ตอน 2

อลิน POV:

หนึ่งชั่วโมงต่อมา โทรศัพท์ก็ดังขึ้น เสียงแหลมที่ไม่พึงประสงค์ในความเงียบที่น่าอึดอัดของรถกระบะของฉัน หน้าจอสว่างขึ้นพร้อมกับเบอร์ที่คุ้นเคย: ศูนย์กุมารเวชศาสตร์นอร์ธวูด ฝ่ายบัญชี

หลายปีที่ผ่านมา การโทรแบบนี้จะทำให้ฉันตื่นตระหนกจนตัวสั่น มันจะหมายถึงการเจรจาต่อรองอย่างบ้าคลั่งอีกครั้ง การอ้อนวอนขอผ่อนผันอีกรอบ เสียงของฉันสั่นเครือด้วยความสิ้นหวังขณะที่ฉันสัญญาว่าจะจ่ายเงินที่ฉันไม่มีปัญญาจ่าย

ครั้งนี้ ฉันไม่รู้สึกอะไรเลย ความว่างเปล่าอันเยียบเย็นเข้ามาแทนที่ความกลัวและความหวังที่เคยมีอยู่

ฉันรับสาย เสียงของฉันมั่นคงอย่างน่าประหลาดใจ “อรพูดค่ะ”

“คุณอร สมใจใช่ไหมคะ?” ผู้หญิงปลายสายพูดจาฉะฉาน น้ำเสียงของเธอเหนื่อยหน่ายอยู่แล้ว “ดิฉันโทรมาเรื่องยอดค้างชำระของน้องต้นกล้า สำหรับโปรแกรมการรักษาเบื้องต้นค่ะ เราพบว่ามียอดค้างชำระอยู่หนึ่งแสนแปดหมื่นบาท”

ฉันเอนศีรษะพิงเบาะหนังที่แตกลายงา ฉันจำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่เธอโทรมา ฉันกำลังคุกเข่าขัดคราบเลือดบนพื้นไม้เนื้อแข็ง และฉันก็ร้องไห้พลางอ้อนวอนขอเวลาเธออีกแค่สองสัปดาห์ เธอถอนหายใจและยอมให้ แต่ก็ไม่วายเทศนาเรื่องความรับผิดชอบทางการเงิน

“ค่ะ จำได้” ฉันพูด เสียงเรียบเฉย

น้ำเสียงของเธอแหลมขึ้นเล็กน้อย ประหลาดใจที่ฉันไม่แสดงอารมณ์ใดๆ “คือว่า...เลยกำหนดผ่อนผันแล้วนะคะ เราต้องการการชำระเงินทันที ไม่อย่างนั้นเราจะต้องระงับการเข้าถึงโปรแกรมของน้องต้นกล้าค่ะ”

ระงับการเข้าถึงของเขา คำขู่ที่เคยเป็นฝันร้ายส่วนตัวของฉันมาครึ่งทศวรรษ ฉันเคยตื่นขึ้นมากลางดึกเหงื่อท่วมตัวเพราะฝันถึงมัน ตอนนี้ คำพูดเหล่านั้นไม่มีความหมายอีกต่อไป

มีโปรแกรมอะไรให้ระงับกัน? โปรแกรมยาเม็ดน้ำตาลกับน้ำเกลือ? โปรแกรมที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรักษาเขา แต่เพื่อทดสอบฉัน?

“ทำไมถึงโทรมาหาฉันล่ะคะ?” ฉันถาม เป็นคำถามจริงๆ “ฉันเข้าใจว่านี่เป็นยอดสุดท้ายที่ต้องจ่ายก่อนเริ่มการรักษาหลักไม่ใช่เหรอคะ ยอดที่ฉันเก็บเงินมาตลอด”

คำโกหกมีรสชาติเหมือนเถ้าถ่านในปาก

“ใช่ค่ะ แต่นี่เป็นค่าบริการที่เกิดขึ้นแล้ว” เธอพูดอย่างไม่อดทน “ปกติคุณภัทร สามีของคุณจะเป็นคนจัดการเรื่องพวกนี้ แต่เราติดต่อเขาไม่ได้เลยค่ะ”

