ไมเคิลขับรถเข้ามาจอดตรงที่จอดรถของผู้บริหาร ร่างสูงใหญ่เกือบร้อยเก้าสิบเซ็นติเมตรยืนพิงรถมองเป้าหมายที่ต้องตาเขาในตอนแรกอย่างรอคอย ดวงตาคมกริบของหนุ่มเลือดผสมหลายเชื้อชาติไม่ว่าจะเป็นไทย ฮ่องกง และฝรั่งเศส กำลังเพ่งมองเป้าหมายที่กำลังเดินเข้ามาใกล้เขาทุกทีราวกับเสือรอตระครุบเหยื่อ ริมฝีปากบางเฉียบของเขาเหยียดยิ้มอย่างพึงพอใจเมื่อเห็นใบหน้าสวยหวานของเธอในระยะไกล
เขากำลังคิดว่าทำไมเขาถึงไม่เคยเจอเธอเลยเมื่อมาที่นี่ เพราะเธอเพิ่งเข้ามาเป็นพนักงานใหม่ หรือเป็นเพราะว่าเขาไม่ได้มาตรวจงานที่ เดอ ลาครูเซ่ด์สาขาฮ่องกงบ่อยๆ จึงทำให้เขาพลาดโอกาสไป
แต่ การรอคอยของไมเคิลก็ต้องเป็นการรอคอยที่ต้องเก้อไปเพราะพนักงานสาวขาเรียวสวยคนนั้นกลับไม่ได้เดินตรงมา ดูเหมือนว่าจะมีสายเรียกเข้าจากมือถือของเธอ เธอจึงรับหยุดเพื่อรับสาย
ไมเคิลถอนหายใจอย่างหงุดหงิด เขาตั้งใจว่าจะเดินเข้าไปในร้านเพชรพร้อมกับเธอแล้วแท้ๆ แต่หงุดหงิดได้เท่านั้น ร่างสูงก็ยักไหล่ แล้วเดินเข้าไปในตัวร้านเพราะเขามีงานด่วนที่จะต้องเจรจากับผู้จัดการสาขา ฝ่ายนั้นรอเขาอยู่นานแล้ว ความสนใจในนารีผู้นี้ของเขาก็หมดไปโดยปริยายเมื่อนึกถึงเรื่องงาน
เพราะคนอย่างไมเคิลไม่เคยสนใจผู้หญิงคนไหนได้นานนัก คนที่เขามีความสัมพันธ์ด้วยแต่ละคนยืนยาวได้ไม่ถึงเดือนสักราย บางรายเขาไม่รู้จักชื่อจริงของเจ้าหล่อนด้วยซ้ำ ดังนั้นใบหน้าที่สวยหวานตราตรึงของพราวตะวันจึงเลือนหายไปจากความคิดของไมเคิลเมื่อเขาเดินหันหลังเข้าร้านไป
ในขณะที่อีกฝ่ายเดินเข้าร้านไปแล้วนั้นอีกฝ่ายก็ไม่รู้ตัวเลยว่าเกิดอะไรขึ้น พราวตะวันกำลังสนอกสนใจกับการสนทนากับน้องสาวที่เพิ่งจะโทรเข้ามาตอนที่เธอกำลังจะกลับเข้าร้านมากกว่า
“มิกิ พูดสิจ๊ะ ร้องไห้ทำไมเป็นอะไรหรือเปล่า” พราวตะวันเอ่ยเตือน พราวแสงศศิหรือมิกิน้องสาวของเธอเอง ไม่รู้ว่าเจ้าตัวมีเรื่องดีใจหรือเสียใจอะไรถึงได้ร้องไห้ขนาดนี้ พราวตะวันแยกอารมณ์แม่น้องสาวเจ้าน้ำตาของตัวเองไม่ออกเลย
“พี่โยโกะขา” อีกฝ่ายพูดด้วยน้ำเสียงสะอื้น
“ว่าไง คราวนี้เรื่องอะไรอีกหรือว่าน้องแมวที่เลี้ยงไว้ไม่สบายกันจ๊ะ” พราวตะวันพยายามกระเซ้าน้องสาว
“เปล่าค่ะ เจ้าเหมียวหง่าวสบายดี แต่ว่า พี่โยโกะทำใจดีๆ ไว้นะคะ มิกิมีเรื่องจะบอก มิกิพาแม่ไปตรวจที่โรงพยาบาล หมอเจอก้อนเนื้อที่หน้าอกของแม่ค่ะ ตอนนั้นมิกิก็ไม่ได้ตกใจอะไรเพราะคิดว่าคงเป็นแค่ก้อนเนื้อธรรมดาผ่าออกก็ไม่เป็นอะไร แต่วันนี้อาจารย์หมอบอกว่าเนื้อมันเป็นเนื้อร้ายค่ะพี่โยโกะ มิกิจะทำยังไงดี แม่มิซาเอะของเราเป็นมะเร็งเต้านมค่ะพี่ มิกิทำอะไรไม่ถูกแล้ว ตอนนี้แม่ยังไม่รู้ แล้วมิกิจะบอกแม่อย่างไงดีคะ”
ปฏิกิริยาตอบสนองของพราวตะวันคืออาการตัวชาดิกกับเรื่องที่ได้ยิน เธอแทบไม่รู้สึกด้วยซ้ำว่าน้ำตาที่ไหลออกจากดวงตานั้นมันมากมายจนพร่างพรูออกมา แม่ของเธอเป็นมะเร็ง โรคร้ายที่คร่าชีวิตคนอย่างไม่ปราณีอย่างนั้นหรือ มันไม่จริง พราวตะวันไม่อยากจะเชื่อเลย
“มันเป็นเรื่องจริงเหรอมิกิ”
“พี่โยโกะ มิกิทำอะไรไม่ถูกแล้ว” เสียงร้องไห้ของพราวแสงศศิพร้อมกับเสียงของผู้ชายที่ปลอบโยนอยู่ข้างๆ พราวตะวันเข้าใจว่านั่นคงจะเป็นเพื่อนของเธอเอง
“หมอวิชย์อยู่กับมิกิใช่ไหม ให้พี่คุยกับเขาหน่อย” พราวตะวันบอกน้อง ตอนนี้เธอต้องการคุยกับนายแพทย์วชิรวิชย์ เพื่อนรุ่นเดียวกันกับพราวตะวัน เขาเป็นอาจารย์แพทย์ฝึกหัดในมหาวิทยาลัยที่พราวแสงศศิเรียนอยู่ เนื่องด้วยความสนิทสนมกันมาตั้งแต่เด็กทำให้พราวตะวันนั้นฝากน้องและมารดาให้เพื่อนช่วยดูแลก่อนจะมาทำงานที่เมืองนอก และเพื่อนเธอก็ทำหน้าที่ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่องเลย
“ฮัลโหล โยโกะเหรอ เรากำลังจะขอสายมาคุยกับโยโกะพอดี โยโกะใจเย็นไว้ก่อนนะ อย่าเพิ่งตกใจฟูมฟายตามมิกิไป เรื่องมันไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น คุณน้ามิซาเอะเป็นมะเร็งระยะเริ่มแรกเท่านั้นร่างกายท่านก็ยังแข็งแรง การรักษาทุกวันนี้ก็ก้าวหน้าไปไกลมาก มีโอกาสหายขาดได้นะ”
“จริงเหรอวิชย์ แล้วเราต้องทำอย่างไงต่อ” พราวตะวันถาม เธอทำอะไรไม่ถูก ตอนนี้เธอสับสนไปหมด และเริ่มมองเห็นแล้วว่าการอยู่ไกลครอบครัวนั้นมันไม่ดีเลย เธออยากจะไปอยู่ใกล้แม่และน้องในช่วงเวลาอย่างนี้หากแต่เธอก็มีงาน งานนี้ก็ยังเป็นงานหลักที่เลี้ยงครอบครัวเธอ หากเธอจะเลือกตัดงานแล้วกลับบ้าน ก็ย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะนั่นหมายถึงว่าน้องเธอจะไม่ได้เรียนต่อและเงินที่รักษาแม่ก็จะไม่มี
ถึงแม้ว่าจะรู้ว่ามีทางรักษามารดาตัวเองได้ หากแต่เธอก็ไม่ได้สบายใจไปเสียหมด เพราะยังมีอีกหลายอย่างที่เธอยังกังวลอยู่
“เดี๋ยวเราจะให้อาจารย์ส่งตัวแม่ของโยโกะเข้ารักษาตัวทันทีเลย โรคมันจะได้ไม่เปลี่ยนระยะไปก่อน”
“งั้นเดี๋ยวเราจะกลับคืนนี้ เราจะลองลางานดู เผื่อว่าจะได้กลับไปจัดการอะไรอีก ยังไงก็ฝากวิชย์ช่วยแนะนำเราด้วย”
“โยโกะยังไม่ต้องมาวันนี้ก็ได้ อาทิตย์ที่แล้วที่โยโกะมาเห็นบอกว่าวันลางานหมดแล้วไม่ใช่เหรอ แล้วจะเป็นปัญหากับที่ทำงานเปล่าๆ นะ ตอนนี้มิกิก็ดูแม่ได้เราเองก็จะช่วยดูอีกแรง เพราะว่าเราได้หยุดทำวิจัย มีเวลาดูแลคุณน้าเค้าในตอนที่มิกิเรียน แล้วมิกิเลิกก็มาดูคุณน้าต่อ เราว่าโยโกะมาตอนที่เป็นวันหยุดเลยก็ได้ ทำงานไปไม่ต้องห่วงนะ เราจะดูแลทางนี้ให้” วิชิรวิชย์บอก เขาเป็นเพื่อนที่เข้าอกเข้าใจเธอมากที่สุด เธอและเขาไม่มีความลับอะไรต่อกันเขาจึงรู้ว่างานของเธอสำคัญกับครอบครัวแค่ไหน
“แต่วิชย์ เรา”
“เชื่อเราเถอะ อย่าให้เสียวันทำงานไปสิ โบนัสก็จะไม่ได้เงินที่จะใช้รักษาก็ไม่พอหรอก วันเสาร์อาทิตย์ค่อยมา อีกแค่สี่วันเองนี่” หมอหนุ่มบอก
“เอาอย่างนั้นเหรอ งั้นเราฝากทางนั้นด้วยนะ เราจะทำงานก่อนแล้วกลับวันเสาร์ เรารบกวนวิชย์ด้วยนะ”
“อืมๆ โยโกะทำงานต่อเถอะ” วิชิรวิชย์บอก พราวตะวันจึงขอคุยกับน้องปลอบใจน้องก่อน แล้วจึงค่อยวางสายอย่างลำบากใจเพราะต้องรีบเข้างานต่อ เธอเสียดายที่ใช้วันลาพักร้อนของปีนี้กลับบ้านไปเมื่อเดือนก่อนหมดแล้ว เธอจึงลาไม่ได้ทั้งที่อยากจะกลับเมืองไทยให้ได้ดั่งใจเดี๋ยวนี้เลย
พราวตะวันเครียดและสบสนวุ่นวายในใจไปหมด เธอยังไม่หยุดร้องไห้เพราะยังรับไม่ได้กับเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่ คำว่ามะเร็ง มันน่ากลัวเหลือเกิน และยังเรื่องค่ารักษาและทุกอย่างที่จะตามมา เธอกลัวว่าน้องจะลาออกไม่ยอมเรียนเพราะอยากให้แม่ได้มีเงินรักษา จากตอนที่พูดกับน้องเมื่อครู่นี้ มิกิบอกว่าจะทำอย่างนั้นจนเธอกับเพื่อนต้องบอกยุติความคิดไว้แทบไม่ทัน เธอรับปากน้องว่าจะจัดการทุกอย่างให้มันดีขึ้น ไม่ให้น้องเป็นห่วงและตั้งสติดูแลแม่และตั้งใจเรียน ส่วนเธอจะหาเงินไปรักษาแม่ไม่ให้น้องเป็นห่วง
พราวตะวันบอกน้องให้สบายใจไปอย่างนั้น แต่เธอเองกลับเดินเข้ามาที่ร้านด้วยน้ำตานองหน้า เธอไม่ได้มองเลยว่าเพื่อนจะสนใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ เพราะน้ำตาพร่ามัวทำให้มองไม่เห็นอะไร เธอไม่อยากอยู่ที่นี่แล้วแต่ที่นี่ก็ทำเงินให้มาก พราวตะวันไม่รู้จะทำอย่างไรดี
ชั่วครู่หนึ่งเธอก็นึกถึงพี่อดิศักดิ์ผู้จัดการร้านที่เป็นคนไทยเหมือนเธอที่สนิทสนมและเป็นที่พึ่งแก่กันได้ เธอจะลองคุยกับเขาดูเผื่อว่าจะมีทางออกที่ดีขึ้นให้กับเธอ
คิดออกแล้ว พราวตะวันก็เดินมุ่งหน้าไปที่ห้องผู้จัดการทันที
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
อารามร้อนใจทำให้พราวตะวันไม่ได้ฟังเสียงอนุญาติให้เข้าห้องจากอีกฝ่าย เธอเปิดประตูเข้าไปอย่างกระทันหันและเห็นว่าผู้จัดการนั่งอยู่คนเดียวเธอก็ถลาเข้าไปหารุ่นพี่ทันที
“พี่โก้ ช่วยโยโกะด้วยค่ะ” เธอบอกน้ำเสียงสะอื้น น้ำตาใสๆ ไหลนองเต็มหน้า”แม่โยโกะไสบาย แม่เป็นมะเร็ง โยโกะจะทำไงดี โยโกะอยากไปหาแม่ค่ะ”
“โยโกะ ใจเย็นก่อน เดี๋ยวเอ่อ” อดิศักดิ์แทรกพูดได้แค่นั้นรุ่นน้องของเขาก็ฟูมฟายเล่าต่อ
“โยโกะอยากกลับเมืองไทย ให้โยโกะย้ายกลับเมืองไทยได้ไหมคะ พี่โก้ช่วยเดินเรื่องให้ที ถ้าพี่โก้อยากจะคิดเงิน โยโกะก็ยินดีค่ะ”พราวตะวันรู้เลาๆ ว่าอดิศักดิ์นั้นเป็นคนที่ชอบรับเงินใต้โต๊ะจากพนักงานหากอยากเลื่อนตำแหน่ง เมื่อก่อนเธอก็ไม่ได้สนใจเพราะตำแหน่งเธอเลื่อนจากยอดขายที่เธอทำได้อยู่แล้ว แต่เห็นทีคราวนี้จะต้องใช้วิธีที่ไม่ถูกต้องดูบ้าง ถึงจะเสียเงินแต่ว่ายังมีงานและได้ดูแลแม่เธอก็ยอม ให้ตายเธอก็ยอมแค่ขอให้แม่เธอหายดีเท่านั้น
เสียงกระแอมจากคนที่ยืนพิงเสาอยู่อีกมุมหนึ่งของห้องทำให้พราวตะวันและอดิศักดิ์หันไปมอง ร่างสูงนั้นมองหญิงสาวที่น้ำตานองหน้าอยู่อย่างพิจารณา และพึงใจ
หากแต่ พราวตะวันกลับไม่สนใจเขา เธอคิดว่าคงเป็นลูกค้าที่มาติดต่อกับเจ้านายของเธอ และคงฟังไม่รู้เรื่อง ตอนนี้เธออยากได้คำตอบจากอศักดิ์มากกว่า
“พี่โก้คะ ว่าอย่างไรคะ พี่โก้จะช่วยโยโกะได้ไหม”
“เรื่องช่วยพี่ช่วยได้เอ่อ โยโกะ” ผู้จัดการหนุ่มทำเป็นเหมือนว่าไม่กล้าพูด “แต่ว่าเอ่อ ไม่ต้องให้เงินพี่ก็ได้ พี่ยินดีช่วย”
“อดิศักดิ์ คุณไปเอาเอกสารกับเลขาผมที่สำนักงานใหญ่ เรื่องที่เราคุยกันวันนี้เป็นอันว่าจบผมและจะลืมมันไป ถ้าคุณทำตาที่ผมสั่ง” ไมเคิลบอกเป็นอังกฤษ
อดิศักดิ์อึ้งไปถนัดตาเมื่อได้ยิน
เอกสารที่ไมเคิลให้ไปเอานั้นคือใบลาออก เนื่องจากอดิสักดิ์บริหารงานโดยไม่โปร่งใส ไมเคิลจึงเสนอให้เขาลาออกอย่างเงียบๆ เพื่อแลกกับการที่เดอ ลา ครูเซด์จะไม่เปิดโปงประวัติของเขา นับว่าเป็นความปราณีที่สุดที่ไมเคิลให้ แต่เขาไม่คิดว่ามันจะเป็นตอนนี้ ตอนที่เขากำลังจะช่วยพราวตะวันให้ได้ตามที่ต้องการ เขาเริ่มทำคะแนนกับเธอมาตั้งนาน แต่พอตอนจะได้เป็นฮีโร่ในสายตาของคนที่ตัวเองชอบ เขากลับต้องถูกไล่ออก
“แต่ คุณไมค์ครับ”
“อย่าเรียกชื่อเล่นผม ผมเป็นเพื่อนคุณหรือไง” น้ำเสียงที่พูดนั้นเป็นโทนเสียงธรรมดาของผู้พูด หากแต่คนที่อยู่ในห้องกลับรับรู้ได้ถึงความเยือกเย็นได้ชัดเจน โดยเฉพาะพราวตะวันที่ยืนตัวลีบทำอะไรไม่ถูกอยู่ เธอมองเห็นความมีอำนาจในดวงตาเขาชัดเจน
สายตาเขา น่ากลัวจริงๆ
“เอ่อครับ”
“ผมต้องการให้คุณไปตอนนี้ ว่าอย่างไร คุณจะอยู่หรือไป” เขาเดินมาพูดกับอดิศักดิ์ที่โต๊ะ สายตาคมกริบที่หรี่มองอดิศักดิ์นั้นบอกความนัยน์มากมายกว่าที่เขาพูดนัก
อดิศักดิ์รู้ว่าเขาจต้องทำอย่างไร เขาจึงออกไปอย่างจำใจที่สุดในชีวิต ก่อนออกไป แม้แต่มองหน้าพราวตะวันเขาก็ไม่ได้ทำ เขาไม่อยากอยู่นานถ้าไมเคิลได้ขู่อย่างนั้นแล้ว เพราะเขารู้ดีว่า ไมเคิลไม่ได้ใจดี
พราวตะวันเสียดายที่ไม่ได้คุยกับผู้จัดการต่อ แถมเธอยังทำเสียมารยาทกับลูกค้าอีก เมื่อสติมาแล้วเธอก็แทบอยากเขกหัวตัวเองสักสิบที เพราะความใจร้อนเป็นห่วงมารดาของเธอแท้ๆ เชียว
หญิงสาวนึกได้อย่างนั้นก็ก้มหน้าก้มตาหลบตาคมที่ตอนนี้หันมามองเธอเหมือนจะเล่นงานอะไรสักอย่าง เธอค่อยๆ เดินตัวลีบตามผู้จัดการออกไป
“จะไปไหน” เสียงห้าวทุ้มนั้นเอ่ยขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นภาษาไทย ภาษาที่พราวตะวันไม่คิดว่าเขาฟังรู้เรื่อง เธออึ้งสักพักเพราะรู้ว่าเขาคงเข้าใจเรื่องที่เธอพูดมาทั้งหมด น่าอายเหลือเกิน
“ผมถามว่าจะไปไหนหรือ” เขาถามย้ำอีกครั้ง
พราวตะวันหยุดก่อนจะหันมามองเขาเกรงๆ
“จะออกไปทำงานต่อค่ะ”
“ไม่อยากคุยเรื่องที่คุยค้างไว้หรือไง”
“ไม่แล้วค่ะ เดี๋ยวค่อยมาคุยกับผู้จัดการทีหลังก็ได้ค่ะ”
“งั้นมีอะไรเธอก็พูดกับฉันได้เลย เพราะฉันนี่แหล่ะคือผู้จัดการคนใหม่และเป็นเจ้าของที่นี่ด้วย” พราวตะวันหันมามองหน้าเขาเต็มตา แล้วเธอก็ต้องอ้าปากค้างเมื่อเห็นหน้าเขาชัดๆ เพราะตอนนี้ไม่มีน้ำตาบดบังดวงตาเธออีกแล้ว
ใบหน้าทรงเสน่ห์แย้มยิ้มออกมาช้าๆ หากแต่ดวงตาเขาไม่ได้ยิ้มด้วย มันมีแววแปลกๆ อะไรเธอก็อ่านไม่ออก แต่เธอแค่รู้สึกว่ามันทำให้เธออึดอัดและหายใจไม่ออกเลย ทั้งที่เขาไม่ได้ทำอะไรเธอ เขาแค่ยิ้มให้เท่านั้น
เขาทำให้พราวตะวันรู้สึกว่ากำลังต้องมนตร์
“ว่ายังไง เล่าเรื่องของเธอมาสิ”