ห้องสวีท ณ โรงแรมสุดหรูใจกลางกรุงเทพมหานคร
“ชะตาของท่านกำลังจะเปลี่ยนไป ท่านจะพบกับความยุ่งยากที่กำลังจะมาถึง มันเป็นชะตา แต่ท่านไม่ต้องเป็นกังวลไป เมื่อใดที่ท่านได้พบกับหญิงผู้มีดวงตาแห่งสวรรค์ เมื่อนั้นท่านจะพ้นจากเคราะห์ทั้งปวง นางจะเป็นตัวนำโชคให้ท่าน จงหานางให้เจอ หาไม่แล้วชีวิตของท่านจะพบกับความวิบัติฉิบหายไปตลอดกาล ครอบครัวของท่านจะต้องจมอยู่ภายใต้คำสาปอาถรรพ์ตลอดไป” นั่นคือคำพูดของแม่เฒ่าคนหนึ่งที่ยังดังก้องอยู่ในหัวของชีคอัฟฟาน อับดุล ฮาหมัด คาริฟา เจ้าชายลำดับที่สามแห่งประเทศดามัส ผู้คุมอำนาจทางทหารไว้ในมือกว่าครึ่ง
“ยังทรงคิดมากเรื่องคำพูดของแม่เฒ่าคนนั้นอีกหรือพ่ะย่ะค่ะ” ฮารีฟหนึ่งในองครักษ์คนสนิทถามขึ้น เมื่อเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของชีคหนุ่ม แต่ยังไม่ทันที่ท่านชีคจะได้ตอบกลับไป ก็มีเสียงหนึ่งแทรกขึ้นมาซะก่อน
“อย่าทรงเอาเอาเรื่องพรรค์นั้นมาใส่พระทัยเลยพ่ะย่ะค่ะ ก็แค่คำพูดของหญิงแก่คนหนึ่ง ยังไงซะกระหม่อมก็ยังเชื่อว่าหมอดูย่อมคู่กับหมอเดา ทรงลืมๆ มันไปซะเถอะพ่ะย่ะค่ะ” ฮาซานซึ่งเป็นพี่ชายของฮารีฟ และเป็นหนึ่งในองครักษ์ส่วนพระองค์ที่ท่านชีคทรงไว้ใจแย้งขึ้น
“แต่เรื่องแบบนี้ ฟังเอาไว้ก็ไม่เสียหาย ถ้าเกิดที่แม่เฒ่าคนนั้นพูดมาเป็นเรื่องจริง ท่านชีคของเราไม่วิบัติฉิบหายไปเลยรึไง” องครักษ์คนน้องหันมาแย้งพี่ชาย
"งมงาย แกอยากเชื่อก็เชื่อไปคนเดียวสิ ทำไมต้องมาพูดกรอกหูให้ท่านชีคทรงเชื่อด้วย ที่สำคัญกล้าดียังถึงมาแช่งให้ท่านชีควิบัติฉิบหายวะ แกนี่มันปากเสียชะมัด " ฮาซานขึ้นเสียงใส่น้องชายอย่างหัวเสีย
"ไม่ได้แช่งโว้ย แล้วแกก็พูดเองว่าไม่เชื่อเรื่องงมงาย ถ้าไม่เชื่อแล้วจะกลัวว่าท่านชีคจะวิบัติฉิบหายทำไม หรือว่าจริงๆ แล้วแกก็เชื่อ" องครักษ์คนน้องตอกกลับอย่างไม่ยอมแพ้
"ไม่ได้เชื่อ ก็แค่...ไม่ชอบที่แกพูดว่าท่านชีคจะวิบัติฉิบหาย"
“ฉันไม่...” ยังไม่ทันที่คนน้องจะได้ตอบโต้ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นซะก่อน
"หยุดทั้งคู่นั่นแหละ ไม่อย่างนั้นคนที่จะต้องวิบัติฉิบหายจะกลายเป็นพวกแกทั้งสองคน บ้าฉิบ! คำก็วิบัติ สองคำก็ฉิบหาย ใจคอแกสองคนจะให้ฉันวิบัติฉิบหายจริงๆ เลยรึไงถึงจะพอใจ ไม่มีใครตอบได้หรอกว่าคำพูดของแม่เฒ่าคนนั้นเชื่อได้มากน้อยแค่ไหน สิ่งที่เราทำได้ในตอนนี้คือรอ รอให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ถึงตอนนั้นเราคงได้รู้กันว่าอะไรจริงอะไรไม่จริง” เหตุผลของชีคหนุ่มพาให้บรรยากาศกลับมาเครียดอีกครั้ง
“ในเมื่อมันยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าเรื่องที่แม่เฒ่าคนนั้นพูดมาเป็นเรื่องจริง แล้วเราจะเครียดไปก่อนล่วงหน้าทำไม จริงไหม” เฟาซีอีกหนึ่งองครักษ์คนสนิทพูดขึ้นบ้าง หลังจากที่นั่งฟังเงียบๆ อยู่นาน
“ก็ฉันไม่อยากรอ จะให้รอไปถึงเมื่อไหร่ หรือต้องรอให้ท่านชีคฉิบหายก่อน” ฮารีฟพูดขึ้นอย่างร้อนใจ แต่ความร้อนใจของเขาก็ทำเอาทุกคนต้องหันขวับมามองแทบจะทันที โดยเฉพาะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับเรื่องนี้มากที่สุด
“ดูเหมือนแกจะอยากให้ฉันฉิบหายมากเลยสินะฮารีฟ” น้ำเสียงเย็นเยียบของนายเหนือหัว ทำเอาคนฟังถึงกับขนลุกวาบ อารมณ์ร้อนก่อนหน้ากลายเป็นน้ำแข็งไปทันที
“ปะเปล่าพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมแค่ไม่อยากให้พระองค์ประมาท อะไรที่ป้องกันได้ เราก็ควรป้องกันไว้ก่อน กันไว้ดีกว่าแก้นะพ่ะย่ะค่ะ จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจภายหลัง กระหม่อมคิดว่าเราควรช่วยกันตามหาตัวนำโชคที่จะมาช่วยแก้คำสาปให้พระองค์ตั้งแต่เนิ่นๆ นะพ่ะย่ะค่ะ” ฮารีฟทำสีหน้าจริงจัง แต่ก็ถูกพี่ชายแทรกขึ้นอีก
“แล้วแกรู้เหรอว่าตัวนำโชคที่ว่านั่นเป็นใคร อยู่ที่ไหน เฮอะ! ฉันว่าแทนที่แกจะเอาเวลามาเชื่อเรื่องงมงายพวกนี้ สู้เอาเวลามาช่วยกันวางแผนจับไอ้ฟาฮัสให้ได้ก่อนไม่ดีกว่าเหรอ อย่าลืมสิว่าที่เราอุตส่าห์ถ่อมาถึงเมืองไทยเนี่ย เพราะต้องการตัวไอ้สวะนั่น ไม่ได้มาหาตัวนำโชคที่ไม่รู้ว่ามีตัวตนอยู่จริงรึเปล่า”
“ไม่ได้ลืมโว้ย เรื่องไอ้ฟาฮัสไม่ต้องห่วง ฉันคิดแผนไว้แล้วว่าจะจัดการกับมันยังไง แล้วก็เผอิญว่า...ฉันเป็นคนฉลาด ฉลาดมากพอที่จะจัดการทั้งสองเรื่องไปพร้อมกันได้ ทั้งเรื่องไอ้ฟาฮัส หรือแม้กระทั่งเรื่องตัวนำโชคนั่น” ฮารีฟทำท่ากระหยิ่มยิ้มย่อง จนเฟาซีต้องถาม
“ยังไง”
ฮารีฟอธิบายแผนการด้วยการหันไปรายงานกับชีคอัฟฟานโดยตรง
“สายของกระหม่อมรายงานมาว่าไอ้ฟาฮัสมันกบดานอยู่ที่นี่ไม่ผิดแน่ แต่ครั้งนี้เราจะไม่บุกไปจัดการมันเหมือนทุกครั้งอีก เราจะเปลี่ยนกลยุทธใหม่ เปลี่ยนจากรุกมาเป็นรับ แล้วก็ล่อมันออกมา”
“รุก รับ ล่อ ฟังแล้วทำไมมันเสียวๆ วะ หรือเราจะคิดมากไป แต่มันอดคิดไม่ได้เลยนี่หว่า” ฮาซานบ่นพึมพำกับแผนของน้องชายที่ทำให้ตนต้องคิดสองแง่สองง่าม แต่เจ้าของแผนการดันได้ยินเข้า
“คิดอกุศล ทำไมเป็นคนแบบนี้วะ” ฮารีฟมองหน้าพี่ชายอย่างกล่าวหาราวกับอีกฝ่ายทำผิดร้ายแรงมา
“หรือแกไม่คิด”
“ก็คิด เฮ้ย! หมายถึงคิดเรื่องแผนโว้ย เอ่อ...เรามาว่าเรื่องแผนกันต่อดีกว่ากระหม่อม กระหม่อมคิดว่าเราควรเปลี่ยนแผน แทนที่เราจะเป็นฝ่ายบุกไปหามัน เราก็แค่ล่อให้มันเป็นฝ่ายออกมาแล้วก็ตลบหลังจัดการกับมันพ่ะย่ะค่ะ” สองหนุ่มถุ้มเถียงกันไปมา แต่พอเหลือบไปเห็นสายตาของชีคหนุ่ม ฮารีฟจึงรีบกลับเข้าเรื่องดังเดิม
“แล้วจะล่อมันยังไง” เฟาซีถามเป็นการเป็นงาน ด้วยกลัวอีกฝ่ายจะพากันออกนอกเรื่องอีก
“จะไปยากอะไร ในเมื่อเรามีตัวล่อชั้นดีอยู่กับตัว” ฮารีฟพูดพลางปรายตาไปมองที่ชีคหนุ่มแทนคำตอบ
“ไม่ได้” สองหนุ่มที่เหลือแทบจะโพล่งออกมาพร้อมกัน
“แต่มันเป็นวิธีเดียวที่จะล่อให้มันออกมา ไม่รู้รึไงว่าสิ่งที่มันอยากได้มากที่สุดคืออะไร” แน่นอนว่าคำตอบก็คือชีวิตของท่านชีคของพวกเขานั่นเอง
“ก็เพราะรู้ไง พวกฉันถึงได้ไม่อยากเสี่ยง แกเองก็เหมือนกัน วิธีอื่นมีเป็นร้อยเป็นพัน ทำไมถึงต้องเอาชีวิตท่านชีคไปเสี่ยงด้วย เลิกคิดไปได้เลย ไม่มีใครเห็นด้วยกับแกแน่” ฮาซานต่อว่าน้องชาย
“แต่ฉันเห็นด้วย” เสียงของชีคหนุ่มดังทะลุกลางปล้องท่ามกลางสายตาตกตะลึงของทุนคน
“ท่านชีค!”
“ฉันเห็นด้วยกับแผนของฮารีฟ ฉันไม่อยากเสียเวลาอีก ไอ้ฟาฮัสมันสร้างความเดือดร้อนให้กับบ้านเมืองเรามามากพอแล้ว ฉันปล่อยมันไว้อีกไม่ได้อยากจะจัดการมันเดี๋ยวนี้เลยด้วยซ้ำ” สายตาที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชังของชีคหนุ่ม ทำเอาเหล่าองครักษ์ถึงกับหน้าเครียด ด้วยรู้ดีว่าถ้าเป็นเช่นนี้คงยากที่จะทัดทานได้
“แต่มันมีตั้งหลายวิธีนะพ่ะย่ะค่ะที่ไม่ต้องเสี่ยง” ฮาซานพยายามโน้มน้าวจนถึงที่สุด
“งั้นเจ้าก็ลองว่ามาสิ”
“เอ่อ...! ขอเวลากระหม่อมคิดก่อนได้ไหมพ่ะย่ะค่ะ” ฮาซานอึกอักด้วยมันกะทันหันเกินไป หรือพูดง่ายๆ ว่ายังคิดไม่ออก
“ไม่ล่ะ! ฉันไม่อยากรอ เอาเป็นว่าฉันตัดสินใจแล้ว เราจะทำตามแผนของฮารีฟ” ทุกคนพากันถอนหายใจยาวด้วยไม่สามารถคัดค้านการตัดสินของชีคหนุ่มได้ ในขณะที่ตัวต้นคิดอย่างฮารีฟเองก็มีสีหน้าหนักใจไม่แพ้กัน
“เอ่อ...กระหม่อมคิดว่าเรายังพอมีเวลา ยังไงเรามาช่วยกันคิดหาวิธีอื่นที่...” ฮารีฟเริ่มไม่แน่ใจในแผนการครั้งนี้ จึงอยากจะเปลี่ยนแผน แต่ก็ถูกท่านชีคค้านขึ้น
“ไม่! ฮารีฟ ฉันตัดสินใจแล้ว ฉันต้องทำยังไงบ้าง ว่าแผนของแกมาได้เลย”
“เอ่อ...ไม่ต้องทำอะไรเลยพ่ะย่ะค่ะ แค่ปล่อยข่าวออกไปว่าพระองค์เสด็จมา กระหม่อมเชื่อว่ามันไม่ยอมอยู่เฉยแน่ จากนั้นเราก็แค่รอให้มันลงมือ” ฮารีฟอึกอัก นึกอยากตบปากตัวเองที่เสนอแผนนี้ออกไปตั้งแต่แรก
“อืม! งั้นหน้าที่นี้ให้เจ้าจัดการไป และเพื่อไม่ให้มันไหวตัว ทำยังไงก็ได้ให้การปล่อยข่าวของเจ้าไม่ดูเป็นการจงใจ แต่ดูเป็นข่าวลับที่หลุดลอดออกไป”
“ได้พ่ะย่ะค่ะ” ฮารีฟรับคำแข็งขัน แน่นอนว่างานนี้พวกเขาต้องรอบคอบเป็นสองเท่า เพราะมันหมายถึงชีวิตของท่านชีคด้วย
“และเพื่อความสมจริง จากนี้ไปฉันคือสามัญชนเช่นพวกแกทุกคน” สิ้นเสียงชีคหนุ่ม ทุกคนพากันหันมามองหน้ากัน ก่อนที่ฮารีฟจะเป็นฝ่ายโพล่งออกมาอย่างเข้าใจสถานการณ์
“ทำนองละครซ้อนละครใช่ไหมพ่ะย่ะค่ะ เล่นละครหลอกให้มันนึกว่าเรามาอย่างลับๆ แต่จริงๆ กลับตั้งใจให้ความลับรั่วไหลไปถึงมัน ให้ตายสิ ทำไมถึงได้ฉลาดอย่างนี้วะเนี่ยฮารีฟ” ชีคหนุ่มยิ้มรับในไหวพริบของฮารีฟ แต่จะดีกว่านี้ถ้าพ่อคุณไม่หลงชื่นชมตัวเองจนออกนอกหน้า
“เพราะงั้นเราคงต้องเริ่มต้นกันตั้งแต่ตอนนี้ สั่งคนของเราให้ตามแค่ห่างๆ อยู่ให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ ส่วนพวกแกทุกคนก็ห้ามมีพิรุธ แล้วก็...ปฏิบัติกับฉันเหมือนเพื่อนคนหนึ่งก็พอ” ทั้งเฟาซีและฮาซานต่างพากันทำหน้าเครียด อดหวั่นใจกับแผนการครั้งนี้ไม่ได้ ต่างกับฮารีฟที่กลับมามั่นใจในแผนการของตัวเองอีกครั้ง และจับประเด็นบางอย่างจากคำพูดของชีคหนุ่มได้
“เพื่อนเหรอพ่ะย่ะค่ะ” จู่ๆ ฮารีฟก็ถามโพล่งออกมา
“อืม! จากนี้ไปอยู่ที่นี่เราคือเพื่อนกัน” ให้ตายเถอะ มันเป็นคำตอบที่เปิดโลกทัศน์แล้วก็จุดรอยยิ้มกว้างให้กับฮารีฟ ไม่รอช้าพ่อคุณก็สวมบทเพื่อนห้ามที่ต้องการ
“หึๆ งั้นเราไม่เกรงใจแล้วนะเพื่อน” ฮารีฟลุกไปนั่งข้างๆ พลางยกแขนพาดไหล่เพื่อนอย่างสนิทสนม ทำเอาอีกสองคนที่เหลือหันขวับไปมองตาโตจนแทบเหลือกถลนออกมานอกเบ้า พลันสองเท้าก็ก้าวถอยห่างออกมาโดยอัตโนมัติ ราวกับต้องการจะบอกว่าตัวเองไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้
“ก็เพื่อนชีคเป็นคนบอกเองว่าให้ปฏิบัติกับเขาเหมือนที่ปฏิบัติกับเพื่อน หรือพวกแกจะขัดรับสั่งท่านชีค ขัดรับสั่งเบื้องสูงนี่โทษหนักเลยนะโว้ย จริงไหมครับเพื่อน” ฮารีฟพูดพลางตบไหล่เพื่อนต่างศักดิ์เบาๆ ทำเอาเจ้าของไหล่ถึงกับหันมามองแรง และตอบกลับไปว่า...
“อืม!”
“เห็นไหมฉันบอกแล้วว่าท่านชีคทรงอนุญาตเต็มที่ โอกาสดีๆ ที่จะได้กอดคอกันตามประสาเพื่อนแบบนี้ ไม่ได้มีง่ายๆ นะเว้ย ยัง! ยังจะช้าอยู่ได้ มาๆๆ กอดคอกัน” สองหนุ่มหันมามองหน้ากัน ก่อนจะพากันเดินตรงเข้าไปหาเพื่อนใหม่แบบกล้าๆ กลัวๆ สองแขนที่กำลังวาดขึ้นพลันต้องชะงักค้างกลางอากาศ เพราะคำพูดต่อมาของเพื่อน
“อย่าลืมซะล่ะว่าเพื่อนคนนี้ยังสามารถสั่งบั่นคอเพื่อนเมื่อไหร่ก็ได้” ชีคหนุ่มพูดพลางยกถ้วยชาขึ้นมาจิบด้วยท่าทางสบายๆ ต่างกับเพื่อนอีกสามคนที่เห็นจะไม่สบายด้วย ในขณะที่ฮาซานกับเฟาซีรีบถอยกลับไปยืนที่เดิมแทบไม่ทัน ฮารีฟเองก็ค่อยๆ พาขาสั่นๆ ของตัวเองถอยห่างตามมา
“เปลี่ยนจากเพื่อนเป็นลูกพี่น่าจะดีกว่าเนอะ เราจะได้มีระยะห่างระหว่างกัน” ฮารีฟทำหน้าจ๋อยๆ พลางจะส่งยิ้มแหยๆ อย่างเจียมเนื้อเจียมตัวไปให้ ก่อนจะได้ข้อสรุปว่าให้ฝั่งหนึ่งเป็นลูกพี่ และอีกฝั่งคือลูกน้องเป็นอันลงตัวที่สุด
“โอ๊ย! สายๆๆ สายแล้วๆ จะทันไหมเนี่ย” พรสวรรค์หรือมะลิสาวแว่นสุดเนิร์ดวิ่งกระหืดกระหอบลงมาจากชั้นบน ในสภาพที่หัวกระเซอะกระเซิง มือหนึ่งหอบแฟ้มเอกสาร ในขณะที่อีกมือก็กลัดกระดุมเสื้อให้วุ่นวายไปหมด
“เอ้าๆๆ จะรีบไปไหนนักหนาล่ะ ระวังหน่อยสิ เดี๋ยวก็ตกบันไดหัวร้างข้างแตกกันพอดี” คุณป้ายังสาวนามว่านีรนุช หรือที่เธอเรียกว่าป้านีน่าหันมามองหลานสาวแล้วอดหวาดเสียวกับความรีบเร่งของอีกฝ่ายด้วยไม่ได้
“วันนี้หนูมีสัมภาษณ์ ขืนไม่รีบหนูก็ชวดงานนี้สิป้า” พรสวรรค์ว่าพลางหยิบรองเท้าผ้าใบคู่ใจมาใส่อย่างรีบร้อน
“ก็แล้วใครใช้ให้แกนอนกินบ้านกินเมืองเล่า รู้ทั้งรู้ว่ามีสัมภาษณ์ยังจะนอนตื่นสาย” นีรนุชบ่นไปในขณะที่กำลังจัดการกับมื้อเช้าของตัวเองแบบสบายๆ ตรงข้ามกับแม่หลานสาวโดยสิ้นเชิง
“ก็ไม่ใช่เพราะคุณนายเหรอคะที่ใช้งานหนูจนดึก หนูถึงได้ตื่นสายแบบนี้เนี่ย ไม่รู้แหละถ้าหนูไม่ได้งานนี้ ป้าต้องรับผิดชอบด้วย” พรสวรรค์พูดพลางลุกขึ้นจัดผมเผ้าสำรวจความเรียบร้อยของตัวเองอีกครั้ง
“รับผิดชอบก็รับผิดชอบสิ กลัวซะที่ไหน ก็บอกแล้วว่าให้อยู่ช่วยงานฉัน จะไปสมัครงงสมัครงานให้มันยุ่งยากทำไม หรือแกกลัวว่าฉันจะไม่จ่ายเงินเดือนให้แก นี่! ไม่ต้องกลัวหรอกย่ะ กะอีแค่จ่ายเงินเดือนแกขนหน้าแข้งฉันไม่ร่วงหรอก” นีรนุชทำเสียงประชดประชัน ด้วยไม่อยากให้หลานออกไปทำงานข้างนอก
“โอ๊ย! หนูรู้ค่ะว่าคุณนายรวย แต่จะให้หนูนั่งงอมืองอเท้าขอเงินคุณนายใช้ไปวันๆ หนูก็ไม่เอาหรอก ให้หนูได้ใช้ความรู้ที่อุตส่าห์พากเพียรเรียนมาตั้งหลายปีบ้างเถอะ เดี๋ยวสมองหนูก็ฝ่อกันพอดี มันจะไม่คุ้มค่าเงินที่คุณนายอุตส่าห์ส่งเสียให้หนูเรียนนะ” สองป้าหลานที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกันทางสายเลือด แต่ก็รักและสนิทกันมาก จึงมักแหย่กันเล่นเช่นนี้เสมอ
“ใครว่าไม่คุ้ม แค่ที่แกช่วยงานฉันได้ทุกวันนี้ก็คุ้มแล้ว เพราะงั้นแกไม่ต้องกลัวว่าฉันจะขาดทุนหรอก ต่อไปฉันจะใช้งานแกให้คุ้มทุกบาททุกสตางค์เลย ไม่เชื่อก็ลองดู” คุณป้ายังสาวหว่านล้อมอย่างไม่ยอมแพ้
“โอ๊ย! มันจะคุ้มกันได้ยังไงล่ะคะคุณนาย กะอีแค่งานเอกสารง่ายๆ ที่คุณนายให้ทำกับค่าจ้างที่คุณนายจ่ายให้ในแต่ละเดือน แค่นี้คุณนายก็ขาดทุนป่นปี้แล้วค่ะคุณนายขา” พรสวรรค์ส่ายหน้าน้อยๆ ด้วยรู้ดีว่าที่อีกฝ่ายพูดมาทั้งหมดเพราะอะไร
“ก็บอกแล้วไงว่าแค่นี้ขนหน้าแข้งฉันไม่ร่วง อยู่ช่วยงานฉันนี่แหละนะ ไม่อย่างนั้นต่อไปใครจะช่วยทำเอกสารให้ฉันเล่า เอกสารตั้งเยอะตั้งแยะ ใจคอแกจะปล่อยให้ฉันนั่งทำเอกสารนั่นงกๆ คนเดียวเหรอ” นีรนุชทำท่างอแงเรียกร้องความเห็นใจจากหลาน
“ก็ถ้าเป็นแค่เรื่องเอกสารอย่างเดียว ป้าก็ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ ยังไงหนูก็ยังช่วยป้าได้เหมือนเดิม แต่ตอนนี้หนูขอออกไปใช้ความรู้ที่หนูเรียนมาหาประสบการณ์ให้ชีวิตก่อนนะ เดี๋ยวมันจะขึ้นสนิมซะเปล่าๆ โอ๊ย! หนูไม่คุยกับป้าแล้ว คุยเรื่องนี้ทีไรยาวทุกที เฮ้ย! สาย โห! สายมากเลย ป้าจะชวนหนูคุยทำไมยืดยาวเนี่ย หนูสายเลยเห็นไหม” เธอก้มมองนาฬิกาที่ข้อมือแล้วถึงกับร้องลั่น พลันรีบวิ่งกุลีกุจอออกไปหน้าบ้านด้วยความลนลาน
“เอ้านี่! เดี๋ยวสิ แล้วนี่จะไปทั้งสภาพอย่างนั้นเนี่ยนะ” นีรนุชวิ่งตามออกมา ทำให้พรสวรรค์จำต้องชะงัก พลันก้มมองสภาพตัวเองตามที่อีกฝ่ายว่า ก่อนจะร้องโวยวายเสียงดัง
“อะไรของป้าอีกเนี่ย หนูก็แต่งตัวเรียบร้อย ทั้งเสื้อเชิ้ตทั้งกระโปรงตามระเบียบทุกอย่างยังจะเอาอะไรอีก โอ๊ย! หนูไม่คุยกับป้าแล้ว ป้าจะถ่วงเวลาหนูใช่ไหมเนี่ย” พรสวรรค์เดินเร็วๆ ไปที่รถมอเตอร์ไซค์สีชมพูคันเล็กค่อนไปทางเก่าของตัวเอง ในขณะที่คุณป้าก็ยังเดินตามมาไม่เลิก
“มันก็เกือบจะดีไง ถ้าไม่มีรองเท้าผ้าใบมอซอของแก เอ้า! นี่เอาไป ฉันให้ยืม” คุณป้าว่าพลางยื่นรองเท้าคัทชูของตัวเองไปให้
“โอ๊ย! ไม่เอาหรอกป้า มันสูง หนูเดินไม่ถนัด”
“ก็ถ้าแกอยากได้งานนี้ แกก็ต้องใส่ เอ้า! เอาไป ถึงฉันจะไม่อยากให้แกไปสมัครงานอะไรนั่นสักเท่าไหร่ แต่ฉันก็ไม่อยากให้แกต้องอายใคร ไม่มีบริษัทใหญ่ๆ ที่ไหนเขาอยากรับพนักงานกะโปโลไปทำงานด้วยหรอก จำไว้ถ้าอยากได้งานดีๆ บุคลิกภาพภายนอกก็สำคัญ อย่าให้ใครดูถูกเอาได้ว่าแกเป็นแค่เด็กกะโปโล” เหตุผลกับสีหน้าจริงจังของนีรนุชทำให้พรสวรรค์จำต้องรับรองเท้าคัทชูของอีกฝ่ายมาสวมอย่างช่วยไม่ได้
“ขอบคุณค่ะ งั้นหนูไปนะ” พรสวรรค์ยกมือไหว้
“เอ้า! แล้วนี่จะไปมอเตอร์ไซค์อย่างนี้เหรอ เอารถฉันไปสิ ยังไงวันนี้ฉันก็ไม่ได้ออกไปไหนอยู่แล้ว” นีรนุชเห็นหลานสาวใส่ส้นสูงเดินเก้ๆ กังๆ แล้วก็ไม่อยากให้ขี่มอเตอร์ไซค์
“ไม่เอาหรอก รถติด หนูไปมอเตอร์ไซค์เร็วกว่า ไปนะป้า” พรสวรรค์บอกก่อนจะขี่มอเตอร์ไซค์ออกไป แต่ก็ยังไม่วายได้ยินเสียงป้าตะโกนไล่หลังมาอีก
“เอ้า! แล้วไม่กินมื้อเช้าก่อนรึไง” แล้วคุณป้าก็ได้คำตอบเป็นการโบกมือหยอยๆ กลับมา
“ยัยเด็กคนนี้นี่ สอนเท่าไหร่ไม่รู้จักจำ บอกแล้วว่ามื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญ ไปสัมภาษณ์งานทั้งที่ท้องยังว่างแบบนั้น จะเอาแรงเอาสมองที่ไหนไปสู้กับเขา คอยดูเถอะ ถ้าไม่ได้ขึ้นมาฉันจะสมน้ำหน้าให้ดู เฮ้อ! ยังไงป้าก็หวังว่าแกจะมีความสุขกับสิ่งที่แกเลือกนะมะลิ” เอาจริงๆ คนเป็นป้าก็อดห่วงหลานไม่ได้อยู่ดี ก่อนหน้านี้ที่พรสวรรค์เคยขอออกไปทำงานเสริม คนเป็นป้าก็มักจะยกเหตุผลขึ้นมาอ้างว่าอยากให้หลานตั้งใจเรียนให้เต็มที่เพียงอย่างเดียว พอมาวันนี้วันที่หลานเรียนจบแล้ว เหตุผลนั้นจึงใช้ไม่ได้อีก สิ่งที่ทำได้คือ คอยมองอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ เท่านั้นเอง
“เฮอะ! เอะอะอยากได้คนมีประสบการณ์ ในเมื่อไม่ให้โอกาสฉันหาประสบการณ์ แล้วฉันจะมีประสบการณ์ได้ไงวะ ข้ออ้างทั้งเพ ทียัยนมตู้มนั่นไม่เห็นมีประสบการณ์ ยังได้งานนี้ไปหน้าตาเฉย เกียรตินิยมอันดับหนึ่งของฉันสู้ความสวยความตู้มของยัยนั่นไม่ได้ โลกนี้ช่างไม่ยุติธรรม บริษัทเฮงซวยนี่ก็ไม่ยุติธรรม ทำไมไม่วัดกันที่ความสามารถวะ” พรสวรรค์แบกความผิดหวังลงมาจากตึก หลังถูกบริษัทยักษ์ใหญ่ที่หวังเอาไว้ปฏิเสธแบบไม่เป็นท่า สุดท้ายจึงมายืนเหวี่ยงยืนวีนด้วยความหงุดหงิดอยู่หน้าตึกแบบนี้
“นึกว่าฉันไม่อยากสวยรึไง ลองถ้าไม่มีไอ้แว่นหนาๆ นี่สิ ยัยตู้มนั่นก็สู้ฉันไม่ได้” เอ่อ...เหวี่ยงไม่พอ หลงตัวเองอีก
เธอจับไปที่ใบหน้าของตัวเองอย่างน้อยเนื้อต่ำใจในโชคชะตา ก่อนจะหันไปมองเงาตัวเองในกระจกรถที่จอดสนิทอยู่ข้างๆ จากนั้นก็ฮัมเป็นเพลงออกมา
“ส่องดูกี่ทีกี่หน ก็เหมาะก็สมไปทุกส่วน โอ้ว่ากระจกเจ้าเอ๋ย เคยเจอะใครไหมเพอร์เฟคอย่างนี้ ฮา............!(กรุณาใส่ทำนองเพลงกระจกวิเศษ ของไก่ สมพล ลงไป)” เธอโยกย้ายใส่ลีลาท่าทางพร้อมกับยื่นหน้าไปใกล้ๆ กระจกฟิล์มดำตรงหน้า ทันใดนั้นเอง...กระจกก็ค่อยๆ เลื่อนลงมา พร้อมกับรอยยิ้มของคนข้างใน
“เฮือก!” พรสวรรค์ผงะชะงักค้างตาโต ปากที่กำลังงับคำฮัมเพลงเป็นอันอ้าค้างอยู่อย่างนั้น ด้วยไม่คิดว่ารถที่จอดสนิทจะมีคนอยู่ข้างใน และทันทีที่ตั้งสติได้ เธอจึงรีบหันหลังไปอีกทาง พลันสองเท้าก็ก้าวออกไปเร็วๆ อย่างไม่คิดชีวิต และไม่คิดจะหันกลับมามองอีก
“น่ารักดีนะพ่ะย่ะค่ะ” เฟาซีเหลือบไปมองชีคหนุ่มที่นั่งอมยิ้มอยู่ข้างๆ จนอีกฝ่ายรีบหุบยิ้มแทบไม่ทัน ก่อนจะรีบหันไปอีกทาง พลันต้องหันกลับมาอีกครั้งเพราะคำพูดของฮาซาน
“อย่าเพิ่งไว้ใจอะไรง่ายๆ บางทีนั่นอาจจะเป็นสายที่ไอ้ฟาฮัสมันส่งมาสอดแนมเรา กระหม่อมว่าเราควรจะระวังตัวเอาไว้ก็ดีนะพ่ะย่ะค่ะ”
“แกก็ระแวงเกินไป ผู้หญิงคนนั้นดูไม่เห็นจะมีพิษสงอะไร ออกจะน่ารักออกแนวโก๊ะๆ ไม่ประสาด้วยซ้ำ” ฮารีฟแย้งพี่ชายแทบจะทันที
“ก็ผู้หญิงแบบนี้แหละ ใสๆ เนิร์ดๆ แว่นหนาๆ ดูไม่มีพิษมีภัยอะไร แต่ฆ่าผู้ชายตายมานักต่อนัก ถ้าไม่อยากตายเพราะมารยาร้อยเล่มเกวียนของผู้หญิงคนนี้ก็อย่าเชื่อภาพลวงตา ไอ้ฟาฮัสมันฉลาด ถึงได้ส่งผู้หญิงแบบนี้มา แล้วถ้าเป็นอย่างที่ฉันคิดล่ะก็ ผู้หญิงร้ายเดียงสาคนนี้จะต้องย้อนกลับมา” ฮาซานบอกอย่างมั่นใจ ราวกับคนมีประสบการณ์เรื่องพวกนี้มาอย่างโชกโชน
“เดี๋ยวๆๆ แกคิดมากไปรึเปล่าฮาซาน ถ้าไอ้ฟาฮัสมันคิดจะใช้แผนที่แกว่าจริงๆ สู้มันส่งผู้หญิงสวยๆ หุ่นดีๆ มาไม่ง่ายกว่ารึไง แบบนั้นยังมีอะไรให้ดึงดูดกว่าผู้หญิงที่แทบไม่มีอะไรเลยแบบนี้นะเว้ย” ฮารีฟพูดราวกับเห็นความคิดพี่ชายเป็นเรื่องตลก
“แต่ผู้หญิงที่ไม่มีอะไรคนนี้ก็ทำให้แกสนใจจนต้องชมเขาไม่ใช่เหรอ” ฮาซานตอกกลับ
“เออก็จริง เฮ้ย! แบบนี้มันเข้าทำนอง สวยมักนกตลกมักได้เลยนี่หว่า เป็นความไม่มีอะไรแต่ก็มีความแปลกที่น่าสนใจ ให้ตายสิ! ไอ้ฟาฮัสมันร้ายนะคะหัวหน้า ดีนะที่ฉันฉลาดรู้ทันมันซะก่อน ไม่อย่างนั้นพวกเราแย่แน่” เอ่อ...อยู่ๆ ก็ฉลาดขึ้นมาหน้าตาเฉย ทำเอาฮาซานถึงกับกลอกตาไปมา
“เดี๋ยวนะ! ถ้าอย่างนั้นเราก็อยู่ที่นี่ไม่ได้แล้วน่ะสิ เอายังไงดีพ่ะย่ะค่ะ ให้กระหม่อมสั่งคนของเราออกมาอารักขาเลยดีไหม” ว่าแล้วฮารีฟก็หยิบปืนห้ากระบอกออกมาจากที่ซ่อนด้วยสีหน้าตื่นตระหนกประหนึ่งกระต่ายตื่นตูม
“ถามจริงเถอะว่ะ แกเป็นคนคิดแผนล่อไอ้ฟาฮัสจริงๆ รึเปล่า” เฟาซีที่นั่งอยู่โซนด้านหลังข้างๆ ชีคหนุ่ม อดไม่ได้ที่จะถามเพื่อนที่นั่งอยู่ด้านหน้าบ้าง
“ก็จริงสิวะ” ฮารีฟเอี้ยวหน้ามาตอบเพื่อน
“ก็ถ้าอย่างนั้นแกจะตื่นเต้นทำไม ถ้ามันเป็นอย่างที่แกคิดจริงๆ นั่นก็เท่ากับว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผนของเรา แล้ว...แกจะตื่นตูมเพื่อ?” เฟาซีพูดพลางกลอกตาไปมาอย่างเอือมระอา
“เออ...ก็จริง แต่เฮ้ย! ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังอดตื่นเต้นไม่ได้อยู่ดีนี่หว่า ลำพังถ้าฉันคนเดียวมันก็ไม่เท่าไหร่ แต่นี่ท่านชีคต้องเข้ามาเสี่ยงด้วย ใครจะไปทนเฉยอยู่ได้วะ” ในที่สุดฮารีฟก็ยอมรับออกมา ทั้งที่เป็นคนต้นคิดแผนการทั้งหมด แต่กลับเป็นคนที่กังวลมากที่สุดเช่นกัน