ตอน 1

ณ ร้านเพชร เดอ ลา ครูเซ่ด์สาขาฮ่องกง

           พราวตะวันพนักงานขายสาวกำลังดึงเพชรร่วงออกจากตู้โชว์ระบบนิรภัยออกมาให้ลูกค้าหนุ่มใหญ่เจ้าประจำดูทีละเม็ด ทีละเม็ด นิ้วมือเรียวสวยจับเพชรแต่ละเม็ดวางให้กระทบแสงไฟส่องให้เพชรน้ำงามเปล่งประกายเข้าสายตาลูกค้าอย่างมืออาชีพ

“เพชรตัวนี้เป็นเพชรเบลเยี่ยมคิดเกรดอย่างดี โยโกะกันไว้สำหรับลูกค้า ร้านเราออกใบรับรองเพชรแบบมาตรฐานสากลให้อย่างเคยค่ะ” เธอบอกลูกค้าด้วยรอยยิ้มจรุงใจ เพราะชายคนนี้คือลูกค้าประจำเธอจึงไม่ต้องอธิบายเกี่ยวกับเรื่องเพชรมากนัก เพียงแค่หาเพชรที่ดีที่สุดในร้านมาให้เขาเลือกแล้วเขาก็จะสั่งตามที่ต้องการแล้วจ่ายไม่อั้นเท่านั้น

“งั้นผมก็ไม่เลือกมากหรอกครับ เอาอย่างที่ผมบอกก็ได้ ผมเชื่อใจที่จะให้คุณเลือกให้ ครั้งนี้ผมสั่งเพชรเม็ดละกะรัตสิบเม็ดเหมือนเดิมครับ แล้วจะเอาแบบสร้อยมาให้คุณส่งให้ช่างทำ” หนุ่มใหญ่บอก พราวตะวันจึงรับคำแล้วเลือกเพชรให้เขาอย่างชำนาญ แม้ว่าจะทำงานในตำแหน่งพนักงานร้านเพชรไม่นานมากนัก หากแต่ความใส่ใจเรียนรู้ทำให้เธอเป็นหนึ่งในพนักงานที่ทำให้ยอดขายของร้านเพิ่มพูนมากขึ้น

ความตั้งใจทำงานของเธอนั้นไม่ได้มากจากความตั้งมั่นที่จะทำงานให้ดีที่สุดเพียงอย่างเดียว หากแต่โบนัสและเปอร์เซ็นที่ได้จากยอดขายนั้นทำให้เธอมีแรงขยันที่จะทำงานขึ้นมาอีกเท่าตัวเพราะว่าเธอต้องการใช้เงินเป็นอย่างมาก และอาชีพนี้ก็ให้ค่าตอบแทนเธอเท่าแรงขยันที่ทำ ซึ่งทำให้เธอไม่ขัดสน

“โอ้โห นี่ขายได้เยอะอีกแล้วนะโยโกะ เดือนนี้เอจะได้เงินยอดขายมากกว่าเงินเดือนแน่ๆ” หมิงลี่เฟยเพื่อนสนิทที่ทำงานในร้านเช่นเดียวกันกับพราวตะวันเอ่ยทักเธอเมื่อเธอเอาเช็คจากลูกค้ามาที่แคชเชียร์

หมิงลี่เฟยนั้นสนิทสนมกับพราวตะวันมากจนรู้เรื่องของพราวตะวันทุกอย่าง เธอรู้ว่าพราวตะวันนั้นทำงานอย่างขยันขันแข็ง ได้เงินจากการทำงานเป็นกอบเป็นกำหากแต่เจ้าตัวกลับเขียมเงินใช้จ่ายอย่างประหยัดเพราะต้องส่งเงินให้ทางบ้านที่อยู่เมืองไทย พราวตะวันบอกว่า อยากให้แม่ที่อยู่ทางบ้านนั้นได้อยู่สบาย และอยากให้น้องสาวที่เรียนแพทย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยเอกชนนั้นได้อยู่กันอย่างมีความสุข จึงยอมมาเป็นพนักงานขายเพชรในร้านนี้เพื่อหาเงินให้ได้มากๆ ที่จริงพราวตะวันเองก็มีความรู้มากหากแต่เธอไม่ทำงานตรงกับสาขาที่เรียนมาสักเท่าไหร่ เพราะรู้ว่างานนี้จะได้เงินมากและให้ครอบครัวอยู่สบายได้ และเธอก็ยังเลือกมาทำงานที่ฮ่องกงเพราะได้รายได้มากกว่า หมิงลี่เฟยชื่นชมในความขยันและรักครอบครัวของพราวตะวันมาก เธอคิดว่ามีน้อยคนนักหรอกที่จะเป็นเช่นนี้

“ฮื่อ ต้องรีบหาไว้ก่อน อีกสองเดือนน้องมิกิจะต้องจ่ายค่าเทอมอีกน่ะจ้ะ”พราวตะวันบอกยิ้มๆ

“ค่าเทอมนักเรียนแพทย์เอกชนในไทยนี่แพงมากเลยไม่ใช่เหรอ” หมิงลี่เฟยชวนคุย

“ก็อย่างนั้นแหล่ะ ตอนแรกน้องเราก็สอบติดของรัฐบาลได้นะ แต่ว่ามิกิไม่มีสิทธิเรียนเพราะว่าติดสัญชาติญี่ปุ่นไม่ได้มีสัญชาติไทยเลยเข้าเรียนไม่ได้ เราไม่อยากให้น้องผิดหวังเพราะเขาอยากเรียนหมอมากเลยให้มาเรียนที่เอกชนแล้วจะช่วยส่งเอง อีกอย่างน้องเราเรียนหมอมาถึงเราจะเหนื่อยที่ต้องหาเงินส่งให้เรียนแต่ว่าก็คุ้มนะเพราะว่าน้องจะได้มาดูแลแม่เราไงล่ะ และที่สำคัญเราก็ไม่ลำบากมากเท่าไหร่หรอก มิกิเรียนเก่งได้ทุนค่าเทอมฟรี เราหาเงินแค่ส่งให้แม่และก็ค่าใช้จ่ายรายเดือนน้อง แล้วเหลือก็เก็บไว้บ้างล่ะจ๊ะ แต่ว่าที่เราต้องเตรียมเงินไว้ให้น้องเทอมหน้าเพราะว่าเราอยากส่งมิกิให้ไปเรียนเทอมถัดไปที่ต่างประเทศ เป็นโครงการของมหาวิทยาลัยเค้าน่ะ ถ้าคนไหนอยากไปเรียนที่เมืองนอกก็จ่ายเงินแล้วไปเรียนต่อที่นั่นเลย กลับมาก็ได้คุณวุฒทั้งของสถาบันที่ต่างประเทศและก็ของมหาลัยที่ไทย เวลาจบมาจะมีผลดีกับการทำงานของมิกิเค้า”

“โอ้โห เธอนี่เลือกแต่สิ่งที่ดีให้กับน้องและแม่จริงๆ แล้วเลือกอะไรให้ตัวเองบ้างเนี่ย” คนเป็นเพื่อนแซว ซึ่งมันก็ไม่ผิดจากที่ว่านัก พราวตะวันอยู่อย่างประหยัด หอพักที่อยู่ก็อยู่ย่านที่ไม่ปลอดภัยแลกกับราคาที่แสนถูก เสื้อผ้าข้าวของของเธอพราวตะวันก็แทบไม่เคยซื้อให้เปลืองเงิน ต่างกับพนักงานในร้านคนอื่นที่ซื้อข้าวของแสนแพงทั้งกระเป๋าแบรนด์เนม นาฬิกาหรูๆ มือถือรุ่นใหม่ๆ มาอวดเบ่งกัน หมิงลี่เฟยนั้นเคยยุให้พราวตะวันให้ความสุขกับตัวเองบ้าง ไม่ใช่ว่าชวนให้สิ้นเปลืองแต่ว่าไม่อยากให้พราวตะวันเคร่งครัดเกินไป ควรจะหาความสุขใส่ตัวบ้าง แต่พราวตะวันก็ได้แต่ส่ายหน้าไม่เอาทุกที

“ไม่ต้องเลือกอะไรเลย แค่เขามีความสุขฉันก็มีความสุข เธอไม่ต้องห่วงฉันหรอกน่า ปีหน้ามิกิก็เรียนจบแล้ว ไว้หลังจากนั้นฉันจะหาความสุขให้กับตัวเองบ้างอย่างที่เธอเคยคะยั้นคะยอหนักหนานั่นแหล่ะ เริ่มต้นจากซื้อเพชรในร้านนี้ดีไหม” พราวตะวันบอกกระเซ้าเพื่อน เพราะว่าหมิงลี่เฟยนั้นชอบบ่นว่าอยากให้เธอเจียดเงินมาซื้อเพชรซื้อทองในร้านเก็บไว้บ้าง เพราะเป็นพนักงานก็มีส่วนลดซื้อได้ถูกมาก เป็นการเก็งกำไรที่ดี หมิงลี่เฟยเคยบอกเธอตั้งแต่สมัยที่ทองราคาถูกกว่านี้ พราวตะวันก็ยังไม่ซื้อจนเจ้าตัวบ่นว่าถ้าพราวตะวันซื้อตั้งแต่คราวนั้นคงมีเงินเยอะแล้วแน่ๆ

“เอ้อ พูดถึงเรื่องที่บ้าน ฉันก็จะแอบออกไปคุยโทรศัพท์นอกร้านก่อนนะอาหมิง เมื่อกี้เปิดมือถือดูเห็นว่ามิกิโทรหาฉันตั้งหลายสาย ไม่รู้ว่ามีอะไรหรือเปล่า ฝากดูหน้าร้านด้วยก็แล้วกันนะ”

พราวตะวันบอก ก่อนจะเดินออกไป เพราะว่าที่ร้านนั้นมีกฎไม่ให้พนักงานคุยโทรศัพท์ในร้านโดยเฉพาะมือถือ เธอจึงต้องออกนอกร้านไปคุยที่ร้านเบเกอรี่ข้างนอกซึ่งที่ร้านอนุญาตให้พนักงานออกมาทานได้แต่ว่าจำกัดเวลา ที่ร้านอนุญาตให้ออกมาได้เพราะว่าพนักงานนั้นไม่มีเวลาพักต้องเปลี่ยนกะกันออกมาทานข้าวข้างนอกเองเพราะร้านจะได้มีพนักงานเฝ้าตลอดเวลาไม่ใช่ว่าพักออกมาทานข้าวทั้งหมดจนต้องปิดร้านตอนเที่ยง แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่มีพนักงานคนไหนอยากออกมาเพราะว่ากว่าจะออกมาได้ก็ต้องสแกนตัวกันยกใหญ่ แถมยังอาจจะทำให้เสียรายได้จากการการทิ้งงานมาก็ได้ แต่พราวตะวันร้อนใจเรื่องที่น้องโทรมาจึงยอมออกมาคุย

           รถสปอร์ตลัมเบอกินีคันหรูรุ่นลิมิเต็ดอิดิชันที่มีเพียงสามร้อยห้าสิบคันในโลก และคันนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้นกำลังวิ่งอยู่ในถนนสายการค้าของเมืองฮ่องกง ชายหนุ่มเจ้าของรถขับมันมาอย่างเชื่องช้าเพราะเป็นเขตที่ผู้คนเดินพลุกพล่านไปมามากมาย สายตาของเขามองเลยไปที่จุดหมายที่เขาจะไปที่ห่างจากเขาเพียงห้าสิบเมตร ก่อนสายตาจะมองเฉียดไปด้านข้างท้องถนนซึ่งเป็นร้านรวงต่างๆ

           พลันสายตาของเขาก็สะดุดกับบางอย่างที่ตรึงตา

           ไมเคิลหยุดรถโดยที่ไม่รู้ตัว มือของเขาถอดแว่นตาสีชาออกจากใบหน้าตัวเองก่อนจะมองสิ่งที่สะดุดตาเขาให้เต็มตา

           หญิงสาวในชุดพนักงานร้านเดอ ลา ครูเซ่ด์ สีม่วงเข้ม แม้ว่ามองจากด้านหลังแต่เรียวขาสวยนั่นก็สะดุดตาเขาแล้ว ไมเคิลมองเลยมาตั้งแต่รองเท้าส้นเข็มสูงหลายนิ้วสีเดียวกับชุดเธอ เลยมาถึงต้นขาเรียวสวยที่อวดสายตาคนเต็มที่เพราะกระโปรงยูนิฟอร์มทรงสอบนั้นแลดูสั้นมาก เขาไม่รู้มันสั้นเพราะอะไร เรียวขายาวของเธอ หรือว่ารองเท้าส้นสูง หรือว่ากระโปรงที่เธอใส่มันสั้น แต่เขาก็คิดว่าขาเธอสวยมาก เป็นนางแบบได้สบายเลยเชียวหล่ะ

 สายตาคมของเขาละจากขาคู่สวยเลยขึ้นมาบนเอวคอดของเธอ เลยไปถึงเส้นผมสีน้ำตาลดัดเป็นลอนยาวถึงกลางหลังที่เจ้าตัวมัดรวบไว้อย่างเป็นระเบียบแต่ไม่อาจปกปิดความสวยงามของมันได้

           “หันหน้ามาสิคนสวย” ริมฝีปากหยักลึกของเขากระซิบแผ่วเบากับตัวเอง หากแต่เธอนั้นไม่ได้ยิน ขาเรียวสวยนั้นยังก้าวเดินฉับๆ ไป

            ห่างจากจุดที่เขามองไปเรื่อยๆ 

ปริ๊น ปริ๊น

           เสียงแตรรถสองสามคันที่บีบอยู่จากทางด้านหลังทำให้พราวตะวันสะดุ้งขึ้นมาเพราะความตกใจ หญิงสาวหันหลังกลับไปมองบนท้องถนนที่มาของเสียงแล้วก็เห็นว่ารถลัมเบอกินีสีเหลืองสดรูปร่างแสนประหลาดจอดอยู่ มันขวางทางทำให้รถคันอื่นตามหลังมาไม่ได้จึงบีบแตรลั่นนั่นเอง เธอเห็นว่าไม่มีอะไรน่าสนใจจึงเดินมุ่งหน้ากลับร้านเพชรเพราะออกมาโทรหาน้องสาวแต่กลับโทรไม่ติดจึงจะรีบกลับไปทำงานแล้วโทรหาน้องสาวอีกครั้งในตอนเย็น

           ไมเคิลยิ้มที่มุมปากอย่างพอใจเมื่อเขาเห็นเธอหันกลับมา ใบหน้าเธอสวยหวานราวตุ๊กตากระเบื้องเคลือบอย่างที่เขาจินตนาการไว้ไม่มีผิด เขาออกรถช้าๆ ตามหลังเธอไป เมื่อจังหวะที่รถเขาทันตัวเธอที่เดินอยู่บนฟุตบาทใบหน้าหล่อคมที่ทำให้ใครต่างเฝ้าลงไหลก็เสไปมองเธอช้าๆ

           ดวงตาของเขาพราวระยับเมื่อมองเห็นเสี้ยวหน้าของเธอชัดเจน

           เขามองเธอจนรถที่แล่นเอื่อยๆ ของเขาขับผ่านเธอไป แล้วก็เลยมาสนใจท้องถนนเพื่อที่จะขับรถเลี้ยวเข้าไปจอดในร้านเพชรเดอ ลา ครูเซ่ด์ ที่เดียวกันที่เขามั่นใจว่าเธอจะเดินมุ่งหน้ามา

ตอน 2

ไมเคิลขับรถเข้ามาจอดตรงที่จอดรถของผู้บริหาร ร่างสูงใหญ่เกือบร้อยเก้าสิบเซ็นติเมตรยืนพิงรถมองเป้าหมายที่ต้องตาเขาในตอนแรกอย่างรอคอย ดวงตาคมกริบของหนุ่มเลือดผสมหลายเชื้อชาติไม่ว่าจะเป็นไทย ฮ่องกง และฝรั่งเศส กำลังเพ่งมองเป้าหมายที่กำลังเดินเข้ามาใกล้เขาทุกทีราวกับเสือรอตระครุบเหยื่อ ริมฝีปากบางเฉียบของเขาเหยียดยิ้มอย่างพึงพอใจเมื่อเห็นใบหน้าสวยหวานของเธอในระยะไกล

 เขากำลังคิดว่าทำไมเขาถึงไม่เคยเจอเธอเลยเมื่อมาที่นี่ เพราะเธอเพิ่งเข้ามาเป็นพนักงานใหม่ หรือเป็นเพราะว่าเขาไม่ได้มาตรวจงานที่ เดอ ลาครูเซ่ด์สาขาฮ่องกงบ่อยๆ จึงทำให้เขาพลาดโอกาสไป

แต่ การรอคอยของไมเคิลก็ต้องเป็นการรอคอยที่ต้องเก้อไปเพราะพนักงานสาวขาเรียวสวยคนนั้นกลับไม่ได้เดินตรงมา ดูเหมือนว่าจะมีสายเรียกเข้าจากมือถือของเธอ เธอจึงรับหยุดเพื่อรับสาย

ไมเคิลถอนหายใจอย่างหงุดหงิด เขาตั้งใจว่าจะเดินเข้าไปในร้านเพชรพร้อมกับเธอแล้วแท้ๆ แต่หงุดหงิดได้เท่านั้น ร่างสูงก็ยักไหล่ แล้วเดินเข้าไปในตัวร้านเพราะเขามีงานด่วนที่จะต้องเจรจากับผู้จัดการสาขา ฝ่ายนั้นรอเขาอยู่นานแล้ว ความสนใจในนารีผู้นี้ของเขาก็หมดไปโดยปริยายเมื่อนึกถึงเรื่องงาน

เพราะคนอย่างไมเคิลไม่เคยสนใจผู้หญิงคนไหนได้นานนัก คนที่เขามีความสัมพันธ์ด้วยแต่ละคนยืนยาวได้ไม่ถึงเดือนสักราย บางรายเขาไม่รู้จักชื่อจริงของเจ้าหล่อนด้วยซ้ำ ดังนั้นใบหน้าที่สวยหวานตราตรึงของพราวตะวันจึงเลือนหายไปจากความคิดของไมเคิลเมื่อเขาเดินหันหลังเข้าร้านไป

ในขณะที่อีกฝ่ายเดินเข้าร้านไปแล้วนั้นอีกฝ่ายก็ไม่รู้ตัวเลยว่าเกิดอะไรขึ้น พราวตะวันกำลังสนอกสนใจกับการสนทนากับน้องสาวที่เพิ่งจะโทรเข้ามาตอนที่เธอกำลังจะกลับเข้าร้านมากกว่า

“มิกิ พูดสิจ๊ะ ร้องไห้ทำไมเป็นอะไรหรือเปล่า” พราวตะวันเอ่ยเตือน พราวแสงศศิหรือมิกิน้องสาวของเธอเอง ไม่รู้ว่าเจ้าตัวมีเรื่องดีใจหรือเสียใจอะไรถึงได้ร้องไห้ขนาดนี้ พราวตะวันแยกอารมณ์แม่น้องสาวเจ้าน้ำตาของตัวเองไม่ออกเลย

“พี่โยโกะขา” อีกฝ่ายพูดด้วยน้ำเสียงสะอื้น

“ว่าไง คราวนี้เรื่องอะไรอีกหรือว่าน้องแมวที่เลี้ยงไว้ไม่สบายกันจ๊ะ” พราวตะวันพยายามกระเซ้าน้องสาว

“เปล่าค่ะ เจ้าเหมียวหง่าวสบายดี แต่ว่า พี่โยโกะทำใจดีๆ ไว้นะคะ มิกิมีเรื่องจะบอก มิกิพาแม่ไปตรวจที่โรงพยาบาล หมอเจอก้อนเนื้อที่หน้าอกของแม่ค่ะ ตอนนั้นมิกิก็ไม่ได้ตกใจอะไรเพราะคิดว่าคงเป็นแค่ก้อนเนื้อธรรมดาผ่าออกก็ไม่เป็นอะไร แต่วันนี้อาจารย์หมอบอกว่าเนื้อมันเป็นเนื้อร้ายค่ะพี่โยโกะ มิกิจะทำยังไงดี แม่มิซาเอะของเราเป็นมะเร็งเต้านมค่ะพี่ มิกิทำอะไรไม่ถูกแล้ว ตอนนี้แม่ยังไม่รู้ แล้วมิกิจะบอกแม่อย่างไงดีคะ”

ปฏิกิริยาตอบสนองของพราวตะวันคืออาการตัวชาดิกกับเรื่องที่ได้ยิน เธอแทบไม่รู้สึกด้วยซ้ำว่าน้ำตาที่ไหลออกจากดวงตานั้นมันมากมายจนพร่างพรูออกมา แม่ของเธอเป็นมะเร็ง โรคร้ายที่คร่าชีวิตคนอย่างไม่ปราณีอย่างนั้นหรือ มันไม่จริง พราวตะวันไม่อยากจะเชื่อเลย

“มันเป็นเรื่องจริงเหรอมิกิ”

“พี่โยโกะ มิกิทำอะไรไม่ถูกแล้ว” เสียงร้องไห้ของพราวแสงศศิพร้อมกับเสียงของผู้ชายที่ปลอบโยนอยู่ข้างๆ พราวตะวันเข้าใจว่านั่นคงจะเป็นเพื่อนของเธอเอง

“หมอวิชย์อยู่กับมิกิใช่ไหม ให้พี่คุยกับเขาหน่อย” พราวตะวันบอกน้อง ตอนนี้เธอต้องการคุยกับนายแพทย์วชิรวิชย์ เพื่อนรุ่นเดียวกันกับพราวตะวัน เขาเป็นอาจารย์แพทย์ฝึกหัดในมหาวิทยาลัยที่พราวแสงศศิเรียนอยู่ เนื่องด้วยความสนิทสนมกันมาตั้งแต่เด็กทำให้พราวตะวันนั้นฝากน้องและมารดาให้เพื่อนช่วยดูแลก่อนจะมาทำงานที่เมืองนอก และเพื่อนเธอก็ทำหน้าที่ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่องเลย

“ฮัลโหล โยโกะเหรอ เรากำลังจะขอสายมาคุยกับโยโกะพอดี โยโกะใจเย็นไว้ก่อนนะ อย่าเพิ่งตกใจฟูมฟายตามมิกิไป เรื่องมันไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น คุณน้ามิซาเอะเป็นมะเร็งระยะเริ่มแรกเท่านั้นร่างกายท่านก็ยังแข็งแรง การรักษาทุกวันนี้ก็ก้าวหน้าไปไกลมาก มีโอกาสหายขาดได้นะ”

“จริงเหรอวิชย์ แล้วเราต้องทำอย่างไงต่อ” พราวตะวันถาม เธอทำอะไรไม่ถูก ตอนนี้เธอสับสนไปหมด และเริ่มมองเห็นแล้วว่าการอยู่ไกลครอบครัวนั้นมันไม่ดีเลย เธออยากจะไปอยู่ใกล้แม่และน้องในช่วงเวลาอย่างนี้หากแต่เธอก็มีงาน งานนี้ก็ยังเป็นงานหลักที่เลี้ยงครอบครัวเธอ หากเธอจะเลือกตัดงานแล้วกลับบ้าน ก็ย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะนั่นหมายถึงว่าน้องเธอจะไม่ได้เรียนต่อและเงินที่รักษาแม่ก็จะไม่มี

ถึงแม้ว่าจะรู้ว่ามีทางรักษามารดาตัวเองได้ หากแต่เธอก็ไม่ได้สบายใจไปเสียหมด เพราะยังมีอีกหลายอย่างที่เธอยังกังวลอยู่

“เดี๋ยวเราจะให้อาจารย์ส่งตัวแม่ของโยโกะเข้ารักษาตัวทันทีเลย โรคมันจะได้ไม่เปลี่ยนระยะไปก่อน”

“งั้นเดี๋ยวเราจะกลับคืนนี้ เราจะลองลางานดู เผื่อว่าจะได้กลับไปจัดการอะไรอีก ยังไงก็ฝากวิชย์ช่วยแนะนำเราด้วย”

“โยโกะยังไม่ต้องมาวันนี้ก็ได้ อาทิตย์ที่แล้วที่โยโกะมาเห็นบอกว่าวันลางานหมดแล้วไม่ใช่เหรอ แล้วจะเป็นปัญหากับที่ทำงานเปล่าๆ นะ ตอนนี้มิกิก็ดูแม่ได้เราเองก็จะช่วยดูอีกแรง เพราะว่าเราได้หยุดทำวิจัย มีเวลาดูแลคุณน้าเค้าในตอนที่มิกิเรียน แล้วมิกิเลิกก็มาดูคุณน้าต่อ เราว่าโยโกะมาตอนที่เป็นวันหยุดเลยก็ได้ ทำงานไปไม่ต้องห่วงนะ เราจะดูแลทางนี้ให้” วิชิรวิชย์บอก เขาเป็นเพื่อนที่เข้าอกเข้าใจเธอมากที่สุด เธอและเขาไม่มีความลับอะไรต่อกันเขาจึงรู้ว่างานของเธอสำคัญกับครอบครัวแค่ไหน

“แต่วิชย์ เรา”

“เชื่อเราเถอะ อย่าให้เสียวันทำงานไปสิ โบนัสก็จะไม่ได้เงินที่จะใช้รักษาก็ไม่พอหรอก วันเสาร์อาทิตย์ค่อยมา อีกแค่สี่วันเองนี่” หมอหนุ่มบอก

“เอาอย่างนั้นเหรอ งั้นเราฝากทางนั้นด้วยนะ เราจะทำงานก่อนแล้วกลับวันเสาร์ เรารบกวนวิชย์ด้วยนะ”

“อืมๆ โยโกะทำงานต่อเถอะ” วิชิรวิชย์บอก พราวตะวันจึงขอคุยกับน้องปลอบใจน้องก่อน แล้วจึงค่อยวางสายอย่างลำบากใจเพราะต้องรีบเข้างานต่อ เธอเสียดายที่ใช้วันลาพักร้อนของปีนี้กลับบ้านไปเมื่อเดือนก่อนหมดแล้ว เธอจึงลาไม่ได้ทั้งที่อยากจะกลับเมืองไทยให้ได้ดั่งใจเดี๋ยวนี้เลย

พราวตะวันเครียดและสบสนวุ่นวายในใจไปหมด เธอยังไม่หยุดร้องไห้เพราะยังรับไม่ได้กับเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่ คำว่ามะเร็ง มันน่ากลัวเหลือเกิน และยังเรื่องค่ารักษาและทุกอย่างที่จะตามมา เธอกลัวว่าน้องจะลาออกไม่ยอมเรียนเพราะอยากให้แม่ได้มีเงินรักษา จากตอนที่พูดกับน้องเมื่อครู่นี้ มิกิบอกว่าจะทำอย่างนั้นจนเธอกับเพื่อนต้องบอกยุติความคิดไว้แทบไม่ทัน เธอรับปากน้องว่าจะจัดการทุกอย่างให้มันดีขึ้น ไม่ให้น้องเป็นห่วงและตั้งสติดูแลแม่และตั้งใจเรียน ส่วนเธอจะหาเงินไปรักษาแม่ไม่ให้น้องเป็นห่วง

พราวตะวันบอกน้องให้สบายใจไปอย่างนั้น แต่เธอเองกลับเดินเข้ามาที่ร้านด้วยน้ำตานองหน้า เธอไม่ได้มองเลยว่าเพื่อนจะสนใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ เพราะน้ำตาพร่ามัวทำให้มองไม่เห็นอะไร เธอไม่อยากอยู่ที่นี่แล้วแต่ที่นี่ก็ทำเงินให้มาก พราวตะวันไม่รู้จะทำอย่างไรดี

ชั่วครู่หนึ่งเธอก็นึกถึงพี่อดิศักดิ์ผู้จัดการร้านที่เป็นคนไทยเหมือนเธอที่สนิทสนมและเป็นที่พึ่งแก่กันได้ เธอจะลองคุยกับเขาดูเผื่อว่าจะมีทางออกที่ดีขึ้นให้กับเธอ

คิดออกแล้ว พราวตะวันก็เดินมุ่งหน้าไปที่ห้องผู้จัดการทันที

ตอน 3

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

อารามร้อนใจทำให้พราวตะวันไม่ได้ฟังเสียงอนุญาติให้เข้าห้องจากอีกฝ่าย เธอเปิดประตูเข้าไปอย่างกระทันหันและเห็นว่าผู้จัดการนั่งอยู่คนเดียวเธอก็ถลาเข้าไปหารุ่นพี่ทันที

“พี่โก้ ช่วยโยโกะด้วยค่ะ” เธอบอกน้ำเสียงสะอื้น น้ำตาใสๆ ไหลนองเต็มหน้า”แม่โยโกะไสบาย แม่เป็นมะเร็ง โยโกะจะทำไงดี โยโกะอยากไปหาแม่ค่ะ”

“โยโกะ ใจเย็นก่อน เดี๋ยวเอ่อ” อดิศักดิ์แทรกพูดได้แค่นั้นรุ่นน้องของเขาก็ฟูมฟายเล่าต่อ

“โยโกะอยากกลับเมืองไทย ให้โยโกะย้ายกลับเมืองไทยได้ไหมคะ พี่โก้ช่วยเดินเรื่องให้ที ถ้าพี่โก้อยากจะคิดเงิน โยโกะก็ยินดีค่ะ”พราวตะวันรู้เลาๆ ว่าอดิศักดิ์นั้นเป็นคนที่ชอบรับเงินใต้โต๊ะจากพนักงานหากอยากเลื่อนตำแหน่ง เมื่อก่อนเธอก็ไม่ได้สนใจเพราะตำแหน่งเธอเลื่อนจากยอดขายที่เธอทำได้อยู่แล้ว แต่เห็นทีคราวนี้จะต้องใช้วิธีที่ไม่ถูกต้องดูบ้าง ถึงจะเสียเงินแต่ว่ายังมีงานและได้ดูแลแม่เธอก็ยอม ให้ตายเธอก็ยอมแค่ขอให้แม่เธอหายดีเท่านั้น

เสียงกระแอมจากคนที่ยืนพิงเสาอยู่อีกมุมหนึ่งของห้องทำให้พราวตะวันและอดิศักดิ์หันไปมอง ร่างสูงนั้นมองหญิงสาวที่น้ำตานองหน้าอยู่อย่างพิจารณา และพึงใจ

หากแต่ พราวตะวันกลับไม่สนใจเขา เธอคิดว่าคงเป็นลูกค้าที่มาติดต่อกับเจ้านายของเธอ และคงฟังไม่รู้เรื่อง ตอนนี้เธออยากได้คำตอบจากอศักดิ์มากกว่า

“พี่โก้คะ ว่าอย่างไรคะ พี่โก้จะช่วยโยโกะได้ไหม”

“เรื่องช่วยพี่ช่วยได้เอ่อ โยโกะ” ผู้จัดการหนุ่มทำเป็นเหมือนว่าไม่กล้าพูด “แต่ว่าเอ่อ ไม่ต้องให้เงินพี่ก็ได้ พี่ยินดีช่วย”

“อดิศักดิ์ คุณไปเอาเอกสารกับเลขาผมที่สำนักงานใหญ่ เรื่องที่เราคุยกันวันนี้เป็นอันว่าจบผมและจะลืมมันไป ถ้าคุณทำตาที่ผมสั่ง” ไมเคิลบอกเป็นอังกฤษ

อดิศักดิ์อึ้งไปถนัดตาเมื่อได้ยิน

เอกสารที่ไมเคิลให้ไปเอานั้นคือใบลาออก เนื่องจากอดิสักดิ์บริหารงานโดยไม่โปร่งใส ไมเคิลจึงเสนอให้เขาลาออกอย่างเงียบๆ เพื่อแลกกับการที่เดอ ลา ครูเซด์จะไม่เปิดโปงประวัติของเขา นับว่าเป็นความปราณีที่สุดที่ไมเคิลให้ แต่เขาไม่คิดว่ามันจะเป็นตอนนี้ ตอนที่เขากำลังจะช่วยพราวตะวันให้ได้ตามที่ต้องการ เขาเริ่มทำคะแนนกับเธอมาตั้งนาน แต่พอตอนจะได้เป็นฮีโร่ในสายตาของคนที่ตัวเองชอบ เขากลับต้องถูกไล่ออก

“แต่ คุณไมค์ครับ”

“อย่าเรียกชื่อเล่นผม ผมเป็นเพื่อนคุณหรือไง” น้ำเสียงที่พูดนั้นเป็นโทนเสียงธรรมดาของผู้พูด หากแต่คนที่อยู่ในห้องกลับรับรู้ได้ถึงความเยือกเย็นได้ชัดเจน โดยเฉพาะพราวตะวันที่ยืนตัวลีบทำอะไรไม่ถูกอยู่ เธอมองเห็นความมีอำนาจในดวงตาเขาชัดเจน

สายตาเขา น่ากลัวจริงๆ

“เอ่อครับ”

“ผมต้องการให้คุณไปตอนนี้ ว่าอย่างไร คุณจะอยู่หรือไป” เขาเดินมาพูดกับอดิศักดิ์ที่โต๊ะ สายตาคมกริบที่หรี่มองอดิศักดิ์นั้นบอกความนัยน์มากมายกว่าที่เขาพูดนัก

อดิศักดิ์รู้ว่าเขาจต้องทำอย่างไร เขาจึงออกไปอย่างจำใจที่สุดในชีวิต ก่อนออกไป แม้แต่มองหน้าพราวตะวันเขาก็ไม่ได้ทำ เขาไม่อยากอยู่นานถ้าไมเคิลได้ขู่อย่างนั้นแล้ว เพราะเขารู้ดีว่า ไมเคิลไม่ได้ใจดี

พราวตะวันเสียดายที่ไม่ได้คุยกับผู้จัดการต่อ แถมเธอยังทำเสียมารยาทกับลูกค้าอีก เมื่อสติมาแล้วเธอก็แทบอยากเขกหัวตัวเองสักสิบที เพราะความใจร้อนเป็นห่วงมารดาของเธอแท้ๆ เชียว

หญิงสาวนึกได้อย่างนั้นก็ก้มหน้าก้มตาหลบตาคมที่ตอนนี้หันมามองเธอเหมือนจะเล่นงานอะไรสักอย่าง เธอค่อยๆ เดินตัวลีบตามผู้จัดการออกไป

“จะไปไหน” เสียงห้าวทุ้มนั้นเอ่ยขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นภาษาไทย ภาษาที่พราวตะวันไม่คิดว่าเขาฟังรู้เรื่อง เธออึ้งสักพักเพราะรู้ว่าเขาคงเข้าใจเรื่องที่เธอพูดมาทั้งหมด น่าอายเหลือเกิน

“ผมถามว่าจะไปไหนหรือ” เขาถามย้ำอีกครั้ง

 พราวตะวันหยุดก่อนจะหันมามองเขาเกรงๆ

“จะออกไปทำงานต่อค่ะ”

“ไม่อยากคุยเรื่องที่คุยค้างไว้หรือไง”

“ไม่แล้วค่ะ เดี๋ยวค่อยมาคุยกับผู้จัดการทีหลังก็ได้ค่ะ”

“งั้นมีอะไรเธอก็พูดกับฉันได้เลย เพราะฉันนี่แหล่ะคือผู้จัดการคนใหม่และเป็นเจ้าของที่นี่ด้วย” พราวตะวันหันมามองหน้าเขาเต็มตา แล้วเธอก็ต้องอ้าปากค้างเมื่อเห็นหน้าเขาชัดๆ เพราะตอนนี้ไม่มีน้ำตาบดบังดวงตาเธออีกแล้ว

ใบหน้าทรงเสน่ห์แย้มยิ้มออกมาช้าๆ หากแต่ดวงตาเขาไม่ได้ยิ้มด้วย มันมีแววแปลกๆ อะไรเธอก็อ่านไม่ออก แต่เธอแค่รู้สึกว่ามันทำให้เธออึดอัดและหายใจไม่ออกเลย ทั้งที่เขาไม่ได้ทำอะไรเธอ เขาแค่ยิ้มให้เท่านั้น

           เขาทำให้พราวตะวันรู้สึกว่ากำลังต้องมนตร์

“ว่ายังไง เล่าเรื่องของเธอมาสิ”

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED