“ฉันยอมเป็นของคุณแล้วนะคะ คุณยังไม่ยอมเลิกกับชูจี้อีกเหรอ?” เสี่ยงออดอ้อนของเธอ ริมฝีปากของเธอเผยอขึ้นเล็กน้อย เธอนั่งคร่อมอยู่บนตัวชายหนุ่มด้วยสภาพเปลือยครึ่งท่อน
“อยู่บนเตียง อย่าพูดถึงเรื่องนี้ได้ไหม?” ผู้ชายคนนั้นกำลังคึก เขาบีบคลึงหน้าอกของเธออย่างแรง
พอไม่ได้คำตอบที่ต้องการ ผู้หญิงคนนั้นก็ดูจะไม่ค่อยพอใจนัก “ฉันจะพูด ก็แค่เด็กเก็บมาเลี้ยง สถานะของเธอยังเทียบไม่ได้กับหมาตัวหนึ่งเลย เธอมีอะไรดีนักหนาฮะ?”
ผู้ชายคนนั้นไม่พูดอะไร แต่กดเอวของผู้หญิงคนนั้นไว้ แล้วกระแทกเข้าออกอย่างแรงจนเธอครางออกมาไม่หยุด
ชูจี้ยืนอยู่หน้าประตู ใบหน้าที่งดงามของเธอดูอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัด เมื่อได้ยินเสียงที่ลอดออกมาจากในห้อง ดวงตาของเธอก็ลุกวาว
เธอเพิ่งกลับมาจากโรงพยาบาล
สามเดือนก่อน ยายซุนที่เลี้ยงดูเธอมาตั้งแต่เด็กป่วยเป็นโรคตับแข็งระยะสุดท้าย ตอนนี้ยายซุนต้องเปลี่ยนตับซึ่งจำเป็นต้องใช้ค่ารักษาพยาบาลจำนวนมาก
เสียงฝนตกพร่ำ ๆ ดังมาจากนอกบ้าน ตอนนี้น้องสาวของเธอกำลังมีอะไรกับแฟนของเธออยู่
“ฉันไม่สน! คืนนี้คุณต้องบอกมาว่าคุณเลือกนังนั่น หรือเลือกฉัน” ชูเสวขมวดคิ้ว พลางทุบหน้าอกของจือหยวนอย่างร้อนใจ เพื่อต้องการคำตอบ
ชูจี้เตะประตูเข้าไปข้างใน พลางจ้องไปที่ชายชั่ว และหญิงสารเลวตรงหน้า ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “มีอะไรให้ต้องถามอีกงั้นเหรอ แค่ผู้ชายคนเดียว ถ้าชอบฉันจะยกให้”
ชูจี้ทำเป็นเหมือนไม่ใส่ใจ แต่ในใจของเธอนั้นรู้สึกเสียใจมาก
จือหยวนเป็นเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยของเธอ เขาหล่อมากและมาจากครอบครัวที่ร่ำรวย เขาตามจีบชูจี้มาสามปีแล้ว
ตอนใกล้จะเรียนจบ เขามาสารภาพรักกับชูจี้อีกครั้ง
ตอนนั้นที่สนามกีฬาของมหาวิทยาลัยนั้นเต็มไปด้วยผู้คน และมีนักศึกษามามุงดูแทบจะทั้งมหาวิทยาลัยเลยก็ว่าได้ ชูจี้ตอบตกลงท่ามกลางเสียงเชียร์
ความเจ็บปวดที่โดนทรยศนั้นมันแทบจะกลืนกินเธอ พอเห็นสองคนตรงหน้า ชูจี้ก็กำหมัดแน่น เล็บของเธอจิกเข้าไปในเนื้อ
จือหยวนผลักชูเสวออกด้วยความตกใจ ก่อนจะใส่กางเกงแล้วลุกขึ้นจากเตียงทันที
ชูเสวที่ถูกผลักเกือบจะตกลงไปที่พื้น คำพูดของชูจี้ทำให้เธอรู้สึกโกรธเป็นอย่างมาก
ผู้ชายที่ร่ำรวย และหน้าตาดีอย่างจือหยวน เธออ่อยเขามานานจนเขาติดกับ
แต่ทำไมชูจี้ไม่ต้องทำอะไรเลยก็สามารถมัดใจเขาได้
ทั้ง ๆ ที่เธอเป็นแค่เด็กที่เก็บมาเลี้ยง ไม่มีใครต้องการ
“ถุย! ของที่เธอไม่ต้องการงั้นเหรอ? จือหยวนไม่เอาเธอก่อนต่างหากล่ะ นังสารเลว! ” ชูเสวดึงผ้าห่มมาคลุมตัว ก่อนจะพูดออกมาอย่างเยียด ๆ แล้วเลือบไปมองจือหยวน “จือหยวน เมื่อกี้คุณพูดว่ายังไงนะ บอกชูจี้ไปสิ!”
ที่จือหยวนนอนกับชูเสว เป็นเพราะเธอยั่วเขา ทำให้เขาขาดสติ
เขาคุกเข่าลง และคว้าข้อมือของชูจี้ไว้ “ชูจี้ ยกโทษให้ผมด้วยนะ ผมพลาดไปแล้ว”
แม้ว่าเขาจะน้ำคลอ แต่สีหน้าของเขาก็ยังดูน่ารังเกียจอยู่ เมื่อชูจี้นิ่งขึ้นมา เธอก็เป็นเหมือนกำแพงสูง ที่ไม่มีใครสามารถจะปีนข้ามมันไปได้
เธอสะบัดจือหยวนออกอย่างหงุดหงิด “ขอโทษนะ จือหยวน ฉันไม่ต้องการของสกปรกที่ชูเสวแตะต้องแล้ว พวกคุณเหมาะสมกันดี เราเลิกกันเถอะ”
ชูเสวรู้สึกตกใจ จือหยวนยอมถึงขนาดนี้แล้ว แต่ชูจี้ไม่ได้ดูเศร้าเลยแม้แต่นิดเดียว เมื่อไม่ได้เห็นภาพที่ต้องการ เธอก็รู้สึกโกรธขึ้นมาทันที
ชูจี้ไม่มีเวลามาพูดเรื่องไร้สาระกับพวกเขา ชูเสวชอบแย่งของ ๆ เธอมาตั้งแต่เด็ก ๆ เมื่อก่อนเป็นแค่ของเล่น แต่ตอนนี้เป็นผู้ชายของเธอ เธอเลยไม่ได้รู้สึกแปลกอะไร
ตอนนี้เธอกังวลก็แต่ค่ารักษาพยาบาลของยายซุนเท่านั้น
ขณะที่เธอกำลังจะเดินออกไป เธอก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้น
“ดึกป่านนี้แล้ว ทะเลาะอะไรกัน?”
พ่อแม่บุญธรรมของชูจี้ หลินปินและรั่วเฟยตกใจ และรีบวิ่งมาตามเสียง
พอหลินปินเดินเข้าไป และเห็นชูเสวในสภาพที่เปลือยเปล่า เขาก็โมโห และชี้หน้าด่า “แกทำอะไรของแกห๊ะ! แกกำลังจะแต่งงานเร็ว ๆ นี้แล้ว ทำไมถึงทำตัวแบบนี้! ”
ชูเสวดึงผ้าห่มมาคลุมตัว ตาของเธอแดงก่ำ พลางกัดฟันแน่นด้วยความโกรธ
ตระกูลลู่กับตระกูลหลินนั้นหมั้นหมายกันมานานแล้ว คู่หมั้นของเธอเป็นลูกนอกสมรสซึ่งถูกตัดออกจากตระกูลลู่ไปนานแล้ว เขาทั้งจน และไม่มีงานทำเป็นหลักเป็นแหล่ง เป็นแค่พวกใช้ชีวิตเตรดเตร่อยู่ไปวัน ๆ ชูเสวนั้นไม่อยากแต่งงานกับเขา
คนแบบนี้จะมาคู่ควรกับเธอได้ยังไงกัน
ชูเสวชี้ไปที่จือหยวนแล้วพูดว่า “หนูท้อง! เด็กในท้องเป็นลูกของเขา! เพราะงั้นหนูแต่งงานไม่ได้ พ่อกับแม่ไปยกเลิกงานเถอะค่ะ!”
จือหยวนถึงกับอึ้ง เขามีอะไรกับชูเสวแค่ไม่กี่ครั้ง จะเป็นไปได้ไง...
“พูดบ้าอะไรของแกน่ะ! ยังไงก็ต้องแต่ง!” หลินปินโกรธจนแทบจะหัวใจวาย เขายกมือขึ้นจะตบชูเสว
หลินปินกลัวเสียหน้า ถ้าตระกูลลู่เกิดเอาเรื่องขึ้น เขาจะทำยังไง
รั่วเฟยยืนบังชูเสวเพื่อปกป้องเธอ นี่คือลูกสาวแท้ ๆ ที่เธอคลอดมาเอง เพราะงั้นเธอไม่มีทางให้ใครมาทำอะไรลูกของเธอได้
เธอร้องไห้เบา ๆ “นี่คุณหลิน คุณจะโกรธชูเสวทำไม? ชูจี้ก็เป็นลูกสาวของตระกูลหลินเหมือนกัน เธอเองก็แต่งงานได้หนิ! ”
หลินปินกับรั่วเฟยนั้นแต่งงานกันมาหลายปีแล้วแต่ก็ไม่มีลูกด้วยกันสักที แต่เพราะโดนคนในตระกูลหลินกดดัน พวกเขาเลยต้องรับชูจี้มาเลี้ยง แล้วจากนั้นไม่นานรั่วเฟยก็ตั้งท้องชูเสว
สำหรับรั่วเฟยนั้น เธอเกลียดชูจี้มาก เมื่อก่อนเวลาเธอเห็นชูจี้ มันเป็นตราบาปในใจเธอว่าเธอไม่สามารถให้กำเนินลูกของเธอเองได้ และเธอก็มักจะอารมณ์เสียทุกครั้งที่เห็นลูกสาวบุญธรรมคนนี้
พอชูเสวเกิดมา รั่วเฟยก็รักลูกสาวแท้ ๆ มากกว่า และเกลียดชูจี้มากขึ้น
ต่อมาชูจี้เริ่มโตขึ้นและดีกว่าลูกสาวแท้ ๆ ของเธอ เธอก็ยิ่งเกลียดชูขี้เข้าไปใหญ่
ชูจี้เมื่อได้ยินอย่างนั้นก็โมโห เธอตะคอกออกมาด้วยความโกรธ “แต่คนที่พวกคุณจัดงานหมั้นให้คือหลินชูเสว ในเมื่อชูเสวไม่แต่ง แล้วทำไมฉันจะต้องแต่ด้วย?”
“เราเลี้ยงดูแกมาตั้งหลายปี ถึงเวลาที่แกจะต้องตอบแทนบุญคุณพ่อกับแม่แล้วนะชูจี้” รั่วเฟยพูดออกมาเบา ๆ สายตาของเธอกำลังคิดแผนการอะไรบางอย่างอยู่ “เธออยากให้นังคนใช้นั่น ผ่าตัด ไม่ใช่เหรอ? เราจะจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ ถ้าเธอยอมแต่งงานกับ คุณลู่อะไรนั่นแทนชูเสว”
สายตาของชูเสวนั้นดูพอใจเป็นอย่างมาก ผู้หญิงชั้นต่ำกับลูกนอกสมรส ช่างเหมาะอะไรกันเช่นนี้
ชูจี้กัดฟันกรอด เธอกำหมัดแน่น และคำพูดของหมอก็แวบเข้ามาในหัวของเธอ ยายซุนมีเวลาอีกไม่มากนัก
เธอเพิ่งเรียนจบ และเธอก็ไม่มีเงินมากพอที่จะจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ยายซุน
แม้ว่าหลินปินกับรั่วเฟยจะรับเธอมาเลี้ยง แต่พวกเขาก็ไม่เคยสนใจเธอเลย คนที่เลี้ยงดูเธอมานั้นคือยายซุน ซึ่งเป็นคนใช้ในบ้านตระกูลหลินเท่านั้น เธอรักยายซุนเหมือนยายแท้ ๆ เพราะงั้นเธอจำเป็นต้องช่วยยายซุน
พอเห็นท่าทางลังเลของเธอ รั่วเฟยก็ลุกขึ้น และเดินไปข้าง ๆ เพื่อโน้มน้าวเธอ “แต่งงานกับใครก็เหมือนกันนั่นแหละ ทน ๆ เอาหน่อย ถ้าแต่งงานเมื่อไร แม่จะให้เงินเธอทันที”
สายตาของทุกคนที่มองมาอย่างคาดหวัง กับค่ารักษาพยาบาลที่แสนแพงนั้น กดดันชูจี้มากจนเธอไม่สามารถยืนตัวตรงได้
ในที่สุดน้ำตาของเธอก็ไหลออกมา เธอก้มหน้าลง และพูดออกมาเบา ๆ ว่า “โอเคค่ะ ฉันจะแต่ง”
หลายวันต่อมา ชูจี้สวมเสื้อสายเดี่ยว และกระโปรงลูกไม้สีขาวเรียบ ๆ ยืนอยู่ในโบสถ์เล็ก ๆ ในเขตชานเมือง
เธอกำลังจะแต่งงาน
กับผู้ชายที่เธอไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน
เธอไม่ได้เช่าชุดแต่งงาน เพราะไม่อยากเปลืองเงินโดยใช่เหตุ เธอต้องเอาเงินเก็บทั้งหมดไปจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ยายซุน
เธอซื้อดอกยิปโซสีขาวราคาห้าสิบบาทมาจากร้านดอกไม้ และขอริบบิ้นสีขาวของเจ้าของร้านเพื่อเอามามัดผมด้วย ใบหน้ารูปไข่ ทำให้เธอดูสง่าอย่างงดงาม
ได้ฤกษ์แต่งงานแล้ว แต่เจ้าบ่าวยังไม่มา สถานที่จัดงานนั้นดูโล่ง เนื่องจากมีคนมาร่วมงานน้อยมาก
หลินปินปลอบชูจี้เบา ๆ “ไม่ต้องกังวลนะ รถอาจจะติด รออีกหน่อยเถอะ”
ชูจี้เริ่มหายใจไม่ทั่วท้อง
เธอเคยได้ยินเรื่องของผู้ชายที่เธอจะแต่งงานด้วยมาบ้าง เขาชื่อลู่เหยี่ยน ไม่มีงานทำเป็นหลักเป็นแหล่ง
การที่จะต้องมาแต่งงานกับผู้ชายแปลกหน้าแถมยังไม่ได้เรื่องแบบนี้ ทำให้ชูจี้รู้สึกไม่สบายใจ แต่เธอก็ไม่มีทางเลือก
“ทำไมครอบครัวเจ้าบ่าวไม่มีใครมาเลยล่ะ?” รั่วเฟยขมวดคิ้วแน่น พลางมองไปที่ลานเล็ก ๆ ที่มีคนอยู่ไม่กี่คน วันนี้เธอมาในตรีมหวานแหวว ด้วยชุดกระโปรงยาวสีม่วงอ่อน แต่งหน้าอ่อน ๆ เหมือนนางเอกในละครทีวี
ดูเหมือนว่าตระกูลลู่นั้นไม่ได้สนใจเรื่องงานแต่งงานเลย แต่ชูจี้ก็ไม่ได้สนใจอะไรเช่นกัน เธอห่วงก็แต่ค่ารักษาพยาบาลของยายซุนเท่านั้น
ชูจี้ถามรั่วเฟยเบา ๆ ว่า “หลังจบพิธีแต่งงาน คุณจะให้เงินฉันทันทีใช่ไหมคะ?”
เธอรับปากพ่อแม่บุญธรรมของเธอ และยอมแต่งงานเพื่อแลกกับเงินค่ารักษาพยาบาลของยายซุน เพื่อรักษาชีวิตของยายซุนไว้
“ครอบครัวเดียวกันแท้ ๆ แกจะพูดเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ อะไรนักฮะ ไม่ต้องห่วงไปหรอกน่า ฉันจะให้เงินแกแน่นอน เลิกถามได้แล้ว” น้ำเสียงที่นุ่มนวลของรั่วเฟยนั้นดูจะไม่ค่อยพอใจนัก
และตอนนั้น ชูเสวก็เดินเข้ามา
เธอเดินควงแขนเข้ามากับจือหยวน ด้วยชุดสั่งตัดสุดหรูดูแพง
ชูเสวเดินตรงเข้าไปหาหลินปิน กับรั่วเฟย ด้วยสีหน้าพึงพอใจ เธอแย่งแฟนของชูจี้มาได้ และชูจี้กำลังจะได้แต่งงานกับลูกนอกสมรสที่แสนจะยากจน
จือหยวนมองไปชูจี้ในชุดกระโปรงยาวสีขาว เขารู้สึกเสียดายอยู่เต็มหัวใจ
เพราะเขาทรยศเธอ ผู้หญิงที่เขารักเลยต้องไปแต่งงานกับผู้ชายคนอื่น
เดิมทีวันนี้เขาไม่ได้อยากมา แต่ชูเสวบังคับให้เขามา พอรู้ว่าชูเสวท้อง เขาก็จำเป็นต้องอยู่กับเธอ
ตั้งแต่เดินเข้าประตูมา จือหยวนก็มองชูจี้อย่างไม่วางตา ชูเสวไม่อาจทนได้
ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ที่ใดที่มีชูจี้อยู่ ทุกคนก็จะสนใจแต่เธอเท่านั้น
ความอิจฉาขึ้นมากระจุกอยู่ที่อก นิสัยเอาแต่ใจของเธอก็ผุดขึ้น “ถ้ายังกล้ามองอีกฉันจะควักลูกตาคุณออกมาซะ อีผู้หญิงชั้นต่ำแบบนั้นมีอะไรน่าดูนักหนา?”
เมื่อตะคอกจือหยวนเสร็จ เธอก็หันไปเยียดชูจี้เบา ๆ “ทำไมเจ้าบ่าวยังไม่มาอีกล่ะ? งานแต่งงานตัวเองแท้ ๆ ยังมาสายได้ คงเป็นผู้ชายที่ไม่ได้เรื่องจริง ๆ นั้นแหละ แม้แต่ครอบครัวของฝ่ายเจ้าบ่าวยังไม่มีใครมาเลยสักคน ดูเหมือว่าจะไม่มีใครให้ความสำคัญไอ้ลูกนอกสมรสนั้นเลยสินะ”
ถ้าชูเสวพูดแบบนี้ที่บ้านคงไม่มีใครตำหนิเธอ แต่นี่มันเป็นที่สาธารณะและเธอก็เป็นน้องสาวของเจ้าสาวด้วย เมื่อได้ยินเธอพูดจาหยาบคายแบบนี้ ผู้คนต่างก็พากันซุบซิบเสียงดังเซ็งแซ่ขึ้น
ชูจี้ยกกระโปรงขึ้น และก้าวไปข้างหน้า แต่ก่อนไม่ว่าชูเสวจะพูดจาก้าวร้าวแค่ไหน เธอก็ไม่เคยว่าอะไร สายตาเธอเต็มไปด้วยความไม่พอใจ แล้วเธอก็พูดออกมาว่า “ชูเสว คำก็ลูกนอกสมรส สองคำก็ลูกนอกสมรส ก่อนจะพูดอะไรช่วยดูสถานที่ และระวังปากเธอด้วย แม้แต่มารยาทขั้นพื้นฐานก็ไม่มีเลยงั้นเหรอ?”
ชูเสวถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง เธอไม่เคยเห็นชูจี้มีท่าทางแบบนี้มาก่อน ปกติชูจี้จะไม่ต่อปากต่อคำแบบนี้
ขณะโบสถ์ตกอยู่ในความเงียบ ทันใดนั้นประตูโบสถ์ก็ถูกเปิดออก
ท่ามกลางแสงอันเจิดจ้า ชายหนุ่มรูปร่างสูงยาวเข่าดีก็เดินเข้ามา
พอประตูโบสถ์ปิดลง ชายคนนั้นก็เงยหน้าขึ้น ดวงตาสีเข้มของเขากำลังกวาดสายตามองไปข้างหน้า เขาเม้มปากแน่น มือกำลังติดกระดุมเสื้อสูทสีดำอย่างเร่งรีบ
ใบหน้าของเขาดูหล่อเหลาอย่างไม่มีที่ติ ราวกับเทพบุตรจำแลงลงมา สะกดสายตาทุกคู่ให้หันมามองที่เขาเป็นตาเดียว
ท่าทางและหน้าตาที่หล่อเหลาของผู้ชายตรงหน้านั้น ดึงดูดความสนใจของทุกคนได้เป็นอย่างดี
แววตาของชูเสวเป็นประกายทันที ความรู้สึกของเธอบอกว่าผู้ชายที่หล่อเหลาคนนี้คงจะเป็นหนึ่งในพี่ชายของลู่เหยี่ยนแน่ ๆ ตระกูลลู่เป็นตระกูลที่มั่งคั่งและมีเกียรติ ลูกนอกสมรสแบบลู่เหยี่ยนนั้นไม่มีทางเทียบได้ พี่ชายสองคนของเขาต่างหากที่เรียกว่าเป็นคุณชายของตระกูลลู่อย่างแท้จริง
แต่ชูเสวไม่คิดเลยว่า พี่ของลู่เหยี่ยนจะหล่อขนาดนี้ แถมหุ่นยังดีเอามาก ๆ อีกด้วย เดิมทีเธอคิดว่าจือหยวนเป็นผู้ชายที่หล่อ แต่พอเทียบกับผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าเธอแล้ว จือหยวนนั้นตกกระป๋องไปทันที
ชูเสวก้าวไปข้างหน้า และทักทายเขาอย่างอ่อนโยน พอสบตาเขา แก้มของเธอก็ร้อนผ่าวขึ้นมาทันที “คุณเป็นพี่ชายของลู่เหยี่ยนใช่ไหมคะ? ญาติฝ่ายชายยังไม่มากันเลยค่ะ คุณนั่งก่อนเถอะค่ะ คงต้องรอสักพักกว่างานจะเริ่ม”
ความจริงชูเสวอยากจะได้เบอร์ติดต่อเขามากกว่า แต่ในสถานการณ์ตอนนี้ เธอเลยทำได้แค่พูดกับเขาเท่านั้น
ผู้ชายในชุดสูทไม่ได้สนใจชูเสวเลยแม้แต่น้อย เขาเดินตรงเข้าไปหาชูจี้ ราวกับเห็นชูเสวเป็นอากาศ
ทำให้ชูเสวถึงกับยืนประหม่าอยู่ที่เดิม รอยยิ้มของเธอดูแข็งทื่อขึ้นมาทันที
เธอกลับไปนั่งที่อย่างโกรธ ๆ พอเห็นผู้ชายรูปหล่อคนนั้นยืนข้าง ๆ ชูจี้ เธอถึงได้รู้ว่าเขาคือลู่เหยี่ยนผู้เป็นเจ้าบ่าวนั้นเอง ทำเอาเธอตกตะลึงสุดขีด
ทำไมลู่เหยี่ยนถึงหน้าตาดีขนาดนี้?
ชูเสวลุกขึ้นยืน และบ่นออกมา “แม่ ทำไมแม่ไม่เอารูปเขามาให้หนูดูก่อนล่ะ ถ้าหนูรู้ว่าลู่เหยี่ยนหน้าตาดีขนาดนี้ หนูคงไม่ยอมให้ชูจี้แต่งงานแทนหนูหรอก!”
รั่วเฟยสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ใบหน้าที่ฉาบไว้ด้วยร้อยยิ้มอันจอมปลอมของเธอหายวับไปทันที เธอหันว่าถลนตาใส่ลูกสาวของเธอ ก่อนจะพูดขึ้นว่า “ลูกยังเด็ก เดี๋ยวโตแล้วก็จะรู้เองว่า ผู้ชายน่ะดูแค่หน้าตาอย่างเดียวไม่ได้ ลู่เหยี่ยนเป็นแค่พวกไม่มีอนาคต ใช้ชีวิตไปวัน ๆ ไม่มีงานทำเป็นหลักเป็นแหล่ง เขาก็แค่ผู้ชายที่สวยแต่รูป แต่จูบไม่หอมก็เท่านั้น คนแบบนี้เหมาะกับชูจี้แล้วแหละลูก เพราะมันจะอยู่กันแบบจน ๆ หาเช้ากินค่ำกันไปวัน ๆ !”
ชูเสวเงียบไปครู่หนึ่ง แต่เธอก็ยังรู้ไม่พอใจที่ชูจี้มักจะได้อะไรดี ๆ ไปเสมอ และครั้งนี้ชูจี้ก็ได้แต่งงานกับผู้ชายที่หล่อเอามาก ๆ
ลู่เหยี่ยนเดินไปยืนข้าง ๆ ชูจี้ และเหลือบมองยังผู้หญิงที่อยู่ข้างหน้าเขาพลางขมวดคิ้ว ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ ว่า “ผมเพิ่งจะจัดการธุระเสร็จ เลยมาสายไปหน่อย”
“ไม่เป็นไรค่ะ” เธอไม่ได้สนใจอะไรนัก เพราะอย่างน้อย ๆ ลู่เหยี่ยนนั้นก็หน้าตาดี
ขณะที่เธอจะละสายตาไปจากเขา เธอก็เลือบไปเห็นเขาสวมนาฬิกาปาเต็ก ฟิลิปป์ที่สวยงามและสะดุดตามาก
แม้ว่าชูจี้จะไม่ใช่คนร่ำรวยอะไร แต่ก็ไม่ใช่คนที่ไม่เคยเห็นอะไร แค่มองแวบเดียวก็รู้แล้วว่านาฬิกาเรือนนี้มีมูลค่าหลายล้านซึ่งนั่นทำให้เธอรู้สึกแปลกใจมาก
ลู่เหยี่ยนไม่ได้จนหรอกเหรอ? ทำไมเขาถึงใส่นาฬิกาที่แพงขนาดนี้ได้?!