คุณภัทร ภากร ยอดมณเฑียร ผู้ชายที่ร่ำรวยจนอาจจะใช้ธนบัตรใบละพันเป็นเชื้อไฟ แต่เขากลับทิ้งให้ฉันต้องอ้อนวอนและขูดรีดเพื่อเงินแค่หนึ่งแสนแปดหมื่นบาท ไม่ใช่เพราะเขาจ่ายไม่ได้ แต่มันเป็นส่วนหนึ่งของการทดสอบ เพื่อดูว่าฉันจะไปได้ไกลแค่ไหน เพื่อดูว่าฉันจะแตกสลายหรือไม่

ฉันจะไม่แตกสลายอีกต่อไป

“คุณส่งบิลไปให้เขาได้เลยค่ะ” ฉันพูดอย่างใจเย็น “ฉันจะไม่จัดการเรื่องการเงินของน้องต้นกล้าอีกต่อไปแล้ว”

เกิดความเงียบงันที่ปลายสาย “คุณผู้หญิงคะ? ดิฉันไม่เข้าใจค่ะ ปกติคุณจะ...”

“ฉันทราบดีว่าปกติฉันทำอะไร” ฉันขัดจังหวะ ความเย็นชาในน้ำเสียงของฉันทำให้ตัวเองประหลาดใจ “สถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้วค่ะ ส่งบิลไปให้คุณภัทร สมชาย หรือจะให้ดีกว่านั้น ส่งไปให้คุณภากร ยอดมณเฑียร เลยค่ะ”

ฉันวางสายก่อนที่เธอจะทันได้ตอบ โยนโทรศัพท์ไปบนเบาะข้างคนขับ

ทันใดนั้น รถ SUV สีดำมันวับคันหนึ่งก็เข้ามาจอดในช่องจอดข้างๆ รถกระบะบุโรทั่งของฉัน ภัทร...ภากร...ก้าวลงมา เขาสวมสูทสั่งตัดที่ดูไร้ที่ติ ซึ่งน่าจะแพงกว่าเสื้อผ้าทั้งตู้ของฉันรวมกัน เมื่อเขาเห็นฉัน ความประหลาดใจก็ฉายวาบผ่านใบหน้าหล่อเหลาของเขา ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มอบอุ่นและห่วงใยอย่างรวดเร็ว รอยยิ้มเดียวกับที่หลอกลวงฉันมาเจ็ดปี

“อร! ที่รัก คุณยังทำอะไรอยู่ที่นี่? ผมกำลังจะโทรหาคุณพอดี นึกว่าคุณทำงานเลิกดึกซะอีก”

เขาเดินมาเปิดประตูให้ฉัน ท่าทางของเขาลื่นไหลและมีเสน่ห์ คู่รักที่สมบูรณ์แบบและเอาใจใส่

“งานเสร็จเร็วน่ะ” ฉันพูด เสียงของฉันปราศจากความอบอุ่นใดๆ ฉันไม่ได้ขยับตัวเพื่อจะลงจากรถ

เขาขมวดคิ้ว รอยย่นบนหน้าผากของเขาเป็นแบบที่ฉันเคยคิดว่าน่ารักน่าเอ็นดู “คุณโอเคไหม? คุณดูซีดๆ นะ” เขาเอื้อมมือมาจับมือฉัน

ฉันชักมือกลับก่อนที่นิ้วของเขาจะสัมผัสโดน

คิ้วของเขาขมวดลึกขึ้น แววตาของเขาฉายแววบางอย่าง...ความรำคาญใจ?...ก่อนจะถูกบดบังด้วยความห่วงใยอีกครั้ง “วันนี้หนักเหรอ?”

“ก็คงงั้น”

ในที่สุดฉันก็ผลักประตูรถเปิดออกแล้วสไลด์ตัวลงมายืนเผชิญหน้ากับเขา เขาสูงกว่าฉัน การปรากฏตัวของเขามักจะให้ความรู้สึกสบายใจ แต่ตอนนี้มันกลับรู้สึกเหมือนเป็นภัยคุกคาม

“ผมว่าจะไปรับคุณอยู่แล้ว” เขาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “คุณไม่ควรต้องขับรถมาไกลขนาดนี้หลังเลิกงานหนัก เราไปหาน้องต้นกล้าด้วยกันนะ”

ครั้งหน้า เขาคิดว่าจะมีครั้งหน้า เขาคิดว่าฉันจะกลับไปอยู่ในแถวเหมือนเดิม เป็นผู้หญิงที่รักและเหนื่อยล้าซึ่งมีชีวิตอยู่เพื่อเขาและลูกชายของเรา ผู้หญิงที่จะทำทุกอย่างเพื่อพวกเขา

ผู้หญิงคนนั้นตายไปแล้วเมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อนในโถงทางเดินของโรงพยาบาล

กลิ่นคลอรีนบนเสื้อผ้าของฉันรู้สึกแรงขึ้น ตัดกับกลิ่นโคโลญจน์ราคาแพงและสะอาดของเขาอย่างสิ้นเชิง หลายปีที่ผ่านมา ฉันขัดถู เก็บออม และเสียสละ โดยเชื่อว่าฉันกำลังต่อสู้เพื่อชีวิตลูกชายของฉัน แต่เปล่าเลย ฉันกำลังออดิชั่นเพื่อรับบทบาทที่ฉันไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่ามีอยู่

และฉันก็เพิ่งถูกบอกอย่างไม่มีเยื่อใยว่าฉันไม่ได้รับบทนั้น

“ไม่” ฉันพูด เสียงของฉันเบาแต่หนักแน่น “ฉันว่า...ฉันคงไม่ได้เจอน้องต้นกล้าอีกแล้ว”

รอยยิ้มของเขาจางหายไปโดยสิ้นเชิง “คุณพูดเรื่องอะไรน่ะ อร? อย่าทำตัวเป็นนางเอกละครสิ คุณก็แค่เหนื่อย”

เหนื่อย ใช่ ฉันเหนื่อย ฉันเหนื่อยไปถึงกระดูก ถึงจิตวิญญาณ เหนื่อยกับคำโกหก เหนื่อยกับการทดสอบ เหนื่อยกับเขา

“ฉันเหนื่อย” ฉันเห็นด้วย “เหนื่อยกับเรื่องทั้งหมดนี้เหลือเกิน”

ฉันมองเลยเขาไปที่ประตูแก้วแวววาวของโรงพยาบาล ในอาคารนั้น เพื่อนสนิทของฉันกำลังเล่นบทแม่ให้กับลูกชายของฉัน และผู้ชายที่ฉันรักกำลังเล่นบทพระเจ้ากับชีวิตของฉัน ความโกรธที่ขมขื่นและแผดเผาเริ่มละลายน้ำแข็งในเส้นเลือดของฉัน

เขาเอื้อมมือมาหาฉันอีกครั้ง สีหน้าของเขาเป็นหน้ากากที่สมบูรณ์แบบของความรักและความกังวล “มาเถอะ เข้าไปข้างในกัน เจนทำคุกกี้ไว้ น้องต้นกล้าถามหาคุณอยู่”

คำโกหกนั้นช่างง่ายดายและเชี่ยวชาญเหลือเกิน มันทำให้ฉันคลื่นไส้

---

ตอน 3

อลิน POV:

ฉันปล่อยให้เขานำทางกลับเข้าไปในโรงพยาบาล ฝีเท้าของฉันเหมือนกำลังลุยผ่านซีเมนต์ ทุกย่างก้าวรู้สึกเหมือนเป็นการทรยศต่อผู้หญิงที่หนีออกจากที่นี่ด้วยความเจ็บปวดเมื่อชั่วโมงก่อน แต่ฉันต้องเห็น ฉันต้องเห็นทุกอย่างด้วยตาของตัวเอง ตอนนี้ม่านแห่งการหลอกลวงได้ถูกฉีกกระชากออกไปแล้ว

ความอบอุ่นที่ฉันเคยรู้สึกเมื่อเดินไปตามโถงทางเดินนี้ ความคาดหวังที่จะได้เห็นใบหน้าของน้องต้นกล้า มันหายไปหมดแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่คือความเจ็บปวดที่ว่างเปล่าและก้องกังวาน

เมื่อเราเข้าใกล้ห้องรับรองส่วนตัว ฉันได้ยินเสียงหัวเราะ เสียงหัวเราะที่สดใสและมีความสุข เป็นเสียงของน้องต้นกล้า เขากำลังหัวเราะด้วยความสุขที่ไร้กังวลซึ่งฉันไม่ได้ยินมาหลายเดือนแล้ว ความสุขที่เขาดูเหมือนจะไม่เคยมีเมื่อฉันอยู่ใกล้ๆ

ภัทรผลักประตูเปิดออก รอยยิ้มกว้างประดับอยู่บนใบหน้า “ดูสิว่าผมเจอใครเดินเตร่อยู่ที่ลานจอดรถ”

ภาพข้างในเป็นภาพที่สมบูรณ์แบบของความสุขในครอบครัว เจนกำลังนั่งอยู่บนโซฟานุ่มๆ น้องต้นกล้านั่งซบอยู่บนตักของเธอ ศีรษะของเขาเอนไปข้างหลังอย่างมีความสุขขณะที่เธอจั๊กจี้เอวเขา หนังสือนิทานที่เปิดค้างไว้วางอยู่ข้างๆ พวกเขาดูเป็นธรรมชาติมาก ราวกับเป็นแม่และลูกชายกันจริงๆ

เมื่อสายตาของน้องต้นกล้าจับจ้องมาที่ฉัน รอยยิ้มของเขาก็หายไป มันไม่ได้แค่จางหายไป แต่มันดับวูบลง เหมือนสวิตช์ไฟที่ถูกปิด ร่างกายของเขาแข็งทื่ออยู่ในอ้อมแขนของเจน

“อ้าว” เขาพึมพำ เสียงเบาแทบไม่ได้ยิน “แม่นี่เอง”

ความสุขในห้องระเหยหายไป

ในอดีต ฉันคงจะรีบวิ่งเข้าไปหาเขา อ้าแขนกว้าง รอคอยอ้อมกอดที่เขาจะให้อย่างไม่เต็มใจ ฉันคงจะคุกเข่าลง หัวใจเจ็บปวด และถามเขาว่ามีอะไรผิดปกติ ทำไมเขาถึงดูห่างเหินนัก ฉันคงจะโทษตัวเอง โทษงานของฉัน โทษความเหนื่อยล้าของฉัน

วันนี้ ฉันแค่ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น มือของฉันกำแน่นอยู่ข้างลำตัว

ฉันจำได้ทุกครั้งที่ฉันกอดเขาเมื่อเขาร้องไห้ตอนกลางคืนจากสิ่งที่ฉันคิดว่าเป็นความเจ็บปวดจากอาการป่วยของเขา ฉันจะกระซิบคำสัญญาข้างหูเขา สาบานกับเขาว่าฉันจะทำงานหนักขึ้น เก็บเงินเร็วขึ้น ทำทุกอย่างเพื่อให้เขาดีขึ้น ฉันจะหาเงินมาให้ได้ แม่จะจัดการเรื่องนี้เอง

และรางวัลสำหรับความทุ่มเทนั้น สำหรับเจ็ดปีของการทำงานที่หนักหน่วงและบั่นทอนจิตใจ ไม่ใช่ความรักของเขา แต่เป็นความรังเกียจของเขา

เขากระดิกตัวออกจากตักของเจนแล้วขยับหนีฉันไปซ่อนอยู่หลังขาของเธอเล็กน้อย การเคลื่อนไหวเล็กๆ นั้นเป็นการปฏิเสธที่ลึกซึ้งจนขโมยอากาศไปจากปอดของฉัน เขารู้สึกโล่งใจที่ฉันไม่ได้เข้าไปใกล้กว่านี้

ฉันกำกระเป๋าถือแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด พยายามรักษาสีหน้าให้เป็นกลาง หน้ากากของแม่ที่สงบและรักลูกเป็นสิ่งที่หนักที่สุดที่ฉันเคยสวมใส่ ฉันไม่สามารถฝืนยิ้มได้อีกต่อไปแล้ว ใบหน้าของฉันรู้สึกเหมือนหิน

“ต้นกล้า” ฉันพูด เสียงของฉันฟังดูแปลกและฝืน “ไม่ทักทายแม่หน่อยเหรอครับ?”

เขาแอบมองออกมาจากข้างหลังเจน ใบหน้าเล็กๆ ของเขาบึ้งตึง เขาเขย่าหัว ซบหน้าลงกับกระโปรงราคาแพงของเธอ “ไม่เอา”

เจนลูบผมเขา สีหน้าของเธอเป็นการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความเห็นใจและการตำหนิอย่างอ่อนโยน “ต้นกล้า พูดจาดีๆ สิครับ คุณแม่เหนื่อยนะ ท่านทำงานหนักเพื่อหนูมาก” เธอเหลือบมองฉัน แววตาที่ฉันเคยตีความว่าเป็นมิตรภาพที่คอยสนับสนุน ตอนนี้ฉันเห็นแววแห่งชัยชนะในดวงตาของเธอ การท้าทายที่ไม่ได้พูดออกมา

“น้องแค่ขี้อายหน่อยน่ะวันนี้” เธอพูดกับฉัน เสียงของเธอหวานหยดย้อยจนน่าคลื่นไส้ “น้องค่อนข้างจะรับอะไรไม่ไหว”

ขี้อาย? ลูกชายของฉันไม่เคยขี้อายกับฉัน เขารังเกียจฉันต่างหาก ฉันเห็นมันในดวงตาของเขา

ฉันนึกย้อนไปถึงวันที่เขาถูก “วินิจฉัย” ฉันเป็นแม่ยังสาวที่หวาดกลัว และเจนก็จับมือฉันไว้ สัญญาว่าจะอยู่เคียงข้างเราไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ฉันรู้สึกขอบคุณมาก ซาบซึ้งในความภักดีของเธอ ฉันถึงกับพูดติดตลกทั้งน้ำตาว่าเธอต้องเป็นแม่ทูนหัวของเขา

เธอไม่ได้เป็นแค่แม่ทูนหัวของเขา เธอได้กลายเป็นแม่ของเขาไปแล้ว เธอขโมยลูกชายของฉันไปจากฉัน ต่อหน้าต่อตาฉัน ด้วยคุกกี้และชุดเลโก้ และกลิ่นที่ไม่ได้ทำให้เขานึกถึงความตายและความเน่าเปื่อย

ทันใดนั้น เจนก็อุทานออกมา เป็นเสียงเล็กๆ ที่ดูเสแสร้ง เธอโผไปข้างหน้า ทำชามผลไม้บนโต๊ะกาแฟหล่น องุ่นและชิ้นแอปเปิ้ลกระจายเกลื่อนพื้นสีขาวสะอาด

“อุ๊ย ซุ่มซ่ามจังเลย!” เธอร้อง

ทันทีทันใด ภัทรก็เข้ามาอยู่ข้างๆ เธอ คุกเข่าลงเพื่อช่วยเธอ “เป็นอะไรรึเปล่าที่รัก?” เขาถาม เสียงของเขาเต็มไปด้วยความห่วงใยที่เขาไม่เคยแสดงให้ฉันเห็นเลยสักครั้งเมื่อฉันกลับบ้านพร้อมกับความเจ็บปวดและบาดแผลของตัวเอง

พวกเขานั่งคุกเข่าอยู่ด้วยกัน เป็นทีมที่สมบูรณ์แบบ ช่วยกันเก็บกวาดความรกที่เธอสร้างขึ้น น้องต้นกล้าก็รีบเข้าไปช่วยด้วย เขาค่อยๆ เก็บองุ่นแต่ละลูกอย่างระมัดระวังราวกับเป็นอัญมณีล้ำค่า

ฉันยืนอยู่ข้างประตู ถูกเมินโดยสิ้นเชิง ฉันเป็นคนนอกในครอบครัวของตัวเอง เป็นวิญญาณในชีวิตที่ฉันหลั่งเลือดให้

ฉันรู้สึกถึงความแน่วแน่ที่เยียบเย็นและแข็งกระด้างก่อตัวขึ้นในอก ไม่มีอะไรเหลือสำหรับฉันที่นี่อีกแล้ว

“ฉันต้องไปแล้ว” ฉันพูด เสียงเรียบเฉย

ภัทรเงยหน้าขึ้น คิ้วของเขาขมวดด้วยความรำคาญ “อร อย่าเป็นแบบนี้สิ นั่งลงก่อน”

แต่ฉันหันหลังกลับไปแล้ว ฉันไม่สามารถหายใจในห้องนั้นได้อีกแม้แต่วินาทีเดียว มันกำลังทำให้ฉันหายใจไม่ออก

---

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED