ตอน 2

ในยามเช้าของบ้านสกุลจางยังคงวุ่นวายไปด้วยผู้คนเหมือนเคย ตั้งแต่มีการประกาศจัดตั้งกลุ่มการค้าเมื่อหลายวันก่อน ชาวบ้านหลัวถงก็แวะเวียนมาที่กระท่อมปลายนาไม่ขาดสาย ทว่าวันนี้ดูจะคับคั่งเป็นพิเศษเนื่องจากเป็นวันที่ชาวบ้านจะขึ้นเขาเพื่อไปเรียนรู้ต้นหญ้าหวาน วิธีการเก็บ รวมถึงวิธีการทำน้ำตาลผักด้วย

แต่เนื่องจากเมื่อวานสองพ่อลูกสกุลจางหมดเวลาไปกับการแก้ไขปัญหาให้เหลาอาหารซิ่งฝูและการติดต่อนายช่างเรื่องการสร้างบ้านเป็นเวลานาน จางอี้หมิงจึงไม่มีเวลาเหลือพอไปหาซื้อวัตถุดิบมาใช้ทำหัวเชื้อน้ำตาลผัก ดังนั้นการสอนการทำน้ำตาลผักจึงขอเลื่อนออกไปก่อน

จางอี้เทานับจำนวนชาวบ้านที่มาเข้าร่วมอย่างละเอียด แต่ละครอบครัวต่างก็ส่งตัวแทนมาบ้านละหนึ่งหรือสองคน เหลือเพียงบ้านของหลวนซานที่ไม่มีใครมา ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด เมื่อทุกคนมาพร้อมหน้าครบตามจำนวนแล้ว เขาและอี้หมิงจึงพาชาวบ้านเดินขึ้นไปบนเขาที่มีต้นหญ้าหวานอยู่

เมื่อมาถึงบริเวณที่มีต้นหญ้าหวาน ด้านหน้าเป็นทางชันต้องเดินลงไปตามไหล่เขาซึ่งจุดนี้เองที่อี้หมิงก็เคยพลาดตกลงไป

“เอาล่ะทุกคน ข้างล่างนั่นมีต้นหญ้าหวานอยู่ แต่จากตรงนี้เพื่อลงไปเก็บต้นหญ้าหวานเป็นทางลาดชัน ขอให้ทุกคนระวังกันหน่อย ค่อย ๆ เดินตามข้าลงมานะ” จางอี้เทาเดินนำชาวบ้านลงไปยังทุ่งต้นหญ้าหวาน มันค่อนข้างใช้เวลาพอสมควรเนื่องจากจำนวนชาวบ้านมีสิบคน

“อาเทา ข้ามีความคิดหนึ่งมานำเสนอ ไม่รู้ว่าเจ้าจะเห็นด้วยหรือไม่” เมื่อมาถึงพื้นที่ราบแล้ว ชายคนหนึ่งที่มีอายุใกล้เคียงกับจางอี้เทาจึงเอ่ยขึ้น

“พี่ชายท่านนี้มีความคิดอันใดหรือ”

“ทางที่ลงมานี้ ตั้งแต่ตรงนั้นจนถึงที่พวกเรายืนอยู่ตรงนี้มันค่อนข้างลาดชัน ถ้าหากว่าฝนตกคงหกล้มได้ง่าย ข้าคิดว่าเหตุใดเราไม่ช่วยกันขุดดินทำเป็นขั้นบันไดดินเป็นทางขึ้นลงตรงนี้เล่า อาจจะหาแผ่นไม้ หรือก้อนหินมาวางไว้ตรงส่วนที่เราเหยียบเพื่อป้องกันการลื่น หากทำเช่นนี้แล้วการขึ้นลงเก็บต้นหญ้าหวานก็จะง่ายขึ้นและไม่เป็นอันตราย ทุกคนเห็นเป็นเช่นไร”

หลังจากที่ชายคนนั้นพูดจบ จางอี้เทา จางอี้หมิงและชาวบ้านจึงนึกคิดตามคำพูดอยู่ชั่วครู่ถึงกับเอ่ยชมความคิดของชายคนนั้นออกมา

“อาห้าว เป็นความคิดที่ดีเจ้าช่างฉลาดยิ่งนัก ข้าเห็นด้วยกับอาห้าวนะ พวกเจ้าเห็นเป็นเช่นไร” ชาวบ้านคนหนึ่งเอ่ยสมทบ

“ข้าว่าดียิ่ง”

“ข้าเห็นด้วย”

“เอาล่ะ ๆ เช่นนั้นพวกเรามาช่วยกันทำบันไดดินสำหรับขึ้นลงตรงนี้ก่อน แบ่งคนแยกกันทำนะ ใครจะตัดหญ้า ใครจะขุดดิน ใครจะไปหาก้อนหินหรือแผ่นไม้ ก็แยกย้ายกันไป เสร็จแล้วข้าจะได้สอนการเก็บต้นหญ้าหวาน” จางอี้เทากล่าวจนจบ เขาจัดสรรหน้าที่ให้ทุกคน

สมแล้วที่เป็นอาจารย์ มีเพียงจางอี้หมิงที่เด็กสุด จึงเดินไปนั่งดูพวกผู้ใหญ่ทำงานและคอยเก็บเกี่ยวความรู้เพียงเท่านั้นเอง

ใครว่าชาวบ้านไม่รู้เรื่อง อย่างน้อยความคิดเรื่องบันไดดินนี้เขาก็คิดไม่ถึงมาก่อน เขากับท่านพ่อขึ้นมาเก็บต้นหญ้าหวานก็หลายครั้ง เจอกับปัญหาทางลาดชันทุกครั้งด้วยซ้ำไป

เพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม บันไดดินสำหรับขึ้นลงเก็บต้นหญ้าหวานก็เสร็จเรียบร้อย ชาวบ้านหาก้อนหินมาวางไม่ได้จึงเลือกใช้ต้นไม้ขนาดเล็กตัดเป็นท่อน ๆ มาวางเรียงกันเป็นแพแทนแผ่นไม้

“โอ้ พวกท่านเก่งมากที่ใช้เวลาเพียงไม่นานก็ทำบันไดดินเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ว่าความชันมันยังสูงอยู่มาก ข้าว่าท่านลุงสร้างราวบันไดไว้ข้างหนึ่งดีหรือไม่ เช่นนี้เวลาเราพักเหนื่อยเมื่อเดินขึ้นมาได้สักครึ่งทาง เราจะได้มีราวช่วยพยุงได้ดีขึ้น”

จางอี้หมิงลองเดินขึ้นบันไดดินเพียงแค่ครึ่งทางก็เหนื่อยแล้ว แล้วท่านลุงที่ต้องแบกตะกร้าที่มีต้นหญ้าหวานอยู่เต็มหลังคงหนักและเหนื่อยไม่น้อย เขาจึงเสนอให้ทำราวบันไดขึ้นมา

“อันใดคือราวบันไดหรือหมิงหมิงน้อย” ชายที่ชื่ออาห้าวถามอย่างสงสัย เขาไม่เคยได้ยินคำว่าราวบันไดมาก่อน

“ราวบันไดคืออะไรน่ะหรือขอรับ เช่นนั้นเราหาไม้มาทำเป็นเสาให้มีระยะห่างกันแล้วนำไม้ไผ่อีกอันมามัดต่อกันให้เป็นแนวยาวตั้งแต่ล่างไปถึงบนสุดก็จะได้ราวบันไดอย่างง่ายขอรับ มีประโยชน์ใช้วางมือพักเหนื่อยระวังทางที่เดินขึ้นมา” จางอี้หมิงเดินลงมาที่ชาวบ้านทุกคนยืนอยู่ และอธิบายด้วยการวาดไม้วาดมือไปตรงบันไดดิน ซึ่งเพียงไม่นานชาวบ้านก็เข้าใจและเห็นด้วย

พวกเขาจึงหันไปตัดไม้ไผ่มาทำเป็นราว ตัดต้นไม้มาทำเป็นเสา อีกกลุ่มไปหาเครือเถาวัลย์มาทำเป็นเชือก เพียงไม่นานบันไดดินที่มีราวข้างหนึ่งก็เสร็จสมบูรณ์ ชาวบ้านต่างยิ้มให้กันเมื่อเห็นผลงานของตนเอง

“พี่ชาย ท่านลุง ท่านอา ท่านทั้งหลายรู้หรือไม่ขอรับว่าเหตุใดงานในวันนี้จึงเสร็จเรียบร้อยได้อย่างรวดเร็ว เป็นเพราะพวกเราทุกคนทำงานร่วมกันด้วยความสามัคคี เมื่อเกิดปัญหาเราหาหนทางช่วยเหลือกันและกัน ความใจดีมีน้ำใจแบบนี้หาได้ยากยิ่งในเมืองหลวงนะขอรับ ข้าดีใจยิ่งนักที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของหมู่บ้านหลัวถงนี้” จางอี้เทาเอ่ยชมทุกคน

“อาเทา พวกเราเป็นเพียงชาวบ้านเท่านั้น หากไม่ช่วยเหลือกันและกันแล้วจะหาผู้ใดมาช่วยเหลือพวกเรากันเล่า ชาวบ้านก็มีกันเพียงเท่านี้ พวกเราต้องขอบคุณสกุลจางต่างหากที่คิดถึงบุตรหลาน คิดถึงพวกเราชาวบ้าน พวกเจ้ามีอันใดก็เอื้อเฟื่อเผื่อแผ่มาให้พวกเรา คนดี ๆ เช่นนี้พวกเราไม่รักษาไว้ก็โง่เขลาเต็มทีแล้ว” ชายสูงอายุคนหนึ่งกล่าว

“ข้าขอเป็นตัวแทนสกุลจางขอบคุณพวกท่านที่ไม่รังเกียจครอบครัวข้าที่เพิ่งมาอาศัยอยู่ใหม่ เช่นนั้นพวกเราก็ไปดูต้นหญ้าหวานกันเถอะขอรับ” จางอี้เทายกมือคารวะขอบคุณทุกคนแล้วจึงเดินนำชาวบ้านไปยังดงต้นหญ้าหวาน

“ทั้งหมดตรงหน้าของพวกท่านคือต้นหญ้าหวานที่เราจะเอาไปทำเป็นน้ำตาลผักส่งไปขายให้กับหนิงอ๋อง” จางอี้เทาบอกแก่ชาวบ้านทั้งหลายพลางผายมือให้เห็นต้นหญ้าที่เป็นพุ่มสูงต่ำไปไกลสุดลูกหูลูกตา ชายหนุ่มเดินไปใกล้ต้นหญ้าหวานพลางอธิบายว่าส่วนไหนที่ต้องเก็บ ส่วนไหนใช้ไม่ได้และต้องระวังอันใดบ้าง

“พวกท่านต้องระวังไม่เก็บต้นที่มีดอกนะขอรับเพราะเป็นส่วนที่ใช้ไม่ได้ จะต้องเก็บให้เป็นไปในแนวเดียวกันจากตรงนี้เป็นต้นไป ห้ามเก็บแบบกระจัดกระจายเพราะว่าเราจะควบคุมการงอกขึ้นมาใหม่ไม่ได้ เมื่อเราเก็บไปจนสุดทางแล้ว ต้องวนกลับมาจุดที่เราเก็บไปครั้งแรก ซึ่งจะพอดีกับเวลาที่พร้อมให้เราเก็บรอบใหม่ หมุนวนไปเช่นนี้” จางอี้เทาอธิบายพลางลงไปชี้ส่วนต่าง ๆ ทั้งยังตอบคำถามของชาวบ้านอย่างช้าๆ

จางอี้เทากังวลว่าหากชาวบ้านพากันเก็บโดยไม่เป็นแนวแล้วจะทำให้การเก็บเกี่ยวในครั้งต่อไปนั้นยากขึ้น จึงวางแผนให้ชาวบ้านเก็บอย่างมีแบบแผนและจะดูเรียบร้อยกว่า ซึ่งเด็กน้อยจางอี้หมิงก็ได้แต่นึกชมบิดาในใจ

ท่านพ่อของเขาเป็นคนที่มีแบบแผนอย่างดีเลยทีเดียว

บัณฑิตหนุ่มแจ้งให้ชาวบ้านทราบว่าทางบ้านสกุลจางจะรอให้ทุกคนเก็บเกี่ยวพืชผลในไร่และคนที่มีสัญญาจ้างในเมืองเสร็จสิ้นสัญญาก่อน อีกหกวันข้างหน้าสกุลจางจึงจะพร้อมให้ชาวบ้านนำต้นหญ้าหวานมาส่งให้ ภายหลังอีกสองวันจากนั้นจึงค่อยมารับหัวเชื้อน้ำตาลผัก เมื่อได้รับแล้ว ให้ทุกคนไปรวมตัวกันที่บ้านหัวหน้าหมู่บ้านเพื่อเรียนรู้วิธีการต้มน้ำตาลผักจากหัวเชื้อ อีกเหตุผลที่ยังไม่สามารถทำได้ทันทีเนื่องจากเถ้าแก่หวังยังไม่ได้ส่งไหเปล่ามาให้ ดังนั้นในตอนนี้จึงยังไม่มีภาชนะพร้อมแจกจ่ายให้ทุกคน

เมื่อเข้าใจตรงกันแล้ว ชาวบ้านและสองพ่อลูกจึงแยกย้ายกันกลับบ้านของตนเอง จางอี้เทาจูงมือน้อย ๆ ของอี้หมิงไปตลอดทาง พวกเขาพูดคุยกัน กระทั่งมาถึงบ้านหลังเล็กที่มีนางหูและหลี่อ้ายรออยู่

จางอี้เทากับจางอี้หมิงเดินมาถึงบ้านพอดีกับเวลาอาหารกลางวัน กลิ่นหอมลอยฟุ้งมากระทบจมูก วันนี้หลี่อ้ายทำอาหารจานเนื้อ อี้หมิงที่เหน็ดเหนื่อยจากการเดินขึ้นภูเขาถึงกับตาลุกวาว เขาลุกขึ้นเดินเร็ว ๆ ไปล้างมือและมานั่งรออาหารจากมารดาอย่างใจจดใจจ่อ

ทำอย่างไรได้ เด็กก็แบบนี้แหละ ต้องกินให้มากหน่อยจะได้โตไวๆ

อาจจะเพราะได้กินอาหารที่ดีกว่าแต่ก่อนและครบสามมื้อ อีกทั้งไม่ต้องกังวลถึงความเจ็บป่วย ทำให้ตอนนี้ร่างกายของเด็กน้อยเริ่มมีเนื้อหนังเพิ่มขึ้นมากแล้ว ไม่เหมือนเมื่อครั้งยังป่วยอยู่ที่มีแต่หนังหุ้มกระดูก

“เป็นเช่นไรบ้างอาเทา ชาวบ้านคุยด้วยง่ายหรือไม่” นางหูเอ่ยถามบุตรชายหลังจากที่กินมื้อกลางวันกันเสร็จแล้ว

“นั่นสิเจ้าคะท่านพี่ ข้าก็อยากรู้เช่นกัน” หลี่อ้ายเอ่ยถามย้ำอีกคน

“ชาวบ้านพูดคุยได้ด้วยดีท่านแม่ น้องหญิง ในวันนี้พวกเรายังช่วยกันทำบันไดดินเพื่อลงไปเก็บต้นหญ้าหวานด้วย น้องหญิงจำทางลาดชันที่พวกเราต้องพยายามทรงตัวให้ดีในตอนที่ต้องลงไปเก็บต้นหญ้าหวานได้หรือไม่ ต่อไปพวกเราไม่ต้องระวังตนเองเหมือนเช่นที่ผ่านมาแล้ว ชาวบ้านช่วยกันทำบันไดดิน มีราวจับทำให้เดินขึ้นลงได้สะดวกสบายยิ่ง”

“ข้าให้ชาวบ้านเริ่มเอาต้นหญ้าหวานมาส่งหลังจากที่นายช่างเหอได้เริ่มสร้างบ้านไปแล้วหนึ่งวัน ซึ่งก็คือในอีกหกวันข้างหน้านี้ เพราะในวันแรกพวกเราควรได้อยู่ดูแลการสร้างบ้านก่อน อีกอย่างหมิงเอ๋อร์ยังต้องไปหาซื้อวัตถุดิบสำคัญในการมาทำหัวเชื้อน้ำตาลผักด้วย” จางอี้เทาเล่ารายละเอียดทั้งหมดให้มารดากับภรรยาได้รับฟัง

“ข้าดีใจยิ่งนักเจ้าค่ะท่านพี่ ในที่สุดพวกเราจะมีบ้านที่แข็งแรงเสียที เงินเรามีพอจ่ายค่าสร้างบ้านหรือไม่เจ้าคะ” หลี่อ้ายถาม นางเป็นกังวลในส่วนนี้พอสมควร

“ครอบครัวเรามีเงินพอจ่ายค่าสร้างบ้านจากการขายผ้าปักกับถุงหอมของน้องหญิง ถึงแม้จะไม่พอ แต่รายได้จากการขายน้ำตาลผักให้กับหนิงอ๋องคงพอ น้องหญิงไม่ต้องเป็นห่วง หากมีสิ่งใดที่ตัดสินใจไม่ได้ ท่านพ่อบุญธรรมคงช่วยได้” จางอี้เทาเอ่ยปลอบใจภรรยาเสียงนุ่ม

“เถ้าแก่หลินช่างเป็นคนดีจริง ๆ ต่อไปพวกเจ้าต้องเคารพและกตัญญูต่อท่านให้มาก รู้หรือไม่” นางหูเอ่ยเตือนบุตรชายและหลานตัวน้อย

สำหรับหูไป๋หง แล้วความกตัญญูเป็นสิ่งสำคัญ และนางอยากส่งต่อมันให้จางอี้หมิง สำหรับนางที่เป็นย่าแล้วนั้น การได้เห็นหลานชายเติบโตอย่างดีเป็นสิ่งที่ปรารถนามาตลอด

“ข้าทราบแล้วขอรับท่านแม่ จริงสิน้องหญิง พรุ่งนี้พี่กับ หมิงเอ๋อร์ตกลงกันว่าจะเข้าไปในเมืองไห่ถังเพื่อหาวัตถุดิบทำหัวเชื้อ ครอบครัวจางไม่มีอันใดทำเป็นพิเศษ เช่นนั้นท่านแม่กับน้องหญิงอยากเข้าไปในเมืองเดินดูตลาดและซื้อของบ้างหรือไม่ น้องหญิงจะได้ไปคุยกับร้านขายผ้า เถ้าแก่เนี้ยบอกว่าหากมีผ้าปักอีกก็ให้นำไปขายที่ร้านได้เลย น้องหญิงอาจจะมีหนทางหารายได้อีกทางก็เป็นได้”

จางอี้เทาเห็นว่าช่วงระหว่างนี้ไม่มีสิ่งใดให้ทำมากนัก เห็นสมควรที่จะพามารดาและภรรยาไปเดินเที่ยวตลาดในเมืองบ้าง ตั้งแต่ย้ายมาที่หลัวถง ครอบครัวจางยังไม่เคยได้ไปเที่ยวเดินตลาดเลย ตัวเขาเองกับบุตรชายถึงแม้จะเข้าไปในเมืองหลายครั้ง แต่ก็เป็นการตรงไปซื้อของทันที

“พวกเจ้าสามคนพ่อแม่ลูกไปกันเถอะ ข้ายังต้องคอยพลิกกลับต้นหญ้าสายรุ้งอีก อีกอย่างข้าแก่แล้ว อยากอยู่พักผ่อนที่บ้านมากกว่า” นางหูเอ่ยปฏิเสธ

“น้องหญิง อยากไปหรือไม่เล่า” จางอี้เทาคว้าเอวภรรยามาโอบกอดไว้หลวม ๆ จ้องมองใบหน้าฮูหยินตนเองด้วยสายตารักใคร่ลึกซึ้ง

“ข้าอยากไปด้วยเจ้าค่ะ อย่างที่ท่านพี่ว่า บางทีข้าอาจจะมีวิธีสร้างรายได้อีกทางในงานที่ข้ารักและถนัดเจ้าค่ะ ข้าตื่นเต้นยิ่งนัก” หลี่อ้ายเอ่ยตอบแล้วได้แต่เขินอาย นางหลบสายตาสามีพลางก้มหน้ามองต่ำ ในใจนึกชมสามีของตนเอง เขาช่างดีต่อนางยิ่งนัก

จางอี้เทาดีเช่นนี้จะให้นางไม่รักมากได้เช่นไร ต่อให้ต้องลำบากมากกว่านี้ หากสามียังเอ็นดูและรักใคร่ หลี่อ้ายก็พร้อมที่จะร่วมฝันฝ่าอุปสรรคไปด้วยกัน

“ท่านพ่อท่านแม่หวานกันอีกแล้ว ข้าไม่อยู่ขัดขวางความสุขของพวกท่านแล้ว ท่านย่า ไปนอกบ้านกันเถอะขอรับ”

จางอี้หมิงเหม็นกลิ่นคนมีความรักจึงชวนนางหูออกไปนอกบ้าน หญิงชราได้ยินดังนั้นจึงลุกขึ้นและเดินออกจากบ้านไปพร้อมกับหลานชายตามคำชวน

“ย๊าห์”

ออกมาด้านนอกยังไม่ทันได้ก้าวเดินไปไหน เสียงใครสักคนสั่งให้รถม้าหยุดก็ส่งผลให้สองย่าหลานมองผู้ที่เดินทางมาด้วยความสงสัย

“หมิงเอ๋อร์ นั่นมิใช่รถม้าของเถ้าแก่หวังหรือไม่” นางหูใช้มือบังแสงแดดอ่อน ๆ ก่อนที่จะเพ่งมองไปยังเบื้องหน้า

“ใช่แล้วขอรับ เป็นรถม้าของเถ้าแก่หวังแน่นอน แต่เหตุใดถึงมาเวลานี้อีกแล้ว เถ้าแก่หวังมาหาเวลานี้เมื่อไหร่ มีแต่เรื่องทั้งนั้น” เด็กน้อยตอบท่านย่าและเปรยออกมาด้วยความสงสัย

“คารวะฮูหยินจาง หมิงหมิงน้อยสบายดีหรือไม่” เป็นคนขับรถม้าของเถ้าแก่หวังกระโดดลงมาจากรถม้า อาคุนเอ่ยทักทายสองย่าหลานที่ยืนอยู่ตรงหน้า

“อย่าได้มากพิธี หมิงเอ๋อร์ ย่าไปพลิกกลับหญ้าสายรุ้งก่อนนะ” นางหูตอบรับและแยกตัวออกไป

“ขอรับท่านย่า” อี้หมิงตอบท่านย่าและหันไปกล่าวกับอาคุน “ข้าสบายดีขอรับ เหตุใดพี่อาคุนถึงมาในเวลานี้เล่าขอรับ”

“เถ้าแก่หวังให้ข้ามาแจ้งพวกเจ้าให้เข้าไปในเมืองพรุ่งนี้ ข้าจะมารับพวกเจ้าเอง หนิงอ๋องต้องการพบคนที่คิดค้นน้ำตาลผักกับเกลือผักในยามอู่ (11.00 – 12.59)” อาคุนกล่าวธุระ

“หนิงอ๋องต้องการพบพวกข้าหรือขอรับ...”

“โอ้ ข้าเกือบลืมไปว่าเถ้าแก่บอกให้บ้านสกุลจางเตรียมทำอาหารหนึ่งรายการเพื่อมอบให้กับหนิงอ๋องด้วย” อาคุนยกยิ้มก่อนจะขอตัวลากลับอย่างเร็วเมื่อเอ่ยธุระเสร็จ

จางอี้หมิงถึงกับอ้าปากค้าง เขาพอจับใจความได้อยู่หรอกแต่พี่อาคุนจะไม่มาไวไปไวไปหน่อยหรือ

“ช้าก่อนพี่อาคุน” เด็กน้อยรีบร้องเรียก

“มีอันใดหรือหมิงหมิงน้อย”

“ไม่ทราบว่าพี่อาคุนจะมารับพวกข้ายามไหนขอรับ”

“คงจะเป็นยามซื่อ (09.00 – 10.59) เจ้าถามทำไมหรือ”

“ข้าขอรบกวนพี่อาคุนมารับในยามเฉิน (07.00 – 08.59) ได้หรือไม่ขอรับ ข้ากับท่านพ่อต้องการซื้อวัตถุดิบบางอย่างที่ร้านเถ้าแก่หวัง รวมถึงจะได้มีเวลาเตรียมวัตถุดิบในการทำอาหารสำหรับหนิงอ๋องด้วย” จางอี้หมิงอธิบายถึงเหตุผลที่คนขับรถม้าสมควรมารับครอบครัวจางเวลาเช้ากว่าเดิม

“ได้ ข้าจะมารับเจ้าตามเวลาที่เจ้าแจ้งไว้ เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน” อาคุนเมื่อได้แจ้งข่าวสารเรียบร้อยแล้วจึงจากไป ทิ้งให้จางอี้หมิงส่ายหน้าช้า ๆ อย่างนึกขบขัน

ท่านพี่อาคุนมาไวไปไวยิ่งกว่าประกันภัยที่โลกเก่าเสียอีก

เมื่อมองรถม้าที่วิ่งหายไปจนลับสายตาแล้ว เด็กน้อยจึงเดินไปช่วยนางหูทำงาน เมื่อเสร็จแล้วสองย่าหลานก็ชวนกันไปริมลำธารเพื่อเก็บผักบุ้งสำหรับมาทำอาหารมื้อเย็นวันนี้ ก่อนจากไปจางอี้หมิงไม่วายตะโกนบอกบิดามารดาจากนอกบ้าน

“ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้ากับท่านย่าจะไปริมลำธารนะขอรับ”

เขาไม่รอให้บุพการีตอบกลับมา สองเท้ารีบเดินไปสมทบกับท่านย่าของตนเอง แล้วเดินมุ่งหน้าตรงไปยังลำธารทันที

ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้ากับท่านย่าเปิดโอกาสให้ขนาดนี้

จะปล่อยเวลาให้เสียเปล่าก็ตามใจท่านละนะ

ตอน 3

รถม้าของเถ้าแก่หวังวิ่งเข้ามาจอดที่หน้าบ้านสกุลจางในเวลาเช้าตรู่ไม่ขาดไม่เกินจากเวลาที่นัดหมาย วันนี้สามคนพ่อแม่ลูกสกุลจางจะเข้าเมืองไห่ถังไปด้วยกัน จางอี้หมิงเล่าเหตุการณ์เมื่อวานตอนบ่ายให้บิดาฟังเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจางอี้เทาก็เข้าใจดี

อี้หมิงยังได้เตรียมทั้งน้ำตาลผัก เกลือผัก และน้ำมันให้ท่านพ่อใส่ในตะกร้าไม้ไผ่แบกขึ้นหลังมาด้วย เด็กชายให้พี่อาคุนแวะที่เหลาซิ่งฝูเพื่อไปขอยืมตัวท่านลุงอู๋เจ๋อไปช่วยทำอาหารให้หนิงอ๋อง โดยเด็กน้อยให้เหตุผลกับท่านปู่ว่า การที่ท่านลุงอู๋ได้ทำอาหารถวายให้กับหนิงอ๋องจะทำให้ชื่อเสียงของเหลาซิ่งฝูโด่งดังยิ่งขึ้น หากว่าเป็นที่พอพระทัยของหนิงอ๋องแล้วนั้น โอกาสที่หนิงอ๋องจะสนับสนุนเหลาซิ่งฝูจึงมีมากตามไปด้วย อีกอย่าง ให้หัวหน้าพ่อครัวได้เรียนรู้ไว้ จะได้นำมาทำเป็นรายการอาหารชนิดใหม่ในเดือนถัดไป

ส่วนเหตุผลสำคัญที่จางอี้หมิงไม่ได้บอกออกไปคือ เขารู้สึกคุ้นเคยกับท่านลุงอู๋มากกว่าคนครัวของหนิงอ๋อง ถ้าเกิดว่าเขาพูดไม่เข้าหู หัวของเขาอาจจะไม่ได้ตั้งอยู่บนบ่าอีกต่อไปก็เป็นได้ พ่อครัวที่ไหนก็หยิ่งยโสทั้งนั้น โดยเฉพาะเหล่าพ่อครัวหลวงที่ทำงานใกล้ชิดราชวงศ์ ดังนั้นการทำงานร่วมกับท่านลุงอู๋เจ๋อจึงเป็นทางออกและคำตอบที่ดีที่สุด

“ท่านลุงตื่นเต้นหรือไม่ขอรับ วันนี้ท่านลุงจะได้ทำอาหารชนิดใหม่อีกแล้วนะขอรับ” จางอี้หมิงเอ่ยเย้าหัวหน้าพ่อครัวอย่างอารมณ์ดี เขารู้ว่าท่านลุงอู๋หลงใหลการทำอาหารเป็นที่สุด

“ลุงตื่นเต้นนิดหน่อย เกรงว่าจะทำอันใดให้เป็นที่ระคายพระทัยหนิงอ๋องน่ะสิ” อู๋เจ๋อกล่าวด้วยความวิตกกังวล แม้ปากจะบอกว่าเล็กน้อยแต่ก็มีเหงื่อผุดพรายบนใบหน้า

“ท่านลุงอู๋อย่าได้เป็นกังวลเลยขอรับ ท่านลุงเพียงแต่ทำอาหารในห้องครัว คงมิได้ออกมาพบกับหนิงอ๋อง แต่ข้านี่สิคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่นนั้นท่านลุงอู๋ต้องทำอาหารให้สุดฝีมือนะขอรับ บางทีท่านลุงอาจจะได้รางวัลหากเป็นที่ถูกพระทัยท่านอ๋องก็เป็นได้” เด็กน้อยเอ่ยปลอบใจและให้กำลังใจไปในคราวเดียวกัน

“ท่านลุงให้คนเตรียมวัตถุดิบตามรายการนี้ด้วยนะขอรับ ได้แก่...” จางอี้หมิงบอกให้หัวหน้าพ่อครัวจัดเตรียมวัตถุดิบจากเหลาซิ่งฝูไปตามที่เขาจะต้องใช้ ที่สำคัญคือไม่ลืมให้ท่านลุงเตรียมอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการทำอาหารในครั้งนี้ด้วย

“หมิงหมิงน้อย เหตุใดต้องเอามีด หม้อ กระทะขนาดต่าง ๆ เหล่านี้ไปด้วย ที่จวนท่านอ๋องไม่มีอุปกรณ์เหล่านี้เช่นนั้นหรือ” อู๋เจ๋อเอ่ยถามด้วยความสงสัย

“ท่านลุง รู้จักการป้องกันไว้ดีกว่าแก้หรือไม่ขอรับ ข้าไม่รู้ว่าที่จวนหนิงอ๋องจะมีสิ่งเหล่านี้หรือไม่ พวกเราไม่ได้แบกหามไปเสียหน่อย หากไม่ได้ใช้ก็เพียงนำกลับมาเท่านั้น แต่หากว่าพวกเราไม่เตรียมไป แต่จำเป็นต้องใช้ ต้องเสียเวลากลับมาเอาที่เหลาอีก เวลาก็เหลือไม่มากในการทำอาหาร หากทำให้ท่านอ๋องเสวยพระกระยาหารช้าแล้วพระองค์ไม่พอพระทัย เหลาซิ่งฝูคงรับไม่ไหว เช่นนั้นสู้เตรียมไว้ตั้งแต่แรกดีที่สุดขอรับ”

จางอี้หมิงต้องป้องกันไว้ก่อนเพราะเขาไม่รู้จักนิสัยใจคอของท่านอ๋องผู้นี้ อะไรก็ตามให้ผิดพลาดน้อยที่สุดจะดีกว่า

“ท่านลุงให้พี่ชายหมินไปเป็นผู้ช่วยท่านลุงด้วยนะขอรับ” จางอี้ หมิงเอ่ยสำทับอีกครั้ง

เมื่อทุกอย่างลงตัว จางอี้หมิงจึงนั่งรถม้าต่อไปที่ร้านเถ้าแก่หวังเพื่อไปหาวัตถุดิบในการจัดทำหัวเชื้อน้ำตาล และจะกลับมารับอู๋เจ๋อและอู๋หมินในยามซื่อ (09.00 – 10.59) เพื่อเดินทางต่อไปยังจวนที่พักของหนิงอ๋อง

“หมิงเอ๋อร์ พ่อจะพาท่านแม่ของเจ้าไปพบเถ้าแก่เนี้ยร้านขายผ้า เจ้าอยู่พูดคุยกับเถ้าแก่หวังที่นี่เถิด พ่อกับแม่จะกลับมาให้ทันเวลาที่เจ้าจะไปรับท่านอู๋ที่เหลาซิ่งฝู เจ้าอยู่คนเดียวได้หรือไม่” จางอี้เทาแจ้งกำหนดการของตนเองและหลี่อ้าย พลางเอ่ยถามบุตรชายไปด้วย

เขาคิดดูแล้วว่าหากไปด้วยกันคงไม่ทันการณ์ หลี่อ้ายเองก็เพิ่งเข้ามาในเมืองครั้งแรก จะปล่อยให้ไปคนเดียวคงหลงทางเป็นแน่ จางอี้ หมิงเองก็พอจะเอาตัวรอดได้ด้วยความเฉลียวฉลาด อีกทั้งเถ้าแก่หวังก็เอ็นดูบุตรชายไม่น้อย เขาจึงตัดสินใจเช่นนี้

“ท่านพ่อ ข้าอยู่ได้ เชิญท่านพ่อกับท่านแม่ตามสบายขอรับ” จางอี้หมิงเอ่ยตอบบิดาแล้วจึงแยกตัวเดินเข้าไปที่ร้านเถ้าแก่หวัง ส่วนสองสามีภรรยาก็แยกไปร้านผ้าตามที่ได้บอกบุตรชายไว้เช่นกัน

“คารวะเถ้าแก่หวังขอรับ” จางอี้หมิงยกมือคารวะชายชราที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะคิดเงินใกล้กับประตูทางเข้าร้านขายของ

“ไม่ต้องมากพิธีหมิงหมิงน้อย เห็นอาคุนบอกว่าเจ้าต้องการหาวัตถุดิบในการทำหัวเชื้อน้ำตาลผักเช่นนั้นหรือ มีอันใดที่ข้าพอช่วยเจ้าได้หรือไม่” เถ้าแก่เจ้าของร้านเอ่ยทักทายเด็กน้อยด้วยน้ำเสียงอบอุ่นและเสนอตัวช่วยเหลือด้วยความยินดี

“ขอบคุณเถ้าแก่ แต่ว่าข้าขอเดินดูก่อนนะขอรับ”

จางอี้หมิงยิ้มรับและเริ่มเดินสำรวจรายการสินค้าที่ขายภายในร้านของเถ้าแก่หวังไปทุกส่วน เมื่อสำรวจจนทั่วแล้วก็ต้องทึ่งกับรายการของในร้าน มันมีทั้งแบบที่เขารู้จักและไม่รู้จัก ด้วยความเป็นคนที่ทำอาหารมาก่อนและในภพนี้ ศาสตร์การทำอาหารยังไม่แพร่หลายมากนัก เมื่อเห็นวัตถุดิบอันใดน่าสนใจ รายการอาหารก็ผุดขึ้นมาในหัวของเขาทันที

จางอี้หมิงตื่นตาตื่นใจกับสมุนไพรและเครื่องเทศต่าง ๆ ที่วางเรียงกัน พวกมันมีชื่อติดไว้ด้วย บางอย่างก็อ่านเข้าใจ บางอย่างก็ไม่เข้าใจ โชคดีที่ร่างนี้มีบิดาเป็นบัณฑิต เขาจึงได้ร่ำเรียนเขียนอ่านมาตั้งแต่เด็ก

“โอ้ เจอแล้ว เจ้าดอกเก็กฮวยสีเหลืองอยู่นี่เอง” สิ่งที่จางอี้หมิงกำลังมองหาอยู่คือดอกเก็กฮวยแห้งเพื่อนำมาใช้ทำหัวเชื้อน้ำตาลผัก

ดอกเก็กฮวยมีกลิ่นหอมและสีสันสวยงาม ในเมื่อหันมาใช้หญ้าหวานใบสดในการทำหัวเชื้อ จางอี้หมิงจึงคิดเอาสีเหลืองของดอกเก็กฮวยไปทำให้สีเขียวและกลิ่นของหญ้าหวานลดลง

“เถ้าแก่ ข้าต้องการดอกเก็กฮวยแห้งเป็นจำนวนมากในการทำน้ำตาลผัก ขอเถ้าแก่เตรียมไว้ให้พร้อมด้วยในวันที่ไปรับน้ำตาลผักทุก ๆ เจ็ดวัน ท่านต้องเอาดอกเก็กฮวยไปส่งให้ข้าที่เรือน สำหรับค่าใช้จ่ายท่านสามารถหักเอาไว้ได้เลยขอรับ”

“แล้วเจ้าต้องใช้ดอกเก็กฮวยแห้งมากเพียงไหนเล่าหมิง หมิงน้อย”

“หนึ่งพันจินขอรับ สำหรับน้ำตาลผักหนึ่งแสนไห”

“โอ้ มากถึงเพียงนั้นเชียวหรือ ได้ ๆ ข้าจะได้จัดเตรียมไว้ให้” เถ้าแก่หวังอุทานออกมาแต่ก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ

“นายช่างเหอจะเริ่มสร้างบ้านในอีกสี่วันข้างหน้า ระหว่างนี้เถ้าแก่สามารถนำไหไปส่งไว้ที่หัวหน้าหมู่บ้านได้เลยขอรับ อีกสิบวันนับจากวันนี้ เถ้าแก่สามารถไปรับน้ำตาลผักรอบแรกได้เลย และหลังจากนั้นสามารถไปรับได้ทุกสามวันเช่นที่ผ่านมาขอรับ”

“ได้ ตกลงตามนี้”

“เถ้าแก่ ท่านสามารถจัดหาเมล็ดข้าวสาลีจำนวนมากได้หรือไม่ขอรับ” จางอี้หมิงเอ่ยถามต่อ

เมื่อครู่นี้เขาเดินผ่านมาเห็นว่ามีข้าวสาลีอยู่ แต่นั่นไม่เพียงพอกับความต้องการของเด็กน้อย

“เจ้าต้องการเมล็ดข้าวสาลีจำนวนมากไปทำไมหรือหมิง หมิงน้อย”

“ข้าอยากทำสินค้าตัวใหม่ออกมาขายน่ะขอรับ แต่มันต้องใช้เมล็ดข้าวสาลีจำนวนมาก”

“โอ้ สินค้าตัวใหม่เช่นนั้นหรือ น่าสนใจยิ่งนัก ต่อให้หายากแค่ไหนข้าก็จะหามาให้เจ้าให้จงได้ แต่ว่าเจ้าต้องการเร่งด่วนหรือไม่”

“ไม่ขอรับ ข้าจะทำหลังจากส่งน้ำตาลผักให้ท่านอ๋องเสร็จสิ้นแล้วขอรับ”

จางอี้หมิงได้คำตอบที่ต้องการแล้วจึงเดินสำรวจไปทั่วร้านขายของและจดจำไว้ว่ามีวัตถุดิบหรือสินค้าตัวไหนบ้าง เมื่อถึงเวลากำหนดที่จางอี้เทาและหลี่อ้ายกลับมาที่ร้านเถ้าแก่หวัง เด็กน้อยจึงค่อยเลิกการมองหาวัตถุดิบเพิ่ม

เมื่อสองสามีภรรยามาถึง ทุกคนจึงเดินทางไปที่เหลาอาหารซิ่งฝูเพื่อรับอู๋เจ๋อกับอู๋หมินต่อ เหลาอาหารซิ่งฝูมีรถม้าไปส่งสองพ่อครัวถึงที่หมายเพราะมีวัตถุดิบและอุปกรณ์ในการทำอาหารไปด้วยมากมาย และจะได้ไม่นั่งเบียดกันในรถม้าของเถ้าแก่หวัง

จวนที่พำนักของหนิงอ๋องอยู่ตรงบริเวณชานเมืองติดกับกำแพงเมืองและห่างจากตัวเมืองไปอีกเล็กน้อย เนื่องจากมีกองกำลังทหารจำนวนถึงห้าร้อยนายคุ้มครองเงินทองและอาหาร จึงทำให้ไม่สามารถซื้อจวนในตัวเมืองได้ด้วยข้อจำกัดของพื้นที่

รถม้าสองคันแล่นจากตัวเมืองมุ่งสู่จวนอ๋อง จางอี้หมิงดูตื่นเต้นกว่าใคร เด็กน้อยนั่งไม่เป็นสุข เขาขยับตัวขยุกขยิกตลอดเวลาจนจางอี้เทาทนไม่ไหวต้องอุ้มบุตรชายขึ้นมานั่งบนตักแล้วกอดเอาไว้

“หมิงเอ๋อร์ อย่าได้เป็นกังวล เจ้ามิได้ไปพบท่านอ๋องคนเดียว อย่าลืมว่าเจ้ายังมีบิดาและมารดามาด้วย ไม่ว่าจะเป็นใคร พ่อจะไม่ยอมให้ใครมาทำอันใดเจ้าได้ หายใจเข้าลึก ๆ ไม่ต้องประหม่า คิดเสียว่าท่านอ๋องคือท่านอา ท่านลุง ท่านปู่คนหนึ่งดีหรือไม่”

จางอี้เทาลูบแขนให้กำลังใจและเอ่ยปลอบบุตรชายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“ท่านพ่อ ข้ากลัวขอรับ” จางอี้หมิงซุกใบหน้าเข้าหาอกอุ่นของบิดา เขารู้สึกอุ่นใจขึ้นมาไม่น้อยเลยในอ้อมแขน

นี่สินะคือความรักของบิดามารดา อ้อมกอดที่เขาโหยหามาตลอดชีวิตของอานนท์ มันอบอุ่นและให้ความรู้สึกปลอดภัยเช่นนี้นี่เอง

“หมิงหมิงน้อย ข้าก็จะอยู่เคียงข้างเจ้าด้วยอีกคน ไม่ต้องกลัวหรอก ท่านอ๋องใจดีมาก ท่านไม่ได้ดุร้ายอันใด” เถ้าแก่หวังเอ่ยปลอบใจเด็กน้อยอีกคน เขาไม่แปลกใจเลย เด็กชายตรงหน้าต่อให้เฉลียวฉลาดแค่ไหนก็เป็นเด็กอายุเพียงห้าขวบปีเท่านั้น

เมื่อรถม้าสองคันมาถึงหน้าประตูจวนอ๋อง อาคุนจึงลงไปบอกกล่าวทหารที่ยืนรักษาการณ์อยู่ ไม่นานก็มีชายชราซึ่งคาดว่าจะเป็นพ่อบ้านของจวนอ๋องออกมาต้อนรับและให้ทุกคนเดินตามไปที่ห้องครัว

เนื่องจากตอนนี้ท่านอ๋องยังติดธุระจึงมีคำสั่งให้บ้านสกุลจางทำอาหารให้พร้อมนำขึ้นโต๊ะเสวยในยามอู่ (11.00 – 12.59) หลังจากที่เสวยเสร็จแล้วจึงจะให้คณะของเถ้าแก่หวังเข้าพบต่อไป

ด้วยข้อจำกัดมากมายทำให้เถ้าแก่หวัง จางอี้เทาและหลี่อ้ายนั่งรออยู่ที่ห้องรับรอง ไม่ได้เข้าไปที่ห้องครัวเช่นเดียวกับอู๋เจ๋อ อู่หมินและจางอี้หมิง หลี่อ้ายจึงให้กำลังใจบุตรชายแล้วมองเด็กน้อยเดินเข้าไปในครัวโดยมีจางอี้เทากุมมืออยู่ข้างๆ

“ตี้ปิน นี่คืออู๋เจ๋อ อู๋หมินและจางอี้หมิง ผู้ที่จะมาทำอาหารให้ท่านอ๋องได้เสวยในกลางวันนี้ ขอให้เจ้าอำนวยความสะดวกให้กับพวกเขาด้วย พวกท่านทั้งหลาย นี่คือตี้ปิน หัวหน้าพ่อครัวประจำจวนอ๋อง หากพวกท่านต้องการสิ่งใด ตี้ปินพร้อมช่วยเหลือ อย่าลืมเวลาที่ต้องนำอาหารขึ้นโต๊ะเสวยเล่า”

พ่อบ้านจวนเอ่ยแนะนำให้ทั้งสองฝ่ายได้รู้จักกันก่อนที่จะเอ่ยกำชับถึงเวลาตั้งโต๊ะเสวยอีกครั้งแล้วเดินจากไป

“คารวะท่านตี้ปิน พวกข้าขอรบกวนด้วยนะขอรับ” อู๋เจ๋อเป็นตัวแทนเหลาซิ่งฝูเอ่ยทักทายหัวหน้าพ่อครัวตี้ปิน ผู้ซึ่งมีร่างกายสูงแต่ไม่หนาดังเช่นพ่อครัวทั่วไป

ถึงแม้จะเป็นพ่อครัวแต่ก็หาได้มีรูปร่างอ้วนท้วนสมบูรณ์ไม่ ตรงกันข้ามเสียด้วยซ้ำ ตี้ปินผู้นี้มีรูปร่างบอบบางคล้ายอิสตรี สีผิวขาวกว่าชาวแคว้นฉินอย่างเห็นได้ชัด อาจจะเพราะเป็นคนเมืองหนาว

“ไม่ต้องมากพิธี”

หืม หน้าตาและเสียงพูดดัดให้แหลมคล้ายอิสตรีเช่นนี้ ชัดเลย สงสัยร่างกายเป็นชายแต่ใจเป็นหญิงแน่นอน

จางอี้หมิงคิดในใจเมื่อเห็นท่าทางของพ่อครัวจวนอ๋อง เด็กน้อยไม่ได้กล่าวอันใด เขายิ้มให้บาง ๆ และหันไปสนใจเรื่องการทำอาหารต่อ

“พวกเจ้ามีรายการอาหารที่จะนำขึ้นตั้งโต๊ะเสวยแล้วหรือไม่” ตี้ปินเอ่ยถามขึ้น

“เรียนท่านตี้ ข้าได้รับคำสั่งให้ทำเพียงหนึ่งรายการเท่านั้น ขอท่านตี้ปรุงอาหารดังเช่นปกติ แต่ให้ตัดออกหนึ่งรายการสำหรับอาหารของเหลาซิ่งฝูขอรับ”

จางอี้หมิงเอ่ยตอบ ส่งผลให้ตี้ปินเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจว่าเหตุใดเด็กน้อยเช่นนี้จึงสามารถเข้ามาที่ห้องครัวซึ่งเป็นสถานที่หรืออาณาจักรการทำงานของเขาได้

“เด็กน้อย เจ้าเป็นใคร เหตุใดจึงมาป้วนเปี้ยนในห้องครัวเช่นนี้ อย่าบอกนะว่าเจ้าเป็นพ่อครัวอีกคนของเหลาซิ่งฝู”

“เรียนท่านตี้ ข้าอู๋เจ๋อ เป็นพ่อครัวในการทำอาหารในวันนี้ขอรับ ส่วนนี่อู๋หมิน เป็นผู้ช่วย และเด็กน้อยที่ท่านตี้เอ่ยถาม ชื่อว่าจางอี้หมิง ข้าน้อยเรียกว่าหมิงหมิงน้อย เป็นคนคอยกำกับการทำอาหารสำหรับตั้งโต๊ะเสวยในวันนี้ขอรับ” อู๋เจ๋อเอ่ยตอบคำถามหัวหน้าพ่อครัวจวนอ๋องด้วยความฉะฉาน

“เจ้าว่าอันใดนะ เด็กน้อยเพียงเท่านี้แต่ถึงกับรู้วิธีการทำอาหารเช่นนั้นหรือ บังอาจเกินไปแล้ว เจ้ามิรู้หรือว่าอาหารที่ทำขึ้นตั้งโต๊ะเสวยของท่านอ๋องต้องได้รับการปรุงจากพ่อครัวอันดับหนึ่งที่มีฝีมือและมากประสบการณ์เท่านั้น แต่นี่เหลาซิ่งฝูถึงกับให้เด็กน้อยปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมกล้านำอาหารขึ้นโต๊ะ” ตี้ปินตวาดออกมาเสียงดัง เขารู้สึกเหมือนกับถูกหลู่เกียรติของการเป็นพ่อครัวตำหนักอ๋องยิ่งนัก

ทำงานมาหลายปี กว่าจะมาถึงจุดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย พ่อครัวมากมายต่างก็ฝึกฝนฝีมือมาอย่างยาวนาน แต่นี่เหลาอาหารซิ่งฝูกลับให้เด็กตัวเล็ก ๆ มากำกับเช่นนั้นหรือ

“ขอท่านตี้อย่าเพิ่งโมโห นี่เป็นรับสั่งของท่านอ๋องขอรับ และท่านหัวหน้าพ่อบ้านก็แจ้งให้ท่านตี้ทราบตั้งแต่แรกแล้ว ขอท่านตี้ให้ความร่วมมือด้วยขอรับ” อู๋เจ๋อยังสนทนาด้วยความอดทนและใจเย็นที่เหลาอาหารซิ่งฝูโดนดูถูกเหยียดหยามเช่นนี้

“ได้ ข้าจะคอยดูว่าเด็กน้อยเช่นเจ้าจะทำรายการอาหารอันใดออกมา” ตี้ปินกล่าวเสียงแข็งแล้วจึงหันไปทำอาหารในส่วนที่เหลือของตน แต่ก็ไม่ลืมเรียกคนครัวซึ่งเป็นชายหนุ่มคนหนึ่งให้มาคอยช่วยคนของเหลาซิ่งฝูในการทำอาหารในครั้งนี้

“ขอบคุณท่านตี้ ขอบใจน้องชาย” อู๋เจ๋อกลาวขอบคุณตี้ปินอีกครั้งที่ไม่สร้างปัญหาให้กับพวกเขา และเอ่ยขอบใจคนงานในครัวของจวนอ๋อง ที่มารู้ทีหลังว่าชื่อหยู๋หยาง ซึ่งคนจากเหลาซิ่งฝูพร้อมใจกันเรียกชายหนุ่มว่า อาหยาง

“หมิงหมิงน้อย พวกเราจะทำรายการอาหารอันใดเล่า” อู๋เจ๋อเอ่ยถามขึ้น

“ข้าจะทำเนื้อย่างสมุนไพรขอรับ กินกับข้าว ผักและมันบด”

“เจ้าว่าอันใดนะ อาหารมื้อพิเศษเจ้าทำเพียงแค่เนื้อย่าง มันไม่ธรรมดาเกินไปเช่นนั้นหรือ” อู๋เจ๋ออุทานออกมาอย่างตกใจ เขาก็นึกว่าเด็กน้อยจะมีรายการอาหารที่เขาไม่เคยได้ทำมาก่อนเสียอีก คำตอบของเด็กชายถึงกับทำให้เขารู้สึกผิดหวังเล็กน้อย

“ท่านลุงอู๋ ท่านคิดว่าเนื้อย่างของข้าจะธรรมดาเช่นนั้นหรือขอรับ” จางอี้หมิงถึงกับยิ้มและยกคิ้วให้กับหัวหน้าพ่อครัวซิ่งฝูไปหนึ่งที

อู๋เจ๋อหัวเราะเบาๆกับท่าทางเช่นนั้น เขาลืมคิดไปได้อย่างไรว่าขนาดพะโล้ธรรมดา เด็กคนนี้ยังรังสรรค์ออกมาเป็นอาหารเลิศรสอย่างนิลเง็กเซียนได้

“เช่นนั้นก็มาเริ่มทำกันเถอะ ข้าต้องทำอันใดบ้างหมิงหมิงน้อย” อู๋เจ๋อเอ่ยถามออกมาด้วยความตื่นเต้น

“พี่อาหยางขอรับ ข้าอยากได้เนื้อสองส่วน ชิ้นแรกขอเป็นเนื้อสันในที่ไม่มีมันติด และเนื้อสันติดมันขอรับ และเครื่องเทศได้แก่...” จางอี้ หมิงหันไปบอกสิ่งที่ต้องการให้คนครัวของจวนอ๋องได้ฟังจนครบ รอไม่นานวัตถุดิบที่ต้องการจึงวางอยู่บนโต๊ะเรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็นเนื้อ ผัก หรือเครื่องเทศ

สมกับเป็นจวนอ๋อง วัตถุดิบช่างอุดมสมบูรณ์ยิ่ง

วันนี้จางอี้หมิงจะทำเนื้อสเต็กกินกับผักต้ม มันบดและมีข้าวสวยด้วย ด้วยไม่มีเนยและนมแพะ ก็อาจจะทำให้คาวและมีกลิ่นแรงเกินกว่าจะเอามาใส่ลงไปในอาหารได้ เขาจึงต้องประยุกต์มันบดตามสิ่งที่มีแทน

“พี่อาหยาง รบกวนท่านตั้งหม้อน้ำให้เดือดด้วยขอรับ พี่ชาย หมิน ท่านนำมันฝรั่งไปปอกเปลือก หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ เอาไปต้มให้เนื้อเละเลยนะขอรับ เสร็จแล้วทำดอกไม้สำหรับจัดจานไว้ด้วย พี่ชายหมิน คนที่นี่เรียกแครอทว่าอันใดนะขอรับ” จางอี้หมิงเริ่มแจกแจกงานให้ผู้ช่วยทั้งสองทำ แต่เพราะลืมคำเรียกของแครอท จึงสะกิดถามอู๋หมินด้วย

“หูหลัวโป” อู๋หมินก้มหน้ามากระซิบบอก

“ใช่แล้ว พี่อาหยางต้มน้ำเสร็จแล้วรบกวนเอาหูหลัวโปปอกเปลือกหั่นเป็นแท่งตามยาว นำไปลวกน้ำร้อนด้วยนะขอรับ ไม่ต้องลวกนานเพราะข้าต้องการความกรอบ ลวกน้ำร้อนเสร็จแล้วเอาไปแช่ในน้ำเย็นนะขอรับ ส่วนท่านลุงอู๋ มาหมักเนื้อกับข้าขอรับ” จางอี้หมิงแจกแจงงานทั้งหมดต่อให้กับทุกคน

“หมิงหมิงน้อย เหตุใดต้องใช้เนื้อส่วนที่แตกต่างกันเช่นนี้เล่า หรือจะเหมือนนิลเง็กเซียนเช่นนั้นหรือ” อู๋เจ๋อเอ่ยถามในฐานะที่เป็นพ่อครัว การทำอาหารด้วยเนื้อสองส่วนที่แตกต่างกันทำให้เขาสงสัย และนึกขึ้นได้ว่าอาจจะมีข้อสันนิษฐานเช่นเดียวกับพะโล้ก็เป็นได้

“ท่านลุงอู๋เข้าใจถูกต้องแล้วขอรับ นำเนื้อวางลงไปบนชามไม้ ใส่เกลือ น้ำมัน พริกไทยนิดหน่อย อย่าลืมทุบเนื้อและนวดเล็กน้อยให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันแล้วพักไว้ก่อน จะทำให้เนื้อนุ่มขอรับ”

ในระหว่างที่รอหมักเนื้อ อู๋หมินก็ทำดอกไม้ตกแต่งจานผักรอไปด้วย เมื่อมันฝรั่งสุกแล้ว จางอี้หมิงจึงให้อู๋หมินทำมันบดต่อทันที ซึ่งนั่นก็คือเพียงบดมันให้ละเอียดเท่านั้น อู๋หมินจึงบดมันฝรั่งด้วยสาก

“ท่านลุงอู๋ เราต้องทำน้ำสำหรับราดเนื้อย่างด้วยขอรับ”

“โอ้ ข้าเชื่อแล้วว่าเนื้อย่างสูตรบ้านสกุลจางไม่ธรรมดาจริง ๆ เพียงวิธีการเตรียมการหมักก็แตกต่างแล้ว บอกลุงคนนี้มาได้เลย ข้าพร้อมที่จะทำแล้ว” อู๋เจ๋ออุทานออกมาเบา ๆ แต่เต็มไปด้วยความชื่นชม

“ท่านลุงนำหม้อเปล่ามาแล้วใส่หอมหัวใหญ่ กระเทียม โป๊ยก๊ก อบเชย ใบกระวาน พริกไทย น้ำตาลผัก และเกลือ นำไปต้มให้เดือด เสร็จแล้วกรองเอากากออกให้เหลือแต่น้ำราด นำไปตั้งไฟอีกครั้ง พอน้ำราดเดือด เติมแป้งมันลงไปพอให้น้ำราดข้นเล็กน้อยขอรับ” จางอี้หมิง อธิบายขั้นตอนการทำน้ำราดเนื้อย่างโดยละเอียด เขาเล่าสองรอบเพื่อความมั่นใจว่าอู๋เจ๋อจะได้ยินไม่ผิด

ในส่วนของตี้ปิ้น เขาก็ทำอาหารใกล้จะเสร็จแล้วเช่นกัน จึงได้มายืนดูเหลาซิ่งฝูทำอาหารและเอ่ยเยาะเย้ย

“เหลาซิ่งฝูถึงกับสิ้นไร้ไม้ตอก ทำเนื้อย่างขึ้นโต๊ะเสวยเช่นนั้นหรือ เจ้าไม่รู้หรือว่าท่านอ๋องทรงเบื่ออาหารจานเนื้อย่างนี้เป็นอย่างมาก เพราะไม่ว่าเหลาไหน ๆ ก็คิดว่าท่านอ๋องต้องชอบทานอาหารจานเนื้อกันทั้งนั้น” ตี้ปินหัวเราะเสียงสูงพลางใช้สายตามองมายังเหลาซิ่งฝูอย่างดูแคลน

“เร่งมือเข้า อีกไม่ถึงสองเค่อต้องนำอาหารขึ้นโต๊ะเสวยแล้ว เหลาซิ่งฝู พวกเจ้าทำอาหารเสร็จแล้วหรือยัง” หัวหน้าพ่อบ้านคนเดิมเดินเข้ามาในห้องครัวพลางเอ่ยเร่งและแจ้งกำหนดการตั้งโต๊ะเสวย

“ข้าใกล้เสร็จแล้วขอรับ รับรองว่าทันเวลาตั้งโต๊ะเสวยแน่นอนท่านพ่อบ้าน” ตี้ปินตอบด้วยท่าทีลำพอง

“เหลาซิ่งฝูก็ทันเวลาขอรับ” จางอี้หมิงเป็นคนตอบคำถามเมื่อเห็นว่าท่านลุงยุ่งกับการทำน้ำราดอยู่

“เช่นนั้นก็ดี” หัวหน้าพ่อบ้านจวนอ๋องเอ่ยเสร็จแล้วจึงเดินออกไปจากห้องครัวอีกครั้ง ปล่อยให้เหล่าพ่อครัวทำอาหารกันต่อไป

“หมิงหมิงน้อยอาหารจะเสร็จทันแน่หรือ” อู๋เจ๋อเอ่ยถามด้วยความกังวล

“ท่านลุงไม่ต้องเป็นห่วง เสร็จทันแน่นอนขอรับ พวกเรามาทำเนื้อย่างกันต่อเถอะ” จางอี้หมิงเอ่ยปลอบใจอู๋เจ๋อด้วยน้ำเสียงมั่นใจ เขาเห็นว่าน้ำราดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นมันจึงต้องทันอย่างแน่นอน

“ท่านลุง เอากระทะตั้งไฟให้ร้อนมาก ๆ เลยนะขอรับ ใส่น้ำมันลงไปนิดหน่อย ถ้าเห็นเริ่มมีควันออกก็ให้วางเนื้อลงไปแต่อย่าเพิ่งพลิกกลับนะขอรับ รอให้เนื้อสุกสักครึ่งหนึ่งก่อนแล้วถึงจะพลิกอีกด้าน ส่วนพี่ชายหมิน ท่านตั้งกระทะใส่น้ำมัน สับกระเทียมลงไปเจียวให้หอม อย่าให้กระเทียมเจียวไหม้นะขอรับ พอมีสีเหลืองก็ให้นำลงไปคลุกลงในมันฝรั่งต้มที่บดไว้ เติมเกลือ พริกไทย น้ำตาลผักนิดเดียวเท่านั้นนะขอรับ ให้มีรสชาติเค็มและหวานขอรับ ท่านลุง พี่ชายหมิน เข้าใจที่ข้าบอกหรือไม่” จางอี้หมิงอธิบายวิธีการทำเนื้อย่างและมันบดให้ทั้งสองคนฟัง

อู๋เจ๋อและอู๋หมินต่างพยักหน้ารับ พวกเขารีบไปจัดการตามที่เจ้านายตัวน้อยบอก จางอี้หมิงเดินไปดูพี่อาหยางลวกแครอทเพราะไม่มั่นใจว่าคนครัวของจวนอ๋องจะทำได้ตามที่บอกหรือไม่ ซึ่งแตกต่างจากอู๋เจ๋อและอู๋หมินที่รู้ฝีมือกันดีอยู่แล้ว

เมื่อเห็นว่าพี่อาหยางทำได้ตามที่บอก เด็กน้อยจึงเดินไปที่พี่ชายหมิน เงยหน้าดูก็เห็นว่าตอนนี้กระเทียมเจียวกำลังส่งกลิ่นหอม สีเหลืองกำลังสวย เมื่อยกลงมาจากเตาและพักให้หายร้อนนิดหน่อย อู๋ หมินจึงนำมาคลุกกับมัดบดและเติมสิ่งต่าง ๆ ตามที่อี้หมิงบอก เพียงไม่นาน เขาก็ตักมันฝรั่งบดวางไว้บนถาดที่ได้ทำดอกไม้ไว้รออยู่แล้ว

“ท่านลุงอู๋ พลิกกลับส่วนที่มีมันก่อนเลยขอรับเพราะสุกไวกว่าเนื้อชิ้นที่ไม่มี...” คำว่า มัน ยังไม่ทันได้เอ่ยออกจากปากของเด็กน้อย เสียงดังที่เอ่ยถามขึ้นมาถึงกับทำให้จางอี้หมิงสะดุ้ง หันหลังไปมองทางบานประตู

“กลิ่นอาหารอันใดถึงได้หอมออกไปถึงห้องทำงาน จนทำให้ข้าเสียสมาธิทนทำงานต่อไปไม่ไหว ต้องเดินตามกลิ่นมาถึงที่นี่”

จางอี้หมิงเห็นชายคนหนึ่งอายุประมาณไม่เกินสามสิบปี ท่วงท่าสง่างาม ใบหน้าประกอบด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ แต่งกายด้วยชุดผ้าไหมสีขาวสลับดำ มองเพียงเท่านี้ก็รู้แล้วว่าคงมีราคาสูงไม่น้อย บนศีรษะสวมกวานสีเงินดูน่าเกรงขาม ชายคนนี้เดินเข้ามาพร้อมกับชายวัยกลางคนคนหนึ่ง อายุน่าจะไม่เกินห้าสิบปี ดูเหมือนว่าชายวัยกลางคนจะเดินขากะเผลกนิดหน่อยด้วย

“อาหารสำหรับมื้อกลางวันวันนี้ กระหม่อมทำเสร็จเรียบร้อยพร้อมนำขึ้นโต๊ะเสวยแล้วพะยะค่ะ” ตี้ปินรีบเดินเข้าไปก้มศีรษะเอ่ยตอบทันที

“ตี้ปิน นี่คงมิใช่อาหารฝีมือเจ้าหรอกนะ กลิ่นหอมเช่นนี้ข้าไม่เคยได้กลิ่นมาก่อนทั้งที่เจ้าเป็นพ่อครัวจวนอ๋องมากี่ปีแล้ว” เหลียงหนิงหลงหรือหนิงอ๋องถึงกับเอ่ยขัดคำตอบของพ่อครัวประจำจวน

“ท่านลุงอู๋ พลิกกลับเนื้อส่วนที่ไม่มีมันเลยขอรับ แล้วพลิกส่วนที่มีมันอีกครั้งก็เสร็จแล้วขอรับ” จางอี้หมิงหาได้สนใจบทสนาของคนจวนอ๋อง เพราะตอนนี้เขากำลังตั้งใจมองความสุกของเนื้อย่างบนเตาอยู่ต่างหาก เขาจะพลาดทำไหม้ไม่ได้

ซี่ ซี่ ซี่

เสียงเนื้อย่างบนเตาที่กำลังสุก ทั้งเสียงทั้งกลิ่นเนื้อย่างและกลิ่นกระเทียมเจียวสำหรับใส่มันบด ส่งผลให้ท่านอ๋องหนุ่มถึงกับท้องไส้ปั่นป่วนทนรอไม่ไหว ต้องตามมาถึงในห้องครัวเช่นนี้

“เด็กน้อย เจ้าเป็นคนทำรายการอาหารนี้เช่นนั้นหรือ” ชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ตรงด้านหลังท่านอ๋องเอ่ยถามขึ้น

“ขอรับ”

“เอาล่ะ ขอโทษที่มารบกวนพวกเจ้า อีกไม่นานอาหารคงพร้อมใช่หรือไม่ เช่นนั้นข้าจะไปรอที่ห้องอาหารก็แล้วกัน พวกเจ้าจะได้ทำงานได้อย่างเต็มที่ ไปกันเถอะท่านอาจารย์” หนิงอ๋องเอ่ยบอกคนในห้องครัวก่อนที่จะเอ่ยปากชวนชายวัยกลางคนที่ยืนข้างหลังตนเองให้เดินออกไปพร้อมกัน

“หึ หึ”

เมื่อเดินออกมาได้ไม่นาน หนิงอ๋องถึงกับหัวเราะเสียงทุ้มในลำคอ เด็กน้อยคนนั้นช่างน่าสนใจยิ่งนัก ท่าทางตื่นตระหนกเมื่อต้องอยู่ต่อหน้าเขาแต่ก็ไม่ร้องไห้ออกมา ยังคงมีสติบอกให้พ่อครัวทำต่อไป ถ้าเขาไม่กลัวว่าจะต้องอดกินอาหารที่มีกลิ่นหอมเช่นนั้นเนื่องจากเนื้อย่างไหม้เสียก่อน เขาก็อยากจะอยู่แกล้งให้สำราญใจอีกนิด

ไม่เป็นไร อีกไม่นานเขาก็จะได้ชิมอาหารที่มีกลิ่นหอมนั่นแล้ว จะแกล้งหลังจากท้องอิ่มแล้วก็ถือว่ายังไม่สายเกินไป

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED