิงตัวกลมน่ารักแสดงท่าทางระเริงใจ เมื่อการไปโรงเรียนคือสิ่งที่เธอนั้นต้องการ

แม้หน้าที่การงานที่หนักอึ้งของคนเป็นพ่อ แม้จะเหนื่อยและท้อแค่ไหน แต่เมื่อได้เห็นหน้าลูกสาวที่มีรอยยิ้มมันก็ทำให้คนเป็นพ่อนั้นสุขใจและคลายความเหนื่อยล้าลงได้

"ไอติมอย่าซนกับคุณครูนะคะ หนูต้องเป็นเด็กดีและตั้งใจเรียนด้วยนะรู้ไหม เดี๋ยวตอนเย็นพ่อพาไปกินของอร่อย ๆ" คนเป็นพ่อบอกกล่าวระหว่างทางที่ขับรถออกมาจากบ้าน ใบหน้ากลมมนของลูกสาวที่เปื้อนยิ้มอย่างมีความสุข กับการที่เธอนั้นได้ไปโรงเรียน การจะได้มีเพื่อนเล่นใหม่ ๆ เพราะการอยู่คนเดียวที่บ้านเธอคงจะเหงา เมื่อพ่อบอกกล่าวถึงสถานที่แห่งใหม่อย่างปลอบประล่อม มันย่อมทำให้เธอนั้นต้องการจะพบปะโลกกว้าง

"ไอติมจะเป็นเด็กดีเชื่อฟังคูมครูค่ะ" เสียงสดใสวาจาที่ดูน่ารัก ถ้อยคำบางคำที่ยังพูดไม่ชัดเจน คือความน่ารักของเด็กหญิงไอติม เด็กหญิงที่มีใบหน้าสดใสเปื้อนยิ้มตลอดเวลาหากเธออยู่กับคุณพ่อที่ฟูมฟักเธอมาตั้งแต่แบเบาะ

"เก่งมากค่ะคนเก่งของพ่อ" มือหนาของคนเป็นพ่อลูบหัวลูกสาวอย่างรักใคร่ ไม่ว่าจะยามใดที่ท้อใจเพียงมองหน้าลูกทุกอย่างที่ทำให้เป็นทุกข์ท้อแท้จะคลายมลายทันที

"ไอติมรักคูมพ่อนะคะ" คำบอกรักพร้อมกับรอยยิ้มของลูกสาวที่นั่งเบาะข้าง ๆ ทำเอาคนเป็นพ่อนั้นน้ำตาคลอ

"พ่อก็รักไอติมค่ะ รักมากๆ เลย"

"ไอติมรักคูมพ่อเท่าฟ้าเลยค่ะ"

"เดี๋ยวตอนเย็นพ่อมารับนะคะ" คนเป็นพ่อเดินมาส่งลูกสาวตัวน้อยหน้าห้องเรียนอนุบาล ที่เด็กหญิงไอติมนั้นต้องเรียนประจำ ร่างกายสูงกำยำของคุณพ่อเจนั่งยอง ๆ ลงตรงหน้าลูกสาว มือหนาลูบหัวแผ่วเบาอย่างแสนรัก ก่อนจะจูบซับลงกลางหัวทุยของเด็กหญิงไอติมที่ไร้เดียงสา

"ไอติมจะรอคุณพ่อนะคะ" เด็กหญิงส่งยิ้มอย่างน่ารักพร้อมบอกกล่าวคนเป็นพ่อ

"ผมฝากไอติมด้วยนะครับครูไอซ์" คุณพ่อเจลุกยืนเต็มความสูง แล้วว่ากล่าวอย่างฝากฝังลูกสาว

"ไม่มีปัญหาค่ะคุณพ่อ จะดูแลให้อย่างดีเลยค่ะ" คุณครูไอซ์คนสวยที่ยืนรอรับเหล่านักเรียน เปรยยิ้มอ่อนพร้อมกับกล่าวอย่างให้ความเชื่อมั่น ในการดูแลเด็กหญิงไอติม เพื่อไม่ให้ผู้ปกครองนั้นกังวล

"น้องไอติมสวัสดีคุณพ่อค่ะ" คุณครูไอซ์ก้มมองเด็กหญิงตัวเล็ก พรางบอกอย่างพร่ำสอนด้วยความเป็นเด็กที่ยังไม่ประสา

"สวัสดีค่ะ บ๊ายบาย" เด็กหญิงไอติมยิ้มสดใส โบกมือลาคุณพ่ออย่างน่ารัก

สายตาของคนเป็นพ่อมองตามลูกสาวที่เดินจับมือคุณครูประจำชั้น เข้าไปยังอาคารเรียน การเป็นคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวที่ต้องฝ่าฟันเลี้ยงเด็กเพียงลำพัง ไม่ได้ง่ายเลยกว่าจะผ่านพ้นมาได้ ยิ่งลูกสาวเติบโตขึ้น การเผชิญโลกใบใหม่ยิ่งทำให้เธอนั้นสงสัยว่าทำไมเธอถึงไม่มีแม่อย่างเช่นคนอื่น ๆ

ความเจ็บปวดที่คนเป็นพ่อนั้นต้องเก็บกั้น ทุกครั้งที่ลูกสาวไร้เดียงสาถามว่า

'แม่ไปไหน'

'แม่จะคิดถึงหนูไหม'

คำถามเหล่านี้ที่ออกจากปากของลูกสาว ยิ่งบีบรัดหัวใจของคนเป็นพ่อให้เจ็บร้าวจนแทบน้ำตาไหล เมื่อไม่รู้จะตอบลูกสาวอย่างไรดีกับคำถามเหล่านี้ที่ยากนักที่จะตอบให้ลูกสาวที่ยังอ่อนต่อโลกนั้นเข้าใจ

.

.

การเข้ามาในห้องเรียนที่ยังคงมีผู้ปกครองเดินเข้ามาส่งและนั่งเล่นกับเหล่าลูก ๆ ของตน เด็กหญิงไอติมที่นั่งโดดเดี่ยวเพียงลำพัง ส่องสายตามองภาพเหล่านั้นด้วยแววตาละห้อย แม้มือน้อย ๆ จะหยิบจับของเล่นตัวต่อหลากสีอยู่ก็ตาม เพื่อน ๆ ที่มีแม่นั่งยิ้มและพูดคุยทำให้เด็กหญิงนึกน้อยใจและคิดถึง

"น้องไอติม ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะคะ?" เสียงหวานละมุนของคุณครูไอซ์เอ่ยถาม เมื่อสังเกตอยู่นานกับอาการและสีหน้าของเด็กหญิงนั้นเป็นจนนึกห่วงใยและเดินเข้ามานั่งลงตรงหน้าเธอ

"เปล่าค่ะครูไอซ์" เด็กหญิงตอบกลับเสียงเศร้า แล้วนั่งก้มหน้า มือน้อย ๆ สารวนกับของเล่นที่เต็มตะกร้า

"ทำไมไม่เป็นเล่นกับเพื่อนล่ะคะ มีอะไรไหมเอ่ยบอกครูได้นะ" คุณครูไอซ์เอื้อมมือลูบหัวเด็กหญิงอย่างแผ่วเบาละมุน การสัมผัสที่อยากให้เด็กหญิงนั้นรู้สึกปลอดภัยและไม่โดดเดี่ยว

"ไม่มีค่ะ ไอติมเล่นคนเดียวได้ค่ะ" เด็กหญิงไอติมเงยหน้ามองคุณครูที่นั่งตรงข้าม และส่งยิ้มอ่อนให้เหมือนกับเธอนั้นไม่ได้มีสิ่งใดที่อยู่ในใจ

"เดี๋ยวจะเข้าแถวแล้ว ครูว่าเก็บของเล่นเข้าชั้นดีกว่าเนอะ เตรียมตัวไปตั้งแถวกันดีกว่า" คุณครูไอซ์ยิ้มหวานและบอกเด็กหญิง แม้จะสงสัยกับการสิ่งที่เห็นทางสีหน้า แต่ก็ไม่อยากจะเร้าหรือ เพราะไม่รู้ว่าเด็กหญิงนั้นมีสิ่งใดในใจ ไม่แน่ใจว่าจะใช่สิ่งที่คนเป็นครูนั้นพอจะคาดเดาจากสายตาได้หรือไม่

"ค่ะ" เด็กหญิงตอบรับและเริ่มขมักขะเม้นเก็บของเล่นลงตะกร้าตามที่คุณครูนั้นบอกกล่าว

มื้อกลางวันที่เหล่าเด็กอนุบาลนั้นทานอาหารเสร็จเรียบร้อย เข้าสู่การสันทนาการตามอัธยาศัย กลุ่มเพื่อนในห้องจับกลุ่มกันเล่นเครื่องเล่นหลากหลาย แต่เด็กหญิงไอติมกลับอยู่ลำพัง นั่งมองเพื่อน ๆ นั้นเล่นเครื่องเล่นอย่างสนุกสนาน การมาเรียนที่คิดว่าจะสนุกกว่าการอยู่บ้านแต่ไม่ได้เป็นดั่งที่เธอนั้นคิดสักนิด

"ไอติม แม่ไอติมทำไมไม่มาส่งเหมือนเราล่ะ" อยู่ ๆ ก็มีเพื่อนหญิงคนหนึ่งซึ่งอยู่ห้องเดียวกันเอ่ยถามขึ้น

"แม่เราไปทำงานไกล มาส่งไม่ได้" เด็กหญิงตอบเพื่อนอย่างเดียงสา ตามที่คนเป็นพ่อนั้นเคยบอกกล่าวจนเธอนั้นรับรู้

"ไม่มีแม่เหรอ" เพื่อนหญิงย้อนถาม

"เรามีแม่นะ แค่แม่ไปทำงานเฉยๆ " เด็กหญิงไอติมย้อนแย้งในสิ่งที่เธอนั้นรับรู้จากปากของคนเป็นพ่อ

"ไม่มีแม่ล่ะสิ ใช่ไหมล่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า" เพื่อนหญิงพูดขึ้นอย่างเยาะเย้ย และปล่อยหัวเราะเสียงดัง

"ก็บอกแม่ไปทำงานไง เรามีแม่"

"ไอติมไม่มีแม่ คิก คิก" เพื่อนหญิงกล่าวเย้ยพร้อมกับเดินหัวเราะมือปิดปากอย่างชอบใจที่ได้ล้อเด็กหญิงไอติม

"เรามีแม่นะ ฮึก อึก ไอติมมีแม่ ฮืออออออ" เด็กหญิงเปรยออกมาทั้งน้ำตา เมื่อคำที่เพื่อนนั้นล้อทำให้เธอเก็บกั้นน้ำตาและความเศร้าไว้ไม่ไหว มือเล็ก ๆ ยกขึ้นปาดน้ำตาที่ไหลรินอาบแก้ม ดวงตากลมโตแดงก่ำ พูดพร่ำออกมาด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้นเสียใจก่อนจะเดินออกมาจากจุดเดิมด้วยความโศกเศร้ากับการที่เพื่อนล้อว่า เธอนั้นไม่มีแม่เฉกเช่นกับเพื่อนคนอื่น ๆ

-----

เวลาเลิกโรงเรียนของเด็กหญิงไอติม วันนี้เด็กหญิงดูเงียบปากผิดปกติ การนั่งในรถของคุณพ่อที่ในทุกวัน เด็กหญิงไอติมจะต้องสรรหาสารพัดคำถาม มากมายต่อการเล่าเรื่องราวที่พบเจอ

"ไอติม เป็นอะไรหรือเปล่าคะ" คุณพ่อเจที่นั่งสังเกตลูกสาวอยู่นานเอ่ยขึ้น มือก็บังคับพวงมาลัย สายตาก็มองลูกสาวเป็นระยะ ๆ

"ไม่เป็นอะไรค่ะคุณพ่อ" เด็กหญิงหันไปฉีกยิ้มให้คนเป็นพ่อด้วยความพยายามปั้นแต่ง

"วันนี้หนูดูเงียบ ๆ "

"ไอติมง่วงค่ะ ฮ้าว~~ ..... "เด็กหญิงทำท่าทางหาวนอน พร้อมกับมือเล็ก ๆ ที่ปิดปากไว้อย่างน่าเอ็นดู

"ถ้าอย่างนั้นหนูก็นอนนะ ถึงแล้วเดี๋ยวพ่อปลุก" คนเป็นพ่อเอ่ยบอกพร้อมกับเอื้อมมือลูบหัวลูกสาว

"ค่ะ" เด็กตอบรับด้วยรอยยิ้ม และนอนนิ่งหลับตาลงทันใด

การนอนหลับใหลที่ไม่ได้หลับจริง ๆ เพียงแค่เด็กหญิงนิ่งกลบเกลื่อนความรู้สึกที่เป็นเท่านั้น ปมด้อยที่เพื่อนล้อเรื่องแม่ของเธอกำลังซึมซับเข้าสู่ความรู้สึกของเธอทีละน้อย

ห้างสรรพสินค้าที่มีผู้คนมากมาย สายตาเด็กหญิงมองโดยรอบ องค์ประกอบของครอบครัวที่มีครบสมบูรณ์ด้วย พ่อ แม่ และลูก พอหันกลับมามองตัวเองคำที่เพื่อนก็สะกิดตามน้ำตาของเด็กหญิงให้พานไหล

"ไอติมร้องไห้ทำไมลูก" คนเป็นพ่อเอ่ยถามอย่างห่วงใย เมื่อเด็กหญิงนั้นกำลังร้องไห้ นั่งก้มหน้ามองถ้วยไอศกรีม

"ฮึก ๆ คูมพ่อขา ทำไมไอติมไม่มีแม่ คิดถึงแม่" แม้เด็กหญิงจะไม่รู้ว่าแม่ของเธอมีหน้าตาเป็นแบบไหน ด้วยความรู้สึกลึกๆ เธอยังพร่ำหา

คำถามที่ลูกสาวเปล่งออกมา ทำเอาหัวใจของคนเป็นพ่อนั่นหล่นวูบลงสู่ปลายเท้า ดวงตากลมโตเอ่อคลอด้วยม่านน้ำตาที่แสนเดียงสา เธอเงยหน้ามองคนเป็นพ่อที่นั่งข้าง ๆ อย่างน่าสงสาร

คนเป็นพ่อที่มองหน้าลูกชั่วครู่ และอุ้มเธอให้นั่งตัก โอบกอดเธอด้วยรักที่คนเป็นพ่อนั้นมี อยากให้เธอสัมผัสอ้อมอกที่เปี่ยมล้นของคนเป็นพ่อสื่อถึงเธอ

"ไอติม ไม่ร้องนะคะ หนูยังมีพ่อที่รักหนูอยู่ตรงนี้ สักวันแม่จะมาหาหนูนะคะ คนเก่งไม่ร้องนะ" คนเป็นพ่อที่ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาพูดปลอบ ความเป็นผู้ชายที่ความอ่อนโยนน้อย คนเป็นพ่อจึงทำได้เพียงเท่านี้

"ฮึก ๆ ไอติมอยากมีแม่ ฮือ" เด็กหญิงพูดด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้น คราบน้ำตาเปียกชุ่มบนเสื้อผ้าของคนเป็นพ่อ

"โถ ไอติมลูก" คนเป็นพ่อยิ่งเห็นลูกสาวร้องไห้พร่ำเช่นนี้ก็ยิ่งสงสาร ทำได้เพียงพูดปลอบใจ ฝ่ามือลูบหัวเล็กนั้นอย่างปลอบประโลม โอบกอดเธอไว้แนบอกด้วยรักที่มีให้ทั้งใจ

"ไอติมไม่อยากไปโรงเรียนแล้ว ฮึก ๆ " เด็กหญิงร้องไห้เสียใจฟูมฟายตามประสา เมื่อสถานที่เเห่งใหม่นั้น มันสร้างความเจ็บปวดหัวใจให้แก่เธอ เพื่อนที่โรงเรียนล้อกับสิ่งที่เธอขาดหาย จนวันนี้เธอร้องไห้ฟูมฟายเสียใจ

"ทำไมล่ะ....มีอะไรที่โรงเรียนหรือเปล่า บอกพ่อสิ" คนเป็นพ่อเริ่มกังวล เมื่ออยู่ ๆ ลูกสาวก็กล่าวขึ้นจนสะกิดความอยากรู้ของคนเป็นพ่อ

"อึก ฮึก พะ เพื่อนบอกไอติม ไม่มีแม่ ฮึก ฮึก ไอติมไม่อยาก ปะ ไปโรงเรียนแล้ว" เด็กหญิงพูดด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้น ฟังแทบไม่เป็นศัพท์

"มีสิคะ ถ้าไอติมไม่มีแม่ หนูเกิดมาได้ยังไงล่ะจริงไหม?" คนเป็นพ่อพยายามสรรหาคำพูดที่ทำให้เด็กหญิงคิดตาม

"ฮึก อึก" เธอดูสงบลงและนิ่ง มือเล็กๆ ปาดน้ำตาอย่างลวกๆ ตามประสา เงยหน้ามองคนเป็นพ่อที่พูดอย่างตั้งใจ

"จะเกิดมาได้ต้องมีคุณแม่ที่อุ้มท้องโต ๆ .... แบบนั้น" คนเป็นพ่อที่สายตามองเห็นหญิงตั้งครรภ์ที่เดินอยู่ด้านนอก ยกตัวอย่างให้เด็กหญิงได้คิดตาม

"แล้วคูมแม่ไปไหน ทำไมไม่อยู่กับไอติม" เด็กหญิงยังคงถามต่อ

"คุณแม่อยู่ไกลมาก สักวันคุณแม่จะมาหาหนู เชื่อพ่อนะลูก" คนเป็นพ่อโอบกอดลูกสาวอย่างนึกสงสาร ทุกครั้งที่เธอถามหาคนเป็นแม่ มันทำหัวใจของคนเป็นพ่อเจ็บปวดแทบใจสลาย

แม้จะติดต่อคนเป็นแม่แท้ ๆ ที่อยู่แสนไกลคนละซีกโลกด้วยเธอนั้นมีครอบครัวใหม่อยู่ต่างแดน แต่ก็ยังติดต่อกันผ่านเฟซบุ๊ก ร้องขอให้เธอนั้นมาหาลูกบ้างแค่การโทรทางไกลเห็นหน้าก็ยังดี แต่เธอนั้นก็ปฏิเสธคุณพ่อเจที่ยังเฝ้าหวัง ไม่ได้หวังให้เธอนั้นกลับมาหา แต่หวังว่าเธอจะยอมคุยกับลูกสาวตัวเล็กบ้างเป็นครั้งคราวเท่านั้น....แม้ว่าลึก ๆ เขาจะรอเธออยู่ก็ตาม และการมีคนใหม่ไม่ได้มีในความคิดของพ่อเจ เพราะเขานั้นห่วงลูกสาว กลัวเขาคนใหม่นั้นจะรับคุณพ่อลูกติดอย่างเขาไม่ได้ และรักลูกสาวของเขาไม่มากพอ

“ไอติมคะ...ตื่นไปโรงเรียนได้แล้ว เดี๋ยวสายน้า” เสียงปลุกของคุณพ่อเจที่พยายามเรียกลูกสาวที่ยังนอนจมเตียง เมื่อยามนี้เป็นเวลาที่เธอนั้นควรจะตื่นและเตรียมตัว

“อื้อ” เสียงเค้นในลำคอเล็กแผ่วเบา ดวงตากลมยังคงหลับพริ้มไม่ยอมตื่น เธอรู้สึกตัวแล้วแต่เพียงแค่เรื่องราวที่ถูกเพื่อนล้อนั้นทำให้เธอไม่อยากจะไปโรงเรียน

“ตื่นได้แล้วคนเก่ง” คุณพ่อเจที่นั่งลงข้าง ๆ เด็กหญิงตัวเล็ก ใช้ฝ่ามือลูบหัวลูกสาวที่นอนกอดตุ๊กตาหมีอย่างแผ่วเบา

“น้องไอติม เหมือนจะไม่ฉบายเลยค่ะ” เด็กหญิงบอกกล่าวคนเป็นพ่อที่นั่งมองเธอด้วยสำเนียงที่ยังพูดไม่ชัดถ้อยคำ สิ่งที่บอกไปเธอไม่ได้รู้สึกจริง แต่เป็นสิ่งที่เธอกำลังแสดงละครเพราะไม่อยากพบเจอกับเพื่อนร่วมห้องที่พูดแทงใจของเธอ

“เมื่อวานหนูยังดี ๆ อยู่เลย...ไหนมาให้พ่อดูสิคะ” คุณพ่อเจที่มองลูกสาวอย่างสังเกตการณ์ อุ้มร่างเล็ก ๆ ของเธอให้มานั่งบนตัก มือเล็ก ๆ ก็ยังไม่วายหยิบติดตุ๊กตาตัวโปรดมาด้วย

ใบหน้ากลมของเด็กหญิงไอติม ซบลงอกแกร่งของคุณพ่อเจอย่างออเซาะ เธอหลับตานิ่งแต่เมื่อคุณพ่อเจเอ่ยถามเธอก็จะสรรหาคำตอบให้ทันที

“ลูกสาวของพ่อ ไม่สบายตรงไหนน้า มาให้พ่อวัดไข้หน่อยสิ หรือว่าต้องไปฉีดยาดีเอ่ย ห่วงลูกสาวจังเลย”

“ไม่ค่ะ ไม่ ๆ ....ไม่ฉีกตูดค่ะ น้องไอติมไม่ฉีกตูด” เด็กหญิงไอติมที่เมื่อได้ยินคำว่าฉีดยา เธอรีบส่ายหน้าปฏิเสธรัวเร็วอย่างเผลอลืมตัว จนคุณพ่อเจที่เห็นท่าทีนั้นต้องยิ้มออกมากับการแสดงละครที่ไร้เดียงสาของเธอ

“น้องไอติมหายแล้วเหรอ ดูสิส่ายหน้าอย่างกับคนไม่เป็นอะไรแหน่ะ” คุณพ่อเจทักท้วง เด็กหญิงที่แสดงละครถึงกับทำหน้าตาละห้อย ก็เธอไม่อยากจะไปโรงเรียน เมื่อเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานนั้นทำให้เธอนั้นไม่ชอบสถานที่แห่งใหม่ ที่เธอคิดว่าจะทำให้เธอนั้นหายเหงาได้ แต่เปล่าเลย มันกลับทำให้เธอนั้นหวาดกลัวกับสิ่งรอบด้าน เพื่อนร่วมห้องที่ล้อเลียนเรื่องแม่จนเธอนั้นต้องน้อยใจร้องไห้

“คูมพ่อขา...น้องไอติมไม่อยากไปโรงเรียน” เด็กหญิงบอกคนเป็นพ่อออกไปตามตรง ตุ๊กตาตัวโปรดถูกวางลงกับตักคนเป็นพ่อ วงแขนเล็กโอบกอดเอวของพ่อเจพร้อมกับใบหน้ากลมซบลงกับอกของพ่อเจ

“ทำไมล่ะคะ หื้ม” คนเป็นพ่อที่เดาอาการของลูกสาวได้ไม่ยาก ท่าทางที่เศร้าหมองทำให้หัวใจของคนเป็นพ่อนั้นเจ็บปวดเหลือแสน

“ฮึก ๆ อึก....เพื่อนล้อบอกว่าน้องไอติมไม่มีแม่ น้องไอติมมีแม่ใช่ไหมคะคูมพ่อ ฮืออออออออ” เด็กหญิงที่ไม่ประสาหลั่งน้ำตาออกมาในยามเช้า คนเป็นพ่อโอบกอดลูกสาวแนบแน่นอย่างสื่อความหมาย กอดเธอด้วยรักที่คนเป็นพ่อให้ได้ ลูกสาวเพียงคนเดียวที่คุณพ่อเจทะนุถนอมมาตั้งแต่แบเบาะ และไม่คิดที่จะมีรักครั้งใหม่ตั้งแต่ภรรยาที่เป็นแม่ของลูกทอดทิ้งไป

“น้องไอติม” คนเป็นพ่อที่เห็นลูกสาวร่ำไห้ยิ่งทำให้หัวใจพ่อเจ็บปวดจนเกินพรรณนา น้ำตาของลูกผู้ชายไหลอาบสองแก้มอย่างไม่อาจเก็บกั้น ขอบตาร้อนผ่าวอย่างทานทนต่อความสงสารลูกไม่ไหว ฝ่ามือหนาลูบไล้หัวทุยเล็กอย่างปลอบประโลม

ผู้ชายที่ต้องทำงานและเลี้ยงลูกมาเพียงลำพัง แถมยังไม่คิดจะแต่งงานใหม่เพราะห่วงใยความรู้สึกลูกสาว ทุกครั้งที่ลูกถามไม่ว่าจะยามใด ไม่มีเลยสักครั้งที่เขาจะไม่เจ็บปวดหัวใจ ยิ่งเห็นลูกร้องไห้ก็ยิ่งคิดโทษตัวเองที่เลี้ยงดูและให้ความอบอุ่นเธอไม่เพียงพอ

“ฮืออออออออออออ น้องไอติม อึก ฮึก อยากมีคูมแม่ ฮืออ” เด็กหญิงเงยหน้ามองหน้าคนเป็นพ่อทั้งน้ำตา ดวงตากลมที่เอ่อคลอด้วยน้ำใส ๆ นิ้วมือใหญ่ของคนเป็นพ่อลูบไล้ เช็ดม่านน้ำตาให้เธออย่างแผ่วเบา ก่อนจะจูบซับสื่อถึงความรักของพ่อที่มีว่าเขาจะไม่มีวันทอดทิ้งและปล่อยเธอให้เดียวดาย

“น้องไอติมมีคุณแม่อยู่แล้ว”

“แล้วไหนล่ะคะ....คูมแม่อยู่ไหน อึก ฮึก น้องไอติมอยากหาคูมแม่ ฮืออออ....จะหาคูมแม่ จะหาคูมแม่ ฮืออออ” เด็กหญิงเริ่มโวยวายเมื่อเธอนั้นเจ็บปวดกับคำที่เพื่อนล้อเลียนถึงแม่ เธออยากมีแม่เหมือนเพื่อนคนอื่น ๆ อยากมีพ่อแม่ที่พร้อมหน้าพร้อมตากันไปส่งเธอที่โรงเรียนในยามเช้า ไปรับเธอที่โรงเรียนในยามเย็นเหมือนกับครอบครัวอื่น ๆ ที่เธอนั้นเฝ้าแต่มองด้วยความอิจฉา ...........

เด็กหญิงร้องไห้ในอ้อมกอดของคนเป็นพ่อ เธอร้องไห้อยู่นานโดยที่คนเป็นพ่อนั้นก็พยายามที่ปลอบให้เธอนั้นหายเศร้า ด้วยเวลาที่นานจนทำให้เด็กหญิงนั้นหลับไปทั้งน้ำตาคาในอ้อมอกของคุณพ่อเจ

Line : เนตร

เจ : เนตร ผมขอโทษนะที่ต้องรบกวนคุณตอนนี้ ผมรู้ว่าคุณคงไม่มีเวลามาก แต่ผมขอเวลาคุณสักสามนาทีได้ไหม?

เนตร : มีอะไร?

เจ : ผมอยากให้คุณคุยกับไอติมหน่อย เธอร้องไห้หาแต่แม่ โรงเรียนก็ไม่ยอมไป ผมไม่รู้จะทำยังไงแล้ว ผมสงสารลูก

เนตร : ฉันไม่ได้ว่างขนาดนั้นนะเจ คุณไม่เข้าใจหรือไงทั้งที่เคยบอกแล้วนะ ว่าอย่าติดต่อฉันมาหากสามีใหม่ฉันรู้เขาจะเข้าใจผิด

เจ : แต่ไอติมก็ลูกของคุณนะ เธอโดนเพื่อนที่โรงเรียนล้อว่าไม่มีแม่ คุณไม่สงสารเธอเลยหรือไงกัน

เนตร : ก็คุณบอกและรับปากว่าจะเลี้ยงก็เลี้ยงไปสิ ไหนบอกจะไม่ยุ่งเกี่ยวกันแล้วไง

เจ : มันก็ใช่ แต่ผมแค่สงสารลูก เธอร้องไห้จนตัวโยน คุณจะใจดำกับเธอมากไปแล้วนะ

เนตร : พอ ๆ ฉันไม่อยากคุยด้วยละ ฉันมีธุระ

“ทำไมจิตใจคุณมันไร้ความเป็นแม่ขนาดนี้นะเนตร...ความรักที่ผมเคยมีให้มันได้ทำให้ใจของคุณอ่อนโยนขึ้นมาเลยหรือไง” คนเป็นพ่อวางเครื่องมือสื่อสารที่เพิ่งคุยแชทอ้อนวอนอดีตภรรยาที่อยู่แสนไกลคนละซีกโลก ก่อนจะนั่งมองลูกสาวที่ร้องไห้จนหลับคาอก ดวงตาที่บวมแดงจากการร้องไห้ทำเอาหัวใจของคนเป็นพ่อนั้นสลาย ยิ่งเห็นน้ำตาของลูกหลั่งไหล ยิ่งทำให้ผู้เป็นพ่อนั้นเจ็บปวด ยิ่งมองเห็นลูกร้องไห้หัวใจของคนเป็นพ่อนั้นเจ็บร้าวเจียนแหลกเพราะสงสารเด็กหญิงเหลือแสน....

-----

"พี่เจคะ...ฝ่ายบุคคลแจ้งว่ามีนักศึกษาที่มาขอสมัครฝึกงาน พี่เจจะสัมภาษณ์เองหรือว่าให้ฝ่ายบุคคลสัมภาษณ์คะ?" เลขาหน้าห้องเดินเข้ามาบอกจนผมต้องเงยหน้ามอง เพราะได้สั่งไว้ว่าหากมีนักศึกษามาขอฝึกงาน ส่วนมากผมจะสัมภาษณ์ด้วยตัวเอง

"ผมสัมภาษณ์เองครับ...ขอเรซูเม่และเอกสารประกอบมาให้ผมด้วยนะ" ผมตอบกลับเลขาไป

"ค่ะ...สัมภาษณ์เลยไหมคะ? แจงจะได้บอกน้องนักศึกษา" เลขาหน้าห้องถามต่อ

"งั้นรอผมสักห้านาที แล้วเรียกเข้ามาพบผมที่ห้องนี้ได้เลยครับ" ผมบอกกล่าวอย่างสุภาพ ไม่ว่าจะพนักงานระดับไหน ทุกคนล้วนต้องการคนที่พูดดีด้วย และให้ความเป็นกันเอง และผมเชื่อว่าเมื่อไม่มีการเกร็งต่อตำแหน่งใด ๆ งานที่ได้เขาย่อมทำออกมาดี

"ได้ค่ะ" ว่าจบรับคำเลขาหน้าของผมก็เดินย้ำเท้าออกไป

ผมก้มหน้าทำงานตรงหน้าต่ออย่างไม่รีรอ แม้จะเป็นเพียงนักศึกษาฝึกงาน ก็ต้องกรองคนเสียก่อน เพราะผมไม่ชอบคนที่ทำเพื่อหวังแค่ผ่าน แต่การทำงานแม้จะเพียงการเริ่มต้นหาประสบการณ์ก็ย่อมสร้างผลประโยชน์ให้แก่ตัวนักศึกษาและบริษัทของผมเช่นกัน

ก๊อก ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามทีโดยที่ผมไม่ต้องร้องบอกว่าอนุญาตหรือไม่ เพราะรู้ดีแก่ใจว่าผมตั้งตารออยู่แล้ว แจงเลขาหน้าห้องเดินเข้ามาพร้อมกับนักศึกษาคนหนึ่ง ท่าทางดูมีความกระฉับกระเฉง ไม่มีทีท่าหวาดกลัวสถานที่แต่อย่างใด พร้อมจ้องมองคนทั้งสองอย่างจับสังเกต

"นี่น้องศึกษาที่มาขอฝึกงานค่ะพี่เจ" แจงเลขาหน้าห้องแนะนำ

"สวัสดีค่ะ" น้องนักศึกษายกมือไหว้อย่างนอบน้อม พร้อมกับรอยยิ้มอ่อนบนใบหน้าที่ส่งมา

"ประวัติและเอกสารประกอบของน้องค่ะ" ผมรับไหว้และผายมือเชื้อเชิญ แฟ้มประวัติและเอกสารประกอบถูกวางลงตรงหน้า ด้วยฝีมือเลขาของผม

"ขอบคุณครับ" ผมยิ้มรับและตอบกลับเลขาอย่างเช่นที่เคยเป็น ผมไม่ค่อยโวยวายหรือขึ้นเสียงดังต่อลูกน้อง หากเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ร้ายแรงจนแก้ไขลำบาก เพราะความผิดพลาดเกิดขึ้นได้กับทุกคนที่ทำงาน ... ความผิดพลาดจะไม่เกิดก็ต่อเมื่อคน ๆ นั้นไม่ได้ทำอะไรเลย

ผมเข้าใจดีเพราะผมเคยไปลูกจ้างชั้นล่างมาก่อนเหมือนกัน ก่อนจะผันตัวเองมาเปิดบริษัทเล็ก ๆ กับเพื่อน

"แจงขอตัวนะคะ มีอะไรเรียกแจงได้ตลอด" เลขาหน้าห้องบอกกล่าว ผมพยักหน้ารับรู้ ก่อนที่เธอจะสาวเท้าเดินจากไป

"แนะนำตัวครับ" หลังจากที่แจงเลขาหน้าห้องเดินออกไป ผมตั้งใจและบอกกล่าวแก่น้องนักศึกษาตรงหน้า ที่ไร้ทีท่าหวาดกลัวแต่อย่างใด เธอดูมีความมั่นใจและมาดมั่นซึ่งถือเป็นสิ่งที่ค่อนข้างดี เพราะงานของบริษัทของผมคือการพบปะผู้คน ติดต่อกับลูกค้าเกี่ยวกับการทำแอดโฆษณาในสื่อโซเชี่ยล

"ค่ะ ชื่อ มนพิชชา หรือเรียกว่า แนน ก็ได้ค่ะ ศึกษาอยู่ปี 4 มหาวิทยาลัย ZZZ .........."

เธอแนะนำตัวเองไปเรื่อย ๆ โดยที่ผมนั้นแทบไม่ต้องถามอะไรให้มากความ ต่างจากนักศึกษาที่เคยสัมภาษณ์ที่บางคนถามคำตอบคำเท่านั้น จากที่ผมฟังและสังเกตท่าทางของเธอจากการแนะนำตัว เป็นผู้หญิงที่มีความมั่นใจและตั้งมั่น เธอสามารถแนะนำตัวได้อย่างฉะฉาน การพูดจาคล่องแคล่ว แววตาที่จ้องมองผมนั้นเป็นประกายและเดียงสา ดูมีความตั้งใจกับสิ่งที่ทำ ..... และผมก็ชักสนใจในตัวเด็กคนนี้แล้วสิ ถ้าได้มาร่วมงานด้วยคงจะดีไม่น้อย

"พี่ขอถามนะครับ" ผมเอ่ยขึ้นเมื่อพูดคุยกับเธออยู่นาน จนเริ่มจะเห็นท่าแล้วว่าเธอคนนั้นจะต้องทำออกมาได้ดีแน่ ๆ ทุกคำถามเธอตอบออกมาอย่างไม่ติดขัดสักนิด

"ค่ะ" เธอตอบรับสั้น ๆ และมีรอยยิ้มอ่อนเปื้อนบนใบหน้า

"อะไรที่ทำให้มาฝึกงานที่นี่"

"ที่นี่ตรงกับที่แนนเรียนมาค่ะ ไม่มีเหตุผลอื่น"

เธอตอบออกมาอย่างฉะฉานและนิ่งมาก ไม่มีความวอกแวกแต่อย่างใด

"แล้วอะไรที่คิดว่าพี่จะรับเราเข้ามาฝึกงาน"

"เรื่องนั้นแนนไม่มั่นใจหรอกค่ะว่าคุณจะรับแนนเพราะอะไร แต่ว่าแนนมั่นใจว่าจะสามารถฝึกงานบริษัทของคุณได้ถ้าหากคุณรับแนนฝึกงานนะคะ สิ่งที่แนนต้องทำต่อไปคือรีบคว้าโอกาสและกอบโกยประสบการณ์จากที่นี่ให้มากที่สุด นี่คือสิ่งที่แนนตั้งใจเพราะมันเป็นประโยชน์ต่อตัวแนนเอง....ขอโทษนะคะ ที่เหตุผลนี้ค่อนข้างจะเห็นแก่ตัวไปหน่อย"

"หึ .... ไม่เป็นไร ตรงดี พี่ชอบ"

"..........." เธอนิ่งและมองหน้าผมชั่วครู่ ก่อนที่จะก้มหน้ามองบางอย่างเบื้องล่างนั่นคือนาฬิกาที่บอกเวลา

"พร้อมฝึกงานเมื่อไหร่"

"ทันทีค่ะ"

-----

"คูมพ่อขา..." ลูกสาวตัวน้อยเรียกขานคนเป็นพ่อ ที่กำลังยืนแต่งตัวเพื่อเตรียมที่จะไปทำงาน และเธอก็ตั้งท่าจะติดตามไปเช่นกัน เพราะว่าวันนี้เป็นวันหยุดพิเศษที่ทางโรงเรียนประกาศ

"ว่าไงครับ?" คนเป็นพ่อย้อนถาม

"วันนี้คูมพ่อจะพาน้องไอติมไปกินของอร่อย ๆ ไหมคะ?" เด็กหญิงที่ยืนกอดตุ๊กตาตัวโปรด ยืนขนาบข้างเงยหน้าตั้งมองคุณพ่อที่ตัวสูงราวหนึ่งร้อยแปดสิบเซนติเมตร

"แล้วน้องไอติมอยากกินอะไรเอ่ย" คนเป็นพ่อนั่งยอง ๆ ลงตรงหน้าแล้วเอ่ยถามพรางมือหนาลูบหัวลูกสาวอย่างแสนรัก

"อืม~~~....กินอะไรดีน้า~~" เด็กหญิงทำมือแตะปาก เงยหน้าเชิดอย่างคนใช้ความคิด

คนเป็นพ่อที่มองการกระทำสดใสของลูกสาวด้วยรอยยิ้ม เขาจะมีความสุขทุกครั้งที่เธอนั้นไร้น้ำตา เธอจะมีใบหน้าสดใสและไร้เดียงสา

"คิดช้า...หมดเวลานะ"

"ไม่ค่ะไม่.....น้องไอติมคิดออกแล้ว ปิ๊ง!"

"ไหนว่ามาสิครับ.....ลูกสาวคนสวยอยากกินอะไรน้า"

คนเป็นพ่ออมยิ้มกับท่าทีน่าเอ็นดู มือหนาใหญ่จับหัวเด็กหญิงโยกไปโยกมาเบา ๆ

"ว๊าย! คูมพ่อ เดี๋ยวผมไม่สวย เบา ๆ สิคะ" เด็กหญิงทักท้วงเมื่อพี่เลี้ยงถักเปียสองข้างให้อย่างสวยงาม เมื่อเธอนั้นต้องไปทำงานกับผู้เป็นพ่อ

"แค่นี้เอง....ลูกสาวของพ่อสวยอยู่แล้ว หัวฟูแค่ไหนก็สวย" คนเป็นพ่อเอ่ยปากชมอย่างเอาใจ จนเด็กหญิงนั้นยิ้มจนแก้มกลม ๆ แทบแตก

"น้องไอติมอยากกินกุ้งตัวใหญ่ ๆ ค่ะ" เด็กหญิงบอกในสิ่งที่เธอนึกได้

"โอเคค่ะ.....วันนี้ไปทำงานกับพ่อห้ามซนนะรู้ไหมเอ่ย" คนเป็นพ่อบอกย้ำ

"น้องไอติมจำได้ค่ะ คูมพ่อบอกรอบที่สองแล้วนะคะ" เด็กหญิงชูสองนิ้วป้อม ๆ เป็นสัญลักษณ์ย้ำเตือนความจำ เมื่อผู้เป็นพ่อพูดย้ำขึ้นอีกรอบ

"โอเคค่ะ.....พร้อมหรือยัง กระเป๋าเป้อยู่ไหนเอ่ย"

"กระเป๋าเป้พี่จอยเตรียมแล้วค่ะ"

บ้านชั้นสองที่มีลูกสาวตัวน้อยกับคุณพ่อเจวัยสามสิบเอ็ดคมเข้มในชุดสูทสีเทา เดินจับมือกันเดินลงบันไดมา พร้อมเสียงร้องเพลงสดใสของเด็กหญิงไอติม

"จอย ขอกระเป๋าเป้ของน้องไอติมหน่อย" เสียงเข้มของคุณพ่อเจร้องบอก

"นี่ค่ะ" จอยพี่เลี้ยงยื่นกระเป๋าให้ผู้เป็นนายจ้าง

"ขอบคุณค่ะพี่จอย" เสียงแหลมเจื้อยแจ้วว่ากล่าว พร้อมกับมือเล็กๆ ประนมแนบอกยกไหว้อย่างนอบน้อมน่ารัก

"ค่ะ.....ไปทำงานกับคุณพ่อขอให้สนุกนะคะ" จอยพี่เลี้ยงที่เอ็นดูเด็กหญิงว่ากล่าวพร้อมรอยยิ้ม

"ค่ะ น้องไอติมจะต้องสนุกแน่ๆ ..... คูมพ่อขา พี่จอยไปด้วยไหมคะ?" ประโยคแรกเธอพูดกับพี่เลี้ยง และถัดมาเธอเงยหน้าเอ่ยถามผู้เป็นพ่อที่ยืนจับมือ

"ไม่ไปค่ะ.....วันนี้พี่จอยต้องอยู่ดูแลบ้านให้น้องไอติม เดี๋ยวมีคนมาขโมยกระเป๋าเจ้าหญิงไปแย่เลย"

"อืม โอเคค่ะ....พี่จอยต้องกอดกระเป๋าเจ้าหญิงของน้องไอติมไว้แน่นๆ นะคะ อย่าให้ขโมยไปได้" เด็กหญิงสั่งการอย่างน่ารักน่าเอ็นดู

"ค่ะพี่จอยจะกอดไว้แน่นๆ เลย" พี่เลี้ยงกล่าวย้ำอย่างให้ความเชื่อมั่นต่อเด็กหญิง

"เราไปกันดีกว่าค่ะคูมพ่อ....บ๊ายบายค่ะพี่จอย"

"ค่ะ เดินทางดี ๆ นะคะ"

"พี่ฝากดูแลบ้านด้วยนะจอย"

คุณพ่อเจฝากฝังและส่งยิ้มก่อนจะพาลูกสาวเดินไปยังตัวรถที่จอดอยู่ และมุ่งสู่สถานที่ทำงานประจำ เพียงแต่วันนี้มีลูกสาวตัวน้อยติดสอยห้อยตาม เธอเป็นที่รักแก่พนักงานในบริษัทและผู้คนก็หลงรักในความสดใสพูดเก่งอย่างเดียงสาของเธอ...

"ไอติม อย่าวิ่งลูก รอพ่อก่อนเดี๋ยวล้ม" เด็กหญิงไอติม เมื่อถึงที่หมายเธอรีบหยิบกระเป๋าเป้และลงจากรถทันที โดยไม่รอผู้เป็นพ่อที่กำลังเก็บของสำคัญ

"น้องไอติมจะไปรอกับพี่แจงนะคะ" เด็กหญิงตะโกนบอกผู้เป็นพ่อเมื่อสถานที่คุ้นชินเธอไม่ได้นึกกลัวใคร

ผู้เป็นพ่อรีบเดินตามลูกสาว มองตามร่างเล็กที่วิ่งขวักไขว่ ค่อย ๆ ก้าวขาขึ้นบันไดมือข้างที่ว่างเว้นก็จับราวบันไดด้วยความระมัดระวัง

"ไอติมเดินดี ๆ ระวังพลัดตกบันไดนะคะ" ผู้เป็นพ่อร้องบอกตามหลัง สายตาก็ยังจ้องมองไปยังลูกสาวที่ยืนรอตรงชั้นสองพรางส่งยิ้มแก่ผู้เป็นพ่อ

(สวัสดีค่ะพี่เจ)

(สวัสดีครับพี่)

เสียงทักทายของเหล่าพนักงานเมื่อเดินผ่านก็ทักทายและยกมือไหว้อย่างเคารพ...ผู้เป็นนายจ้างที่ไม่เคยถือตัว ส่งยิ้มรับพร้อมกับจับมือลูกสาวเดินเคียงข้าง

"น้องไอติม สวัสดีพี่ ๆ หรือยัง" ผู้เป็นพ่อบอกกล่าวลูกสาวตัวน้อย

"สวัสดีค่ะพี่....เอ่อ....พี่อะไรคะคูมพ่อ จำไม่ได้" เด็กหญิงที่ไม่ค่อยได้มานาน เรียกขานคนเป็นพ่ออย่างขอความเห็น

"โหยน้องไอติมพี่ฟ้าเสียใจแย่....จำกันไม่ได้" พนักงานสาวพูดขึ้นอย่างท่าทีน้อยใจกลั่นแกล้ง เมื่อเด็กหญิงนั้นทำท่าฉงนนึกไม่ออก

"อ่า พี่ฟ้าคนสวย" เด็กหญิงพูดขึ้นอย่างเอาใจ เมื่อเธอมองแล้วว่าหญิงสาวตรงหน้านั้นหน้างอง้ำดุจเสียใจ ที่เธอนั้นจำชื่อเขาไม่ได้

"อร๊าย....ปากหวานจังเลย" คนถูกเด็กชมยิ้มแก้มปริ

"น้องคงนอนไม่พอฟ้า เลยบอกแบบนั้น"

"โถ่ พี่เจก็ให้ฟ้าดีใจหน่อยก็ไม่ได้ นาน ๆ จะมีคนชม"

ผู้เป็นนายที่ยืนยิ้มพูดแทรกอย่างดับฝัน เมื่อลูกสาวนั้นเอ่ยชมเธอจนยิ้มหน้าบาน

"พี่ไปทำงานละ....อ่อแล้วนี่ไอ้ไฟเข้ามายัง" เจเอ่ยถามเมื่อนึกได้ว่านัดคุยงานกับเพื่อนที่ก่อตั้งบริษัทมาด้วยกัน

"พี่ไฟมาได้สักพักแล้วค่ะ...อยู่ห้องทำงาน" ฟ้าพนักงานสาวบอกกล่าวด้วยรอยยิ้ม

"อ่า....ขอบใจมาก" เจเอ่ยขึ้น ความเป็นกันเองไม่ถือตัวเลือกชนชั้นทำให้ลูกน้องไม่ว่าหญิงหรือชาย ให้ความเคารพและนับถือ พนักงานทั้งหลายล้วนรักและไม่ต้องคิดยุ่งยากเลยหากจะทำงานให้ด้วยความเต็มใจหามรุ่งหามค่ำ หากงานที่มีมันล้นหลาม จนสละเวลาส่วนตัวนอนที่บริษัทก็เคยมาแล้ว

"ค่ะ...งั้นฟ้าไปทำงานก่อนนะคะ"

"บ๊ายบายค่ะพี่ฟ้า"

"พี่แจงคนสวย สวัสดีค่ะ" เด็กหญิงไอติมทักทายพร้อมยกมือไหว้อย่างนอบน้อม

"หูย น้องไอติมพี่แจงคิดถึง ทำไมวันนี้ไม่ไปโรงเรียนคะ?" แจงเลขาสาวกล่าวทักทายพรางลูบหัวเด็กหญิงที่เดินมาหยุดข้างโต๊ะทำงาน

"วันนี้โรงเรียนหยุดค่ะ น้องไอติมเลยมาทำงานกับคูมพ่อ" เด็กหญิงบอกกล่าวอย่างมีเหตุผล

"แล้วเด็กฝึกงานที่พี่นัด"

"รอในห้องทำงานแล้วค่ะ"

"อืม....เดี๋ยวพี่คุยเสร็จ ฝากแจงพาน้องแนะนำกับคนอื่น ๆ ด้วยนะ และให้น้องช่วยงานแจง พี่เห็นแจงงานเยอะน้องคนนี้น่าจะช่วยได้" ผู้เป็นนายบอกกล่าว

"โอ๊ย...กราบซบอกพี่เจเลยค่ะ" เลขาสาวหยอกเย้าด้วยท่าทางยกมือไหว้อย่างจริต คำพูดที่ล้อเล่นจนเป็นนิตย์

"เลี้ยงข้าวเที่ยงพี่ตอบแทนก็ได้นะ" ผู้เป็นนายแหวแซว จนเเจงลดมือลงหุบยิ้มแทบไม่ทัน

"พี่เจ~~~ นี่ลูกน้องรับเงินเดือน?" เธอชี้นิ้วเข้าหาตัวเองอย่างเป็นคำถาม จนผู้เป็นนายนั้นยิ้มตามอย่างขบขัน

"ฮ่า ฮ่า....หยอก ๆ อ้าวไอติมหายไปไหน?"

"พี่เป็นใครเหรอคะ?" เด็กหญิงที่เดินเข้ามาในห้องทำงานผู้เป็นพ่อ มองเห็นหญิงสาวแรกแย้ม ใบหน้าสวยเสลานั่งอยู่ภายใน ด้วยความสงสัยเธอจึงเดินเข้าไปใกล้แล้วเอ่ยถามทันที

"พี่มาฝึกงานค่ะ" แนนที่เห็นเด็กหญิงหน้าตาจิ้มลิ้มเอ่ยทัก เธอจึงตอบกลับเสียงใส ด้วยในใจรักเด็กเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

"ฝึกงานคืออะไรเหรอคะ?" เด็กหญิงยังคงถามต่อ

"มาทำงานค่ะ....มาเรียนรู้หาความรู้เหมือนหนูไปโรงเรียนไงคะ" แนนตอบในสิ่งที่เด็กหญิงสงสัย

"ไม่เข้าใจ ไอติมไม่เข้าใจ" เด็กหญิงส่ายหัวอย่างงวยงง พร้อมกับเดินไปนั่งลงข้าง ๆ แนน

"ฮ่า ฮ่า เดี๋ยวโตขึ้นหนูก็จะเข้าใจค่ะ...ว่าแต่ชื่ออะไรคะน่ารักจัง"

"ชื่อน้องไอติมค่ะ" เด็กหญิงแนะนำ แม้จะไม่คุ้นหน้าแต่เธอก็สามารถเจรจาได้อย่างไม่ขัดเขิน

"ชื่อก็น่ารัก" แนนเอ่ยชม

(ไอติมไปกวนพี่แนนทำไมคะ) เสียงเข้มของผู้เป็นพ่อทักท้วง เมื่อเปิดประตูเข้ามาแล้วพบลูกสาวพูดเจื้อยแจ้ว

"สวัสดีค่ะคุณเจ" แนนที่เห็นเจเดินมา เธอรีบลุกยืนด้วยมารยาทพร้อมยกมือไหว้

"ครับ...เรียกว่าพี่เจเหมือนพนักงานคนอื่น ๆ ก็ได้แนน"

"อ่อค่ะ" แนนยิ้มรับอย่างสดใส

"คูมพ่อขา...ใช่คูมแม่ไหมคะ?" เด็กหญิงไอติมเดินมาจับมือผู้เป็นพ่อแล้วเอ่ยถามตามประสาเด็ก ทำเอาคนทั้งสองนั้นต่างมองหน้ากัน

"ไม่ใช่ค่ะ นี่พี่แนนมาทำงาน" ผู้เป็นพ่อรีบคลายความสงสัยเร็วพลัน

"คูมแม่ก็ทำงาน คูมพ่อบอก" เด็กหญิงยังสงสัยต่อ

"แต่นี่ไม่ใช่คุณแม่ คุณแม่ทำงานไกลมากเลยต้องนั่งเครื่องบิน" แม้จะเจ็บปวดในสิ่งที่ลูกสงสัย แต่คนเป็นพ่อก็พยายามที่จะอธิบายให้ลูกสาวเข้าใจ แม้วัยของเธอจะยังไม่สามารถเข้าใจโลกภายนอกมากนัก

"พี่แนนเป็นแม่ไอติม"

"เอ่อ น้องไอติมคะ พี่แนนไม่ใช่คุณแม่หนูค่ะ" แนนที่อยู่ในคราบนักศึกษารีบท้วง เมื่อเด็กหญิงนั้นป้ายสีความเป็นแม่ให้อย่างไม่ทันตั้งตัว

"พี่ขอโทษแทนไอติมด้วยนะ .... คือเธอคิดถึงแม่มากไป" เจรีบกล่าวขอโทษทันที เพราะเห็นสีหน้าของหญิงสาวที่เหลอหลา

"จะเอาพี่แนนเป็นแม่ ไอติมจะเอา จะเอา ๆๆๆ"

"ไอติม! ทำไมงอแงแบบนี้ล่ะ" คนเป็นพ่อเริ่มเอ็ดเบา ๆ เมื่อลูกสาวนั้นร้องจะเอา ๆ ไม่ยอมหยุด

"ก็ไอติมอยากมีแม่" เด็กหญิงโต้แย้งพร้อมกับเงยหน้ามองหญิงสาวที่อยู่ข้าง ๆ เธอพูดด้วยน้ำเสียงเศร้า ดวงตาที่แนนมองเห็นทำให้เธอสัมผัสบางอย่างได้ว่า เด็กน้อยคนนี้ดูมีปมอะไรบางอย่างแอบซ่อนอยู่

เด็กหญิงไอติมละสายตาจากแนน ก่อนจะหันทำหน้าบึ้ง ปากยู่ย่นชนจมูกใส่ผู้เป็นพ่อ

"ไอติมเริ่มไม่น่ารักแล้วนะ" ผู้เป็นพ่อต่อว่า เมื่อลูกสาวชักสีหน้าเอาแต่ใจ

"เอ่อ...พี่เจแนนว่า แนนขอไป..." ศึกสงครามระหว่างพ่อผู้หล่อเหลากับลูกสาวแสนพูดเก่ง ทำให้แนนที่มองเห็นนั้นอยากจะปลีกตัวออกมา เพราะว่าเรื่องราวของพ่อลูกเริ่มจะเป็นส่วนตัวลึกลงไป เกินกว่าเธอจะรับรู้

"ไม่ให้พี่แนนไป!"

"ไอติม!"

"คูมพ่อ!"

"ทำไมถึงดื้อ!"

"เอ่อพี่เจคะเดี๋ยวแนนคุยกับน้องให้เองค่ะ" แนนที่เห็นศึกเริ่มบานปลาย จึงเสนอเพื่อต้องการคลายศึกพ่อกับลูก

"....อืม" คุณพ่อเจที่นึกอายเมื่อลูกสาวกล่าวอ้างหญิงอื่นยัดเยียดความเป็นแม่ เเม้จะเข้าใจดีในความรู้สึกของลูก แต่กล่าวโต้ง ๆ แบบนี้เขาก็หวั่นในความรู้สึกของคนที่ถูกยัดเยียด เพราะเธอยังสาวสะพรั่งและคงมีคนรู้ใจแล้ว

"น้องไอติมจ๋า...พี่แนนว่าไอติมขึ้นเสียงใส่คุณพ่อแบบนี้ พี่แนนว่าคุณพ่อต้องเสียใจแน่ ๆ เลย เห็นไหมคะคุณพ่อนั่งนิ่งหน้าเศร้า...น้องไอติมไปขอโทษคุณพ่อนะคะ" แนนที่เป็นคนกลางเลือกที่จะนั่งลงข้างเด็กหญิง เมื่อสถานการณ์ตรงหน้าระหว่างพ่อลูกเริ่มอึมครึม

ความอ่อนโยนที่แนนมีเผยต่อหน้าของคุณพ่อเจ ที่ลอบมองไม่วางตายืนสองมือล้วงกระเป๋าจ้องมองอย่างสังเกต

เด็กหญิงไอติมตั้งใจฟังในสิ่งที่แนนพูด เธอเริ่มปรับสีหน้าใหม่ และจ้องมองหน้าแนนอย่างพินิจ สิ่งที่บอกกล่าวเด็กหญิงหันไปมองหน้าผู้เป็นพ่อด้วยสายตาที่รู้สึกผิด เมื่อเธอนั้นเห็นสีหน้าของพ่อที่นิ่งเฉย มองมาที่เธออย่างสื่อความหมาย แม้เธอจะยังเยาว์วัยแต่ความรู้สึกที่พ่อเป็น เธอก็รับรู้ได้ด้วยสายใย

สองขาเล็กก้าวเดินช้า ๆ ก้มหน้าก้มตาเดินตรงไปหาผู้เป็นพ่อที่นั่งนิ่งบนเก้าอี้ประจำตำแหน่ง ก่อนจะหยุดยืนตรงหน้าผู้เป็นพ่อที่เอี้ยวเก้าอี้หันมองลูกสาวตัวน้อย

"คูมพ่อขา น้องไอติมขอโทษค่ะ" เด็กหญิงที่พูดยังไม่ชัดถ้อยชัดคำ เงยหน้าพร้อมกับยกมือไหว้ผู้เป็นพ่ออย่างรู้สึกผิด กิริยาที่น่ารักนอบน้อมเธอถูกปลูกฝังจากพ่อและปู่ย่าแม้นานครั้งจะไปเยี่ยมหา แต่เธอก็จดจำการกระทำได้ดีด้วยความเคยชิน

"ขอโทษที่ดื้อกับคูมพ่อ อึก ๆ นะ น้อง ฮึก ไอติมไม่ได้ตั้งใจ ฮือออออ" เด็กหญิงก้มหน้ามองพื้น แล้วพูดออกมาด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้น จนกลับกลายเป็นร้องไห้โฮต่อหน้าพ่อ

"......." ผู้เป็นพ่อไม่ตอบใด ๆ แต่กลับอุ้มลูกสาวให้นั่งตักพร้อมกอดลูบหัวอย่างอ่อนโยน

เด็กหญิงตัวน้อยสะอื้นร้องไห้ในอ้อมกอดอุ่นของผู้เป็นพ่ออย่างเดียงสา สิ่งที่ทำไปเพราะแค่อยากได้ความอบอุ่นจากคำว่าแม่ที่เธอนั้นขาดหาย ไม่ได้อยากกลับกลายเป็นเด็กดื้อรั้นโต้เถียงทำให้พ่อนั้นเสียใจแต่อย่างใด...เธอแค่เพียงอยากเรียกใครสักคนว่าแม่เหมือนเพื่อนคนอื่นบ้าง

"แค่อยากมีแม่ ฮึก ฮือออออ" เด็กหญิงร้องไห้อย่างน่าสงสาร ซึ่งทำให้คนเป็นพ่อนั้นทรมานเจ็บปวดยิ่งกว่า

แนนที่ยืนมองสองพ่อลูกที่กำลังปลอบกัน เธอมองภาพนั้นอย่างน่าสงสาร และก็เริ่มคาดเดาออกแล้วว่ามันคืออะไร ที่ทำให้เด็กหญิงที่แสนน่ารักเรียกร้องคำว่าแม่

"แนนออกไปหาพี่แจงนะ เธอจะเป็นคนสอนงานให้ และแนนก็เป็นผู้ช่วยพี่แจง มีอะไรไม่เข้าใจก็ถามพี่แจงได้เลย" ผู้ที่เป็นนายหันไปบอกกล่าวแก่แนนให้รับรู้ เสียงนุ่มละมุนเอ่ยเรียกทำให้เธอนั้นหลุดจากภวังค์ความน่าสงสารของพ่อลูก

"ค่ะ"

("ไม่ร้องนะคะคนเก่งของพ่อ")

เสียงพูดปลอบที่ฟังแล้วแสนจะอบอุ่น คำพูดที่ทำให้แนนที่ได้ยินนั้นต้องชะงักฟัง ก่อนจะดึงสติให้อยู่กับตัวแล้วเดินจากไป

-----

"คูมพ่อ! คูมพ่อ!" เด็กหญิงเรียกขานผู้เป็นพ่อเสียงดังเมื่อเธอนั้นเห็นบางคนยืนอยู่ตรงข้างฟุตบาท

"อะไรลูกเสียงดังเชียว" ผู้เป็นพ่อที่ขับรถเพื่อจะพาลูกสาวไปกินไอศกรีมหันมองอย่างตกใจ

"แม่แนนค่ะ แม่แนน" เด็กหญิงชี้นิ้วพร้อมกล่าวรัว ๆ พร้อมสายตาที่มองแนนนักศึกษาฝึกงานไม่ว่างเว้น

"ไอติม อย่าเรียกพี่แนนแบบนั้นนะคะ...ไหนลูกพี่แนน"

"พี่แนนยืนตรงนั้นค่ะ...พาพี่แนนไปด้วยค่ะคูมพ่อ ไปส่งพี่แนนนะคะคูมพ่อ นะๆๆๆ นะคะ" เด็กหญิงรีบเปลี่ยนสรรพนามเอ่ยเรียกเมื่อผู้เป็นพ่อทักท้วง หันมองหน้าพ่อพร้อมออดอ้อนและเรียกร้องต้องการ

"ไอติม พี่แนนอาจจะมีธุระนะลูก"

"จอดถามค่ะ จอดนะคะคูมพ่อ" เด็กหญิงเร้าหรือต่อผู้เป็นพ่อ

"อะๆ จอดก็จอด" คุณพ่อเจยอมจอดรถเทียบตามที่ลูกสาวร้องขอ "อย่าเพิ่งลงนะคะ อันตราย" ผู้เป็นพ่อรีบปรามเมื่อเธอนั้นตั้งท่าจะเปิดประตูรถ สีหน้าของเธอมีความดีใจกับการที่พ่อสนองความต้องการให้

"พี่แนนขา พี่แนน" ทันทีที่เด็กหญิงลงจากรถได้ เธอวิ่งตะโกนเรียกขานคนที่ยืนรอรถ เสียงเรียกเล็ก ๆ ทำให้แนนหันไปมองตามเสียง เด็กหญิงตัวน้อยวิ่งฉับโบกมือสะบัดไปมาส่งสัญญาณ

"น้องไอติม มาได้ไงคะเนี้ย"

"มากับคูมพ่อค่ะ...นั่นไง" เด็กหญิงบอกกล่าวพร้อมชี้นิ้วไปยังพ่อที่เดินตามหลังมาติดๆ

"พี่เจสวัสดีค่ะ" แนนยกมือไหว้อย่างนอบน้อมพร้อมยิ้มอ่อน

"ครับ...แนนจะกลับบ้านเหรอ?" คุณพ่อเจเอ่ยถาม

"ค่ะ...แนนรอรถเมย์ไม่มาสักที" แนนบอกกล่าวให้รับรู้

"คูมพ่อไปส่งพี่แนน" เด็กหญิงไอติมหันไปหาผู้เป็นพ่อ ใบหน้ากลมเงยมองพรางกระตุกแขนผู้เป็นพ่ออย่างร้องขอ

"เอ่อ...." พ่อเจลังเลเพราะเกรงว่าคนตรงหน้านั้นอาจจะลำบากใจ เขามองหน้าแนนสลับกับลูกสาวที่กำลังส่งสายตาแป๋วอย่างลุ้นคำตอบ

"พี่แนนให้คูมพ่อไปส่งนะคะ คูมพ่อไม่คิดเงิน เชื่อไอติม..."

"เอ่อ ....." แนนก็กระอักกระอวลลังเลเธอรู้สึกเกรงใจ เพราะเพิ่งจะมาฝึกงานวันแรกก็ไม่อยากถูกมองไม่ดี

"ใช่ไหมคะคูมพ่อ" เด็กหญิงหันไปย้อนถามผู้เป็นพ่ออีกครั้ง อย่างต้องการให้ความเชื่อมั่น

"ถ้าแนนไม่รังเกียจ พี่ไปส่งก็ได้นะ จะได้ไม่ต้องรอรถด้วย"

"ขอบคุณนะคะแต่แนนเกรงใจพี่เจค่ะ" แนนรีบบอกอย่างที่เธอนั้นรู้สึก

"พี่แนนไปเถอะค่ะ คูมพ่อไปส่งแป๊บเดียว คูมพ่อขับรถเร็วมากๆ เลยนะ" เด็กหญิงไอติม หันไปจับมือแนนพรางส่งสายตาอย่างวิงวอน

"เอ่อ..."

"นะคะพี่แนน"

"ก็ได้ค่ะ" แนนจำนนต้องเด็กหญิงที่น่ารัก เพราะสายตาที่เธอนั้นสื่อมาทำให้แนนนั้นใจอ่อน

"เย้ ๆ ๆ...ไปกันเลยค่ะ" เด็กหญิงไอติมลากแขนแนนเดินไปยังรถยนต์ที่จอดเทียบอยู่

"แนนรบกวนด้วยนะคะพี่เจ" ทันทีที่ทั้งหมดขึ้นรถ แนนที่นั่งอยู่เบาะหลังกล่าวขึ้นทันที แม้จะรู้สึกเกรงใจแต่ก็ต้องยอมต่อเด็กหญิงผู้น่ารัก

"ไม่เป็นไรหรอก เล็กน้อย...ให้พี่ไปส่งแถวไหนล่ะ" เจเอ่ยถามพร้อมกับมองผ่านกระจกหลัง

"แถวอพาร์มเม้นท์ kk ค่ะ" แนนบอกถึงที่หมายปลายทาง

"ไปกินไอติมอร่อย ๆ " เด็กหญิงพูดแทรกด้วยน้ำเสียงระริกระรี้ดีใจ

"ส่งพี่แนนก่อนนะคะไอติม" คุณพ่อเจบอกกล่าว

"พี่แนนก็หิวค่ะคูมพ่อ" เด็กหญิงว่าตอบด้วยเหตุผลของเธอ ตามประสาเด็กที่คิดว่าผู้อื่นอาจจะหิวเช่นเดียวกับเธอที่กำลังเป็น

"ถามพี่แนนก่อนดีไหม เผื่อพี่แนนมีธุระ" คนเป็นพ่อบอกย้ำพรางขับรถไปด้วย

"แต่ไอติมหิวมากๆ เลยนะคะ หิวจนจะปวดตรงนี้" เด็กหญิงโอดครวญพร้อมใช้นิ้วเล็ก ๆ จี้ลงท้องตัวเองอย่างชี้เป้า

"พาน้องกินข้าวก่อนก็ได้ค่ะ แนนไม่รีบ...น้องคงจะหิวจริงๆ "

"ขอโทษแนนด้วยนะที่ทำให้เสียเวลา" คุณพ่อเจว่ากล่าว เมื่อลูกสาวนั้นเป็นสาเหตุอาจจะทำให้เธอเสียเวลา

"ไม่เป็นไรค่ะ...น้องไอติมก็น่ารักดี"

"คูมพ่อขา...ไปนั่งกับพี่แนนได้ไหมคะ?" เด็กหญิงเอ่ยถาม เมื่อเธอนั้นอยากจะนั่งเล่นกับหญิงสาว

"กวนพี่แนนนะลูก"

"ไม่เป็นไรค่ะ....น้องไอติมมาสิคะพี่แนนรอรับ" ฉันว่าจบเด็กหญิงไอติมมีความดีใจ ร่างกายเล็กค่อย ๆ โผล่มาจากช่องแคบระหว่างเบาะ และมีแนนที่คอยอุ้มพาเธอจนเธอที่หมาย

หญิงสาวที่จิตใจดี เล่นหยอกล้อกับเด็กหญิงที่ช่างพูด ท่าทางของลูกสาวเมื่ออยู่กับแนนเธอร่าเริงและดูมีความสุขกว่าทุกวัน พ่อเจที่ลอบมองเป็นระยะ อดยิ้มไม่ได้ที่เห็นรอยยิ้มของลูกสาวที่เผยออกมาด้วยความสุข....

"แนนกินอะไรสั่งเลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ" เมื่อถึงร้านอาหาร นักศึกษาที่ลูกสาวคะยั้นคะยอเร้าหรือให้มา เกิดการประหม่าอย่างตื่นตระหนก เมื่อย่างกรายเข้ามาในร้านอาหารของห้างสรรพสินค้า อาการที่เผลอหลุดลอดออกมาทำให้พ่อเจสังเกตเห็นก่อนที่เธอจะเข้าสู่อาการปกติ

"ค่ะ...แล้วแต่พี่เจเลยค่ะแนนกินได้หมด" แนนส่งยิ้มอ่อนพร้อมบอกต่อ และคนตรงหน้าก็ตอบรับด้วยการพยักหน้าก่อนจะโบกมือเรียกบริกร

"พี่แนนขา หิวอะไรกินเลยค่ะ คุณพ่อจ่ายเงิน กินเยอะ ๆ ให้พุงโต ๆ เหมือนไอติม แบบนี้ ๆ" เด็กหญิงไอติมที่ดูมีความสุข พูดสาธยายพร้อมกับลูบพุงป่องกลมของตัวเองอย่างยกตัวอย่าง

"กลมแบบนี้เลยเหรอคะ" แนนก้มหน้าสนใจมองเด็กหญิงที่นั่งข้าง ๆ ตั้งแต่อยู่บนรถจนตอนนี้เธอติดพี่แนนแจยิ่งกว่าเงา ผู้เป็นพ่อที่เคยให้ความสนใจกลายเป็นหมาเหงาไปเสียแล้ว

"แบบนี้เลยค่ะ.....แบบไอติมกินช้างมาท้องอ้วนเลย คิก คิก ฮ่า ฮ่า" เด็กหญิงเงยหน้าหัวเรากับคนที่สูงกว่า รอยยิ้มของเธอ เสียงหัวใจที่สดใสเดียงสาของเธอ ทำให้ผู้เป็นพ่อนั้นดีใจที่ลูกสาวยิ้มได้และดูมีความสุข ความสุขที่กลั่นออกมาทางแววตากลมโตของลูกสาว

"ไอติมหยุดพูดบ้างก็ได้.....พี่แนนปวดหูแล้วมั้งพ่อว่า" พ่อเจเอ่ยขึ้นเมื่อลูกสาวนั้นเอาแต่พูด นึกเกรงใจคนที่มาด้วยไม่น้อย

"ไม่เป็นไรค่ะพี่เจ...น้องน่ารักดีแนนชอบ" แนนละสายตาจากเด็กหญิงหันไปบอกและส่งยิ้มให้ผู้เป็นพ่อของเด็กหญิง ฝ่ามือเรียวก็ยังคงลูบหัวของไอติมอย่างเอ็นดู

"คุณพ่อชอบว่าไอติมตลอดเลย.....ก็กลัวพี่แนนเหงาเลยพูดเป็นเพื่อนค่ะ" เด็กหญิงให้เหตุผลแก่ผู้เป็นพ่อ

"สงสารพี่แนน....เพราะไอติมพูดตั้งแต่ขึ้นรถจนมาในห้าง ไอติมไม่เหนื่อยเหรอคะ พ่อเป็นห่วงกลัวไอติมกลัวเจ็บคอ" คนเป็นพ่อเย้าต่อพลางอมยิ้ม

"เหนื่อยก็กินน้ำค่ะ....มีนมด้วยค่ะ นี่ไงคะ .... สู๊ด" เด็กหญิงพูดพร้อมส่ายหัวไปมาก่อนจะยกแก้วนมสดสีขาวดูดกินอย่างสาธิตให้ผู้เป็นพ่อเห็น

"พูดเก่งจังเลย...." แนนที่ยิ้มทุกครั้งที่เด็กหญิงพูด ความน่ารักสดใสที่เธอเป็นเรียกรอยยิ้มให้แก่แนนได้ตลอดทั้งวัน

"ปวดหูไหมคะพี่แนน"

"ไม่ปวดเลยค่ะ" แนนบอกกล่าวเด็กหญิงที่ได้ฟังคำตอบนั้นยิ้มจนตาแทบปิด

"พี่แนนน่ารัก ไอติมชอบพี่แนน..." เด็กหญิงพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มอย่างกับความรู้สึกที่เธอนั้นเป็น จนคนที่ได้ฟังนั้นถึงกับยิ้มเขินกับความช่างพูดของเด็กหญิงไอติมที่ใสซื่อและเดียงสา

"น้องไอติมก็น่ารัก" แนนเอ่ยตอบในความหมายแบบเดียวกัน จนเด็กหญิงนั้นขยับเข้าไปใกล้ชิดกว่าเดิมพร้อมเงยหน้ามองด้วยรอยยิ้มสดใส เธอรู้สึกดีและอบอุ่นเมื่ออยู่ใกล้แนนจนแทบไม่อยากห่างกาย

"แล้วคุณพ่อชอบพี่แนนไหมคะ?" ประโยคคำถามที่เอาผู้ใหญ่ทั้งสองนั้นไปแทบไม่เป็น หญิงสาวแรกรุ่นก็มีอาการหน้าแดงเคะเขิน ส่วนชายหนุ่มวัยสามสิบเอ็ดก็แทบเสียการทรงตัว คำถามที่เข้าใจกันดีว่าตามประสาแต่ว่าในมุมผู้ใหญ่จะตอบอย่างไรเมื่อมันสื่อความหมายไปอีกแบบ

"ว๊าว...อาหารมาพอดีเลย ของโปรดลูกสาวพ่อด้วย" คุณพ่อเจที่ปลีกตัวด้วยบริกรนั้นวางอาหารที่สั่งลงตรงหน้าไว้ทันท่วงที ก่อนที่ลูกสาวนั้นจะเร้าหรือเอาคำตอบที่ทำเอาผู้เป็นพ่อนั้นไปไม่เป็น และแนนก็ใบหน้าขึ้นสีอย่างเขินอายแทบไม่กล้าสบตามองหน้าพ่อเจเพราะเด็กหญิงที่ปั่นป่วน

"ว๊าว ปลาหมึกตัวโตนอนแช่น้ำ" เด็กหญิงร้องว๊าวตาโตเมื่อเห็นอาหารของโปรดจนเธอนั้นลืมในสิ่งที่ถามผู้เป็นพ่อออกไป

"ชอบปลาหมึกเหรอคะ?"

"ชอบมาก ๆ เลยค่ะ ฟันไอติมหลอแต่ไอติมชอบกิน คิก คิก คิก" เด็กหญิงบอกกล่าวหญิงสาวที่นั่งข้าง ๆ

"งั้นพี่แนนทำชิ้นเล็ก ๆ ให้นะ"

"ขอบคุณค่ะแม่แนน" เด็กหญิงเผลอหลุดปากใช้สรรพนามที่เธอนั้นขาดหาย จนผู้เป็นพ่อนั้นต้องใช้สายตาในการห้ามปราม "ขอโทษค่ะพี่แนน"

สายตาของผู้เป็นพ่อจ้องมองจนเด็กหญิงนั้นต้องหลบสายตา แล้วก้มหน้ามองตักก่อนจะขอโทษหญิงสาวที่เธอนั้นพลั้งเผลอเรียกว่าแม่ แนนที่เห็นด้วยความสงสารทั้งสายตาของผู้เป็นพ่อที่ค่อนไปทางดุตำหนิ ทำให้แนนนั้นรีบเอื้อมมือไปลูบหัวเด็กหญิงอย่างปลอบใจ เธอเริ่มที่จะเข้าใจในสิ่งที่เด็กหญิงไอติมนั้นขาดหาย แม้จะยังไม่รู้เรื่องราวมากมายที่ก่อเกิดแต่เธอก็ไม่อยากให้เด็กหญิงนั้นเศร้า...เพราะเรื่องราวของเธอที่ประสบพบเจอก็แทบไม่ต่างกัน

"ทานปลาหมึกดีกว่าเนอะ...นี่คะทานเยอะ ๆ นะจะได้ท้องโต ๆ" แนนรีบพูดเอาใจเพื่อให้เด็กหญิงนั้นคลายเศร้าและมีรอยยิ้มดังเดิม

"พี่ขอโทษแนนแทนลูกพี่ด้วยนะ" สิ่งที่ทำได้คือการขอโทษแทนลูกสาว ซึ่งผู้เป็นพ่อนั้นเข้าใจความรู้สึกของลูกดี แต่การป้ายสีผู้อื่นให้เป็นแม่มันอาจจะทำให้หญิงสาวนั้นเสียหาย

"แนนโอเคค่ะ...น้องยังเด็ก"

"ทานข้าวเถอะ เผื่อแนนมีธุระ เดี๋ยวพี่ไปส่ง"

"เมื่อยแขนไหมแนน" คุณพ่อเจที่คอยมองอย่างเกรงใจ เมื่อลูกสาวช่างพูดนั้นหลับใหลในอ้อมอกของแนนอยู่นานแล้ว คงเพราะเหนื่อยล้าจากการที่ไปเดินเที่ยวเล่นหลังจากที่ทานอาหารเสร็จในตอนเย็น

"แนนไหวค่ะ..." แนนหันไปตอบกลับคุณพ่อเจ แม้ว่าจะรู้สึกล้าแขนเพราะเด็กหญิงไอติมก็มีน้ำหนักอยู่พอตัว

"ใกล้ถึงแล้ว...รบกวนแนนอีกแล้ว ไอติมวุ่นวายกับแนนเยอะไป โทษทีนะ" พ่อเจพูดด้วยความสุภาพ แม้แนนนั้นจะยินดีและเต็มใจกับสิ่งที่เด็กหญิงไอติมนั้นก่อกวน ด้วยความเอ็นดูเธอจึงไม่ได้ติดใจกลับชอบเสียมากกว่า

.

.

"ไอติมลูก ตื่นก่อนนะพี่แนนจะกลับบ้านแล้ว" เสียงปลุกของผู้เป็นพ่อเอ่ยขึ้นพรางสะกิดแขนลูกสาวให้รู้สึกตัวเมื่อเธอนั้นนอนหลับลึกบนตักของแนน

"............" เด็กหญิงที่ง่วงนอนสุดขีด แม้ผู้เป็นพ่อจะสะกิดตามแขนขา เธอก็ยังไม่ลืมตาตื่นเพราะเพลียร่างกายจากการเดินเที่ยวอย่างมีความสุขและสนุกสนานกว่าทุกครั้งที่ได้มา

"เดี๋ยวพี่ลงไปอุ้ม แนนนั่งรอก่อนนะ"

"ค่ะ"

คุณพ่อเจปลดเข็มขัดและลงจากรถ อ้อมมาอีกฟากฝั่ง ก่อนจะเปิดประตูพร้อมกับโน้มตัวลงใกล้เพื่ออุ้มลูกสาวกลับคืน

"มา...พี่อุ้มน้องเอง"

ความชิดใกล้ของใบหน้าที่สัมผัสได้ถึง ลมหายใจอุ่นของแนนที่พ่นกระทบกับผิวแก้มของพ่อเจ หญิงสาวแรกรุ่นวัยมหาวิทยาลัย ที่ไม่เคยจะได้ใกล้ชิดชายใด เกิดประหม่าและเขินอาย ใบหน้าคมที่เริ่มมีไรหนวดเจือจางเข้าใกล้ จนแนนนั้นแทบกลั้นลมหายใจ แต่ก็ขยับตัวออกห่างไม่ได้เมื่อเธอต้องโอบประคองเด็กหญิงไว้

.....ความรู้สึกบางอย่างสั่งการให้พ่อเจนั้นหันมามอง จนปลายจมูกของแนนแทบชนกับใบหน้าของพ่อเจ เธอพยายามอย่างมากที่จะเอนหลังหนีห่างอย่างเกร็ง ๆ

.....ดวงตาสองคู่เพ่งเล็งสบจ้องมองกัน วงแขนแกร่งยังคงพยายามสอดอุ้มลูกสาวแต่ต้องแน่นิ่งไม่ขยับเมื่อได้สบตาเธอ ดวงตาคู่สวยจ้องมองไม่วางตาอย่างกับเหมือนต้องมนตร์สะกด พร้อมกับดวงตาคมเข้มอีกคู่ก็จ้องมองเช่นกัน ความรู้สึกชิดใกล้หญิงสาวที่อายุห่างกันเกือบสิบปี ทำเอาหัวใจของคุณพ่อลูกติดสั่นไหว เต้นโครมครามเสียงดังแทบหลุดจากอก

"อื้อออออ คูมพ่อขา" เสียงงัวเงียของเด็กหญิงไอติมที่เริ่มรู้สึกตัวเรียกขาน จนผู้ใหญ่ทั้งสองนั้นหลบสายตากันแทบไม่ทัน

"นอนทับพี่แนนนานเลย...มาพ่ออุ้มนะคะ" คุณพ่อเจว่ากล่าวพร้อมอุ้มเด็กหญิงออกจากตักของแนน

"พี่เจระวังค่ะ"

โป๊ก!!

"โอ๊ะ!"

ไม่ทันที่แนนจะปรามหัวของพ่อเจก็กระแทกเข้ากับขอบประตูรถยนต์เพราะไม่ทันระวัง เกิดความเขินอายที่ปล่อยไก่ตัวใหญ่ต่อหน้าหญิงสาวรุ่นน้อง

"หึ คิก" แนนที่อดกลั้นหัวเราะไม่ไหว แต่ก็พยายามเก็บอาการ เพราะชายวัยสามสิบเอ็ดคงเกิดอายไม่น้อย

"ฮ่า ฮ่า ฮ่า....คูมพ่อหัวแตก" เด็กหญิงไอติมหัวเราะร่าอย่างชอบใจเมื่อผู้เป็นพ่อนั้นหัวกระแทกเสียงดัง

"ไอติม พ่ออายนะดูสิพี่แนนก็ขำพ่อด้วย" คุณพ่อเจกลบเกลื่อนความอาย ด้วยการพูดเย้า สายตาก็มองหน้าแนนที่กำลังเก็บกลั้นเสียงหัวเราะไว้ในลำคอ

"ฮ่า ฮ่า ฮ่า....คูมพ่อแก่แล้วตาไม่ดี หัวโขกเลย" เด็กหญิงชอบใจจากที่งัวเงีย เปลี่ยนเป็นหัวเราะร่าสนุกสนาน

"พ่อแก่ แต่พ่อหล่อนะ" พ่อเจที่อุ้มลูกออกมาจากตักแนนพูดเย้าแหย่หยอกล้อ จนแนนที่ตามออกมานั้นอมยิ้มตาม เธอสะพายกระเป๋าคู่ใจพร้อมที่จะจากลา

"หล่อเหรอคะ พี่แนนคูมพ่อหล่อไหมคะ" เด็กหญิงหันไปถามความคิดเห็น...ซึ่งเป็นคำถามที่ทำเอาแนนนั้นหน้าแดงอีกรอบ สายตาคมก็จับจ้องมองมาที่เธอ

"....หล่อค่ะ น้องไอติมน่ารักและมีคุณพ่อหล่อด้วย" หญิงสาวหันเหสายตามองเด็กหญิงที่ถูกพ่อเจอุ้มแนบอก เพราะเธออายเหลือเกินที่ต้องมองคุณพ่อลูกติดที่ยังดูดีเช่นเขา

"กลับบ้านได้แล้ว ให้พี่แนนพักผ่อน" คุณพ่อเจพูดตัดบท เพราะตอนนี้ก็เวลาค่ำมืดแล้ว เกรงใจคนที่ลูกสาวเร้าหรือมานานหลายชั่วโมง

"สวัสดีค่ะพี่แนน จุ๊ดไนท์"

"กู๊ดไนท์ค่ะ...ขอบคุณนะคะพี่เจที่มาส่ง" คำแรกแนนพูดกับเด็กหญิง และถัดมาเธอกล่าวกับผู้เป็นพ่อของเด็กหญิงพร้อมกับยกมือไหว้อย่างเคารพ

"ขอบคุณนะที่ไปเป็นเพื่อนเล่นไอติม พี่กลับละ" คุณพ่อเจว่ากล่าวด้วยน้ำเสียงละมุน

"ค่ะ สนุกดีค่ะพี่....บ๊ายบายนะคะน้องไอติม" แนนตอบกลับด้วยความสดใสก่อนจะบอกลาเด็กหญิงตัวกลมในอ้อมอกผู้เป็นพ่อ

"บ๊ายบายค่ะพี่แนน"

-----

หลายวันผ่านพ้นไป สภาพจิตใจเด็กหญิงก็ยังคงบอบช้ำ ด้วยคำพูดที่เพื่อนหญิงร่วมห้องชอบล้อเลียนเธอ

"จอย วันนี้พี่มีประชุมฝากไปรับน้องที่โรงเรียนด้วยนะ"

"ค่ะพี่เจ"

คุณพ่อเจสั่งการเมื่อเดินจูงมือลูกสาวลงมาจากบนบ้านชั้นสอง

การถูกเพื่อนล้อทำให้เด็กหญิงไม่อยากจะไปโรงเรียน เธอพยายามทำหลายอย่างเพื่อเลี่ยงสถานที่ใหม่ที่คิดว่าจะทำให้เธอหายเหงา แต่กลับกลายเป็นสถานที่ทำร้ายจิตใจของเธอให้ห่อเหี่ยวกว่าเดิม

เธอจะมีอาการทางสีหน้าทุกครั้งที่พ่อบอกต้องไปโรงเรียน แม้จะบาดลึกในใจแต่ก็ยอมไปโรงเรียนตามที่คนเป็นพ่อร้องขอ

"คูมพ่อ~~~" เด็กหญิงเรียกขานแผ่วเบา น้ำเสียงที่เปรยออกมา แววตาที่เงยมองผู้เป็นพ่อนั้นดูเศร้าเพราะเธอไม่อยากที่จะไปโรงเรียน

"ว่าไงคะคนเก่ง"

"ไม่ไปโรงเรียนได้ไหม?"

เด็กหญิงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเศร้า ดวงตากลมที่มองผู้เป็นพ่อนั้นสื่อถึงการอ้อนวอน....ซึ่งคนเป็นพ่อนั้นรู้ดีและเห็นใจ แต่ถ้าปล่อยให้ลูกสาวอยู่แค่ในกรอบบ้าน เธอจะไม่กล้าเผชิญกับสิ่งรอบกายและกลายเป็นคนอ่อนแอ

แม้ว่าคนเป็นพ่อจะเจ็บปวดทุกครั้งที่เห็นลูกสาวหน้าเศร้า ใช่ว่าไม่เจ็บปวด มันรวดร้าวไปทั้งดวงใจ แต่จะให้ลูกอยู่แค่พื้นที่นี้คงจะไม่ได้เมื่ออนาคตเธอต้องเติบใหญ่และยังไงก็ต้องรับรู้เรื่องราว

"จำที่พ่อบอกได้ไหมคะ" ผู้เป็นพ่อนั่งยอง ๆ ลงตรงหน้าลูกสาว พร้อมกับเอื้อมมือลูบหัวเธออย่างรักใคร่ เพราะเธอนั้นเหมือนดวงใจและเป็นสิ่งเดียวที่หล่อเลี้ยงหัวใจผู้เป็นพ่อให้มีชีวิตเดินต่อ

"จำได้ค่ะ" เด็กหญิงตอบรับ

"พ่อบอกว่ายังไงคะ" ผู้เป็นว่าย้อนถาม

"คูมพ่อบอกว่า เป็นลูกคูมพ่อต้องเก่งเหมือนคูมพ่อ ไม่งอแงและเข้มแข็ง ไม่ร้องไห้...แล้วคูมพ่อจะพาไปกินของอร่อย ๆ ค่ะ" เด็กหญิงร่ายยาวในสิ่งที่ผู้เป็นพ่อบอกไว้

"เก่งมากค่ะ...น้องไอติมอยากกินของอร่อย ๆ หนูต้องทำให้ได้นะคะ เย็นนี้ให้พี่จอยไปรับนะ พ่อจะซื้อของอร่อย ๆ มาฝากเยอะ ๆ" ผู้เป็นพ่อที่พยายามอย่างมากที่จะเลี้ยงดูลูกสาวให้เติบใหญ่และมอบความรัก เขาเฝ้าฟูมฟักเลี้ยงดูจนสุดความสามารถเท่าที่ผู้ชายเช่นเขาจะทำได้

"คิดถึงพี่แนนค่ะคูมพ่อ"

"ใครเหรอคะน้องไอติม" เมื่อได้ยินชื่อที่ไม่คุ้นเคย จอยพี่เลี้ยงสาวจึงถามแทรกอย่างไม่รักษามารยาทเพราะความอยากรู้

"พี่แนนคนสวย ๆ ที่ทำงานกับคูมพ่อค่ะพี่จอย"

"จอยไปทำงานเถอะ เดี๋ยวพี่จะไปส่งน้องที่โรงเรียน" คุณพ่อเจพูดแทรกระหว่างบทสนทนาของพี่เลี้ยงและลูกสาว

ในบ้านที่ประกอบด้วยแม่บ้านหนึ่งคน พี่เลี้ยงหนึ่งคน ผู้ชายเช่นเขาคงไม่สามารถที่จะดูแลบ้านทั้งหลังได้ จึงต้องว่าจ้างคนดูแลด้วยพ่อแม่นั้นหามาให้ เพราะห่วงใยลูกชายแถมยังเป็นคุณพ่อลูกติด ความไว้ใจที่มีจึงมากพอที่จะฝากฝังให้ดูแลงานบ้านแทนเขา รวมทั้งลูกสาวเพียงคนเดียว

"ค่ะพี่เจ" แม้จะยังคับข้องใจใคร่อยากรู้ แต่เมื่อพ่อเจออกปาก จอยจึงไม่ขัดและเดินกลับไปทำหน้าที่ของตนอย่างจำยอม

.

.

"ใครกันนะ?" จอยพึมพำเดินเข้าครัว พร้อมกับความสงสัย เพราะไม่เคยเลยที่เด็กหญิงไอติมจะถามหาคนอื่น

"บ่นอะไรของแกนังจอย" เสียงของป้าแม่บ้านเอ่ยถามเมื่อเห็นจอยนั้นเดินหน้าง้ำงอเข้ามาในครัว ป้าแกชื่อ ปริก

"ไม่มีอะไรหรอกป้า ฉันก็บ่นของฉันไปงั้นแหละ"

"อีบ้า!!"

"วุ๊ย ป้าก็ด่าฉันตลอดเลยนะ" จอยสบถอย่างคนอารมณ์หงุดหงิด

"มีอะไรก็ไปทำเอ็งน่ะ ชุดนักเรียนคุณหนูไอติมซักยัง" ป้าปริกบอกกล่าวอย่างย้ำในหน้าที่

"ไปเดี๋ยวนี้แหละค่ะ" จอยเดินสะบัดตูดออกไปทันทีเมื่อป้าปริกทักท้วง

"ลีลาอยู่ได้นังเด็กคนนี้"

ตอน 2

--อีกฟากของเจ--

"พี่เจคะ...ห้องประชุมเตรียมเรียบร้อยแล้วค่ะ" แนนที่ถูกแจงไว้วานให้มารายงานผู้เป็นนาย บอกกล่าวถึงสิ่งที่เตรียมพร้อมควรค่าแก่เวลาที่เหมาะสม เพราะวันนี้คุณพ่อเจมีนัดคุยรายละเอียดงานกับลูกค้า ที่สนใจว่าจ้างจะทำแอดโฆษณาผ่านโซเชียลมีเดีย

"อ่อ โอเคเดี๋ยวพี่ตามไป...ตามพี่ไฟให้พี่ด้วยนะ" เจลุกจากเก้าอี้พร้อมหยิบเสื้อสูทเพื่อความสุภาพพรางเอ่ยปากบอกแนน

"พี่ไฟไปรอที่ห้องประชุมแล้วค่ะ" แนนบอกกล่าว

"อ่อ...โอเคขอบใจมาก แนนเข้าไปด้วยนะจะได้เรียนรู้งานกับพี่แจง"

"ค่ะ"

แนนตอบรับพร้อมกับเดินตามหลังเจออกมาจากห้องทำงาน ร่างหนาที่สูงกว่าสายตาของแนนมองอย่างจับจ้องพิจารณา ผู้ชายหน้าตาดีคนนี้ที่ไม่คิดจะแต่งงานใหม่ ไม่น่าเชื่อผู้ชายเช่นเขาจะยังคงมีอยู่จริง

"อุ๊ย!! ขอโทษค่ะ" ความเผลอเลอคิดไปไกล ทำให้แนนไม่ทันมองว่าคนที่เดินนำหน้านั้นหยุดเดินชะงัก จนเธอนั้นใบหน้าชนเข้ากับแผ่นหลังหนาเต็ม ๆ

"เหม่ออะไร ไม่เห็นว่าพี่หยุดเดิน แล้วเจ็บไหมนั่นน่ะ" เจสัมผัสถึงแรงกระแทก รีบหันกลับมาพร้อมกับโอบคว้าร่างเล็กให้มั่นก่อนที่เธอจะเสียหลักล้มพับไปกับพื้น

"ขอโทษค่ะพี่ แนนไม่ทันระวัง" เมื่อเห็นแล้วว่าเธอยืนมั่น จึงรีบปล่อยร่างเสลาให้เป็นอิสระทันที พร้อมเอ่ยถามอย่างห่วงใย แม้คำพูดจะดูเรียบง่าย แต่ก็ทำให้หญิงสาวแรกรุ่นเคอะเขินได้ด้วยการใกล้ชิดจนเธอนั้นหน้าแดง

"พี่ลืมมือถือ แนนไปเตรียมงานกับพี่แจงเลย เดี๋ยวพี่จะตามไปที่ห้องประชุม" เจว่ากล่าวและสั่งงาน แนนไม่อิดออดที่จะทำงานไม่ว่าจะเยอะมากมายแค่ไหนก็ไม่คิดบ่น เพราะมันย่อมเป็นผลประโยชน์ของเธอในภายภาคหน้า

"ค่ะ" เเนนตอบรับแล้วรีบก้มหน้าเดืนจ้ำออกไปทันที สายตาของชายที่อายุมากกว่า ไล่มองตามหลังก่อนจะดึงสติแล้วตั้งหน้าสนใจในสิ่งที่ต้องทำ

....ในห้องน้ำที่อยู่ไม่ไกลจากห้องประชุม เเนนที่ออกมาจัดการธุระส่วนตัวก่อนที่จะเริ่มมีการประชุม เธอยืนล้างมือตรงอ่างหลังจากห้องน้ำ บานกระจกใหญ่ที่ใช้ส่อง พร้อมกับสายตาสองคู่ที่จ้องมองมายังเธออย่างมาดร้ายไร้การผูกมิตร

....เธอเลือกที่จะมองข้าม พยายามไม่สนใจ ทั้งที่ครุ่นคิดว่าพวกเธอล้วนคิดไม่ดีเป็นแน่

("เด็กฝึกงาน....อยากจะเลื่อนขั้นเป็น เมีย!! ท่านประธานเหรอจ๊ะ")

สายตาที่ไล่มองแนนตั้งแต่หัวจรดเท้า เป็นสายตาที่หยามเหยียดเเละดูแคลน แต่แนนก็ไม่อยากสนใจ เธอไม่อยากปะทะคารมกับใคร ด้วยเกรงใจสถานที่ทำงาน เลี่ยงที่จะเดินหนีอย่างไม่สนใจ

(("เเรดแบบนี้ สงสารพ่อแม่ที่ส่งมาเรียนจัง"))

"ไม่ได้ส่งเสีย ไม่ต้อง เสือก!! เสนอหน้ามาสงสารค่ะ" แนนชะงักขาเดินทันทีเมื่อได้ยิน ก่อนจะหันไปโต้ตอบอย่างไม่คิดเกรงใด ๆ แม้จะอายุมากกว่าเธอแต่สมองเท่าจิ๋มมด ไม่จำเป็นที่เธอต้องให้ความเคารพในคนที่ทำตัวไม่น่าเคารพ

((กรี๊ดดดดดดดด))

เสียงกรีดร้องดุจสัพเวสีที่โหยหวนดังลั่นในห้องน้ำอย่างเจ็บใจ ว่าจบเเนนไม่รีรอต่อความยาว เดินย้ำเท้าออกมาด้วยอารมณ์ฉุน ว่าจะไม่โต้ตอบอะไร แต่ก็อดไม่ได้เลยเมื่อคนเหล่านี้พาดพิงไปถึงบุพการี....

"ว่าไงครับคุณไฟผู้คิวยาวยิ่งกว่าดารา" ทันทีที่เจเดินเข้ามาในห้องประชุม ที่มีเพื่อนสนิทนั่งรออยู่....คำแซวที่เอ่ยขึ้นจนไฟคุ้นชินเพราะนานทีเขาจะเข้าบริษัท ที่เหลือก็ปล่อยให้คุณพ่อเจผู้ฉลาดและเก่งกาจดูแล

"ธรรมดาเพื่อนรัก...แล้วนี่ลูกค้านัดกี่โมงวะ"

"บ่ายสอง อีกสักพักคงมา" เจบอกกล่าวพรางสายตามองไปยังนาฬิกาที่แขวนผนัง

"พี่เจคะ ลูกค้ามาแล้วค่ะ" แจงเลขาสาวสวยเอ่ยบอก

"อ่า...เชิญมาเลยครับ" เจที่ได้รับรายงาน สั่งการต่อไปพร้อมกับนำพาตัวเองเดินไปนั่งยังหัวโต๊ะเพื่อรอคุยงาน

.....ประตูห้องประชุมเปิดออก เผยให้เห็นบุคคลที่มาใหม่ ไฟ เจ และแนนลุกยืนแทบพร้อมกันอย่างให้การต้อนรับ

หญิงสาวที่ดูมาดมั่นในชุดสีเเดงเพลิง งามสง่าดุจนางพญาก็ไม่ปาน เดินนวยนาดวางท่าเข้ามาใกล้ ความงามที่เห็นทำเอาไฟเพื่อนสนิทพ่อเจนั้นตาค้างตะลึง

"สวัสดีครับ คุณไอรดา" เป็นเจที่เดินไปต้อนรับก่อนที่เธอจะเดินมาถึงที่นั่งที่จัดเตรียมพร้อมกล่าวทักทายอย่างสุภาพ ในแบบคนรุ่นราวคราวเดียวกัน

"สวัสดีค่ะ" ไอรดาตอบรับคำทักทายด้วยรอยยิ้ม

"สวัสดีครับ ผมอภิชาติ...เชิญคุณไอรดานั่งก่อนครับ" ไฟที่ได้สติจากการตะลึงรีบบึ่งทักทาย พรางผายมือเชื้อเชิญหญิงสาวผู้มาใหม่

"ขอบคุณค่ะ"

....แก้วกาแฟใบหรูสำหรับต้อนรับแขกที่มาเยือนถูกวางลงตรงหน้าของไอรดาด้วยฝีมือของแจง เธอยิ้มตอบรับอย่างขอบคุณแต่ไม่พูดใด ๆ

"เรามาเริ่มกันค่ะ...พอดีฉันมีธุระต่อ" ไอรดาว่ากล่าว

"ครับ จุดนี้ทางคุณไอรดาต้องการวางแอดลักษณะไหนครับ" เป็นเจผู้ที่เชี่ยวชาญกว่าไฟพูดขึ้น สายตาเฉี่ยวของไอรดาจ้องมองคนพูดอย่างจับจ้องและตั้งใจ

"เรียกว่าไอซ์ก็พอค่ะ" เธอพูดเสนอพร้อมเปรยยิ้มแก่เจ ที่ตอนนี้ต้องนิ่งหยุดเสนองานเมื่อเธอทักท้วง

"อ่อครับคุณไอซ์....อยากให้ทางผมวางแผนการลงแบบไหนดีครับ เป็นลักษณะแบรนด์เนอร์หรือว่ายิงแอดโฆษณาทางสื่อมีเดีย" เจเสนอและถามความเห็น

"คุณว่าแบบไหนเหมาะกับธุรกิจของไอซ์คะ?" ไอรดาพูดด้วยน้ำเสียงจริตหญิง สายตามองตรงดิ่งไปยังคนพูดอย่างหว่านเสน่ห์ เธอให้ความสนใจกับชายตรงหน้าเพียงสายตาแรกที่มองเห็น

"ธุรกิจคุณไอซ์เป็นเครื่องสำอาง ผมว่าลงสื่อมีเดียแบบไทน์อิน คนจะเห็นเยอะกว่านะครับ แล้วก็......"

"ไอซ์เอาตามนั้นเลยค่ะ"

ยังไม่ทันที่เจจะพูดจบ ไอรดาก็ว่ากล่าวขึ้นแทรกทันที ทำเอาคนที่ร่วมการประชุมเงยหน้ามองเร็วพลันอย่างงวยงง

"มีปัญหาอะไรกันหรือเปล่าคะ?" ไอรดาย้อนถาม เมื่อเห็นสีหน้าเหล่าผู้คนจ้องมองกัน

"ไม่มีครับคุณไอซ์"

"ไอรดาค่ะ"

ไฟที่แทบเสียหลักยืน เมื่อไอรดามีความสองมาตรฐานในการเรียกขาน ทั้งที่เธอนั้นเพิ่งสั่งเจให้เรียกอีกแบบ แต่กลับเพื่อสนิทที่นั่งเคียงข้างเจ กลับให้เรียกอีกแบบที่เป็นทางการ

"เอ่อ...ครับคุณไอรดา ทางเราไม่มีปัญหาอะไร สิ่งที่คุณต้องการทางเราดำเนินให้ได้แน่นอนครับ" ไฟรีบแก้ต่างทันที แต่ในใจพร่ำบ่นอุบอิบเมื่อถูกหักหน้า

"ไอซ์ตกลงตามที่คุณเจเสนอนะคะ..." เธอไม่ได้สนใจในสิ่งที่ไฟนั้นพูดออกมา แต่เบือนสายตาและหันไปให้ความสนใจอีกคนที่นั่งหัวโต๊ะ

"ครับ ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวผมจะออกแบบและส่งคอนเทนท์ไปให้คุณไอซ์ตรวจทางเมลนะครับ" เจเริ่มเข้าเรื่องต่อ

"ได้ค่ะไม่มีปัญหา...ว่าแต่เย็นนี้คุณเจมีนัดไหมคะ ให้เกียติร่วมมื้อเย็นกับไอซ์สักมื้อได้ไหมคะ?" สิ่งที่พูดโดยไม่ได้สนใจคนรอบข้าง ก็ในเมื่อสนใจก็ไม่จำเป็นต้องรีรอ

....พฤติกรรมที่ไอรดาแสดงออกมาอย่างเปิดเผย ทำเอาแจงเลขาสาวนั้นหมั่นไส้ แต่เธอก็ไม่สามารถแสดงกิริยาออกไป เพราะนั่นคือเม็ดเงินหลักล้านที่จะเข้าบริษัท จึงทำได้เพียงหมั่นไส้ในใจ

"เอ่อ...ได้ครับเดี๋ยวผมเป็นเจ้ามือเองครับ"

"ค่ะ...." ไอรดายกยิ้มอย่างพอใจ เมื่อเจตอบรับเรื่องงานที่ต้องการจะเจรจาตอนไหนก็ย่อมได้ เธอแบมือไปตรงหน้าอย่างร้องขอ

เจที่รู้กับสิ่งที่เธอนั้นสื่อความหมายจึงยื่นเครื่องมือสื่อสารลงฝ่ามือเรียวของเธอ

"แล้วเจอกันนะคะคุณเจ"

"ครับ"

"ฉันขอตัวนะคะ"

ทุกคนที่อยู่ภายในตอบรับการลาจากของไอรดา ด้วยสีหน้าปั้นแต่งก่อนจะปรับเข้าสู่สีหน้าที่เก็บกั้นอยู่นาน

"เหมือนพวกกูเป็นลมเย็นจากแอร์ เหมือนมีแค่มึงสองคนอะเนอะ" และเป็นไฟที่แซวขึ้น หลังจากที่ส่งไอรดาเรียบร้อย

"นั่นสิคะพี่ไฟ เหมือนเราสามคนเนี้ยเป็นธาตุอากาศงั้นแหละ...ออกตัวแรงงงงงงง" แจงเสริมทัพอย่างหมั่นไส้

"ลูกค้า....แยกย้ายไปทำงาน"

"เบื่อพ่อหม้ายมหาเสน่ห์....เราไปกันเถอะน้องแจง น้องแนน" ไฟที่ตีเนียนเดินแทรกกลางระหว่างแนนกับแจง โอบไหล่คนทั้งสองผ่านหน้าเจไป

"ตีเนียนเลยนะมึง ปล่อยน้อง!" เจสาวเท้าเดินแล้วกระชากไฟออกจากร่างของหญิงทั้งสองอย่างแรงจนหลุด ก่อนที่ตัวเองจะเดินมือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋านำหน้า

(("ไอ้เจ...ไอ้พ่อเทพบุตรมาจุติ หมั่นไส้โว้ย"))

เสียงของไฟตะโกนตามหลัง เมื่อเขานั้นเสียหลักล้มด้วยแรงกระชากของเจ รีบดีดตัวลุกแล้วแหกปากอย่างเจ็บใจ

"คุณเจนี่เก่งจังเลยนะคะ " ไอรดาเอ่ยปากพรางสายตาจ้องมองคุณพ่อลูกติดด้วยสายตายั่วยวน

"ครับ?" เจที่ตั้งท่าจะตักข้าวเข้าปากต้องค้างไว้ทันที และเบนสายตามองหญิงสาวสวยราวนางพญาตรงหน้าอย่างงวยงง

"พอดีไอซ์ทราบมาว่าคุณเจต้องทำงานและก็ต้องเลี้ยงลูกด้วย เก่งจังค่ะไอซ์ไม่ค่อยเห็นผู้ชายที่สนใจดูแลลูกเท่าไหร่เมื่อหย่าร้าง..." ไอรดาเปรยออกมายาวเหยียด

"ผมก็แค่ทำให้ดีที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้ครับ...ลูกคือที่หนึ่งของผม" เขาไม่นึกอายที่จะบอก แม้ไอรดาจะเป็นหญิงงามเขาก็ไม่ได้สนใจในเชิงชู้สาว ด้วยพื้นฐานนิสัยเป็นชายรักเดียวและไม่เจ้าชู้ การมีคู่ครองใหม่เขาจึงไม่ได้สนใจเพียงฉาบฉวย แต่หญิงผู้นั้นจะต้องเอ็นดูและรักลูกสาวของเขาด้วย

"แล้วคุณเจไม่คิดจะแต่งงานใหม่บ้างเหรอคะ?" ปากสวยที่ฉาบด้วยลิปสติกที่สดเปรยออกมาด้วยรอยยิ้มบาง มือเรียวก็พรางเอื้อมไปจับมือของชายหนุ่มที่วางอยู่บนโต๊ะ

สายตาคมเข้มของเจชายมองมือหญิงสาว เขาไม่ชักมือหลบการกระทำของเธอแต่อย่างใด ปล่อยให้เธอหมุนวนเรียวนิ้วจนอิ่มพอ

ครืด ครืด เสียงสั่นของโทรศัพท์มือถือของชายหนุ่มดังส่งสัญญาณ ทำให้ไอรดานั้นดึงมือกลับเข้าที่ สายตาที่จ้องมองบ่งบอกว่าเสียดายที่ต้องละสัมผัสนั้นออก

"ผมขอตัวสักครู่นะครับ ที่บ้านโทรมา" ชายหนุ่มบอกกล่าวอย่างเป็นมารยาท

"ตามสบายค่ะ"

ไอรดาชายสายตามองตามหลังหนาที่ดูสมาร์ทมีเสน่ห์ เธอหวังจะได้เชยชมคุณพ่อลูกติดคนนี้ ด้วยเพื่อนที่เคยว่าจ้างให้ทำงานเล่าขานถึงความหล่อเหลาที่ทำเอาสาว ๆ ที่ได้พบเห็นนั้นอยากจะกลืนกิน แต่เขานั้นไม่คิดจะเล่นด้วยหากเป็นชายอื่นที่สันดานหยาบคงไม่ปล่อยให้ผู้หญิงที่เข้าหาหลุดมือรอดไปได้....ยกเว้นก็แต่เขาคนนี้เท่านั้น ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ท้าทายต่อไอรดาอยากได้เขามาเชยชมให้สมกับคำล่ำลือ

"ท่าจะยากจริงแฮะ" ไอรดาเอื้อนเอ่ยเบา ๆ พร้อมกับเค้นหัวเราะในลำคอ ก่อนจะหันมาสนใจอาหารตรงหน้าระหว่างรอชายหนุ่มที่เดินดุ่มออกไปไกลเพื่อคุยสายจากทางบ้านที่เขาบอกว่าโทรเข้ามา

.

.

"คูมพ่อขาเมื่อไหร่จะกลับบ้านคะ?" เสียงสดใสของเด็กหญิงไอติมพูดออกมาผ่านเครื่องมือสื่อสาร

"ทำไมไอติมใช้โทรศัพท์ได้คะ จำเบอร์พ่อได้เหรอ" ผู้เป็นพ่อสงสัยเมื่อลูกสาวตัวเล็กนั้นยังคงไม่ประสาที่จะให้เครื่องมือสื่อสารเหล่านี้ได้เอง

"ก็ไอติมบอกว่า ทำไมคูมพ่อยังไม่มา พี่แจงคนสวยเลยบอกจะโทรให้ค่ะ โทรติดเลย" เด็กหญิงพูดไปตามเนื้อผ้ากับสิ่งที่เธอพบเจอ

"พี่แจงเหรอคะ?"

"ใช่ค่ะคูมพ่อ พี่แจงซื้อขนมมาเยอะแยะเลย พี่แนนก็มานะคะมีของเล่นมาเล่นกับน้องไอติมด้วย" เด็กหญิงบอกในสิ่งที่เป็นจริง เมื่อแจงที่รู้สึกไม่ชอบหน้าลูกค้ารายนี้ ความหยิ่งทะนงทำให้เธอนั้นนึกหมั่นไส้ และเดาได้ไม่อยากด้วยจริตหญิงที่แสดงออกมาซึ่งหน้าว่าอยากได้นายของเธอ จึงต้องมาหาตัวช่วยในการขัดขวาง เจ้านายที่แสนจะเป็นคนดีเกรงจะรู้ไม่เท่าทันมารยาหญิงที่มีเหลือร้าย

"พี่แนนก็มา?"

"ค่ะคูมพ่อ...มากับพี่แจง" เด็กหญิงพูดคล่องไม่มีติดขัดเมื่อคนเป็นพ่อนั้นถาม

"คูมพ่อรีบกลับบ้านนะคะ มากินข้าวกับน้องไอติม"

"พ่อกำลังคุยงานกับลูกค้า สักพักพ่อกลับนะคะ หนูหิวก็กินข้าวก่อนได้เลยนะ รู้ไหม?" คนเป็นพ่อว่ากล่าวออกไปผ่านเครื่องมือสื่อสาร

"น้องไอติมจะรอคูมพ่อค่ะ จะกินกับคูมพ่อ" เด็กหญิงว่าต่อเมื่อเธอนั้นตั้งหน้าตั้งตารอผู้เป็นพ่อจริง ๆ

"โอเคค่ะ....เดี๋ยวพ่อรีบกลับน้า" ผู้เป็นพ่อบอกลูกสาวเพื่อให้เธอนั้นสบายใจและเขาก็คงต้องรีบกลับไปอย่างที่ลูกสาวนั้นต้องการ

"รักคูมพ่อที่สุดเลยค่ะ"

"พ่อก็รักไอติมค่ะ"

สายสนทนาตัดไปและชายหนุ่มไม่รีรอที่จะวกกลับที่เดิมที่มีลูกค้าคนสวยนั่งรออยู่...

"ขอโทษทีนะครับ" เมื่อถึงโต๊ะที่เดิม ก็ไม่วายที่จะขอโทษอย่างเป็นมารยาทตามแบบที่ชายหนุ่มนั้นพึงกระทำ

"ไม่เป็นไรค่ะ ไอซ์ก็อิ่มแล้วด้วย" ไอรดาวางช้อนส้อมพร้อมยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม สายตายังจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้า

"อ่อครับ .... ถ้าอย่างนั้นผมเรียกเช็คบิลเลยนะครับ"

"รีบเหรอคะ?" ไอรดาย้อนแทรกทันที

"ลูกสาวผมรออยู่ที่บ้านครับ" ชายหนุ่มพูดออกไปตรง ๆ เขาไม่เคยอายที่เป็นชายลูกติดเพราะทั้งชีวิตของเขาที่เหลือมีเพียงเด็กหญิงไอติมเท่านั้นที่ยืนหนึ่งในหัวใจ

"อ่า...โอเคค่ะงั้นไอซ์ขอตัวเลยแล้วกัน จะรองานทางเมล์นะคะ"

"เดินทางปลอดภัยครับ"

ว่าจบร่างกายเย้ายวนก็เดินนวยนาดลุกจากไปและทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มที่แสนเสน่ห์ และชายหนุ่มก็ไม่รีรอให้ช้ารีบเดินออกมาจากจุดนั้นหลังชำระเงินเสร็จเรียบร้อยมุ่งตรงกลับบ้านหาลูกสาวทันที

"คูมพ่อกลับมาแล้ว เย้ ๆ" เด็กหญิงไอติมที่กำลังนั่งเล่นกับแจงและแนน กระโดดโลดเต้นชูสองมืออย่างดีใจ พร้อมกับรีบวิ่งตรงดิ่งเข้าไปกอดคุณพ่อที่เธอนั้นแสนจะคิดถึง

"กินข้าวหรือยังคะคนเก่ง....ฟอด หื้ม แก้มลูกสาวห๊อมหอม" ผู้เป็นพ่อที่แสนจะเหนื่อยล้าจากการทำงาน เมื่อมาบ้านเห็นหน้าลูกสาวความเหนื่อยล้าก็คลายหายไปทันที

"ยังเลยค่ะ น้องไอติมรอกินข้าวอร่อย ๆ กับคูมพ่อ" เด็กหญิงว่ากล่าวอย่างเดียงสา

"พี่แจงกับพี่แนนกลับหรือยัง?" ผู้เป็นพ่อเอ่ยถาม

"ยังเลยค่ะ อยู่ในครัวกับยายปริก" เด็กหญิงให้คำตอบแก่ผู้เป็นพ่อ

"จอยเก็บของให้ค่ะ" จอยพี่เลี้ยงสาวเดินมาใกล้พร้อมกับเสนอทำหน้าที่เก็บของในมือของผู้เป็นนาย

"ขอบใจ...เอ้อจอยพรุ่งนี้น้องหยุดเดี๋ยวเตรียมของให้น้องด้วยนะ พี่จะพาน้องไปทำงานด้วย" คุณพ่อเจสั่งการแก่พี่เลี้ยงสาว

"แล้วจอยต้องไปกับน้องไอติมไหมคะ?" จอยถามต่อและเธอก็ตั้งตารอคำตอบด้วยสีหน้านิ่ง ๆ แต่ในใจนั้นลุ้นระทึก

"ไอติมไม่ดื้อ น้องอยู่ได้จอยไม่ต้องไปหรอก...อยู่ช่วยงานป้าปริกที่บ้านดีกว่า" คุณพ่อเจบอกกล่าวเพราะเขาตั้งใจจะพาลูกสาวไปเที่ยวเล่นต่อให้ผ่อนคลาย

"เย้ ๆ พรุ่งนี้น้องไอติมจะได้ไปทำงานกับคูมพ่อ ดีใจ" เด็กหญิงสดใสเมื่อได้ยินสิ่งที่พ่อนั้นคุยกับพี่เลี้ยง เธอเดินจับมือผู้เป็นพ่อลากเข้าไปยังครัว พรางส่งเสียงดีใจสุดขีดไปตามทาง

...จอยที่รู้สึกหน้าเสียที่ผู้เป็นนายนั้นปฏิเสธอ เธอจ้องมองเขามานานตั้งแต่แม่ของผู้เป็นนายนั้นว่าจ้างมา ชายลูกติดที่ยังมีเสน่ห์ดึงดูดแม้จะรู้ตัวว่าเป็นเพียงลูกจ้าง แต่ก็ยังอยากที่จะพิชิตใจและอยากใกล้ชิด เธอมองตามหลังของเขาอย่างนึกเสียดาย แม้จะเจียมตัวอยู่บ้างแค่ขอให้ได้อยู่ใกล้เป็นครั้งคราวก็ทำให้รู้สึกดีแล้ว

"อะแฮ่ม...ร้ายกว่าไอติมคงเป็นแจง" เสียงเข้มที่เอื้อนเอ่ยเมื่อเดินมาหยุดยืนกอดอกไหล่พิงกับขอบประตู จ้องมองไปยังเลขาสาวและผู้ช่วยเลขาที่อยู่ในคราบของแม่ครัว

"อะไรกันคะพี่เจ" แจงที่ได้ยินเสียงแซวต้องเงยหน้าจากสิ่งที่ทำอมยิ้มกับสิ่งที่ผู้เป็นนายนั้นพูดถึง เธอรู้ดีว่าเขาสื่อถึงอะไร

"สวัสดีค่ะพี่เจ" แนนยกมือไหว้ผู้ที่อายุเยอะกว่าแถมยังเป็นนายจ้าง

"ครับ....แล้วนี่ลมอะไรหอบสองสาวมาที่นี่ อ่อ ไม่ต้องตอบพี่ก็พอจะรู้คงเป็นเลขาตัวแสบของพี่ที่ลากแนนมาด้วย...ใช่ไหมแจง" ชายหนุ่มตอบรับไหว้แนน แล้วลดมือลงแล้วเดินจูงมือลูกสาวเข้ามาในครัว พร้อมกับรอยยิ้มอ่อนและสายตาจ้องมองไปยังแจงที่กำลังดูเหมือนจะตั้งใจหั่นผัก

"แจงเปล่าาาาาาา" แจงรีบปฏิเสธทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ

"ขอโทษนะคะพี่เจที่แนนมาโดยไม่ขอก่อน...." แนนที่รู้สึกว่าไร้มารยาทจึงรีบทักท้วงพร้อมยกมือไหว้อีกครั้ง เพราะการมาที่เธอนั้นไม่ได้ตั้งใจจะมาด้วยว่าเเจงนั้นเร้าหรือให้เธอมาเป็นเพื่อน การที่ทำงานร่วมกันจนสนิทจึงยากที่เธอนั้นจะปฏิเสธเพียงแจงนั้นร้องขอ

"ไม่เป็นไรแนน มาได้เลยเพราะแจงก็มาบ่อย ๆ ... พี่โอเคไอติมจะได้มีเพื่อนด้วย" เจหันไปยิ้มกับแนนและบอกให้เธอนั้นคลายกังวล

"เปลี่ยนจากเพื่อนลูกเป็นแม่ของลูกดีไหมคะ?" แจงพูดแทรกบทสนทนาอย่างเย้าแหย่ แค่เพียงสายตาเดียวที่แจงแอบเห็นย่อมเดาทางออกถึงปฏิกิริยาของนายที่เปลี่ยนไป ทุกอย่างมันสื่อออกมาทางสายตาอย่างไม่อาจเก็บกั้นเวลาที่เจนั้นมองแนน

"ดีค่ะ" และนี่ก็เป็นเสียงของเด็กหญิงไอติมที่แทรกขึ้น แม้จะไม่รู้ความหมายมากมายแค่ได้ยินคำว่าแม่ เธอนั้นก็แสนจะดีใจ

"อะไรดีคะไอติม...รู้เหรอว่าพี่แจงคุยอะไร?" ผู้เป็นพ่ออุ้มลูกสาวขึ้นแนบอกพร้อมเอ่ยถาม

"ไม่รู้ค่ะ แฮะ ๆ ได้ยินว่าแม่ ไอติมดีใจ" เด็กหญิงพูดออกมาอย่างเดียงสา เธอยังไม่เข้าใจลึกมากว่าสิ่งใดพูดจริงหรือไม่จริง แค่สิ่งที่ได้ยินนั้นมันทำให้เธอรู้สึกดีและอบอุ่น

"ไม่รู้แล้วตอบได้ไง?" ผู้เป็นพ่อย้อนถามพร้อมกับสูดดมพวงแก้มกลมของลูกสาว

"อยากคุยด้วยค่ะ...ก็ไม่มีใครคุยกับไอติมเลยนี่คะ คุยกันอยู่สามคน" เด็กหญิงแย้งขึ้นด้วยเหตุผลของตัวเอง

"คุณหนูไอติม มาคุยกับยายปริกก็ได้ค่ะ" แม่บ้านอาวุโสที่ยืนอมยิ้มและฟังการสนทนาของคนทั้งสี่แทรกขึ้นอย่างเอ็นดูในคำตอบของเด็กหญิง

"ไม่อาวววว...อยากเล่นกับพี่แนน" เด็กหญิงพูดพร้อมกับชี้นิ้วไปยังเป้าหมายที่เป็นพี่แนนของเธอ ที่กำลังจะยกแก้วน้ำเย็นขึ้นดื่มดับกระหาย

"งั้นไปเล่นกันดีไหม ระหว่างพี่แจงกับยายปริกทำกับข้าว" แนนพูดเสนอพร้อมกับส่งยิ้มให้เด็กหญิงที่อยู่ในอ้อมกอดของพ่อ

"ไปค่ะ...คูมพ่อปล่อยน้องไอติมค่ะ จะลงไปหาพี่แนน"

"มีพี่แนนแล้วทิ้งพ่อเลยอ่ะ" ผู้เป็นพ่อพูดเย้าแหย่และตีสีหน้าเศร้า

"โอ๋ ๆ ไม่ได้ทิ้งค่ะ ไปเล่นแป๊บเดียวก็มา ไปเล่นรอยายปริกทำกุ้งกับปลาหมึกนอนแช่น้ำ" เด็กหญิงให้เหตุผล

"โอเคค่ะ อย่าซนกับพี่แนนนะ รู้ไหม"

"ค่าาาาา"ผู้เป็นพ่อสั่งทิ้งท้ายก่อนที่เธอกับแนนจะเดินออกไปจากห้องครัวพร้อมเสียงเจื้อยแจ้วสดใสดูมีความสุข

แววตาของเจที่มองแนนโดยที่เธอนั้นไม่ทันสังเกต สายตาที่ดูหยาดเยิ้มเมื่อได้มองเธอที่มีรอยยิ้มและเวลาที่เธอนั้นเอ็นดูลูกสาว มันทำให้ใจของเขานั้นเต้นแรง การใกล้ชิดจากการทำงานร่วมกันอยู่นานสักระยะ มันเริ่มทำให้หัวใจของผู้เป็นพ่อที่ไม่มีใครมานานหลายปีเริ่มผันเปลี่ยนไป มันกระชุ่มกระชวยทุกครั้งตั้งแต่ที่มีแนนเข้ามาในบริษัทและร่วมงานกัน แม้เธอจะเป็นเพียงเด็กฝึกงานแต่ความสามารถในการเรียนรู้ของเธอนั้นมากพอ...

"หิวจังเลยค่ะคูมพ่อ" เด็กหญิงเอ่ยบอกขณะที่นั่งรถไปทำงานกับผู้เป็นพ่อในเช้าของวันใหม่

เด็กหญิงดีใจและตื่นเต้นเมื่อเธอนั้นตั้งหวังจะได้พบกับคนที่เธอนั้นสนิทชิดเชื้อ

"เมื่อเช้าหนูไม่กินข้าวเหรอ....พ่อเห็นยายปริกบอกจะทำของโปรดให้หนูนี่คะ" คุณพ่อเจย้อนถาม สายตาพรางหันมองลูกสาวที่นั่งคาดเข็มขัดเบาะข้าง

"กินกุ้งนอนแช่น้ำไปฉองตัวค่ะ" เด็กหญิงเอ่ยบอก

"ทำไมกินน้อยจังล่ะ.....อิ่มเหรอ?" คุณพ่อเจย้อนถาม เพราะปกติของโปรดปรานลูกสาวจะกินจนทำหมดเกลี้ยงไม่มีเหลือ

"เอาไปฝากพี่แนนค่ะ.....อยากกินกับพี่แนน" เด็กหญิงบอกกล่าวทำเอาคนเป็นพ่อนั้นหันควับมามอง ก่อนจะหันเหสายตามองตามท้องถนน มือบังคับพวงมาลัย ก็ลูกสาววัยสดใสเล่นติดผู้ช่วยเลขายิ่งกว่าเงาตามตัว

แม้แนนจะกลับบ้านหลังจากทานมื้อเย็นเสร็จ ไม่วายที่ลูกสาวตัวจิ๋วพูดพร่ำอย่างนึกถึง เธอมักจะเอ่ยชมพี่แนนของเธอให้พ่อฟังจนกว่าเธอนั้นจะหลับใหลถึงเงียบปากสนิทไป

"น้องไอติมชอบพี่แนน พี่แนนใจดีและสวย แก้มพี่แนนก็ห๊อมหอม ไอติมหอมแล้ว คูมพ่อหอมหรือยังคะ" เด็กหญิงพูดร่ายยาวอย่างมีความสุข หัวเล็กๆ เอียงจนได้มุมองศา สายตาจ้องมองผู้เป็นพ่ออย่างจดจ่อรอคำตอบ

คำถามที่ลูกสาวแสนจะเดียงสาเอื้อนเอ่ย ทำเอาผู้เป็นพ่อนั้นถึงกับเกิดอาการเคอะเขินใบหูแดงซ่าน....การหอมแก้มที่เด็กหญิงนั้นกระทำ เธอคงไม่เข้าใจว่าใครจะทำบุ่มบ่ามไม่ได้

"พ่อหอมพี่แนนไม่ได้หรอกนะคะไอติม..." ผู้เป็นพ่อเอ่ยขึ้น จะตอบลูกสาวอย่างไรดีกับคำถามของเธอ เพื่อให้เธอเข้าใจง่าย ๆ ....พ่อเจปวดหัวอีกแล้วกับการช่างถามของลูกสาว

"ทำไมล่ะคะ?...." เด็กหญิงย้อนอย่างไม่เข้าใจ

"เอ่อ พ่อจะตอบยังไงดี....คือพี่เเนนโตแล้วพ่อคงทำแบบนั้นไม่ได้ พี่เเนนต้องดุพ่อแน่ ๆ" ด้วยไม่รู้จะให้คำตอบลูกสาวยังไง ด้วยความเป็นผู้ชายที่คิดคำพูดไม่เก่ง จึงตอบได้ดีที่สุดเพียงเท่านี้

"ทำไมต้องดุด้วยล่ะคะ?" เด็กหญิงยังคงถามต่อ พร้อมกับสีหน้าที่ยังแสดงถึงความไม่เข้าใจ

"ก็พ่อเป็นผู้ชาย ไปทำแบบนั้นกับพี่แนนไม่ได้"

"ทำไมไม่ได้ น้องไอติมยังทำได้เลยค่ะ น้องไอติมหอมแก้มพี่แนนฉองข้างเลย นุ่มด้วยนะคะคูมพ่อ"

"ไอติมเหนื่อยไหมลูก....พ่อว่าหนูหยุดพูดสักพักไหมคะ หิวน้ำไหม?" เมื่อตันแล้วซึ่งคำตอบที่ลูกสาวนั้นเกิดคำถามไม่หยุด คนเป็นพ่อจึงบ่ายเบี่ยงทันที

"เริ่มเหนื่อยแล้ว อ๋า....หิวน้ำจัง" เด็กหญิงบอกกล่าว

"งั้นแวะร้านสะดวกซื้อเนอะ....ซื้อฝากพี่แจงกับพี่แนนด้วยดีไหม?" ผู้เป็นพ่อหักพวงมาลัยรถเลี้ยวจอดตรงร้านสะดวกซื้อหลากสี ที่ผู้คนนิยมกันเลือกสรรค์สิ่งของ

"ค่ะคูมพ่อ ซื้อหลายอย่างได้ไหม?" เด็กหญิงดีใจเมื่อผู้เป็นพ่อนั้นออกปากอนุญาต

"ได้ค่ะ....เลือกแต่พอกินนะคะ เดี๋ยวหนูกินไม่หมด ทิ้งขว้างของกินมันไม่ดี" คนเป็นพ่อกล่าวพรางสั่งสอนให้เด็กหญิงจดจำ แม้จะมีเงินเพียงพอในการจับจ่าย แต่ก็ไม่อยากให้ลูกสาวติดนิสัยฟุ่มเฟือย

"ขอบคูมค่ะ....คูมพ่อใจดี" เด็กหญิงเดินนำหน้าผู้เป็นพ่ออย่างไม่นึกกลัวสถานที่ สองขาเล็กๆ วิ่งตรงดิ่งไปยังโซนขนมหลากหลาย สายตาของผู้เป็นพ่อมองลูกสาวอย่างอิ่มเอมใจ และสิ่งที่ลูกถามก่อนหน้า เมื่อนึกถึงก็ทำให้ผู้เป็นพ่อนั้นใบหน้าร้อนผ่าว

'แก้มพี่แนนห๊อมหอม' คำบอกเล่าที่ลูกสาวนั้นกระทำที่ผ่านมา หวนให้นึกถึงใบหน้าของนักศึกษาฝึกงานทันที จนพ่อเจนั้นถึงกับหลุดยิ้มออกมาอย่างเผลอลืมตัว......

"วันนี้น้องไอติมห้ามซนเเล้วก็ห้ามกวนพี่แนนกับพี่แจงด้วยนะ" คุณพ่อเจเอ่ยย้ำแก่ลูกสาวเมื่อก้าวขาเดินเข้ามาในตัวอาคารสำนักงาน

"โธ่ คูมพ่อขา.....น้องไอติมจำได้ค่ะ คูมพ่อขี้บ่น น้องไอติมจะไม่ดื้อไม่ซนเป็นเด็กดีแน่นอนค่ะ" เด็กหญิงเดินจับมือผู้เป็นพร้อม พร้อมเสียงเล็กๆ ที่เอ่ยอย่างสร้างความมั่นใจแก่พ่อเจ

"เก่งมากค่ะ...."

"น้องไอติมกลัวพี่แนนไม่รัก แฮ่ ๆ ..." เด็กหญิงหัวเราะเจื่อนพร้อมเงยหน้ามองคุณพ่อเจที่เดินจับมือ ส่วนมืออีกข้างก็ถือสัมภาระและของกินให้ลูกสาวตัวน้อย

"หื้ม....คำก็พี่แนนสองคำก็พี่แนนนะเดี๋ยวนี้" คุณพ่อเจแซวลูกสาวพรางลอบยิ้ม เดี๋ยวนี้ลูกสาวตัวน้อยยิ้มบ่อยขึ้น ใบหน้าดูสดใสกว่าแต่ก่อนดั่งเธอนั้นมีความเปี่ยมล้นจากภายใน

"รักพี่แนนค่ะ...น้องไอติมชอบพี่แนน"

"ปากหวานจริงลูกสาวพ่อ"

"ปากหวานเหรอคะคูมพ่อ....งื้อต้องฟันผุแน่ ๆ ครูบอกว่ากินของหวานฟันจะผุ ไม่เอาไม่อยากปากหวานกลัวฟันผุ.....คูมพ่อขาไม่เอา ๆๆๆ" เด็กหญิงโวยวายเมื่อเเปลงความหมายผิดเพี้ยนไปตามประสาและจินตนาการ

"ฮ่า ฮ่า .....ไม่ใช่แบบนั้นค่ะไอติม" ผู้เป็นพ่อถึงกับขำลั่นกับจินตนาการของลูกสาว

((พี่เจสวัสดีค่ะ/ครับ)) ระหว่างทางเดินเสียงเหล่าพนักงานก็เอ่ยทักทายตามรายทาง

"ครับ" พ่อเจยิ้มรับและพยักหน้าอย่างเป็นมิตร

"คูมพ่อขา.....ทำไงดีกลัวปากหวานแล้วฟันผุ น้องไอติมจะเคี้ยวกุ้งนอนแช่น้ำไม่ได้ งืออออออ" เด็กหญิงกระตุกแขนผู้เป็นพ่ออย่างกังวล เมื่อเธอนั้นเข้าใจผิดคิดไปอย่างไร้เดียงสา

"พี่เจสวัสดีค่ะ....." ทันทีที่สายตาสวยมองเห็นผู้เป็นนาย แจงจึงทักทายยกมือไหว้เร็วพลัน

"ครับ"

"พี่แจงสวัสดีค่ะ" เด็กหญิงที่เดียงสายกมือป้อม ๆ ไหว้ทักทายอย่างนอบน้อมน่ารักเลขาสาวเช่นกัน

"สวัสดีค่ะน้องไอติม" เสียงของแจงเอ่ยทักทายผู้เป็นนายก่อนจะมองต่ำส่งยิ้มแก่เด็กหญิงที่ตอนนี้หน้านิ่วงอ....

โต๊ะทำงานที่ปกติจะมีแนนประจำคู่เคียง แต่ตอนนี้กลับไร้เงา ทำเอาพ่อเจนั้นขมวดคิ้วชนกัน

"พี่แนนไปไหน?" เด็กหญิงเอ่ยขึ้นก่อนคนเป็นพ่อที่สงสัยเสียอีก

"แนนไม่มาเหรอ?"

"แหม๋ ๆ ทั้งพ่อทั้งลูกเลยนะคะ....แนนมาปกติค่ะ.....แต่น้องไปห้องน้ำ....มาถึงก็ถามหาเลยนะคะพี่เจ" แจงแหวแซวอย่างจับพิรุธทั้งที่ก็เดาได้ไม่ยากกับสิ่งที่มองเห็น สายตาผู้เป็นนายเวลามองมนพิชชา

"ก็แค่ถาม.....ปกติเห็นอยู่ด้วยกัน" พ่อเจรีบแก้ต่างเมื่อถูกจับพิรุธได้ มันทำให้เกิดอาการเขินอาย แต่เมื่อได้รับฟังคำตอบก็รู้สึกโล่งใจ ความรู้สึกที่เป็นตอนนี้ยากจะคาดเดา และไม่เข้าใจตัวเอง ไม่รู้จะต้องจัดการยังไงกับความรู้สึกนี้

"พี่แจงขา น้องไอติมมีขนมเยอะแยะเลย" เด็กหญิงพูดอวดอ้างอย่างน่ารักจนแจงนั้นต้องอมยิ้มเบี่ยงเบนสายตาจากผู้เป็นนายมองเธอแทน

"ว้าว มีของพี่แจงไหมคะ?" แจงโน้มตัวลงต่ำเสมอเด็กหญิง แล้วเอ่ยถามเด็กหญิงอย่างเย้าแหย่

"มีค่ะมีของพี่แนนกับพี่แจง...ซื้อมาฉองอัน" เด็กหญิงที่พูดไม่ชัดถ้อยคำ ควานหาของที่เธอนั้นตั้งใจซื้อมาฝากหญิงสาว ทำเอาผู้เป็นพ่อนั้นวางสัมภาระแทบไม่ทัน

"ไอติมเบา ๆ ลูก เดี๋ยวล่วงหมด" ผู้เป็นพ่อปราม เมื่อเธอพยายามหาของที่ตั้งใจซื้อฝาก

"นี่ค่ะของพี่แจง" เด็กหญิงยื่นของให้

"ขอบคุณค่ะ...จะกินให้อร่อยเลย" แจงรับของพร้อมส่งยิ้มให้เธอ เอ็นดูในความสดใสที่เธอสามารถเรียกรอยยิ้มแก่คนรอบข้างได้เสมอ

"คูมพ่อ....น้องไอติมเมื่อยขาแล้ว" เด็กหญิงพูดแทรก เมื่อเธอนั้นยืนนานแล้ว

"งั้นเข้าห้องทำงานกันเนอะ" ผู้เป็นพ่อเสนอ

"ไปค่ะ...." เด็กหญิงตอบรับและเดินจับมือคุณพ่อเจเข้าห้องทำงานไปอย่างว่าง่ายไม่อิดออด

"ไหนบอกมีของให้พี่แนน...ฝากพี่แจงไว้ไหมคะ?" ผู้เป็นพ่อทักขึ้นเมื่อนึกได้

"ไม่ฝาก อยากเอามาให้เองค่ะ...เดี๋ยวน้องไอติมค่อยออกมาใหม่" เด็กหญิงเดินจับมือพ่อ เดินเข้าห้องทำงานพร้อมให้คำตอบในคำถามของผู้เป็นพ่อ พูดจาฉะฉานไม่มีติดขัด

"โอเค"

((ทำเป็นใกล้ชิดสนิทสนมกับลูกสาวเจ้านาย ใฝ่สูงอยากได้พ่อหรือเปล่านะ))

((นั่นสิแก))

((ฉันล่ะหมั่นไส้มัน....แกดูสิมาฝึกงานแค่ไม่กี่อาทิตย์ ให้พี่เจไปส่งถึงบ้าน ไปกินข้าวด้วยกัน พอดีวันนั้นฉันไปเดินซื้อของเห็นเข้าพอดี))

((จริงดิ))

((ก็จริงน่ะสิ ทำเป็นเรียบร้อยที่ไหนได้ แรดเงียบ!))

((พี่เจไม่สนใจหรอก...ถ้าเขาอยากแต่งงานป่านนี้แต่งไปนานแล้ว มันแห้วแน่นอน))

ฮ่า ฮ่ะ ฮ่า....เสียงพูดคุยอย่างออกรส เสียงเสวนาที่ดังเข้ามาในหูของแนนที่นั่งทำธุระส่วนตัวอยู่ในห้องน้ำ การพูดถึงที่มีเธอเป็นตัวแปร แม้จะไม่เอ่ยชื่อแต่ด้วยเหตุการณ์ที่เล่าบอกย่อมเดาออกว่ามันคือเธอ

แกร๊ก~~~ แนนเปิดประตูห้องน้ำออกมา เสี้ยวสายตามองหน้าผู้หญิงสองคนที่ยืนตรงอ่างล้างมือ แนนไม่สนใจแม้จะถูกพูดถึงในทางเสียหาย เพราะสิ่งที่ทำเธอรู้ดีแก่ใจว่าไม่เคยคิดลบให้ร้ายใคร

รุ่นพี่สองคนเมื่อเห็นแนนเดินออกจากห้องน้ำคับแคบ สีหน้าตระหนกตกใจชั่วครู่ ไม่คิดว่าคนที่กำลังนินทาจะมาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ก่อนจะปรับสีหน้าให้เป็นปกติด้วยรุ่นใหญ่กว่า

(ทำเป็นนิ่ง) หญิงรุ่นพี่คนหนึ่งพูดขึ้น แต่แนนก็ไม่ได้คิดสนใจ เธอไม่อยากจะมีปัญหาเพราะอาจจะกระทบกับผลการฝึกงานของเธอ หากวิวาทอาจจะทำให้เธอถูกประเมินฝึกงานไม่ผ่าน

((คิดว่าพี่เจให้ติดสอยห้อยตาม....แล้วกร่างได้ใจหรือไง)) หญิงสาวอีกคนขยับเข้าใกล้แนน มองเธออย่างหาเรื่องทั้งที่เธอพยายามหลีกเลี่ยง

"แนนไม่ได้ต้องการมีเรื่องกับใคร...ถอยไปเถอะค่ะแนนจะไปทำงาน" แนนมองหน้าแม้ความสูงของเธอจะน้อยกว่า แต่ก็ไม่คิดกลัวเกรงถ้าเธอไม่ได้ทำอะไรผิด เธอไม่คิดจะทำใครก่อน

(ตอแหลเก่งจริง....ใช้สองเต้าหวังไต่ขึ้นที่สูงเหรอจ๊ะ)

"อย่าเอาสิ่งตัวเองคิดทำ มาตัดสินคนอื่นสิคะพี่" แนนที่เริ่มจะควบคุมตัวเองไม่ได้ เมื่อคำพูดมากมายนั้นดูถูกเธอเกินไป จนต้องย้อนด่าออกไปอย่างคนคิดเท่าทัน

((ปากดีจริง...))

"อ๊ะ!!" แนนที่ไม่ทันตั้งตัวถูกผลักจนเสียหลัก ไหล่กระแทกกับผนังห้องน้ำ ก่อนที่ร่างกายจะถูกประชิดจับมั่นด้วยรุ่นพี่ที่เขม็งกัน จนแนนนั้นดิ้นไม่หลุดแม้จะพยายามสะบัดตัว

((เหอะ...อย่ามาปากดีกับพวกกู))

แคว่ก ~~~

(เอาเลยน้ำ ฮ่าฮ่า) รุ่นพี่ที่จับล็อกแนนส่งเสียงเชียร์ เมื่อเพื่อนนั้นจับเสื้อนักศึกษาของแนนฉีกวิ่นตรงรอยต่อแขน

ตุบ!! แนนที่ทนไม่ไหวยกขาถีบรุ่นพี่ชื่อน้ำจนก้นขมำ

((แก!! กล้าถีบฉันเหรอ))

เพี๊ยะ!! แรงสะบัดจนตัวเองหลุดพ้นจากการจับล็อก แนนฟาดฝ่ามือเรียวยาวลงกระแทกแก้มของรุ่นพี่อีกคนพร้อมผลักเธอจนเซถลากระแทกกับขอบอ่างล้างหน้า

(นังแนน!)

"เข้ามาสิ!...ถ้าอยากโมหน้าใหม่" แนนที่พูดข่มขู่ พร้อมยกกระถ่างพลูด่างใบพอดีมือขึ้นสูง พร้อมปะทะทันทีหากทั้งสองคนนั้นคิดรุมเธออีกครั้ง

รุ่นพี่ทั้งสองคนชะงักขาทันที เพราะสีหน้าแนนตอนนี้น่ากลัว ดวงตาขึงขังจ้องมองอย่างเอาเรื่อง

เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนนิ่ง อีกคนยืนจับแก้ม ส่วนอีกคนมือค้ำเอวลูบก้นปอย ๆ เธอจึงวางกระถางแล้วออกมาจากจุดนั้นทันที...การที่ตนไม่คิดว่าทำอะไรผิด แต่กลับยังมีคนที่เขม็งทั้ง ๆ ที่เธอก็อยู่ของเธอดี ๆ

กริ่ง กริ่ง เสียงโทรศัพท์ตรงโต๊ะเลขาดัง เเจงจึงรีบยกหูโทรศัพท์รับสายทันที

((บอกแนนเข้ามาที)) เสียงผู้เป็นนายลอดผ่านสายโทรศัพท์

"ค่ะ"

....แนนที่รีบจัดทรงเสื้อผ้าให้เข้าที่เป็นปกติ แขนเสื้อข้างซ้ายที่ขาดวิ่น เธอพยายามที่จะหันหลบสายตาคนอื่น ยืนถอนหายใจแรงเมื่อเดินมาใกล้โต๊ะทำงานคู่กับแจง

"พี่เจเรียกแนนไปพบนะ" แจงบอกกล่าวโดยไม่ทันสังเกตทันทีที่เห็นแนนเดินมา

"อ่อค่ะ...แนนเข้าพบเลยไหมคะ"

"ไปเลยจ๊ะ" แจงหันมาส่งยิ้มก่อนจะก้มหน้าทำงานต่อ

ก๊อก ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะประตูอย่างขออนุญาต ก่อนที่ร่างเสลาในชุดนักศึกษาจะเดินเข้าไปด้านใน แขนเสื้อที่มีรอยขาดเธอพยายามจัดทรงให้ตีเนียนเพื่อไม่ให้ใครสังเกตเห็น

"พี่แนนขา...สวัสดีค่ะ" เสียงใส ๆ ของเด็กหญิงไอติมเอ่ยทันทีเมื่อเห็นแนนก้าวขาเข้ามา...เธอดีใจและตั้งตารอคอยอย่างใจจดจ่อ

"สวัสดีค่ะ วันนี้มาทำงานกับคุณพ่อด้วย"

"คิดถึงพี่แนนเลยตามคูมพ่อมา"

"ปากหวานจังเลยน้า" แนนเอ่ยชมพร้อมมือลูบหัวเด็กหญิงอย่างเอ็นดู

"ปากหวานอีกแล้ว งื้ออออ ไอติมกลัวฟันผุ" เด็กหญิงให้เหตุผลตามจินตนาการของเธอ

"หื้ม?" แนนฉงนใจสงสัยในสิ่งที่เด็กหญิงสื่อ

"ไอติมคะ กวนพี่แนนอีกแล้วนะ" การสนทนาของหญิงสาวอยู่ในสายตาของพ่อเจตั้งแต่ประโยคแรก เขาไม่คิดทักท้วงแต่อย่างใดกลับชอบมองเสียมากกว่าเวลาที่แนนกับไอติมพูดคุยกัน...แต่ต้องท้วงขึ้นเมื่อแนนนั้นแสดงสีหน้างวยงงกับสิ่งที่ลูกสาวบอก

"ขอโทษค่ะพี่เจ ว่าแต่เรียกแนนมีอะไรไหมคะ?" แนนที่นึกขึ้นได้เดินจูงมือเด็กหญิงมาหยุดยืนตรงข้ามโต๊ะทำงานของผู้เป็นนาย

การเผลอลืมกับเสื้อผ้าที่ฉีกขาดเมื่อนึกถึงสิ่งที่ควรทำมากกว่า ร่องรอยที่เด่นชัดตรงรอยเสื้อจึงเผยต่อสายตาของพ่อเจ....สายตาคมเข้มจ้องมองรอยขาดอย่างสังเกต แนนที่เห็นเขาเงียบกว่าปกติ พร้อมสายตาที่มองนิ่ง จึงขยับแขนเสื้ออย่างปกปิด แม้จะไม่ทันแล้วก็ตาม

"ทำไมเสื้อถึงขาด" เสียงเข้มของเจเอ่ยถามขึ้นอย่างสุขุม

"...เกี่ยวขอบประตูค่ะ" แนนตอบเสียงเรียบแม้จะไม่ใช่ความจริง ด้วยเหตุไม่อยากให้เรื่องราวบานปลาย

"แน่ใจ?" เจย้อนถามเสียงเข้มหนัก พร้อมสายตาที่เล็งมองจ้องหน้าแนนอย่างจับสังเกต

"ค่ะ" แนนตอบรับอย่างมั่นใจ

"พี่ไม่ชอบคนโกหก"

"แนนเปล่าโกหกค่ะ"

ทั้งสองคนต่างจ้องมองสบตากัน อีกคนนั้นถามเร้าด้วยอยากรู้ความจริง เพราะสิ่งที่เห็นนั้นแค่เกาะเกี่ยวขอบประตูรอยฉีกขาดไม่น่าจะมากขนาดนี้

"ทำไมคูมพ่อต้องดุพี่แนน...เดี๋ยวพี่แนนร้องไห้หรอก" เด็กหญิงที่มองผู้ใหญ่ทั้งสองคุยกันอย่างเข้มขรึมท้วงขึ้น

"พ่อไม่ได้ดุค่ะไอติม พ่อแค่ถาม" พ่อเจรีบอธิบายแก่ลูกสาว

"โอ๊ะ! พี่แนนตรงนี้ทำไมเป็นแบบนี้คะ" เด็กหญิงตัวเล็กที่สายตาอยู่ระดับแขน ท้วงขึ้นเมื่อเห็นรอยจ้ำแดงบริเวณแขนของแนนที่คงกระแทกกับผนังอย่างแรงจนเกิดรอยช้ำ

สายตาเจมองตามสิ่งที่ลูกสาวทักท้วงอย่างจับจ้อง ก่อนจะเงยหน้าจ้องมองแนนด้วยความรู้สึกไม่พอใจ

"พี่แนนไม่เป็นไร พี่แนนซนไงคะเลยเดินชนผนัง"

"ชนผนัง?"

เจพูดแทรกขึ้นเมื่อแนนนั้นหลุดปากอย่างเผลอลืมตัวกับสิ่งที่ขัดแย้งโกหกก่อนหน้า เธอนิ่งและชะงักทันที ก่อนจะยืนนิ่งหลบสายตาคมของเจที่มองไม่วางตา

"ฟู่ววว...หายแล้วค่ะพี่แนนไอติมเป่าให้มีมนตร์วิเศษ" เป็นเด็กหญิงไอติมที่ทำลายบรรยากาศอึมครึมของผู้ใหญ่ทั้งสองลง เสียงใสดังขึ้นจึงทำให้แนนนั้นหันมาสนใจเด็กหญิง

"พี่แนนไม่เจ็บเลย...หายจริงด้วย"

"ไปกินกุ้งนอนแช่น้ำกันค่ะ ไอติมเอามาฝากอยากกินกับพี่แนน" เด็กหญิงจูงมือแนนมายังโซฟาตัวยาวที่เธอนั่งเล่นก่อนหน้า บนโต๊ะที่มีของกินมากมายที่เธอตั้งใจเอามากินกับแนน

"แต่พี่แนนต้องทำงานค่ะ...น้องไอติมกินเลย"

"กินก่อนค่อยไปทำ" เสียงเข้มของเจพูดขึ้นแต่เขาไม่สนใจมองไปยังสองคนที่นั่งโซฟา กลับก้มหน้าก้มตาดูเอกสารอย่างตั้งใจ

แนนที่ได้ยินจนต้องเงยหน้าไปมอง แต่ก็ไร้การสบจ้องมองคืน สิ่งที่ได้ยินทำเธอนั้นสงสัย แต่ก็ไม่กล้าถามอะไรออกไป เพราะเขานั้นนิ่งขรึมเหลือเกินตั้งแต่ที่เธอนั้นหลุดโกหกให้เขาจับพิรุธได้

"แจงพี่วานหน่อยสิ" เสียงของผู้เป็นนายเอ่ยขึ้นเมื่อเดินออกมาจากห้องทำงานหยุดยืนข้างโต๊ะทำงานของเลขา

"ค่ะพี่เจ" แจงรีบรับคำ

"ไปซื้อเสื้อขนาดตัวเท่าแนนมาให้หน่อย" เจสั่งการออกไปตามตรงดั่งที่ตั้งใจ จะให้แนนนั้นทำงานด้วยการใส่เสื้อที่ขาดวิ่นแบบนั้นทั้งวันได้อย่างไร เนื้อแขนขาว ๆ ที่โชว์หราคงไม่เป็นการดี

"เสื้อเหรอคะ?" แจงย้อนแย้งขึ้นอย่างสงสัยพรางส่งสายตามองหน้าผู้เป็นนายอย่างจับจ้อง

"อืม....พอดีเสื้อแนนขาดถ้าให้น้องใส่เสื้อแบบนั้นนั่งทำงานทั้งวันคงจะดูไม่ดี แจงไปหาซื้อมาให้น้องที" เจว่ากล่าวแม้ลึก ๆ จะรู้สึกเขินอาย เมื่อสายตาของเลขาสาวนั้นจ้องมองอย่างจับพิรุธและลอบยิ้มอ่อน

"พี่เจ......ฮั่นแน่" เเจงมองหน้าผู้เป็นนายพร้อมรอยยิ้ม พรางชี้นิ้วส่ายไปมาอย่างแซว ๆ

"อะไร ๆ รีบไปเร็ว ๆ จะได้มาทำงานต่อ" เจที่มีอาการเขินอายเมื่อเลขานั้นแซวจนต้องหาทางบ่ายเบี่ยงแก้เขิน

"ค่ะ ๆ .... ไปหามาประเคนเดี๋ยวนี้ค่ะเจ้านายสุดหล่อ" แจงพูดพร่ำพร้อมกับสะพายกระเป๋าใบโปรด

"รีบไปสิมามองหน้าพี่ทำไม?" เจย้อนถามเมื่อแจงนั้นเหมือนเตรียมตัวแล้วเสร็จแต่ยังจ้องมองหน้าเขาอยู่

"ไปยังไม่ได้ค่ะ...เงินไม่มาเลขาก้าวขาไม่ออกค่ะ" แจงแทรกขึ้นพร้อมกับแบมือยื่นตรงหน้าผู้เป็นนาย

"ขี้งกว่ะ" เจบ่นเบา ๆ อย่างเย้าแย่แต่ก็ล้วงหยิบเงินวางบนมือของแจงด้วยแบงก์สีเทา

"ได้ไงล่ะคะพี่เจ ซื้อของให้ผู้หญิงก็ต้องใช้เงินตัวเองสิคะ หญิงถึงจะประทับใจ" แจงพูดแซวอย่างแนะนำ

"แจงก็มาเบิกตามหลังก็ได้ไหม?" เจย้อนพรางส่ายหัวระอากับแม่เลขาตัวแสบ

"ตอนนี้แจงทรัพย์จางค่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า"

"ไป ๆ พูดมากอยู่นั่น" เจรีบออกปากไล่ก่อนจะเดินกลับเข้ามาในห้องทำงาน

จากที่ยิ้มแย้มเมื่อเดินย่างเข้ามายังสถานที่ทำงานส่วนตัว เจปรับสีหน้าให้นิ่งเรียบ ใช้เพียงหางตามองไปยังหญิงสาวที่เล่นหยอกล้อกับลูกสาวอย่างสนุกสนาน สายตาเหลือบมองเห็นว่าแนนนั้นมองตามเขาตั้งแต่ที่เดินเข้ามายังห้องไปจนเจนั่งลงทำงานอย่างตั้งใจ

สิ่งที่สัมผัสได้ถึงแววตาที่มองมานั้น เหมือนดั่งเธออยากจะพูดคุยแต่ยังกระอักกระอวลที่จะพูดคุย เขาจึงไม่สนใจก้มหน้าก้มตาทำงานต่ออย่างตั้งใจ ไม่ขับไล่หรือบอกว่าเวลานี้เธอควรจะทำงาน เมื่อเขาพอใจแล้วกับการที่แนนนั้นนั่งเล่นอยู่ในห้องนี้เป็นเพื่อนลูกสาว

"พี่แนนขา..." เสียงแหลมใสของเด็กหญิงไอติมดังขึ้นจนทำให้แนนนั้นต้องหันเหสายตามาสนใจเธอ

"ว่าไงคะ?"

"พี่แนนเป็นอะไรไปเหรอคะ...ทำไมหน้าเศร้าแบบนั้นล่ะ เล่นกับไอติมไม่สนุกเหรอ" เด็กหญิงที่เห็นสีหน้าแนนไม่สดใสดังเก่า จึงท้วงขึ้นตามประสาเมื่อสงสัยก็ถามตรง ๆ

"เปล่าค่ะ เล่นกับไอติมสนุกที่สุด"

"ไม่เห็นยิ้มเลย" เด็กหญิงเอ่ยทัก รอยยิ้มของแนนหายไปตั้งแต่ที่เธอนั้นโกหกผู้ชายตรงหน้า ด้วยไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเธอถึงอยากอธิบายเมื่อเขานั้นดูเฉยชา แต่ก็ไม่กล้าพอด้วยเธอนั้นเป็นเพียงแค่เด็กฝึกงาน สิ่งที่ทำไปก็แค่ไม่อยากให้มีปัญหากับใครจนบานปลาย ด้วยนิสัยไม่ชอบสุงสิงกับใครให้มากความด้วยเรื่องเล็กน้อย...เธอจึงคิดโกหกเขา

"ยิ้มเท่านี้พอไหม?" แนนหันไปสนใจเด็กหญิง เธอฉีกยิ้มกว้างให้เด็กหญิงได้เห็น แม้จะทำด้วยความฝืน ๆ เพราะมีสิ่งที่กังวลอยู่ในใจ

"พี่แนนยิ้มสวยสุดๆ" เด็กหญิงที่ไร้เดียงสาเอ่ยปากชม

คนที่นั่งนิ่งก้มตาเมื่อได้ยินลูกสาวพูดขึ้นอย่างมีความสุข จนเขานั้นอดไม่ได้เลยที่จะเงยหน้าไปมอง สายตาคมจับจ้องมองหญิงสาวที่กำลังฉีกยิ้มอย่างเอาใจเด็กหญิง เขาอยากมองเธอแบบนี้ ยิ่งได้มองก็ยิ่งทำให้หัวใจชายที่อายุมากกว่าเต้นแรง ความสดใสของเธอที่เข้ากันได้กับลูกสาวยิ่งทำให้เจนั้นแทบไม่อยากจะละห่างสายตา การจ้องมองอยู่ชั่วครู่ไม่วางตา จนแนนที่รู้ตัวนั้นหันมามองทั้งที่ตัวเองยังคงยิ้มค้างจากการเล่นกับเด็กหญิงไอติม

ติ่ง เสียงข้อความจากแอปพลิเคชันสีเขียวดังแจ้งเตือน หน้าจอข้อความบ่งบอกถึงสิ่งที่ต้องการนั้นมาถึงแล้ว เสื้อที่เขาไหว้วานใช้แจงไปซื้อให้เพื่อจะมอบมันให้แก่แนนได้สวมใส่

สองขายาวก้าวเดินออกจากห้องไป โดยที่แนนนั้นก็มองตามแผ่นหลังหนาจนลับตาไป เธอไม่สบายใจกับท่าทีเฉยชาเมินใส่เธอแบบนี้แม้รู้ดีว่าตัวเองนั้นไม่มีสิทธิ์ที่จะไม่พอใจ แต่การที่ถูกเขาจับได้ว่าโกหกมันทำให้เธอนั้นกังวลไม่น้อย ด้วยไม่รู้เช่นกันว่ามันคือความรู้สึกแบบไหน แต่เธอไม่อยากให้เขามองเธอไม่ดี ทั้งที่เขาบอกว่าไม่ชอบคนที่โกหก...

ถุงกระดาษสกรีนชื่อยี่ห้อสีน้ำตาล ถูกยื่นไปตรงหน้าแนนโดยที่คนยื่นให้ไม่ได้พูดอะไร นอกจากจ้องมองเท่านั้น

"อะไรคะ?" แนนที่นั่งป้อนเกี๊ยวกุ้งให้เด็กหญิงไอติมเงยหน้ามองคนที่ตัวสูง

"ว้าว...คูมพ่อซื้อให้พี่แนน" เด็กหญิงปากกำลังเคี้ยวเกี๊ยวกุ้งตุ้ย ๆ จนเต็มปากเอ่ยทักขึ้นด้วยแววตาลุกวาว

"เสื้อ...เอาไปเปลี่ยนสิ จะใส่เสื้อขาดแบบนี้ทำงานทั้งวันหรือไง" คุณพ่อเจเอ่ยบอกพร้อมกับวางถุงเสื้อลงกับโต๊ะเมื่อแนนนั้นไม่รับถุงเสียที

"แต่แนน....."

"เอาไปเปลี่ยนแล้วก็ออกไปเตรียมตัวกับพี่แจง วันนี้พี่มีนัดคุยงานกับลูกค้าข้างนอกตอนสิบเอ็ดโมง" เขาพูดสวนขึ้นทันทีทั้งที่แนนยังพูดไม่จบประโยค

ขายาวก้าวเดินมายังโต๊ะทำงานพร้อมปากที่เอ่ยพร่ำอย่างสั่งการ โดยไม่สนใจว่าแนนนั้นจะมีอาการอย่างไร

"คูมพ่อดุพี่แนนอีกแล้วนะคะ" เด็กหญิงที่เห็นท่าทางผู้เป็นพ่อซึ่งผิดแปลกไป เธอจึงทักท้วงขึ้นอย่างเดียงสา

"แล้วไอติมคิดว่าคนที่ โกหก!...สมควรถูกลงโทษยังไง?" ผู้เป็นพ่อพูดขึ้นอย่างเน้นหนักคำว่าโกหก กับลูกสาวที่เดียงสา อย่างสื่อความหมายไปหาอีกคนที่นั่งข้าง ๆ มือวางปากกาที่ขีดเขียน นั่งเอนหลังพิงไปกับพนักเก้าอี้ สายตาเพ่งมองไปยังหญิงสาวที่ตอนนี้นั่งก้มหน้าไม่กล้าสบตาเขา

"อืม~~~~ ลงโทษคนโกหกอย่างนั้นเหรอคะ...ต้องลงโทษยังไงน้า" เด็กหญิงทำท่าครุ่นคิดอย่างน่ารัก แต่คนที่นั่งเคียงข้างนั้นกังวลใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ครู่สายตาที่เงยมองประจวบเหมาะสบสายตาเข้มที่จ้องมายังเธอพอดิบพอดี

"ใช่ครับบทลงโทษคนโกหก น้องไอติมคิดว่าควรทำไงดี" ผู้เป็นพ่อเอ่ยย้ำอีกครั้ง ปากพูดกับลูกสาว แต่สายตามองไปยังอีกคนที่นั่งนิ่งเคียงข้าง

"อ่าคิดออกแล้ว...ตีมือค่ะคูมพ่อ ตีมือแปะ ๆ " เด็กหญิงเสนอด้วยความคิดตามประสาเด็ก

"ตีมือเหรอคะไอติม?" ผู้เป็นพ่อย้อนย้ำในสิ่งที่เด็กน้อยว่ากล่าว

"ใช่ค่ะ คูมพ่อใช้อันนี้ตีก็ได้ค่ะ...อันนี้เรียกว่าอะไรน้า" เด็กหญิงที่ช่างเจรจาลุกเดินไปหาผู้เป็นพ่อ ปากก็พร่ำพูดสาธยายเป็นนกแก้วเจี้ยวจ้าว ก่อนที่มือป้อม ๆ จะหยิบฟุตเหล็กชี้บอกว่ามันคือเครื่องมือที่ใช้ลงโทษในความคิดของเธอ...

"อันนี้เหรอ...อืมคงเจ็บหน้าดูเลยเนอะไอติม" ผู้เป็นพ่อหยิบฟุตเหล็กจากมือลูกสาวขยับโยกไปมา แต่สายตากลับจ้องมองอีกคนที่ตอนนี้นั่งนิ่งมองมาที่เขา ดวงตาสวยจ้องมองแววตาที่สื่อ สัมผัสได้เหมือนเธอรู้สึกผิดที่โกหกเขา

"คูมพ่อลองตีตัวเองดูสิคะว่าเจ็บไหม?"

"คิก~~" เสียงขำเค่นในลำคอของแนนเมื่อเด็กหญิงไอติมนั้นพูดย้อนผู้เป็นพ่ออย่างเดียงสา....แต่กลับมีสายตาดุพิฆาตจ้องมายังเธอ จนต้องเก็บเสียงหัวเราะคืนแล้วปรับสีหน้านิ่งเรียบ แม้จะนึกขำไม่หายอยู่ก็ตามที

"พี่แนนขำอะไรเหรอคะ....ไอติมขำด้วยสิ" เด็กหญิงเลิกสนใจผู้เป็นพ่อ...เดินมายังจุดเดิมที่มีแนนนั้นนั่งอยู่

"พี่แนนเปล่าขำค่ะ...งั้นพี่แนนไปเปลี่ยนเสื้อก่อนนะ เดี๋ยวคุณพ่อน้องไอติมจะดุ" แนนหันไปพูดกับเด็กหญิงพร้อมกับหยิกแก้มกลมนั้นเบา ๆ อย่างเอ็นดู

"น้องไอติมไปด้วยค่ะ...." เด็กหญิงจับมือแนนรั้งไว้ ส่งสายตาอ้อนปริบ ๆ อย่างวิงวอน

"เอ่อ~~~" แนนที่กระอักกระอวลเมื่อเด็กหญิงนั้นออดอ้อน เธอมองไปยังผู้เป็นพ่อของเด็กหญิงที่นั่งนิ่งมองดูโดยไม่ปริปากพูด

"นะคะพี่แนนคนฉวย ไปด้วยน้า...นะ" เด็กหญิงเขย่าแขนแนนอย่างร้องขอ

"ก็ได้ค่ะ...งั้นไปกัน" คนหน้านิ่งพยักหน้าตอบรับเธอจึงเอ่ยปากอนุญาตแล้วเดินออกจากห้องทำงานไปพร้อมเด็กหญิงที่มีอาการดีใจอย่างกับได้ขนมที่ต้องการ

ตอน 3

"น้องไอติมรอพี่แนนตรงนี้นะคะ"

หญิงสาวบอกกล่าวเมื่อมาถึงห้องน้ำหญิง

"น้องไอติมเข้าไปด้วยได้ไหมคะ?...ไม่กล้าอยู่คนเดียว" เด็กหญิงเอ่ยถามเมื่อเดินเข้ามาในห้องน้ำ

ดวงตากลมเงยมองหญิงสาวที่ตัวสูงอย่างร้องขอ เมื่อเธอนั้นไม่อยากรอข้างนอกคนเดียว

"ก็ได้ค่ะ ทำไมอ้อนเก่งจังเลย หื้ม..."

หญิงสาวที่เอ็นดูเด็กหญิงขยี้หัวเธออย่างหมั่นเขี้ยว

"ไอติมอยากอ้อนพี่แนนทุกวันเลยนะ

อยากให้พี่แนนรัก...พี่แนนใจดี" เด็กหญิงว่ากล่าวพร้อมมองหน้าแนนตาใส

แววตาที่จ้องมองเหมือนเธอนั้นแอบแฝงความหวัง...

"พี่แนนก็รักน้องไอติมนะ" หญิงสาวนั่งยอง ๆ

ลงตรงหน้าเด็กหญิงพร้อมหยิบพวงแก้มกลมนั้นเบา ๆ

"รักคูมพ่อด้วยไหมคะ...คูมพ่อน้องไอติมหล่อ"

เด็กหญิงพูดออกมาอย่างเดียงสา แม้จะไม่รู้ความของมันแค่ได้ยินผู้ใหญ่พูดคุยแล้วเธอก็จำมาเท่านั้น

คำว่า รัก ที่เด็กหญิงพูดถึงด้วยความไร้เดียงสา แต่มันกลับทำให้หญิงสาวนั้นสับสนและใจเต้นแรงอยู่ภายใน แต่ว่าตั้งแต่ก้าวขามาฝึกงานการใกล้ชิดหรือการแสดงออกที่แสนอบอุ่นจะทำให้ใจเธอไขว้เขวก็ตาม แต่ด้วยตำแหน่งที่ไม่อาจเอื้อม จึงทำให้แนนนั้นเจียมตัว

"พี่แนนว่าเราไปเปลี่ยนเสื้อดีกว่า แต่ว่าไอติมต้องหลับนะ"

หญิงสาวออกคำสั่งอย่างเบี่ยงเบียนเมื่อเด็กหญิงนั้นเอ่ยถึงคุณพ่อของเธอ

"โอเคค่า...น้องไอติมจะปิดตาไว้แบบนี้เลย"

เด็กหญิงทำมือปิดตา แต่ว่ากลับมีช่องว่างระหว่างนิ้ว ทำเอาแนนที่เห็นท่าทีของเด็กหญิงแล้วอดที่จะยิ้มไม่ได้

"ปิดแบบนั้นก็เห็นสิคะ" แนนทักท้วง

"ไม่เห็นน้องไอติมหลับตาไว้ด้วย ไม่เห็น ๆ"

เด็กหญิงยังคงยืนกรานต่อสิ่งที่เธอนั้นทำ

"ไปดีกว่า"

"รอน้องไอติมด้วย" เด็กหญิงรีบวิ่งตามเมื่อเห็นนั้นทำท่าจะปิดประตูดักเธอ

"หันหน้าเข้าประตูเร็วค่ะ...พี่แนนจะเปลี่ยนเสื้อแล้ว"

แนนออกคำสั่งเมื่อเข้ามายังห้องน้ำคับแคบ แล้วเธอนั้นเอาแต่จ้องมองหน้าแนนพร้อมกับอมยิ้ม

เด็กหญิงปิดตาตามที่แนนสั่งพร้อมหันหน้าเข้าผนังอย่างว่าง่าย แนนเริ่มจัดการถอดเสื้อผ้า แต่หารู้ไม่ว่าเด็กหญิงที่แสนกลนั้นลอบแอบมองเธอถอดเสื้อผ้า

สายตากลมมองผ่านง่ามนิ้วมือป้อม ๆ ด้วยความอยากรู้ สิ่งที่เห็นทำให้เด็กหญิงนั้นสงสัยพร้อมกับก้มมองส่วนอกของตัวเองที่มันดูแตกต่าง

"เสร็จแล้วค่ะ เอามือออกได้" แนนบอกกล่าวเด็กหญิงจึงส่งยิ้มอ่อน

"ทำไมพี่แนนสวย" เด็กหญิงเอ่ยปากชม ทำเอาคนที่ถูกเด็กชมนั้นแก้มแดง

"สวยเหมือนไอติมไงคะ" หญิงสาวชมตอบอย่างเอาใจเด็กหญิงตัวน้อยที่สดใส

"ไปกันดีกว่าเนาะ เดี๋ยวพี่แนนต้องออกไปทำงาน"

ประตูห้องน้ำถูกเปิดออก

หญิงสาวที่มือหนึ่งจูงเด็กหญิงออกมาด้วยรอยยิ้มที่สดใส

ต้องชะงักขาเดินทันทีเมื่อมีคู่อริที่เคยทำร้ายเธอยืนดักหน้าไว้

พร้อมด้วยสายตาที่มองเธออย่างหาเรื่อง เด็กหญิงที่ถูกแนนดันให้ไปอยู่ด้านหลัง ขาก้าวถอยหลังเมื่อผู้หญิงสองคนที่เคยหาเรื่องเธอค่อย ๆ

ก้าวขาเข้ามาใกล้ ประตูห้องน้ำถูกปิดล็อกอย่างกันคนนอกเข้ามา

"เจอกันอีกแล้วนะ" น้ำที่เคยกระชากเสื้อเธอขาดเอ่ยขึ้นพร้อมก้าวขาทีละก้าวเข้าประชิดตัวแนน

"แนนไม่อยากมีเรื่องนะพี่ หลบไป" แนนบอกอย่างคนในเย็นพร้อมขาที่ก้าวถอยหลังอย่างระวัง และเธอต้องป้องกันเด็กหญิงตัวน้อยที่ติดสอยห้อยตามเธอมา เด็กหญิงโผล่นางออกด้านข้างมองเหตุการณ์อย่างไม่เข้าใจกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น

"หมั่นไส้!!...จับมัน"

น้ำออกคำสั่งกับคู่หูอีกคนที่มาด้วยกัน

"ปล่อยแนนนะ" แนนที่ไม่ทันตั้งตัวร้องขึ้นและพยายามดิ้นเพื่อให้หลุดพ้น

"งื้อ ปล่อยพี่แนนนะ ปล่อยพี่แนนเดี๋ยวนี้" เด็กหญิงที่เห็นแนนนั้นดิ้น

เธอพยายามที่จะช่วยเหลืออย่างไม่คิดกลัว จับถึงชายเสื้อของน้ำด้วยแรงน้อยนิดของเธอ

"ขอตับสักทีแก้คันมือหน่อยเถอะมึง!!"

"จัดการมันเลยพี่น้ำ" เสียงของคู่หูของน้ำส่งเสริม แรงจับล็อกไขว้แขนแนนไปด้านหลังทำให้เเนนนั้นไม่สามารถหลุดพ้น

แม้จะออกดิ้น

"อึก!! อื้อ ปะ ปล่อยแนน" แขนก็ถูกล็อก คอก็ถูกน้ำบีบด้วยสองมือ จนแนนที่ตอนนี้แทบขาดอากาศหายใจ

"งื้อ ปล่อยเดี๋ยวนี้นะป้า ปล่อยพี่แนน...นี่แน่ ๆๆ"

เด็กหญิงไอติมพยายามอย่างมากที่จะช่วยแนน กำปั้นเล็ก ๆ พยายามตีไปยังคนที่ตัวใหญ่

แต่แรงเด็กอย่างเธอก็ไม่สามารถที่จะทำให้น้ำนั้นปล่อยพี่แนนของเธอ

"ไอติม ละ หลบไป อึก !!" แนนพยายามเปล่งเสียงร้องออกมาอย่างห่วงใยเมื่อเด็กหญิงนั้นพยายามที่จะช่วยเหลือเธอ

"เด็กนี่!!" น้ำที่ถูกฉุดรั้งด้วยมือน้อย ๆ ของเด็กหญิงไอติม สะบัดขาแรงจนเด็กหญิงนั้นกระเด็นกระแทกกับพื้น

"อร๊าย!!!....ฮืออออ งื้อ ๆ พี่แนน ไอติมเจ็บ"

เด็กหญิงตัวเล็กที่เจ็บจากการกระแทกร้องครวญอย่างตกใจ เธอไม่เคยพบเจอกับเหตุการณ์ที่รุนแรงแบบนี้มาก่อน

เพี๊ยะ!!!! เพี๊ยะ!!!! เสียงฝ่ามือกระแทบกับใบหน้าสวยเสลาของแนนติดกันสองที จนใบหน้าเธอนั้นหันไปตามแรงตบ กลิ่นคาวเลือดอ่อนลอยฟุ้งเข้าจมูก มุมปากมีเลือดไหลซึม

"งื้อพี่แนน...งับ!!"

"โอ๊ย นังเด็กบ้า...ปล่อยเดี๋ยวนี้นะ ฉันเจ็บ"

งับ!! เด็กหญิงตัวน้อยที่เห็นแนนถูกทำร้าย เธอรีบหยัดตัวลุกแล้ววิ่งไปกัดขาของน้ำด้วยแรงน้อยนิดที่เธอมี และลงน้ำหนักของฟันฝังลงขาของน้ำอีกครั้งจนเต็มแรง

"ไอติม แค่ก ๆ "

แนนที่พยายามดิ้นจนหลุดพ้นจากการจับกุมเมื่อเห็นเด็กหญิงนั้นถูกทำร้าย

แม้จะหายใจติดขัดเพราะแทบขาดอากาศหายใจ

ร่างกายโยนไอออกมาและสูดอากาศเข้าปอดให้ได้มากที่สุด

"จะไปไหนมานี่..."

เพี๊ยะ คู่หูของน้ำกระชากผมของแนนกลับพร้อมกับตบเข้าที่หน้าอีกครั้งจนเต็มแรง

"ไอติม หลบค่ะ ไปหาพี่แจง"

แนนที่ถูกรุมตบด้วยความริษยาของรุ่นพี่ ใบหน้าสวยแดงเป็นรอยนิ้วมือทั้งห้า มุมปากมีเลือดไหลออกมากกว่าเดิม

"ฮือออออ พี่แนน" เด็กหญิงปล่อยปากที่กัดน้ำ แล้วรีบวิ่งออกไปจากห้องน้ำตามที่แนนบอก เด็กหญิงดวงตาแดงก่ำเพราะร้องไห้หนัก แม้เธอจะเจ็บตัวเพราะถูกเหวี่ยงแต่ก็ยังออกแรงวิ่งไปตามที่แนนนั้นบอก

เมื่อเห็นแล้วว่าเด็กหญิงนั้นไปจนลับตา แนนที่กำลังถูกทำร้ายออกแรงสุดฤทธิ์เพื่อสะบัดตัวให้หลุดพ้นจากการถูกรุม

เธอยกขาสูงถีบเข้าตรงออกของน้ำ

กระโปรงทรงพีชที่ถนัดในการยกขาทำให้เธอตอบโต้ได้อย่างคล่องตัว

"โอ๊ย นังแนน" น้ำโอดครวญเมื่อแรงถีบทำให้เธอนั้นเซถลาท้องกระแทกเข้ากับของอ่างล้างมือ

เพี๊ยะ แนนสะบัดตัวหันไปพร้อมกับฝ่ามือปะทะเข้ากับใบหน้าที่ฉาบด้วยเครื่องสำอางของคู่หูที่น้ำพามา ตามคาบคร่อมและจิกหัวกระแทกกับพื้นห้องน้ำ

"พี่น้ำช่วยพีชด้วย" คู่หูที่ชื่อพีชร้องขอความช่วยเหลือเมื่อเธอนั้นพลาดท่าต่อแนน ใบหน้าของพีชเริ่มเห่อแดงด้วยแรงตบของแนนที่ไม่มียั้ง เพราะเธอก็ไม่ยอมเช่นกันหากใครทำร้ายและหาเรื่องเธอก่อน

"ปล่อยเพื่อนฉันเดี๋ยวนี้นะ นังแนน!" น้ำที่พยายามฝืนตัวมือกุมท้องผลักแนนให้หลุดพ้น แต่ด้วยแรงที่น้ำนั้นมีไม่สามารถที่จะกำจัดแนนที่มือเหนียวยิ่งกว่าตุ๊กแกออกได้

"อ๊ะ!!" แนนที่ถูกน้ำดึงผมจนแทบหงายหลัง แต่เธอก็ยังไม่หยุดตบพีชเพื่อนของน้ำ มือหนึ่งของแนนดึงผมของพีช ขาสองข้างกดน้ำหนักลงแขนของพีชเพื่อไม่ให้เธอโต้ตอบ อีกมือก็พยายามแกะมือของน้ำจากผมของเธอและจิกเล็บลงแขนของน้ำสุดแรง ทั้งสามฉุดกระชากโต้ตอบกันอย่างไม่มีใครยอมใคร....

“คูมพ่อ คูมพ่อขา งื้ออ ฮือออออ” เด็กหญิงที่วิ่งด้วยความเร็วเท่าที่ขาสั้น ๆ ของเธอจะออกแรงก้าวได้ ร้องเรียกผู้เป็นพ่อเมื่อสายตาเห็นผู้เป็นพ่อกำลังเดินมาทางเธอพอดี

“ไอติม!! ไปทำอะไรมาลูกทำไมหัวฟูแบบนี้” คุณพ่อเจที่เห็นลูกสาวในสภาพที่ไม่เหมือนเดิม เกิดการตกใจเมื่อเธอนั้นร้องไห้ฟูมฟาย น้ำตาไหลอาบสองแก้มกลม รีบวิ่งเข้าประชิดตัวลูกสาวและนั่งยอง ๆ ลงตรงหน้าเธอ

“ฮือ ฮือ คูมพ่อขา ไอติมเจ็บ เจ็บตูด” เด็กหญิงบอกผู้เป็นพ่อทั้งน้ำตา

“ไปทำอะไรมา...ไหนเจ็บตรงไหนบอกพ่อ” ผู้เป็นพ่อที่เห็นลูกสาวนั้นร้องไห้จนดวงตาแดงก่ำ จับเธอพลิกซ้ายแลขวาอย่างสำรวจร่างกาย ลำแขนเล็กเกิดรอยช้ำเล็กน้อย

“ฮือ คูมพ่อขา พี่แนนค่ะ มีคนตีพี่แนน อึก ฮึก เลือดไหลเลย ฮืออออ พะ พี่แนนเจ็บ” เด็กหญิงที่สะอึกสะอื้นร้องไห้ฟ้องผู้เป็นพ่อ คำพูดที่เปล่งออกมาทั้งน้ำตาจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ แต่ผู้เป็นพ่อก็พยายามที่จะจับใจความ

“ที่ไหนลูก” คุณพ่อเจย้อนถามสิ่งที่ลูกสาวบอกกล่าวทำให้พ่อเจนั้นใคร่รู้

“ตรงนั้น อึก ฮึก ที่พี่แนนใส่เสื้อใหม่ ฮือ ไอติมเจ็บ” เด็กหญิงร้องไห้กอดคอผู้เป็นพ่อด้วยต้องการการปกป้อง

“โอ๋ ๆ ไม่ร้องนะคะ...ไม่กลัวนะ”

“พี่แนนเจ็บค่ะคูมพ่อ อึก ฮึก ฉองคนตีพี่แนน ฮืออออออ...คูมพ่อ ปะ ไป อึก ฮึก ไปช่วยพี่แนน” เด็กหญิงสาธยายกล่าวฟ้องกับเหตุการณ์ที่เธอนั้นพบเจอมาและร้องขอให้ผู้เป็นพ่อช่วยเหลือหญิงสาวที่ตอนนี้โดนรุมหนัก ไม่รู้สภาพจะเละเทะแค่ไหน

“ค่ะ คนเก่งไม่ร้องนะ...” คุณพ่อเจเช็ดน้ำตาให้ลูกสาวและอุ้มเธอแนบอก ก่อนจะเร่งฝีเท้าเดินไปด้วยใจว้าวุ่นกับสิ่งที่ลูกสาวเล่าให้ฟัง ไม่คิดว่าในออฟฟิศที่เขาพยายามดูแลจะเกิดการวิวาทในสำนักงานของเขา ทั้งที่พยายามดูแลฉันท์พี่น้องไม่คิดจะแบ่งแยกสูงต่ำ แต่ทำไมยังมีการะทำแบบนี้ก่อเกิด

“ฮือออออ” ขายาวของพ่อเจกึ่งเดินกึ่งวิ่งอย่างร้อนใจ เสียงร้องไห้ของลูกสาวก็ดังใกล้หู ดั่งเธอนั้นหวาดกลัวและเจ็บปวดกับบาดแผลที่ได้รับ ทำให้คนเป็นพ่อที่เฝ้าดูแลยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอมนั้นไม่พอใจและโมโห แต่ก็พยายามเก็บอาการควบคุมอารณ์อย่างมาก

.....หน้าห้องน้ำหญิงที่ผู้คนรายล้อมยืนมุงดู ก่อนที่พ่อเจจะเดินแทรกฝ่าฝูงชน เหตุการณ์ตรงหน้าทำเอาพ่อเจถึงกับตาโต หญิงสาวในคราบชุดนักศึกษา มีใบหน้าบวมแดงปากแตก ที่กำลังโดนรุมทำร้ายร่างกาย

“หยุด!!...หยุดเดี๋ยวนี้!!” เสียงเข้มดุของเจดังขึ้นทำให้คนทั้งสามนั้นหยุดการกระทำ

“พี่เจ” น้ำที่เคยหน้ามองคนมาใหม่ต้องตกใจ เพราะผู้เป็นนายจ้างนั้นดวงตาฉายแววแทบลุกเป็นไฟ

.....น้ำสะกิดแขนของพีชอย่างเตือน เพราะพีชนั้นคาบคร่อมตบหน้าของแนนอยู่ด้วยความริษยา ทั้งสองรีบดีดตัวออกจากตัวแนนเร็วพลัน พร้อมกับลุกยืนเคียงคู่กันหลังชิดกับผนังห้องน้ำ

“มันเกิดอะไรชึ้น!! มีใครอธิบายกับพี่ได้บ้าง” เจตวาดเสียงเข้มดุดังลั่น จนสองสาวคู่หูนั้นตัวสั่น เพราะไม่เคยเลยที่จะเห็นมุมที่ดุดันของเจแบบนี้

แนนพยายามที่จะขยับตัวลุกยืน แต่ด้วยสภาพที่โดนรุมจนเละเทะ ผมเผ้าฟูฟ่องมุมปากที่มีเลือดไหล พวงแก้มที่เคยสวยสดบวมช้ำจนแทบดูไม่ได้ แก้มสองข้างเต็มไปด้วยรอยฝ่ามือ เจที่อีกแขนอุ้มลูกสาวต้องใช้อีกมือประคองแนนที่เจ็บให้ลุกยืนได้ถนัด

“ฮือออออ พี่แนน อึก อึก” เด็กหญิงไอติมที่ร้องไห้ไม่หยุด ยิ่งร้องหนักเมื่อเธอเห็นสภาพพี่แนนที่เธอรักนั้นมีบาดแผลและเลือด

“ไอติมไม่กลัวนะคะ” แม้จะเจ็บตัวแต่ก็ไม่วายห่วงเด็กหญิงที่เธอนั้นเอ็นดู

“พีช ! น้ำ ! .... แนน! มีใครอธิบายให้พี่ฟังได้บ้าง” เจไล่สายตากวาดมองคนทั้งสามอย่างต้องการคำอธิบายกับสิ่งที่เกิดขึ้น สายตาหันกลับมามองแนนที่ยืนมือจับแก้มที่บวมช้ำ ความห่วงใยที่มีก่อเกิดขึ้นในใจ เพราะสองคนที่ยืนเงียบนั้นยังดูดีกว่าแนนมาก

“............” ผู้ก่อเหตุทั้งสามยังคงเงียบไม่ยอมปริปากพูด

“คูมพ่อ อึก ๆ ป้าสองคนตีพี่แนน ไอติมเห็น ป้าสองคนตีพี่แนนก่อน ดึงผมพี่แนนแบบนี้ ๆ พี่แนนหงายหลังเลยค่ะ” เด็กหญิงเล่าเหตุการณ์ที่พบเจอให้ผู้เป็นพ่อได้รับฟัง พร้อมกับทำท่าดึงผมเป็นการสาธิตให้ผู้เป็นพ่อมองเห็นภาพได้ชัดเจน แม้จะยังคงมีน้ำตาสะอึกอื้นร้องไห้ ดวงตากลมโตบวมแดงน้ำตาไหลรินอาบแก้ม แต่เธอก็ยังพยายามที่จะเล่าถึงเหตุการณ์

“เป็นอย่างที่น้องพูดไหมพีช” เจหันไปถามทวนลูกน้องที่ยืนก้มหน้าหลังชิดผนัง

“..............” แต่สิ่งที่ได้รับคือพีชยังคงเงียบปาก

“น้ำ!” เจตวาดเสียงลั่น เมื่อสิ่งที่ถามนั้นไม่มีคำตอบ จึงหันเหสายตาดุไปยังอีกคนที่สะดุ้งเฮือก

“แนนมันหาเรื่องพวกน้ำก่อน” น้ำพูดปดป้ายสีพร้อมกับจ้องหน้าแนนอย่างเอาเรื่อง

“แนน!...อธิบาย” เจหันไปถามคนที่ยืนข้าง ๆ ด้วยน้ำเสียงที่ไม่ต่างกันจากที่ถามสองสาวคู่หู

"แนนไม่มีคำอธิบายค่ะ....แล้วแต่พี่เจจะพิจารณา" แนนที่ไม่คิดโต้ตอบเมื่อเธอนั้นรู้แก่ใจว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นมันเป็นยังไง.....จากสภาพที่เธอเป็นหากเขาจะเห็นควรคงตัดสินไม่ยาก ถ้าไม่คิดเข้าข้างใครด้วยการลำเอียง

"ทั้งสามคน เชิญที่ห้องประชุม...จัดการกับสภาพตัวเองให้เรียบร้อย" เจที่โมโหเลือดขึ้นหน้าหากแนนนั้นพูดอะไรออกมาเขาพร้อมที่จะเชื่อ เพราะสิ่งที่ตาเห็นมันบ่งบอกแล้วว่าเธอนั้นโดนรุม แม้จะร่วมงานด้วยกันไม่นานแต่ก็พอจะรู้นิสัยของแนนพอสมควรด้วยประสบการณ์ที่มากพอ

"ฮืออ คูมพ่อ ไอติมจะหาพี่แนน อึก ฮึก ฮืออออ" เด็กหญิงร้องไห้พร้อมกับพยายามลงจากอ้อมอกของพ่อ สองแขนเล็กชูหาหญิงสาวที่เธอรัก

"พี่แนนอุ้มน้องไอติมไม่ไหวหรอกลูก" พ่อเจให้เหตุผล

"หาพี่แนน ฮือออออ" เด็กหญิงตัวน้อยปล่อยร้องไห้โฮ เธอต้องการอ้อมอกของแนนให้รู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย แม้จะเห็นว่าเธอนั้นเจ็บแต่ก็ยังต้องการที่จะไปหา

"ไม่เป็นไรค่ะ แนนไหว" แนนยื่นแขนเพื่อนรับเด็กหญิงเพราะเธอนั้นสงสารเธอจับใจที่เห็นเด็กหญิงร้องไห้

"เงียบไป....เดี๋ยวตามพี่ไปที่ห้องประชุม...พีชกับน้ำด้วย!" เจพูดเสียงเข้มจนแนนนั้นต้องชักแขนกลับ ก่อนจะหันไปออกคำสั่งกับสองหญิงสาวคู่หูที่ยืนจ้องมองหน้าแนนอย่างเคียดแค้น

"คูมพ่ออย่าดุพี่แนน ฮึก อึก" เด็กหญิงยังคงพยายามคว้าแขนของแนนจนเธอต้องจับมือของเด็กหญิงไว้ ทั้งที่เธออยู่ในอ้อมกอดเธอสงสารเด็กหญิงตัวน้อยที่ร้องไห้จนตาแดง

"ไหวไหมแนน" แจงที่ตามมาเห็นเหตุการณ์ยังตกใจกับสภาพของแนน เธอเดินมาประคองแนนอย่างเบามือและพาเธอไปยังห้องประชุม

"แนนไหวค่ะ" แนนพยายามยิ้มตอบรับแจง แม้จะรู้สึกเจ็บตรงมุมปากไม่น้อย

"ตอแหล" เสียงแผ่วเบาแต่เน้นน้ำหนักเสียงของน้ำและพีชเอ่ยขึ้นเมื่อเดินผ่านแนนไป เพื่อไปยังที่หมายของผู้เป็นนายนัดแนะ

"พวกแกสิตอแหล...ขอให้พี่เจไล่แกสองตัวออกทีเถอะ เพี๊ยง!!" เป็นเสียงของแจงที่พูดขึ้นอย่างนึกรำคาญและหมั่นไส้ กับแค่เด็กฝึกงานที่จะอยู่ไม่กี่เดือนยังริษยา จนเธอนั้นนึกแช่งสองคนที่เธอก็ไม่ชอบขี้หน้าเช่นกัน

"ใครจะพูดก่อน" เจที่ยืนหันหลังสองมือล้วงกระเป๋าเอ่ยถามขึ้น เมื่อพนักงานทั้งสามนั้นมาพร้อมเพรียงยืนเรียงหน้ากระดานอย่างกับนักเรียนที่กำลังเข้าห้องปกครองเมื่อทำผิด

"................." ไม่มีเสียงใด ๆ หลุดลอดจากปากของเหล่าลูกน้อง นอกจากสายตาของคู่หูตัวแสบที่จ้องมองแนนอย่างไม่คิดจะยอมปรน

"ไม่มีปากกันหรือไง" เจที่ไม่ไหวต่อความเงียบเมื่อถามใครออกไปก็ไร้การตอบกลับ ท่าทางน่าเกรงขามที่หลบซ่อน ความดุดันที่มีในตัวที่ไม่ค่อยเปิดเผยจนมีเรื่องนี้ที่ต้องแสดงตัวออกมา ทั้งที่พยายามเก็บกั้นดูแลคนใต้บัญชาให้สมานสามัคคีกัน แต่ไม่คิดจะมีคนอีกกลุ่มที่มาดร้ายในสำนักงาน

"แนนไม่มีอะไรจะพูดค่ะ อย่างที่แนนบอกแล้วแต่พี่จะพิจารณาค่ะ" แนนพูดขึ้นด้วยสิ่งที่เธอไม่คิดจะแก้ต่างใด ๆ

"ทำเป็นพูดดี"

"พีช!!" เจตวาดพีชเสียงลั่นเข้มดุ พร้อมดวงตาที่จ้องมองอย่างดุดัน ก่อนจะก้าวขายาว ๆ ไปนั่งยังหัวโต๊ะรูปตัวยู บ่งชี้ถึงตำแหน่งที่เป็นตอนนี้

"ขอโทษค่ะ" พีชก้มหน้ามือประสานตรงหน้าแล้วกล่าวเสียงแผ่ว

"ต่อหน้าพี่ยังกล้านะ...ไม่เดินข้ามหัวพี่เลยล่ะ" เจที่เดือดดาลพยายามควบคุมอารมณ์ กล่าวข่มอย่างหยั่งเชิงต่อลูกน้องที่ทำตัวกร่าง ไม่ใช่ว่าไม่รู้วีรกรรมของหญิงทั้งสอง แค่เขาพยายามมองข้ามนิสัยส่วนตัวเพราะทั้งสองก็รับผิดชอบงานตัวเองดีแค่มีนิสัยส่วนตัวที่ไม่น่ารักเท่านั้น ซึ่งเจมองว่าไม่เกี่ยวกับงานที่ทำให้บริษัทเสียหาย

"พีชไม่คิดแบบนั้นค่ะ" พีชเอ่ยขึ้น

"ไม่คิดมีใครอธิบาย??...งั้นก็ออกพร้อมกันทั้งสามคนดีไหม? เพราะพี่ไม่คิดจะเอาอันธพาลมาทำงานในออฟฟิศ" เจว่ากล่าวพร้อมไล่สายตามองคนทั้งสามอย่างจับสังเกต สองคนคู่หูยืนมือประสานก้มหน้ามองต่ำ แต่อีกคนในชุดนักศึกษาสภาพเละเทะ กลับจ้องมองหน้าสบตาไม่หลีกเลี่ยง แววตาที่จ้องมองหน้าเจนั้นดูมุ่งนั่นไม่วอกแวก

"ไม่นะคะพี่เจ น้ำยังไม่อยากตกงาน"

"ไม่อยากตกงาน?...แต่ทำตัวอันธพาลแบบนี้เหรอน้ำ" เจย้อนทันทีอย่างรู้เท่าทัน พร้อมกับลุกยืนสองแขนค้ำโต๊ะจ้องมองหน้าพนักงานทั้งสามอย่างจับจ้อง

"นะ น้ำ ปะเปล่านะคะ"

"แจง" เจเอ่ยเรียกเลขาที่ยืนอุ้มลูกสาวของเขาที่ตอนนี้เงียบแล้ว แต่ยังมีเสียงสะอื้นเบา ๆ

"คะ?"

"ฉายโปรเจคเตอร์" เสียงเข้มของเจสั่งการ ทุกอย่างหากจะจับคนผิดมันไม่ได้ยากมากมาย เทคโนโลยีที่ทันสมัยที่อยู่รอบสำนักงานสามารถจับสามารถแก่ผู้เป็นนายเช่นเขาได้

"น้องไอติมยืนรอพี่แจงตรงนี้นะคะ..." แจงวางเด็กหญิงยืนกับพื้นก่อนจะเดินไปทำหน้าที่ของเธอ ตามคำสั่งผู้เป็นนาย

"ค่ะ" เด็กหญิงตอบรับด้วยน้ำเสียงสะอื้น ก่อนที่เด็กหญิงตัวน้อยจะเดินไปยืนเคียงข้างคุณพ่อของเธอ

ภาพทุกอย่างที่ฉายแก่สายตาของทุกคู่สายตามองเห็นเหตุการณ์ตั้งแต่เริ่มแรก ทุกอย่างเป็นดั่งที่เด็กหญิงตัวน้อยพูดบอกเป็นอย่างเช่นที่เธอเอ่ยจริง ๆ การตบตีที่ลุกลามออกมายังหน้าห้องน้ำหลังจากที่เด็กหญิงไอติมนั้นวิ่งออกมา สองรุมหนึ่งที่เผยแก่สายตาของทุกคน ส่วนคนที่ทำผิดนั้นเริ่มกระสับกระส่ายไม่อยู่นิ่ง การก่อเหตุที่ไม่คิดว่ากล้องวงจรปิดจะจับภาพได้ชัดเจน ด้วยอารมณ์ริษยาที่ครอบงำจนถลำกระทำสิ่งที่ไม่ควร

"ชัดเจนนะน้ำ พีช" เจพูดขึ้น

"พี่เจอย่าไล่พวกเราออกเลยนะคะ...พีชยังไม่อยากตกงานตอนนี้" พีชที่อยู่ไม่สุขเริ่มโอดครวญ

"แจง...พี่ฝากจัดการกับน้ำและพีชด้วย" คำว่าจัดการที่เลขาอย่างแจงรู้ดีว่าลำดับต่อไปเธอควรทำยังไง คนที่ดื้อรั้นก็ไม่สมควรที่อยู่ร่วมสำนักงานเดียวกัน บุคลากรที่วางตัวดีเท่านั้นที่คนอย่างเจจะเก็บรักษาไว้

"พี่เจน้ำขอโทษค่ะ สัญญาว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก อย่าไล่น้ำออกเลยนะคะ"

"คนผิดก็รับผลไป พี่ไม่ได้ใจดีอย่างที่พวกเธอคิดหรอกนะ..." เจพูดขึ้นอย่างไม่คิดจะไยดีแม้สองคู่หูนั้นวิงวอน

"นะคะพี่เจพีชยังตกงานตอนนี้ไม่ได้ ขอร้องนะคะพี่เจ" เป็นพีชที่พูดเสริมอย่างขอร้อง

"ไอติมเจ็บไหมลูก...พ่อพาไปทายานะคะ" เจที่ไม่สนใจต่อคำอ้อนวอนใด ๆ ของใคร โอบอุ้มลูกสาวที่สะอื้นไห้แล้วเดินออกจากจุดนั้นทันที

"พี่เจคะ พี่เจน้ำขอร้องอย่าไล่น้ำออกเลยนะคะ"

"นะคะพี่เจพีชรับปากจะไม่ทำอีก"

หญิงสาวทั้งสองรีบวิ่งดักหน้า เมื่อเห็นเจนั้นก้าวขาเดินออกมาจากจุดนั้น ทั้งสองวิงวอนด้วยน้ำตาแม้ตัวจะทำผิดแต่ไม่คิดว่าผู้เป็นนายจะถึงขั้นขับไล่

"นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของพวกเธอใช่ไหม?..."

".........." ทั้งสองสาวยืนเงียบก้มหน้าเศร้า เพราะมันเป็นอย่างที่เขาถามจริง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเธอชอบหาเรื่องที่เห็นใครล้ำหน้า แค่ไม่ได้ก่อเรื่องในสถานที่นี้

"แต่พี่ไม่อยากสนใจเพราะก่อนหน้า พวกเธอไม่ได้ก่อเรื่องจนพี่เห็นกับตา" เจพูดเสียงแข็งดุดันแต่ฝ่ามือหนาอุ่นก็ยังคงลูบหัวลูกสาวปลอบใจ

"คูมพ่อขาปะ ป้าฉองคนใจร้าย" เด็กหญิงพูดเสริมด้วยน้ำเสียงสะอื้นใกล้ชิดหูผู้เป็นพ่อ สองแขนเล็ก ๆ กอดคอผู้เป็นพ่อ

"น้ำขอโทษค่ะ...แต่ให้โอกาสน้ำเถอะนะคะ" น้ำยกมือไหว้ขอร้องผู้เป็นนาย

"ให้โอกาสพีชสักครั้งนะคะพี่เจ" พีชว่าเสริม

"............" เจเงียบไม่ตอบรับใด ๆ

"แนนพี่ขอโทษช่วยพูดกับพี่เจที" เป็นพีชที่ต้องขอร้องแนน เมื่อเธอมองแล้วว่าผู้เป็นนายนั้นไม่ยอมอ่อนข้อ

"แนนให้อภัยในสิ่งที่พี่ทำร้ายแนน....แต่แนนไม่ได้มีสิทธิ์อำนาจใดที่จะร้องขอ แนนเป็นแค่เด็กฝึกงานค่ะ" แนนพูดออกมาเสียงเรียบ เธอนึกสงสารต่อหญิงทั้งสองที่พร่ำวิงวอน แต่เธอก็จนใจที่จะช่วยเหลือ

"แล้วทำไมไม่คิดก่อนที่จะทำ...เธอสองคนอายุเยอะกว่าเด็กฝึกงานตั้งหลายปี น่าจะคิดได้กว่านี้" เจกล่าวอย่างตำหนิ

"พี่เจพีชผิดไปแล้วจริงๆ...ขอโอกาสหน่อยนะคะ" พีชยกมือไหว้หงึก ๆ พร้อมอ้อนวอน

"มีอะไรกันวะเจ" เสียงเข้มดังขึ้นเมื่อได้ยินเหล่าพนักงานพูดคุยกันถึงเหตุการณ์ ทุกเสียงเล่าขานถึงเด็กฝึกงานถูกทำร้าย ไฟที่เดินเข้ามาในบริษัทต้องตรงดิ่งมายังห้องประชุม

"หรือจะให้พี่ไฟตัดสินดี" เจพูดขึ้นเมื่อเขารู้ว่าไฟนั้นเด็ดขาดกว่าเขาแค่ไหน พนักงานที่อยู่มานานย่อมรู้ดีถึงนิสัยของไฟ...น้ำและพีชตกใจเมื่อเจนั้นพูดถึงผู้เป็นนายอีกคน

"พวกเธออีกแล้วเหรอ?...ครั้งนี้ในออฟฟิศเลย?" เป็นไฟที่พูดขึ้นอย่างเอือมระอา

"อืม" เจตอบเค่นในลำคอ

"อาไฟขา อึก ฮึก ป้าฉองคนทำไอติมเจ็บตูด ตีพี่แนนเลือดออก ไอติมเจ็บ" เด็กหญิงที่เห็นคุณอาไฟของเธอ ไม่วายที่เธอจะเล่าเหตุการณ์ย้ำ

"ไอติมอยู่ในเหตุการณ์เหรอ?" ไฟย้อนถาม....

"อึก ฮึก ฮึก" เด็กหญิงยังคงสะอึกสะอื้นกอดคอผู้เป็นพ่อ

"อืม ไอติมไปเข้าห้องน้ำกับแนน...แล้วแต่มึงจะตัดสินละกัน กูพาไอติมไปทายาก่อน" เจบอกต่อเพื่อนให้รับรู้และมอบหมายหน้าที่ต่อ

"น้องแนนไหวไหม?" เป็นเสียงของแจงที่เอ่ยถามขึ้น เมื่อเธอเดินไปใกล้เห็นสภาพแล้วนึกสงสารจนต้องประคองแนนเดิน

"แนนโอเคค่ะพี่แจง" หญิงสาวตอบรับ

"ปะ.....พี่หายาทาให้" แจงประคองแนนเดินพร้อมกับพูดอย่างห่วงใย เอ็นดูแนนเพราะเธอตั้งใจที่จะเรียนรู้งานและมีความสามารถศักยภาพในการทำงาน หากจบการศึกษาต้องเป็นบุคลากรที่ดีคนหนึ่ง

"ค่ะ...ขอบคุณค่ะพี่"

"พี่แนนเจ็บไหมคะ" เด็กหญิงไอติมที่คุณพ่อเธออุ้ม หันไปพูดกับแนนที่เดินตามหลังมาติดๆ มือน้อย ๆ ของเธอพยายามเอื้อมจับแนนจนเธอนั้นต้องจับมือของเด็กหญิงไว้

"พี่แนนไม่เจ็บ ทายาเดี๋ยวก็หายค่ะ...ไอติมเจ็บไหมคะ" การเดินพร้อมเสียงสนทนาของคนทั้งสองที่พ่อเจนั้นเอียงหูฟัง...สภาพที่เเนนเป็นทำเอาเขานั้นเลือดขึ้นหน้า

"ยาคูมพ่อวิเศษมากๆ เลยค่ะ ทาแป๊บเดียวหายเจ็บ...คูมพ่อทาให้พี่แนนด้วยนะคะ" เด็กหญิงเล่าสรรพคุณอย่างฉะฉาน และบอกกล่าวผู้เป็นพ่อด้วยความใสซื่อ แต่สิ่งที่เด็กหญิงพูดทำเอาผู้ใหญ่ที่กล่าวถึงนั้นใจเต้นแรงในอก

"หยุดพูดได้แล้วลูก...เจ็บไม่ใช่เหรอ" คนเป็นทักท้วงขึ้น

"เจ็บค่ะ...ไปทายาคูมพ่อกับไอติมนะคะพี่แนน" เด็กหญิงหันไปพูดกับแนนอีกครั้ง

"ค่ะ" แนนตอบรับทำให้เด็กหญิงนั้นมีรอยยิ้มที่เปี่ยมสุข เธออิ่มเอมทุกครั้งที่ได้อยู่กับหญิงสาวจนแทบไม่อยากห่างไกล

-----

ผิดพลาดประการใดขออภัยด้วยนะคะ

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน

สามี 1

ตอนที่ 1
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED