หลังจากที่แก้ปัญหาของทั้งสองจวนเรียบร้อยแล้ว หลินไห่ หวงห่าวหราน และสองพ่อลูกสกุลจางจึงได้เดินไปยังเรือนของเถ้าแก่หลินซึ่งอยู่ห่างจากเหลาซิ่งฝูไปเพียงไม่กี่ตรอกซอย เถ้าแก่หลินเดินนำทุกคนไปยังห้องหนังสือของเรือน บ่าวหญิงคนหนึ่งเห็นว่ามีแขก จึงได้เร่งไปแจ้งให้นายหญิงของตนทราบ
ตู้จินเหมยคือชื่อภรรยาของเถ้าแก่หลินไห่ นางมีอายุมากแล้ว แต่ด้วยการรักษารูปร่างที่ดี ทำให้มองดูราวกับหญิงวัยกลางคนเท่านั้น ความงามยังด้อยกว่าหูไป๋หงอยู่หนึ่งส่วน ฮูหยิน ของเรือนเดินนำบ่าวไพร่ยกน้ำชาและขนมมารับรองแขกของสามี
“ท่านพี่ น้ำชาและขนมเจ้าค่ะ” ฮูหยินเอ่ยแล้วจึงเดินไปนั่งข้าง ๆ สามี
“คารวะฮูหยินหลิน” แขกทั้งสามคนกล่าวทักทายภรรยาเจ้าของบ้าน
“ไม่ต้องมากพิธีหรอกคุณชายหวง ส่วนสองคนนี้คงเป็น หมิงหมิงน้อยกับบิดา ใช่หรือไม่” ฮูหยินหลินตอบรับการคารวะจากคุณชายหวง และหันไปสอบถามชายหนุ่มกับเด็กน้อยที่นั่งตรงข้ามสามีนาง
“เรียนฮูหยินหลิน ใช่แล้วขอรับ ข้าชื่อจางอี้เทา ส่วนบุตรชายข้าชื่อจางอี้หมิงขอรับ” จางอี้เทาตอบคำถามของหญิงชรา
“ฮูหยินหลินอันใดช่างห่างเหินยิ่งนัก สามีข้ารับบุตรชายเจ้าเป็นหลานบุญธรรมแล้ว ต่อไปเจ้าก็สมควรเรียกพวกข้าว่าท่านพ่อบุญธรรมและท่านแม่บุญธรรม ส่วนเจ้าหมิงหมิงน้อยก็เรียกท่านย่าใหญ่ เข้าใจหรือไม่” ตู้จินเหมยแก้ไขให้สองพ่อลูกสกุลจางเข้าใจในสถานะของตน และให้เรียกตนเองว่าท่านย่าใหญ่ เพราะเด็กน้อยยังมีย่าแท้ ๆ เช่นหูไป๋หงอยู่
“เรียนท่านแม่บุญธรรม ข้าและบุตรชายขอขอบคุณในความกรุณาที่ท่านทั้งสองมีต่อครอบครัวของข้าขอรับ หมิงเอ๋อร์ ยังไม่รีบเรียกท่านย่าใหญ่อีกหรือ” จางอี้เทาเอ่ยขอบคุณและเตือนบุตรชายที่ยังนั่งฟังโดยไร้ซึ่งปฏิกิริยาตอบรับ
“ท่านย่าใหญ่” จางอี้หมิงสะดุ้งและรีบเรียกขานออกมา
โธ่ ก็คนมัวแต่นั่งฟังเพลิน ๆ นี่นา ลืมไปเลยว่าในบทสนทนาพูดถึงตัวเองด้วย
“ดียิ่ง ไหนหมิงหมิงน้อย มาหาย่าใหญ่สิ ท่านปู่ของเจ้าเล่าเรื่องราวของเจ้าให้ข้าฟังจนข้าอยากจะเห็นเจ้ามาตั้งหลายวันแล้ว รู้หรือไม่ ในที่สุดเจ้าก็มาเยี่ยมท่านย่าใหญ่ของเจ้าได้เสียที”
จางอี้หมิงได้ยินเช่นนั้นจึงลุกขึ้นและเดินเข้าไปกอดหญิงชราตรงหน้า
“นานแค่ไหนแล้วนะที่ข้าไม่มีเด็กน้อยมาให้ได้ชื่นใจแบบนี้ ต่อไปนี้เจ้าต้องมาหาย่าใหญ่บ่อย ๆ รู้หรือไม่”
ฮูหยินหลินถึงกับน้ำตาลคลอ รู้สึกเหมือนตนเองได้โอบกอดบุตรหลานแท้ ๆ แต่จะให้ทำเช่นไรได้ พวกเขาอาศัยอยู่ที่เมืองหลวง นาน ๆ ครั้งถึงจะกลับมาเยี่ยมสองปู่ย่าที่บ้านนอก ช่างอกตัญญูยิ่งนัก
“คุณชายหวง ข้าต้องขอโทษด้วยที่เสียมารยาทไปหน่อย จะให้อดใจได้เช่นไรไหว คนแก่เช่นข้า ไหนเลยจะมีความสุขมากไปกว่าการได้ชื่นชมบุตรหลานตัวน้อยเช่นนี้ จริงหรือไม่เจ้าคะท่านพี่” ตู้จินเหมยกล่าวขออภัยคุณชายหวงที่นั่งอยู่ด้วย
“ฮูหยินหลินอย่าได้เกรงใจ เป็นข้าเสียอีกที่มาอยู่ในช่วงเวลาที่พวกท่านกำลังมีความสุข เห็นเช่นนี้ข้าก็พลอยมีความสุขไปด้วย วันนี้ข้ามีเวลาทั้งวัน คงต้องรบกวนเถ้าแก่หลินและฮูหยินแล้ว” คุณชายหวงบอกปฏิเสธคำขอโทษของหญิงชราด้วยความสุภาพอ่อนโยน
“เช่นนั้นคุณชายหวงรอสักครู่ ข้าจะไปนำภาพวาดมาให้ชม” เถ้าแก่หลินไห่แจ้งแก่ชายหนุ่มตรงหน้าแล้วจึงลุกจากไป เพียงไม่นานก็กลับมาพร้อมกับบ่าวรับใช้ที่ยกภาพซึ่งอยู่ในกรอบไม้อย่างดีและมีขนาดไม่ใหญ่มากนักมาตั้งไว้กลางห้องทำงาน
ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า เป็นภาพของหญิงสาวนางหนึ่งยืนหันหลังท่ามกลางต้นไม้สีส้มและสีเหลืองทองเบ่งบานไปทั่ว หวงห่าวหรานเมื่อเห็นภาพนี้แล้วถึงกับลุกขึ้นเดินไปชื่นชมอย่างใกล้ชิด
“ไร้โรยรา ท่านพ่อบุญธรรมถึงกับมีภาพไร้โรยราเช่นนั้นหรือนี่” จางอี้เทาอุทานออกมาด้วยความตกใจเป็นอย่างมาก
“อาเทา เจ้าว่าเช่นไรนะ” หลินไห่เอ่ยถามเพื่อความแน่ใจ
“ภาพนี้มีชื่อว่า ไร้โรยรา ขอรับ เป็นภาพที่ท่านหมอเทวดาพเนจรท่านหนึ่งได้วาดขึ้นเพื่อเปรียบความงามของภรรยาที่ต่อให้แก่ชราเช่นไรก็ยังคงสวยงามดั่งต้นแปะก๊วย เนื่องจากท่านหมอได้ใช้ยาสมุนไพรล้ำค่ามากมายในการคงความงามของภรรยาเอาไว้ขอรับ” จางอี้เทาเอ่ยอธิบายความหมายและที่มาของภาพให้กับบุคคลทั้งสองในห้องได้รับฟัง
“เหตุใดชาวบ้านธรรมดาเช่นพี่ชายถึงได้รู้จักภาพนี้เล่า” คุณชายหวงเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสงสัย
ตัวของเขาเองนั้นถือว่าเป็นคนที่ชอบและมีความรู้ในเรื่องงานศิลปะพอสมควร ในเมืองไห่ถังนี้มีเพียงไม่กี่คนที่สามารถเอาชนะเขาได้ แต่ชายที่อยู่ตรงหน้าเขาในเวลานี้ การแต่งกายก็ไม่ได้แตกต่างจากชาวบ้านทั่วไป เหตุใดถึงรู้จักภาพที่แม้แต่ตัวเขาก็หารู้จักไม่
“เรียนคุณชายหวง ข้าเคยเป็นบัณฑิตและอาจารย์ในสำนักศึกษาที่เมืองหลวงมาก่อนที่จะย้ายมาอาศัยอยู่ที่เมืองไห่ถังนี้ ข้าไม่เคยได้เห็นภาพของจริง เพียงแต่เคยเห็นภาพเลียนแบบที่สำนักศึกษาหลวงขอรับ”
“โอ้ พี่ชาย ท่านเคยเป็นถึงบัณฑิต ข้าต้องขออภัยหากล่วงเกินท่านไป” หวงห่าวหรานยกมือขออภัยต่อชายหนุ่มตรงหน้า
“คุณชายหวงมิต้องเกรงใจ ในตอนนี้ข้าเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาเท่านั้น หาได้คู่ควรให้คุณชายคารวะไม่” จางอี้เทารีบยกมือคารวะตอบ
“ในเมื่อท่านเป็นบุตรชายบุญธรรมของเถ้าแก่หลินแล้ว เช่นนั้นข้าขอเรียกท่านว่าพี่อี้เทาได้หรือไม่ ขอให้พี่อี้เทาเรียกว่าข้าว่าห่าวหรานเถิด”
“ย่อมได้ น้องห่าวหราน”
หลังจากที่สองบัณฑิตผู้ทรงภูมิได้มีโอกาสทำความรู้จักและวิจารณ์ถึงภาพไร้โรยราตรงหน้าแล้ว พวกเขาก็เหมือนได้เจอสหายรู้ใจ พากันตัดขาดจากโลกภายนอก เถ้าแก่หลินและตู้จินเหมยหาได้มีความรู้เรื่องภาพวาดไม่ จึงขอตัวพาหลานชายคนใหม่ไปเดินเล่นในเรือน ทั้งยังให้แนะนำถึงสถานที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสระบัว สวนดอกไม้นานาพรรณ และสุดท้าย ยังบอกให้เด็กชายมาเยี่ยมบ่อย ๆ ฮูหยินหลินยังกล่าวอีกว่าจะเตรียมห้องพักสำหรับเด็กน้อยไว้ให้ด้วย
จางอี้หมิงซึ่งได้รับความรักความเมตตาจากผู้สูงวัยทั้งคู่จึงคิดจะตอบแทนด้วยการเข้าครัว สอนท่านย่าใหญ่และพ่อครัวของเรือนให้ทำอาหารมื้อกลางวันด้วยความสนุกสนาน ตู้จินเหมยถึงกับยิ้มประดับบนใบหน้าตลอดเวลา นานเท่าไรแล้วนะที่นางไม่ได้มีความสุขเหมือนเช่นวันนี้
เมื่อได้เวลามื้ออาหาร เถ้าแก่หลินได้เชื้อเชิญให้คุณชายหวงอยู่กินข้าวที่เรือนของตนด้วย ซึ่งชายหนุ่มก็ไม่ปฏิเสธ ทั้งยังเอ่ยชมอาหารในวันนี้ด้วยความพึงพอใจ เมื่อกินข้าวเสร็จแล้วจึงขอตัวกลับจวน และจะนำเรื่องภาพวาดไร้โรยรานี้ไปแจ้งให้กับท่านเจ้าเมืองได้ทราบ
ณ ศาลาหลังใหญ่ของเรือนเถ้าแก่หลิน หลังจากกินมื้อกลางวันเสร็จ ทุกคนจึงย้ายมานั่งยังสระบัวหลังเรือน สายลมเอื่อย ๆ ที่พัดผ่านทำให้จางอี้หมิงที่กินข้าวอิ่มถึงกับหนังตาหย่อน ง่วงนอนขึ้นมาเสียอย่างนั้น แม้จะนั่งผงกศีรษะจนชนเข้ากับเสาของศาลาไปหนึ่งที แต่เด็กน้อยก็ยังคงฝืนร่างกายเอาไว้
ตู้จินเหมยเห็นดังนั้นจึงขอตัวพาหลานชายไปนอนพักในห้องรับรองที่นางคิดว่าจะยกให้เป็นห้องของเด็กชายต่อไป จางอี้เทาได้โอกาสพูดคุยถึงเรื่องช่างที่จะจ้างให้ไปสร้างบ้านกับเถ้าแก่หลิน โดยเขาเอ่ยเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับกองกำลังเหลียงอันและ หนิงอ๋องให้กับบิดาบุญธรรมได้รับฟัง รวมทั้งเรื่องกลุ่มการค้าหลัวถง การขายสูตรหัวเชื้อน้ำตาลผักและเกลือผักด้วย
“อาเทา รู้หรือไม่ เจ้าโชคดีแล้วที่ได้ทำการค้ากับหนิงอ๋อง ความร่ำรวยมาเยือนเจ้าแล้ว หนิงอ๋องเป็นคนดีและยุติธรรมมาก ที่บ้านเมืองสงบ ไม่มีสงคราม ส่วนหนึ่งก็มาจากหนิงอ๋องด้วย เจ้าอย่าได้ทำอันใดให้หนิงอ๋องขุ่นเคืองใจ รู้หรือไม่”
“สำหรับช่างสร้างบ้านนั้น ข้าเห็นด้วยที่ให้ติดต่อนายช่างเหอตามที่เถ้าแก่หวังบอกไว้ เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ ยังพอมีเวลา อีกหนึ่งชั่วยามรอให้หมิงหมิงน้อยตื่น พวกเราก็ไปพบนายช่างเหอกัน ข้าจะไปช่วยเจ้าอีกแรง” หลินไห่ออกความเห็นและสรุปข้อควรทำให้เรียบร้อย
“เช่นนั้นก็เอาตามที่ท่านพ่อบุญธรรมบอกขอรับ”
เวลาผ่านไปราวหนึ่งชั่วยาม จางอี้หมิงจึงเดินกลับมาที่ศาลาซึ่งหลินไห่กับจางอี้เทากำลังนั่งเล่นหมากรุกกันอยู่ เมื่อท่านปู่บุญธรรมซึ่งนั่งหันหน้าออกจากศาลาเห็นเด็กน้อยเดินมา จึงเอ่ยทักขึ้น
“หมิงหมิงน้อย เจ้าตื่นแล้วหรือ เป็นเช่นไร นอนอิ่มหรือไม่”
“ท่านปู่ ข้าหายง่วงแล้วขอรับ”
“หมิงเอ๋อร์ ระหว่างที่เจ้านอนหลับพักผ่อน พ่อกับท่านปู่ของเจ้าได้ปรึกษากันถึงเรื่องช่างที่จะจ้างให้ไปสร้างบ้าน ท่านปู่เห็นด้วยกับเถ้าแก่หวังเรื่องนายช่างเหอ พ่อจึงรอให้เจ้าตื่นเพราะเดี๋ยวท่านปู่จะพาพวกเราไปหานายช่าง ท่านปู่ส่งคนไปแจ้งนายช่างเหอไว้เรียบร้อยแล้ว”
“หากในเมื่อตอนนี้เจ้าหายง่วงแล้ว ก็ให้พวกเราก็ไปกันเถอะขอรับ” จางอี้เทาแจ้งเรื่องทั้งหมดให้บุตรชายรับฟังและหันไปชวนชายชราเพื่อเดินทางไปหานายช่างตามที่ได้ตกลงกันไว้
“อาเทา เจ้าช่างเก่งยิ่ง สมแล้วที่เป็นอาจารย์ มาครั้งหน้าข้าขอแก้มือใหม่” หลินไห่เอ่ยชมบุตรบุญธรรมตรงหน้า ฝีมือการเล่นหมากของจางอี้เทาไม่ธรรมดา สมแล้วที่เป็นบัณฑิตและอาจารย์จากเมืองหลวง สองพ่อลูกสกุลจางคู่นี้ช่างมีเรื่องให้คนแก่อย่างเขาตื่นตาตื่นใจได้ตลอดจริง ๆ
“ได้ขอรับ ข้าพร้อมทุกเมื่อ” จางอี้เทาค้อมศีรษะรับปาก
ระยะทางระหว่างเรือนของหลินไห่กับร้านของนายช่างเหอจะว่าใกล้ก็ใกล้ จะว่าไกลก็ไกล เถ้าแก่เหลาซิ่งฝูจึงเลือกใช้วิธีเดินทางด้วยรถม้า
เมื่อเดินทางมาถึง เหอซีผู้เป็นเจ้าของร้านได้รอพวกเขาอยู่ก่อนแล้ว เห็นได้จากการที่คนงานของร้านนำพวกเขามาพบนายช่างเหอทันทีที่มาถึง
ภายในห้องทำงานนี้แสนเรียบง่าย เมื่อกวาดสายตามองโดยรอบแล้ว จะเห็นว่ามีเพียงโต๊ะทำงานและชั้นวางม้วนกระดาษกองใหญ่ ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นแบบของบ้าน ร้านรวง หรือแม้แต่จวนหรูหราที่นายช่างเหอรับทำนั่นเอง
จางอี้หมิงมองดูเจ้าของร้านด้วยความอยากรู้อยากเห็นตามประสา นายช่างเหอผู้นี้เป็นชายวัยกลางคน รูปร่างสูงใหญ่กำยำ ด้วยพื้นฐานคงเป็นผู้ที่ทำงานใช้กำลังมาตั้งแต่เยาว์วัย ใบหน้ามีหนวดเคราครึ้ม ทำให้มีสีหน้า ท่าทางน่าเกรงขามในสายตาเหล่าลูกจ้าง
“เถ้าแก่หลิน เชิญนั่ง ๆ” เหอซีเอ่ยทักทายหลินไห่
“คารวะนายช่างเหอ” สองพ่อลูกสกุลจางเอ่ยทักทายบ้าง
“ไม่ต้องมากพิธี นี่คงเป็นพ่อลูกบ้านจางที่ท่านให้บ่าวมาแจ้งว่าจะให้ข้าไปสร้างบ้านให้ใช่หรือไม่” เหอซีหันไปเอ่ยทักทายสองพ่อลูก
“ใช่แล้ว นายช่างเหอ” หลินไห่ตอบ
“ช่วงนี้ข้าไม่มีรายการสร้างบ้านที่ไหน เพราะอาจจะใกล้ฤดูหนาวแล้ว ไม่มีบ้านไหนสร้างบ้านในเวลาเช่นนี้กัน มีเพียงซ่อมแซมบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น ข้าสามารถเริ่มงานได้ทันที ว่าแต่พวกเจ้ามีแบบบ้านที่ต้องการจะสร้างแล้วหรือไม่”
“เรียนนายช่าง ข้าปรึกษากันแล้วในครอบครัว สำหรับในฤดูหนาวนี้ ข้าอยากจะสร้างบ้านแบบชาวบ้านธรรมดาทั่วไปขอรับ จำนวนสี่ห้องนอน ขอเพียงแข็งแรง ทนทานและไม่พังลงมาเมื่อหิมะตกหนักก็เพียงพอแล้วขอรับ” จางอี้เทาเป็นผู้ตอบคำถาม
“ได้ ไม่มีปัญหา แล้วมีสิ่งไหนที่ต้องการอีกหรือไม่”
“ข้าอยากให้สร้างเตาผิงไว้ในห้องโถงของบ้าน ทำเป็นปล่องลมให้ควันลอยออกไปนอกบ้าน มีเตาอบไว้ตรงห้องครัว มีห้องอาบน้ำแยกออกไปต่างหาก ข้าต้องการบ้านอีกสองหลังที่เป็นห้องโล่ง ๆ ไม่จำเป็นต้องมีห้องนอน หลังหนึ่งขอให้มีเตาผิงรอบ ๆ บ้านอีกสามจุด อีกหลังข้าจะทำเป็นโรงเก็บเสบียง ขนาดและแผนผังของบ้านเป็นเช่นนี้ขอรับ...”
จางอี้หมิงขอกระดาษและพู่กันจากนายช่างเหอแล้วให้บิดาลงมือวาดบ้านที่ต้องการสร้างให้กับเหอซีได้ดู เนื่องจากบ้านสกุลจางได้ตกลงคุยรายละเอียดกันมาแล้ว จางอี้เทารู้ล่วงหน้ามาก่อนแล้ว จึงลงมือวาดแบบบ้านและอธิบายให้นายช่างเหอได้ฟังอย่างละเอียด
“อืม บ้านที่สร้างก็ไม่ได้แตกต่างจากบ้านของชาวบ้านทั่วไป แต่การทำเตาผิงและปล่องลมให้ควันลอยออกไปนอกบ้านข้ายังไม่เคยเห็นการสร้างบ้านแบบนี้ รวมทั้งเตาอบด้วย ข้าไม่มั่นใจว่าจะสร้างได้หรือไม่นะ” เหอซีบอกออกมาด้วยสีหน้าวิตกกังวลเล็กน้อย
เขาเคยสร้างบ้านมามากมาย แต่ยังไม่เคยเห็นใครสร้างบ้านแบบนี้ จึงเกรงว่าจะไม่สามารถทำได้ลุล่วงตามแบบแผน
“ท่านลุงเหออย่าได้เป็นกังวลไปเลยขอรับ ท่านพ่อข้าสามารถบอกวิธีการทำให้ได้ขอรับ เพียงแต่อยากจะทราบว่าจะต้องใช้เวลาทั้งหมดกี่วันหรือขอรับ” จางอี้หมิงเอ่ยถาม
“จากที่เจ้าบอกมา ประมาณการสร้างสิบห้าถึงยี่สิบวัน แต่คงไม่เกินหนึ่งเดือน บ้านไม่น่าจะใช้เวลานาน ข้ากังวลแต่เฉพาะปล่องลมและเตาอบมากกว่า เพราะข้ายังไม่เคยทำมาก่อน”
“ถือว่าสร้างได้รวดเร็วอยู่ขอรับ นับจากวันนี้ไปยังเหลือเวลาอีกสองเดือนครึ่ง บ้านข้าคงพอทันได้สะสมเสบียงไว้สำหรับฤดูหนาวปีนี้ ท่านลุงเหอคิดค่าจ้างเป็นเงินเท่าไรหรือขอรับ ท่านลุงเหออย่าลืมคิดค่าโต๊ะ เก้าอี้ และเตียงนอนด้วยนะขอรับ”
เหอซีลงมือคำนวณค่าใช้จ่ายต่างๆ ทั้งค่าแรง ค่าวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ เมื่อคำนวณได้แล้วจึงแจ้งแก่ลูกค้า
“เจ้าลองดูรายการค่าใช้จ่ายที่ข้าเขียนสรุปให้เถิด หากตกลงจ่ายตามนี้ ข้าก็พร้อมสร้างบ้านตามแบบที่เจ้าต้องการ แม้ความจริงบ้านของเจ้าอาจจะไม่แพงถึงเพียงนี้ แต่เพราะมีการทำปล่องลม เตาผิงและเตาอบ รวมถึงบ้านหลังเล็กอีกสองหลังเพื่อให้ทันเวลา ข้าจำเป็นต้องใช้คนจำนวนมาก รวมถึงวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ เพิ่มขึ้น ข้าต้องซื้อมาอีกที” นายช่างใหญ่อธิบาย
เขายื่นรายการค่าใช้จ่ายและค่าแรงให้บิดาของหนูน้อยตัดสินใจ จางอี้เทาไล่สายตามองรายการและราคาดูแล้ว อันที่จริง สิ่งที่พวกเขาต้องการหลาย ๆ อย่างนั้นเป็นสิ่งที่บ้านอื่นไม่เคยสั่งทำมาก่อน ดังนั้นทั้งราคาของและค่าแรงคน เขาจึงคิดว่ามิได้เหลือบ่ากว่าแรงนักถ้าจะเอ่ยตกลง
“ข้ารับราคานี้ ยังมีรายละเอียดอื่นอีกหรือไม่ขอรับ” เขาตอบรับ
“เช่นนั้นก็ดี การจ่ายค่าจ้างข้าจะขอรับมัดจำครึ่งหนึ่งในวันที่เริ่มงาน และจ่ายทั้งหมดในวันที่ส่งมอบเรือน หากเจ้าตกลงข้าจะทำหนังสือสัญญามาให้พวกเจ้าลงลายมือไว้ พวกเจ้าคิดเห็นเป็นเช่นไร”
“ท่านพ่อ ข้าไม่นึกว่าจะแพงขนาดนี้ แต่ช่างมันเถอะขอรับ เพราะเราทำเองไม่ได้ ก็ถือว่าสมควรแล้ว ท่านพ่อคิดเห็นเช่นไรขอรับ” จางอี้หมิงโอดครวญถึงตำลึงที่ต้องจ่ายออกไป
กว่าจะหามาได้ลำบากแทบแย่ แต่จะทำไงได้ หากไม่มีบ้านสำหรับฤดูหนาวนี้ บ้านสกุลจางได้หนาวตายกันหมดแน่
“พ่อว่าไม่แพงหรอกหมิงเอ๋อร์ อย่างที่นายช่างเหอบอก ทุกอย่างต้องซื้อหามาทั้งนั้น ถึงแม้ว่าจะเป็นบ้านธรรมดาแต่เพราะต้องซื้อทุกอย่างจึงมีราคาสูงเช่นนี้ ท่านพ่อบุญธรรมเห็นด้วยหรือไม่ขอรับ” จางอี้เทาตอบบุตรชายก่อนหันไปถามความเห็นของหลินไห่
“อืม นายช่างเหอเป็นคนดีและซื่อสัตย์มาก ข้าว่าไม่แพงหรอกเมื่อเทียบกับเรือนในเมืองไห่ถัง ชาวบ้านไม่เสียสักอีแปะเพราะพวกเขาก่อสร้างกันเอง ในเมื่อพวกเจ้าทำเองไม่ได้ก็ต้องยอมเสียเงินเช่นนี้แหละ” หลินไห่ออกความเห็น
“เป็นอันว่าพวกเจ้าตกลงให้ข้าสร้างบ้านตามแบบที่ได้บอกมา เช่นนั้นรอข้าสักครู่ ข้าจะไปร่างสัญญามาให้” เหอซีบอกลูกค้าแล้วจึงหยิบกระดาษสัญญามาเขียนส่งให้
หลังจากที่อ่านสัญญาจนละเอียดและเห็นว่าเรียบร้อยดีแล้ว จางอี้เทาจึงลงลายมือชื่อและเก็บสัญญาไว้กับตนเองหนึ่งฉบับ
“การสร้างจะเริ่มในอีกห้าวันข้างหน้า พวกเจ้าตกลงหรือไม่ ขอเวลาข้าเตรียมคนงานและอุปกรณ์พร้อมวัสดุต่าง ๆ ให้พร้อม” เหอซีกล่าว “ข้ามีอุปกรณ์อยู่บ้างแล้ว เพียงแต่ต้องการซื้อเพิ่มในส่วนของการสร้างปล่องลม”
“ได้ขอรับ” จางอี้เทาตอบรับ สามวันเป็นเวลาที่ไม่นานมากนัก อีกทั้งบ้านจางก็ต้องการสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนด้วย
ส่วนจางอี้หมิงก็ได้แต่นั่งฟัง เขาไม่แน่ใจว่าในโลกนี้ผู้คนเตรียมการก่อสร้างกันกี่วัน ดังนั้นจึงให้บิดาเป็นคนเจรจาและตัดสินใจจะดีกว่า
เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว เวลาก็ล่วงไปใกล้เย็น รถม้าของเหลาซิ่งฝูมาส่งสองพ่อลูกสกุลจางลงที่จอดเกวียนของผู้เฒ่าผินคนขับเกวียนของหมู่บ้านหลัวถง โชดดีที่ทั้งสองคนมาทันไม่เช่นนั้นคงได้ค้างคืนในเมืองไห่ถังเป็นแน่
จางอี้หมิงบอกลาท่านปู่ เขาสวมกอดชายชราแน่นก่อนจะรีบขึ้นเกวียนไปพร้อมบิดา จางอี้เทาเองก็ยกมือคารวะเถ้าแก่หลินไห่เช่นกัน สองพ่อลูกพูดคุยกันนิดหน่อยก่อนจะเงียบลงด้วยความเหน็ดเหนื่อย
เด็กน้อยมองดูบิดาแล้วแย้มรอยยิ้ม อย่างน้อยตอนนี้พวกเขาก็จะมีบ้านไว้หลบหนาว ไม่ต้องทนอยู่ในกระท่อมปลายนา ท่านแม่และท่านย่าก็จะได้คลายกังวล แม้จะเพิ่งมาอยู่แต่อานนท์ในร่างจางอี้หมิงก็รักครอบครัวจางมาก
เขาจะต้องทำให้ครอบครัวกลับมาร่ำรวยอีกครั้งให้จงได้
ขอท่านพ่อ ท่านแม่และท่านย่าโปรดรออีกนิดเถิด
ในยามเช้าของบ้านสกุลจางยังคงวุ่นวายไปด้วยผู้คนเหมือนเคย ตั้งแต่มีการประกาศจัดตั้งกลุ่มการค้าเมื่อหลายวันก่อน ชาวบ้านหลัวถงก็แวะเวียนมาที่กระท่อมปลายนาไม่ขาดสาย ทว่าวันนี้ดูจะคับคั่งเป็นพิเศษเนื่องจากเป็นวันที่ชาวบ้านจะขึ้นเขาเพื่อไปเรียนรู้ต้นหญ้าหวาน วิธีการเก็บ รวมถึงวิธีการทำน้ำตาลผักด้วย
แต่เนื่องจากเมื่อวานสองพ่อลูกสกุลจางหมดเวลาไปกับการแก้ไขปัญหาให้เหลาอาหารซิ่งฝูและการติดต่อนายช่างเรื่องการสร้างบ้านเป็นเวลานาน จางอี้หมิงจึงไม่มีเวลาเหลือพอไปหาซื้อวัตถุดิบมาใช้ทำหัวเชื้อน้ำตาลผัก ดังนั้นการสอนการทำน้ำตาลผักจึงขอเลื่อนออกไปก่อน
จางอี้เทานับจำนวนชาวบ้านที่มาเข้าร่วมอย่างละเอียด แต่ละครอบครัวต่างก็ส่งตัวแทนมาบ้านละหนึ่งหรือสองคน เหลือเพียงบ้านของหลวนซานที่ไม่มีใครมา ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด เมื่อทุกคนมาพร้อมหน้าครบตามจำนวนแล้ว เขาและอี้หมิงจึงพาชาวบ้านเดินขึ้นไปบนเขาที่มีต้นหญ้าหวานอยู่
เมื่อมาถึงบริเวณที่มีต้นหญ้าหวาน ด้านหน้าเป็นทางชันต้องเดินลงไปตามไหล่เขาซึ่งจุดนี้เองที่อี้หมิงก็เคยพลาดตกลงไป
“เอาล่ะทุกคน ข้างล่างนั่นมีต้นหญ้าหวานอยู่ แต่จากตรงนี้เพื่อลงไปเก็บต้นหญ้าหวานเป็นทางลาดชัน ขอให้ทุกคนระวังกันหน่อย ค่อย ๆ เดินตามข้าลงมานะ” จางอี้เทาเดินนำชาวบ้านลงไปยังทุ่งต้นหญ้าหวาน มันค่อนข้างใช้เวลาพอสมควรเนื่องจากจำนวนชาวบ้านมีสิบคน
“อาเทา ข้ามีความคิดหนึ่งมานำเสนอ ไม่รู้ว่าเจ้าจะเห็นด้วยหรือไม่” เมื่อมาถึงพื้นที่ราบแล้ว ชายคนหนึ่งที่มีอายุใกล้เคียงกับจางอี้เทาจึงเอ่ยขึ้น
“พี่ชายท่านนี้มีความคิดอันใดหรือ”
“ทางที่ลงมานี้ ตั้งแต่ตรงนั้นจนถึงที่พวกเรายืนอยู่ตรงนี้มันค่อนข้างลาดชัน ถ้าหากว่าฝนตกคงหกล้มได้ง่าย ข้าคิดว่าเหตุใดเราไม่ช่วยกันขุดดินทำเป็นขั้นบันไดดินเป็นทางขึ้นลงตรงนี้เล่า อาจจะหาแผ่นไม้ หรือก้อนหินมาวางไว้ตรงส่วนที่เราเหยียบเพื่อป้องกันการลื่น หากทำเช่นนี้แล้วการขึ้นลงเก็บต้นหญ้าหวานก็จะง่ายขึ้นและไม่เป็นอันตราย ทุกคนเห็นเป็นเช่นไร”
หลังจากที่ชายคนนั้นพูดจบ จางอี้เทา จางอี้หมิงและชาวบ้านจึงนึกคิดตามคำพูดอยู่ชั่วครู่ถึงกับเอ่ยชมความคิดของชายคนนั้นออกมา
“อาห้าว เป็นความคิดที่ดีเจ้าช่างฉลาดยิ่งนัก ข้าเห็นด้วยกับอาห้าวนะ พวกเจ้าเห็นเป็นเช่นไร” ชาวบ้านคนหนึ่งเอ่ยสมทบ
“ข้าว่าดียิ่ง”
“ข้าเห็นด้วย”
“เอาล่ะ ๆ เช่นนั้นพวกเรามาช่วยกันทำบันไดดินสำหรับขึ้นลงตรงนี้ก่อน แบ่งคนแยกกันทำนะ ใครจะตัดหญ้า ใครจะขุดดิน ใครจะไปหาก้อนหินหรือแผ่นไม้ ก็แยกย้ายกันไป เสร็จแล้วข้าจะได้สอนการเก็บต้นหญ้าหวาน” จางอี้เทากล่าวจนจบ เขาจัดสรรหน้าที่ให้ทุกคน
สมแล้วที่เป็นอาจารย์ มีเพียงจางอี้หมิงที่เด็กสุด จึงเดินไปนั่งดูพวกผู้ใหญ่ทำงานและคอยเก็บเกี่ยวความรู้เพียงเท่านั้นเอง
ใครว่าชาวบ้านไม่รู้เรื่อง อย่างน้อยความคิดเรื่องบันไดดินนี้เขาก็คิดไม่ถึงมาก่อน เขากับท่านพ่อขึ้นมาเก็บต้นหญ้าหวานก็หลายครั้ง เจอกับปัญหาทางลาดชันทุกครั้งด้วยซ้ำไป
เพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม บันไดดินสำหรับขึ้นลงเก็บต้นหญ้าหวานก็เสร็จเรียบร้อย ชาวบ้านหาก้อนหินมาวางไม่ได้จึงเลือกใช้ต้นไม้ขนาดเล็กตัดเป็นท่อน ๆ มาวางเรียงกันเป็นแพแทนแผ่นไม้
“โอ้ พวกท่านเก่งมากที่ใช้เวลาเพียงไม่นานก็ทำบันไดดินเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ว่าความชันมันยังสูงอยู่มาก ข้าว่าท่านลุงสร้างราวบันไดไว้ข้างหนึ่งดีหรือไม่ เช่นนี้เวลาเราพักเหนื่อยเมื่อเดินขึ้นมาได้สักครึ่งทาง เราจะได้มีราวช่วยพยุงได้ดีขึ้น”
จางอี้หมิงลองเดินขึ้นบันไดดินเพียงแค่ครึ่งทางก็เหนื่อยแล้ว แล้วท่านลุงที่ต้องแบกตะกร้าที่มีต้นหญ้าหวานอยู่เต็มหลังคงหนักและเหนื่อยไม่น้อย เขาจึงเสนอให้ทำราวบันไดขึ้นมา
“อันใดคือราวบันไดหรือหมิงหมิงน้อย” ชายที่ชื่ออาห้าวถามอย่างสงสัย เขาไม่เคยได้ยินคำว่าราวบันไดมาก่อน
“ราวบันไดคืออะไรน่ะหรือขอรับ เช่นนั้นเราหาไม้มาทำเป็นเสาให้มีระยะห่างกันแล้วนำไม้ไผ่อีกอันมามัดต่อกันให้เป็นแนวยาวตั้งแต่ล่างไปถึงบนสุดก็จะได้ราวบันไดอย่างง่ายขอรับ มีประโยชน์ใช้วางมือพักเหนื่อยระวังทางที่เดินขึ้นมา” จางอี้หมิงเดินลงมาที่ชาวบ้านทุกคนยืนอยู่ และอธิบายด้วยการวาดไม้วาดมือไปตรงบันไดดิน ซึ่งเพียงไม่นานชาวบ้านก็เข้าใจและเห็นด้วย
พวกเขาจึงหันไปตัดไม้ไผ่มาทำเป็นราว ตัดต้นไม้มาทำเป็นเสา อีกกลุ่มไปหาเครือเถาวัลย์มาทำเป็นเชือก เพียงไม่นานบันไดดินที่มีราวข้างหนึ่งก็เสร็จสมบูรณ์ ชาวบ้านต่างยิ้มให้กันเมื่อเห็นผลงานของตนเอง
“พี่ชาย ท่านลุง ท่านอา ท่านทั้งหลายรู้หรือไม่ขอรับว่าเหตุใดงานในวันนี้จึงเสร็จเรียบร้อยได้อย่างรวดเร็ว เป็นเพราะพวกเราทุกคนทำงานร่วมกันด้วยความสามัคคี เมื่อเกิดปัญหาเราหาหนทางช่วยเหลือกันและกัน ความใจดีมีน้ำใจแบบนี้หาได้ยากยิ่งในเมืองหลวงนะขอรับ ข้าดีใจยิ่งนักที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของหมู่บ้านหลัวถงนี้” จางอี้เทาเอ่ยชมทุกคน
“อาเทา พวกเราเป็นเพียงชาวบ้านเท่านั้น หากไม่ช่วยเหลือกันและกันแล้วจะหาผู้ใดมาช่วยเหลือพวกเรากันเล่า ชาวบ้านก็มีกันเพียงเท่านี้ พวกเราต้องขอบคุณสกุลจางต่างหากที่คิดถึงบุตรหลาน คิดถึงพวกเราชาวบ้าน พวกเจ้ามีอันใดก็เอื้อเฟื่อเผื่อแผ่มาให้พวกเรา คนดี ๆ เช่นนี้พวกเราไม่รักษาไว้ก็โง่เขลาเต็มทีแล้ว” ชายสูงอายุคนหนึ่งกล่าว
“ข้าขอเป็นตัวแทนสกุลจางขอบคุณพวกท่านที่ไม่รังเกียจครอบครัวข้าที่เพิ่งมาอาศัยอยู่ใหม่ เช่นนั้นพวกเราก็ไปดูต้นหญ้าหวานกันเถอะขอรับ” จางอี้เทายกมือคารวะขอบคุณทุกคนแล้วจึงเดินนำชาวบ้านไปยังดงต้นหญ้าหวาน
“ทั้งหมดตรงหน้าของพวกท่านคือต้นหญ้าหวานที่เราจะเอาไปทำเป็นน้ำตาลผักส่งไปขายให้กับหนิงอ๋อง” จางอี้เทาบอกแก่ชาวบ้านทั้งหลายพลางผายมือให้เห็นต้นหญ้าที่เป็นพุ่มสูงต่ำไปไกลสุดลูกหูลูกตา ชายหนุ่มเดินไปใกล้ต้นหญ้าหวานพลางอธิบายว่าส่วนไหนที่ต้องเก็บ ส่วนไหนใช้ไม่ได้และต้องระวังอันใดบ้าง
“พวกท่านต้องระวังไม่เก็บต้นที่มีดอกนะขอรับเพราะเป็นส่วนที่ใช้ไม่ได้ จะต้องเก็บให้เป็นไปในแนวเดียวกันจากตรงนี้เป็นต้นไป ห้ามเก็บแบบกระจัดกระจายเพราะว่าเราจะควบคุมการงอกขึ้นมาใหม่ไม่ได้ เมื่อเราเก็บไปจนสุดทางแล้ว ต้องวนกลับมาจุดที่เราเก็บไปครั้งแรก ซึ่งจะพอดีกับเวลาที่พร้อมให้เราเก็บรอบใหม่ หมุนวนไปเช่นนี้” จางอี้เทาอธิบายพลางลงไปชี้ส่วนต่าง ๆ ทั้งยังตอบคำถามของชาวบ้านอย่างช้าๆ
จางอี้เทากังวลว่าหากชาวบ้านพากันเก็บโดยไม่เป็นแนวแล้วจะทำให้การเก็บเกี่ยวในครั้งต่อไปนั้นยากขึ้น จึงวางแผนให้ชาวบ้านเก็บอย่างมีแบบแผนและจะดูเรียบร้อยกว่า ซึ่งเด็กน้อยจางอี้หมิงก็ได้แต่นึกชมบิดาในใจ
ท่านพ่อของเขาเป็นคนที่มีแบบแผนอย่างดีเลยทีเดียว
บัณฑิตหนุ่มแจ้งให้ชาวบ้านทราบว่าทางบ้านสกุลจางจะรอให้ทุกคนเก็บเกี่ยวพืชผลในไร่และคนที่มีสัญญาจ้างในเมืองเสร็จสิ้นสัญญาก่อน อีกหกวันข้างหน้าสกุลจางจึงจะพร้อมให้ชาวบ้านนำต้นหญ้าหวานมาส่งให้ ภายหลังอีกสองวันจากนั้นจึงค่อยมารับหัวเชื้อน้ำตาลผัก เมื่อได้รับแล้ว ให้ทุกคนไปรวมตัวกันที่บ้านหัวหน้าหมู่บ้านเพื่อเรียนรู้วิธีการต้มน้ำตาลผักจากหัวเชื้อ อีกเหตุผลที่ยังไม่สามารถทำได้ทันทีเนื่องจากเถ้าแก่หวังยังไม่ได้ส่งไหเปล่ามาให้ ดังนั้นในตอนนี้จึงยังไม่มีภาชนะพร้อมแจกจ่ายให้ทุกคน
เมื่อเข้าใจตรงกันแล้ว ชาวบ้านและสองพ่อลูกจึงแยกย้ายกันกลับบ้านของตนเอง จางอี้เทาจูงมือน้อย ๆ ของอี้หมิงไปตลอดทาง พวกเขาพูดคุยกัน กระทั่งมาถึงบ้านหลังเล็กที่มีนางหูและหลี่อ้ายรออยู่
จางอี้เทากับจางอี้หมิงเดินมาถึงบ้านพอดีกับเวลาอาหารกลางวัน กลิ่นหอมลอยฟุ้งมากระทบจมูก วันนี้หลี่อ้ายทำอาหารจานเนื้อ อี้หมิงที่เหน็ดเหนื่อยจากการเดินขึ้นภูเขาถึงกับตาลุกวาว เขาลุกขึ้นเดินเร็ว ๆ ไปล้างมือและมานั่งรออาหารจากมารดาอย่างใจจดใจจ่อ
ทำอย่างไรได้ เด็กก็แบบนี้แหละ ต้องกินให้มากหน่อยจะได้โตไวๆ
อาจจะเพราะได้กินอาหารที่ดีกว่าแต่ก่อนและครบสามมื้อ อีกทั้งไม่ต้องกังวลถึงความเจ็บป่วย ทำให้ตอนนี้ร่างกายของเด็กน้อยเริ่มมีเนื้อหนังเพิ่มขึ้นมากแล้ว ไม่เหมือนเมื่อครั้งยังป่วยอยู่ที่มีแต่หนังหุ้มกระดูก
“เป็นเช่นไรบ้างอาเทา ชาวบ้านคุยด้วยง่ายหรือไม่” นางหูเอ่ยถามบุตรชายหลังจากที่กินมื้อกลางวันกันเสร็จแล้ว
“นั่นสิเจ้าคะท่านพี่ ข้าก็อยากรู้เช่นกัน” หลี่อ้ายเอ่ยถามย้ำอีกคน
“ชาวบ้านพูดคุยได้ด้วยดีท่านแม่ น้องหญิง ในวันนี้พวกเรายังช่วยกันทำบันไดดินเพื่อลงไปเก็บต้นหญ้าหวานด้วย น้องหญิงจำทางลาดชันที่พวกเราต้องพยายามทรงตัวให้ดีในตอนที่ต้องลงไปเก็บต้นหญ้าหวานได้หรือไม่ ต่อไปพวกเราไม่ต้องระวังตนเองเหมือนเช่นที่ผ่านมาแล้ว ชาวบ้านช่วยกันทำบันไดดิน มีราวจับทำให้เดินขึ้นลงได้สะดวกสบายยิ่ง”
“ข้าให้ชาวบ้านเริ่มเอาต้นหญ้าหวานมาส่งหลังจากที่นายช่างเหอได้เริ่มสร้างบ้านไปแล้วหนึ่งวัน ซึ่งก็คือในอีกหกวันข้างหน้านี้ เพราะในวันแรกพวกเราควรได้อยู่ดูแลการสร้างบ้านก่อน อีกอย่างหมิงเอ๋อร์ยังต้องไปหาซื้อวัตถุดิบสำคัญในการมาทำหัวเชื้อน้ำตาลผักด้วย” จางอี้เทาเล่ารายละเอียดทั้งหมดให้มารดากับภรรยาได้รับฟัง
“ข้าดีใจยิ่งนักเจ้าค่ะท่านพี่ ในที่สุดพวกเราจะมีบ้านที่แข็งแรงเสียที เงินเรามีพอจ่ายค่าสร้างบ้านหรือไม่เจ้าคะ” หลี่อ้ายถาม นางเป็นกังวลในส่วนนี้พอสมควร
“ครอบครัวเรามีเงินพอจ่ายค่าสร้างบ้านจากการขายผ้าปักกับถุงหอมของน้องหญิง ถึงแม้จะไม่พอ แต่รายได้จากการขายน้ำตาลผักให้กับหนิงอ๋องคงพอ น้องหญิงไม่ต้องเป็นห่วง หากมีสิ่งใดที่ตัดสินใจไม่ได้ ท่านพ่อบุญธรรมคงช่วยได้” จางอี้เทาเอ่ยปลอบใจภรรยาเสียงนุ่ม
“เถ้าแก่หลินช่างเป็นคนดีจริง ๆ ต่อไปพวกเจ้าต้องเคารพและกตัญญูต่อท่านให้มาก รู้หรือไม่” นางหูเอ่ยเตือนบุตรชายและหลานตัวน้อย
สำหรับหูไป๋หง แล้วความกตัญญูเป็นสิ่งสำคัญ และนางอยากส่งต่อมันให้จางอี้หมิง สำหรับนางที่เป็นย่าแล้วนั้น การได้เห็นหลานชายเติบโตอย่างดีเป็นสิ่งที่ปรารถนามาตลอด
“ข้าทราบแล้วขอรับท่านแม่ จริงสิน้องหญิง พรุ่งนี้พี่กับ หมิงเอ๋อร์ตกลงกันว่าจะเข้าไปในเมืองไห่ถังเพื่อหาวัตถุดิบทำหัวเชื้อ ครอบครัวจางไม่มีอันใดทำเป็นพิเศษ เช่นนั้นท่านแม่กับน้องหญิงอยากเข้าไปในเมืองเดินดูตลาดและซื้อของบ้างหรือไม่ น้องหญิงจะได้ไปคุยกับร้านขายผ้า เถ้าแก่เนี้ยบอกว่าหากมีผ้าปักอีกก็ให้นำไปขายที่ร้านได้เลย น้องหญิงอาจจะมีหนทางหารายได้อีกทางก็เป็นได้”
จางอี้เทาเห็นว่าช่วงระหว่างนี้ไม่มีสิ่งใดให้ทำมากนัก เห็นสมควรที่จะพามารดาและภรรยาไปเดินเที่ยวตลาดในเมืองบ้าง ตั้งแต่ย้ายมาที่หลัวถง ครอบครัวจางยังไม่เคยได้ไปเที่ยวเดินตลาดเลย ตัวเขาเองกับบุตรชายถึงแม้จะเข้าไปในเมืองหลายครั้ง แต่ก็เป็นการตรงไปซื้อของทันที
“พวกเจ้าสามคนพ่อแม่ลูกไปกันเถอะ ข้ายังต้องคอยพลิกกลับต้นหญ้าสายรุ้งอีก อีกอย่างข้าแก่แล้ว อยากอยู่พักผ่อนที่บ้านมากกว่า” นางหูเอ่ยปฏิเสธ
“น้องหญิง อยากไปหรือไม่เล่า” จางอี้เทาคว้าเอวภรรยามาโอบกอดไว้หลวม ๆ จ้องมองใบหน้าฮูหยินตนเองด้วยสายตารักใคร่ลึกซึ้ง
“ข้าอยากไปด้วยเจ้าค่ะ อย่างที่ท่านพี่ว่า บางทีข้าอาจจะมีวิธีสร้างรายได้อีกทางในงานที่ข้ารักและถนัดเจ้าค่ะ ข้าตื่นเต้นยิ่งนัก” หลี่อ้ายเอ่ยตอบแล้วได้แต่เขินอาย นางหลบสายตาสามีพลางก้มหน้ามองต่ำ ในใจนึกชมสามีของตนเอง เขาช่างดีต่อนางยิ่งนัก
จางอี้เทาดีเช่นนี้จะให้นางไม่รักมากได้เช่นไร ต่อให้ต้องลำบากมากกว่านี้ หากสามียังเอ็นดูและรักใคร่ หลี่อ้ายก็พร้อมที่จะร่วมฝันฝ่าอุปสรรคไปด้วยกัน
“ท่านพ่อท่านแม่หวานกันอีกแล้ว ข้าไม่อยู่ขัดขวางความสุขของพวกท่านแล้ว ท่านย่า ไปนอกบ้านกันเถอะขอรับ”
จางอี้หมิงเหม็นกลิ่นคนมีความรักจึงชวนนางหูออกไปนอกบ้าน หญิงชราได้ยินดังนั้นจึงลุกขึ้นและเดินออกจากบ้านไปพร้อมกับหลานชายตามคำชวน
“ย๊าห์”
ออกมาด้านนอกยังไม่ทันได้ก้าวเดินไปไหน เสียงใครสักคนสั่งให้รถม้าหยุดก็ส่งผลให้สองย่าหลานมองผู้ที่เดินทางมาด้วยความสงสัย
“หมิงเอ๋อร์ นั่นมิใช่รถม้าของเถ้าแก่หวังหรือไม่” นางหูใช้มือบังแสงแดดอ่อน ๆ ก่อนที่จะเพ่งมองไปยังเบื้องหน้า
“ใช่แล้วขอรับ เป็นรถม้าของเถ้าแก่หวังแน่นอน แต่เหตุใดถึงมาเวลานี้อีกแล้ว เถ้าแก่หวังมาหาเวลานี้เมื่อไหร่ มีแต่เรื่องทั้งนั้น” เด็กน้อยตอบท่านย่าและเปรยออกมาด้วยความสงสัย
“คารวะฮูหยินจาง หมิงหมิงน้อยสบายดีหรือไม่” เป็นคนขับรถม้าของเถ้าแก่หวังกระโดดลงมาจากรถม้า อาคุนเอ่ยทักทายสองย่าหลานที่ยืนอยู่ตรงหน้า
“อย่าได้มากพิธี หมิงเอ๋อร์ ย่าไปพลิกกลับหญ้าสายรุ้งก่อนนะ” นางหูตอบรับและแยกตัวออกไป
“ขอรับท่านย่า” อี้หมิงตอบท่านย่าและหันไปกล่าวกับอาคุน “ข้าสบายดีขอรับ เหตุใดพี่อาคุนถึงมาในเวลานี้เล่าขอรับ”
“เถ้าแก่หวังให้ข้ามาแจ้งพวกเจ้าให้เข้าไปในเมืองพรุ่งนี้ ข้าจะมารับพวกเจ้าเอง หนิงอ๋องต้องการพบคนที่คิดค้นน้ำตาลผักกับเกลือผักในยามอู่ (11.00 – 12.59)” อาคุนกล่าวธุระ
“หนิงอ๋องต้องการพบพวกข้าหรือขอรับ...”
“โอ้ ข้าเกือบลืมไปว่าเถ้าแก่บอกให้บ้านสกุลจางเตรียมทำอาหารหนึ่งรายการเพื่อมอบให้กับหนิงอ๋องด้วย” อาคุนยกยิ้มก่อนจะขอตัวลากลับอย่างเร็วเมื่อเอ่ยธุระเสร็จ
จางอี้หมิงถึงกับอ้าปากค้าง เขาพอจับใจความได้อยู่หรอกแต่พี่อาคุนจะไม่มาไวไปไวไปหน่อยหรือ
“ช้าก่อนพี่อาคุน” เด็กน้อยรีบร้องเรียก
“มีอันใดหรือหมิงหมิงน้อย”
“ไม่ทราบว่าพี่อาคุนจะมารับพวกข้ายามไหนขอรับ”
“คงจะเป็นยามซื่อ (09.00 – 10.59) เจ้าถามทำไมหรือ”
“ข้าขอรบกวนพี่อาคุนมารับในยามเฉิน (07.00 – 08.59) ได้หรือไม่ขอรับ ข้ากับท่านพ่อต้องการซื้อวัตถุดิบบางอย่างที่ร้านเถ้าแก่หวัง รวมถึงจะได้มีเวลาเตรียมวัตถุดิบในการทำอาหารสำหรับหนิงอ๋องด้วย” จางอี้หมิงอธิบายถึงเหตุผลที่คนขับรถม้าสมควรมารับครอบครัวจางเวลาเช้ากว่าเดิม
“ได้ ข้าจะมารับเจ้าตามเวลาที่เจ้าแจ้งไว้ เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน” อาคุนเมื่อได้แจ้งข่าวสารเรียบร้อยแล้วจึงจากไป ทิ้งให้จางอี้หมิงส่ายหน้าช้า ๆ อย่างนึกขบขัน
ท่านพี่อาคุนมาไวไปไวยิ่งกว่าประกันภัยที่โลกเก่าเสียอีก
เมื่อมองรถม้าที่วิ่งหายไปจนลับสายตาแล้ว เด็กน้อยจึงเดินไปช่วยนางหูทำงาน เมื่อเสร็จแล้วสองย่าหลานก็ชวนกันไปริมลำธารเพื่อเก็บผักบุ้งสำหรับมาทำอาหารมื้อเย็นวันนี้ ก่อนจากไปจางอี้หมิงไม่วายตะโกนบอกบิดามารดาจากนอกบ้าน
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้ากับท่านย่าจะไปริมลำธารนะขอรับ”
เขาไม่รอให้บุพการีตอบกลับมา สองเท้ารีบเดินไปสมทบกับท่านย่าของตนเอง แล้วเดินมุ่งหน้าตรงไปยังลำธารทันที
ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้ากับท่านย่าเปิดโอกาสให้ขนาดนี้
จะปล่อยเวลาให้เสียเปล่าก็ตามใจท่านละนะ
รถม้าของเถ้าแก่หวังวิ่งเข้ามาจอดที่หน้าบ้านสกุลจางในเวลาเช้าตรู่ไม่ขาดไม่เกินจากเวลาที่นัดหมาย วันนี้สามคนพ่อแม่ลูกสกุลจางจะเข้าเมืองไห่ถังไปด้วยกัน จางอี้หมิงเล่าเหตุการณ์เมื่อวานตอนบ่ายให้บิดาฟังเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจางอี้เทาก็เข้าใจดี
อี้หมิงยังได้เตรียมทั้งน้ำตาลผัก เกลือผัก และน้ำมันให้ท่านพ่อใส่ในตะกร้าไม้ไผ่แบกขึ้นหลังมาด้วย เด็กชายให้พี่อาคุนแวะที่เหลาซิ่งฝูเพื่อไปขอยืมตัวท่านลุงอู๋เจ๋อไปช่วยทำอาหารให้หนิงอ๋อง โดยเด็กน้อยให้เหตุผลกับท่านปู่ว่า การที่ท่านลุงอู๋ได้ทำอาหารถวายให้กับหนิงอ๋องจะทำให้ชื่อเสียงของเหลาซิ่งฝูโด่งดังยิ่งขึ้น หากว่าเป็นที่พอพระทัยของหนิงอ๋องแล้วนั้น โอกาสที่หนิงอ๋องจะสนับสนุนเหลาซิ่งฝูจึงมีมากตามไปด้วย อีกอย่าง ให้หัวหน้าพ่อครัวได้เรียนรู้ไว้ จะได้นำมาทำเป็นรายการอาหารชนิดใหม่ในเดือนถัดไป
ส่วนเหตุผลสำคัญที่จางอี้หมิงไม่ได้บอกออกไปคือ เขารู้สึกคุ้นเคยกับท่านลุงอู๋มากกว่าคนครัวของหนิงอ๋อง ถ้าเกิดว่าเขาพูดไม่เข้าหู หัวของเขาอาจจะไม่ได้ตั้งอยู่บนบ่าอีกต่อไปก็เป็นได้ พ่อครัวที่ไหนก็หยิ่งยโสทั้งนั้น โดยเฉพาะเหล่าพ่อครัวหลวงที่ทำงานใกล้ชิดราชวงศ์ ดังนั้นการทำงานร่วมกับท่านลุงอู๋เจ๋อจึงเป็นทางออกและคำตอบที่ดีที่สุด
“ท่านลุงตื่นเต้นหรือไม่ขอรับ วันนี้ท่านลุงจะได้ทำอาหารชนิดใหม่อีกแล้วนะขอรับ” จางอี้หมิงเอ่ยเย้าหัวหน้าพ่อครัวอย่างอารมณ์ดี เขารู้ว่าท่านลุงอู๋หลงใหลการทำอาหารเป็นที่สุด
“ลุงตื่นเต้นนิดหน่อย เกรงว่าจะทำอันใดให้เป็นที่ระคายพระทัยหนิงอ๋องน่ะสิ” อู๋เจ๋อกล่าวด้วยความวิตกกังวล แม้ปากจะบอกว่าเล็กน้อยแต่ก็มีเหงื่อผุดพรายบนใบหน้า
“ท่านลุงอู๋อย่าได้เป็นกังวลเลยขอรับ ท่านลุงเพียงแต่ทำอาหารในห้องครัว คงมิได้ออกมาพบกับหนิงอ๋อง แต่ข้านี่สิคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่นนั้นท่านลุงอู๋ต้องทำอาหารให้สุดฝีมือนะขอรับ บางทีท่านลุงอาจจะได้รางวัลหากเป็นที่ถูกพระทัยท่านอ๋องก็เป็นได้” เด็กน้อยเอ่ยปลอบใจและให้กำลังใจไปในคราวเดียวกัน
“ท่านลุงให้คนเตรียมวัตถุดิบตามรายการนี้ด้วยนะขอรับ ได้แก่...” จางอี้หมิงบอกให้หัวหน้าพ่อครัวจัดเตรียมวัตถุดิบจากเหลาซิ่งฝูไปตามที่เขาจะต้องใช้ ที่สำคัญคือไม่ลืมให้ท่านลุงเตรียมอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการทำอาหารในครั้งนี้ด้วย
“หมิงหมิงน้อย เหตุใดต้องเอามีด หม้อ กระทะขนาดต่าง ๆ เหล่านี้ไปด้วย ที่จวนท่านอ๋องไม่มีอุปกรณ์เหล่านี้เช่นนั้นหรือ” อู๋เจ๋อเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ท่านลุง รู้จักการป้องกันไว้ดีกว่าแก้หรือไม่ขอรับ ข้าไม่รู้ว่าที่จวนหนิงอ๋องจะมีสิ่งเหล่านี้หรือไม่ พวกเราไม่ได้แบกหามไปเสียหน่อย หากไม่ได้ใช้ก็เพียงนำกลับมาเท่านั้น แต่หากว่าพวกเราไม่เตรียมไป แต่จำเป็นต้องใช้ ต้องเสียเวลากลับมาเอาที่เหลาอีก เวลาก็เหลือไม่มากในการทำอาหาร หากทำให้ท่านอ๋องเสวยพระกระยาหารช้าแล้วพระองค์ไม่พอพระทัย เหลาซิ่งฝูคงรับไม่ไหว เช่นนั้นสู้เตรียมไว้ตั้งแต่แรกดีที่สุดขอรับ”
จางอี้หมิงต้องป้องกันไว้ก่อนเพราะเขาไม่รู้จักนิสัยใจคอของท่านอ๋องผู้นี้ อะไรก็ตามให้ผิดพลาดน้อยที่สุดจะดีกว่า
“ท่านลุงให้พี่ชายหมินไปเป็นผู้ช่วยท่านลุงด้วยนะขอรับ” จางอี้ หมิงเอ่ยสำทับอีกครั้ง
เมื่อทุกอย่างลงตัว จางอี้หมิงจึงนั่งรถม้าต่อไปที่ร้านเถ้าแก่หวังเพื่อไปหาวัตถุดิบในการจัดทำหัวเชื้อน้ำตาล และจะกลับมารับอู๋เจ๋อและอู๋หมินในยามซื่อ (09.00 – 10.59) เพื่อเดินทางต่อไปยังจวนที่พักของหนิงอ๋อง
“หมิงเอ๋อร์ พ่อจะพาท่านแม่ของเจ้าไปพบเถ้าแก่เนี้ยร้านขายผ้า เจ้าอยู่พูดคุยกับเถ้าแก่หวังที่นี่เถิด พ่อกับแม่จะกลับมาให้ทันเวลาที่เจ้าจะไปรับท่านอู๋ที่เหลาซิ่งฝู เจ้าอยู่คนเดียวได้หรือไม่” จางอี้เทาแจ้งกำหนดการของตนเองและหลี่อ้าย พลางเอ่ยถามบุตรชายไปด้วย
เขาคิดดูแล้วว่าหากไปด้วยกันคงไม่ทันการณ์ หลี่อ้ายเองก็เพิ่งเข้ามาในเมืองครั้งแรก จะปล่อยให้ไปคนเดียวคงหลงทางเป็นแน่ จางอี้ หมิงเองก็พอจะเอาตัวรอดได้ด้วยความเฉลียวฉลาด อีกทั้งเถ้าแก่หวังก็เอ็นดูบุตรชายไม่น้อย เขาจึงตัดสินใจเช่นนี้
“ท่านพ่อ ข้าอยู่ได้ เชิญท่านพ่อกับท่านแม่ตามสบายขอรับ” จางอี้หมิงเอ่ยตอบบิดาแล้วจึงแยกตัวเดินเข้าไปที่ร้านเถ้าแก่หวัง ส่วนสองสามีภรรยาก็แยกไปร้านผ้าตามที่ได้บอกบุตรชายไว้เช่นกัน
“คารวะเถ้าแก่หวังขอรับ” จางอี้หมิงยกมือคารวะชายชราที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะคิดเงินใกล้กับประตูทางเข้าร้านขายของ
“ไม่ต้องมากพิธีหมิงหมิงน้อย เห็นอาคุนบอกว่าเจ้าต้องการหาวัตถุดิบในการทำหัวเชื้อน้ำตาลผักเช่นนั้นหรือ มีอันใดที่ข้าพอช่วยเจ้าได้หรือไม่” เถ้าแก่เจ้าของร้านเอ่ยทักทายเด็กน้อยด้วยน้ำเสียงอบอุ่นและเสนอตัวช่วยเหลือด้วยความยินดี
“ขอบคุณเถ้าแก่ แต่ว่าข้าขอเดินดูก่อนนะขอรับ”
จางอี้หมิงยิ้มรับและเริ่มเดินสำรวจรายการสินค้าที่ขายภายในร้านของเถ้าแก่หวังไปทุกส่วน เมื่อสำรวจจนทั่วแล้วก็ต้องทึ่งกับรายการของในร้าน มันมีทั้งแบบที่เขารู้จักและไม่รู้จัก ด้วยความเป็นคนที่ทำอาหารมาก่อนและในภพนี้ ศาสตร์การทำอาหารยังไม่แพร่หลายมากนัก เมื่อเห็นวัตถุดิบอันใดน่าสนใจ รายการอาหารก็ผุดขึ้นมาในหัวของเขาทันที
จางอี้หมิงตื่นตาตื่นใจกับสมุนไพรและเครื่องเทศต่าง ๆ ที่วางเรียงกัน พวกมันมีชื่อติดไว้ด้วย บางอย่างก็อ่านเข้าใจ บางอย่างก็ไม่เข้าใจ โชคดีที่ร่างนี้มีบิดาเป็นบัณฑิต เขาจึงได้ร่ำเรียนเขียนอ่านมาตั้งแต่เด็ก
“โอ้ เจอแล้ว เจ้าดอกเก็กฮวยสีเหลืองอยู่นี่เอง” สิ่งที่จางอี้หมิงกำลังมองหาอยู่คือดอกเก็กฮวยแห้งเพื่อนำมาใช้ทำหัวเชื้อน้ำตาลผัก
ดอกเก็กฮวยมีกลิ่นหอมและสีสันสวยงาม ในเมื่อหันมาใช้หญ้าหวานใบสดในการทำหัวเชื้อ จางอี้หมิงจึงคิดเอาสีเหลืองของดอกเก็กฮวยไปทำให้สีเขียวและกลิ่นของหญ้าหวานลดลง
“เถ้าแก่ ข้าต้องการดอกเก็กฮวยแห้งเป็นจำนวนมากในการทำน้ำตาลผัก ขอเถ้าแก่เตรียมไว้ให้พร้อมด้วยในวันที่ไปรับน้ำตาลผักทุก ๆ เจ็ดวัน ท่านต้องเอาดอกเก็กฮวยไปส่งให้ข้าที่เรือน สำหรับค่าใช้จ่ายท่านสามารถหักเอาไว้ได้เลยขอรับ”
“แล้วเจ้าต้องใช้ดอกเก็กฮวยแห้งมากเพียงไหนเล่าหมิง หมิงน้อย”
“หนึ่งพันจินขอรับ สำหรับน้ำตาลผักหนึ่งแสนไห”
“โอ้ มากถึงเพียงนั้นเชียวหรือ ได้ ๆ ข้าจะได้จัดเตรียมไว้ให้” เถ้าแก่หวังอุทานออกมาแต่ก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ
“นายช่างเหอจะเริ่มสร้างบ้านในอีกสี่วันข้างหน้า ระหว่างนี้เถ้าแก่สามารถนำไหไปส่งไว้ที่หัวหน้าหมู่บ้านได้เลยขอรับ อีกสิบวันนับจากวันนี้ เถ้าแก่สามารถไปรับน้ำตาลผักรอบแรกได้เลย และหลังจากนั้นสามารถไปรับได้ทุกสามวันเช่นที่ผ่านมาขอรับ”
“ได้ ตกลงตามนี้”
“เถ้าแก่ ท่านสามารถจัดหาเมล็ดข้าวสาลีจำนวนมากได้หรือไม่ขอรับ” จางอี้หมิงเอ่ยถามต่อ
เมื่อครู่นี้เขาเดินผ่านมาเห็นว่ามีข้าวสาลีอยู่ แต่นั่นไม่เพียงพอกับความต้องการของเด็กน้อย
“เจ้าต้องการเมล็ดข้าวสาลีจำนวนมากไปทำไมหรือหมิง หมิงน้อย”
“ข้าอยากทำสินค้าตัวใหม่ออกมาขายน่ะขอรับ แต่มันต้องใช้เมล็ดข้าวสาลีจำนวนมาก”
“โอ้ สินค้าตัวใหม่เช่นนั้นหรือ น่าสนใจยิ่งนัก ต่อให้หายากแค่ไหนข้าก็จะหามาให้เจ้าให้จงได้ แต่ว่าเจ้าต้องการเร่งด่วนหรือไม่”
“ไม่ขอรับ ข้าจะทำหลังจากส่งน้ำตาลผักให้ท่านอ๋องเสร็จสิ้นแล้วขอรับ”
จางอี้หมิงได้คำตอบที่ต้องการแล้วจึงเดินสำรวจไปทั่วร้านขายของและจดจำไว้ว่ามีวัตถุดิบหรือสินค้าตัวไหนบ้าง เมื่อถึงเวลากำหนดที่จางอี้เทาและหลี่อ้ายกลับมาที่ร้านเถ้าแก่หวัง เด็กน้อยจึงค่อยเลิกการมองหาวัตถุดิบเพิ่ม
เมื่อสองสามีภรรยามาถึง ทุกคนจึงเดินทางไปที่เหลาอาหารซิ่งฝูเพื่อรับอู๋เจ๋อกับอู๋หมินต่อ เหลาอาหารซิ่งฝูมีรถม้าไปส่งสองพ่อครัวถึงที่หมายเพราะมีวัตถุดิบและอุปกรณ์ในการทำอาหารไปด้วยมากมาย และจะได้ไม่นั่งเบียดกันในรถม้าของเถ้าแก่หวัง
จวนที่พำนักของหนิงอ๋องอยู่ตรงบริเวณชานเมืองติดกับกำแพงเมืองและห่างจากตัวเมืองไปอีกเล็กน้อย เนื่องจากมีกองกำลังทหารจำนวนถึงห้าร้อยนายคุ้มครองเงินทองและอาหาร จึงทำให้ไม่สามารถซื้อจวนในตัวเมืองได้ด้วยข้อจำกัดของพื้นที่
รถม้าสองคันแล่นจากตัวเมืองมุ่งสู่จวนอ๋อง จางอี้หมิงดูตื่นเต้นกว่าใคร เด็กน้อยนั่งไม่เป็นสุข เขาขยับตัวขยุกขยิกตลอดเวลาจนจางอี้เทาทนไม่ไหวต้องอุ้มบุตรชายขึ้นมานั่งบนตักแล้วกอดเอาไว้
“หมิงเอ๋อร์ อย่าได้เป็นกังวล เจ้ามิได้ไปพบท่านอ๋องคนเดียว อย่าลืมว่าเจ้ายังมีบิดาและมารดามาด้วย ไม่ว่าจะเป็นใคร พ่อจะไม่ยอมให้ใครมาทำอันใดเจ้าได้ หายใจเข้าลึก ๆ ไม่ต้องประหม่า คิดเสียว่าท่านอ๋องคือท่านอา ท่านลุง ท่านปู่คนหนึ่งดีหรือไม่”
จางอี้เทาลูบแขนให้กำลังใจและเอ่ยปลอบบุตรชายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ท่านพ่อ ข้ากลัวขอรับ” จางอี้หมิงซุกใบหน้าเข้าหาอกอุ่นของบิดา เขารู้สึกอุ่นใจขึ้นมาไม่น้อยเลยในอ้อมแขน
นี่สินะคือความรักของบิดามารดา อ้อมกอดที่เขาโหยหามาตลอดชีวิตของอานนท์ มันอบอุ่นและให้ความรู้สึกปลอดภัยเช่นนี้นี่เอง
“หมิงหมิงน้อย ข้าก็จะอยู่เคียงข้างเจ้าด้วยอีกคน ไม่ต้องกลัวหรอก ท่านอ๋องใจดีมาก ท่านไม่ได้ดุร้ายอันใด” เถ้าแก่หวังเอ่ยปลอบใจเด็กน้อยอีกคน เขาไม่แปลกใจเลย เด็กชายตรงหน้าต่อให้เฉลียวฉลาดแค่ไหนก็เป็นเด็กอายุเพียงห้าขวบปีเท่านั้น
เมื่อรถม้าสองคันมาถึงหน้าประตูจวนอ๋อง อาคุนจึงลงไปบอกกล่าวทหารที่ยืนรักษาการณ์อยู่ ไม่นานก็มีชายชราซึ่งคาดว่าจะเป็นพ่อบ้านของจวนอ๋องออกมาต้อนรับและให้ทุกคนเดินตามไปที่ห้องครัว
เนื่องจากตอนนี้ท่านอ๋องยังติดธุระจึงมีคำสั่งให้บ้านสกุลจางทำอาหารให้พร้อมนำขึ้นโต๊ะเสวยในยามอู่ (11.00 – 12.59) หลังจากที่เสวยเสร็จแล้วจึงจะให้คณะของเถ้าแก่หวังเข้าพบต่อไป
ด้วยข้อจำกัดมากมายทำให้เถ้าแก่หวัง จางอี้เทาและหลี่อ้ายนั่งรออยู่ที่ห้องรับรอง ไม่ได้เข้าไปที่ห้องครัวเช่นเดียวกับอู๋เจ๋อ อู่หมินและจางอี้หมิง หลี่อ้ายจึงให้กำลังใจบุตรชายแล้วมองเด็กน้อยเดินเข้าไปในครัวโดยมีจางอี้เทากุมมืออยู่ข้างๆ
“ตี้ปิน นี่คืออู๋เจ๋อ อู๋หมินและจางอี้หมิง ผู้ที่จะมาทำอาหารให้ท่านอ๋องได้เสวยในกลางวันนี้ ขอให้เจ้าอำนวยความสะดวกให้กับพวกเขาด้วย พวกท่านทั้งหลาย นี่คือตี้ปิน หัวหน้าพ่อครัวประจำจวนอ๋อง หากพวกท่านต้องการสิ่งใด ตี้ปินพร้อมช่วยเหลือ อย่าลืมเวลาที่ต้องนำอาหารขึ้นโต๊ะเสวยเล่า”
พ่อบ้านจวนเอ่ยแนะนำให้ทั้งสองฝ่ายได้รู้จักกันก่อนที่จะเอ่ยกำชับถึงเวลาตั้งโต๊ะเสวยอีกครั้งแล้วเดินจากไป
“คารวะท่านตี้ปิน พวกข้าขอรบกวนด้วยนะขอรับ” อู๋เจ๋อเป็นตัวแทนเหลาซิ่งฝูเอ่ยทักทายหัวหน้าพ่อครัวตี้ปิน ผู้ซึ่งมีร่างกายสูงแต่ไม่หนาดังเช่นพ่อครัวทั่วไป
ถึงแม้จะเป็นพ่อครัวแต่ก็หาได้มีรูปร่างอ้วนท้วนสมบูรณ์ไม่ ตรงกันข้ามเสียด้วยซ้ำ ตี้ปินผู้นี้มีรูปร่างบอบบางคล้ายอิสตรี สีผิวขาวกว่าชาวแคว้นฉินอย่างเห็นได้ชัด อาจจะเพราะเป็นคนเมืองหนาว
“ไม่ต้องมากพิธี”
หืม หน้าตาและเสียงพูดดัดให้แหลมคล้ายอิสตรีเช่นนี้ ชัดเลย สงสัยร่างกายเป็นชายแต่ใจเป็นหญิงแน่นอน
จางอี้หมิงคิดในใจเมื่อเห็นท่าทางของพ่อครัวจวนอ๋อง เด็กน้อยไม่ได้กล่าวอันใด เขายิ้มให้บาง ๆ และหันไปสนใจเรื่องการทำอาหารต่อ
“พวกเจ้ามีรายการอาหารที่จะนำขึ้นตั้งโต๊ะเสวยแล้วหรือไม่” ตี้ปินเอ่ยถามขึ้น
“เรียนท่านตี้ ข้าได้รับคำสั่งให้ทำเพียงหนึ่งรายการเท่านั้น ขอท่านตี้ปรุงอาหารดังเช่นปกติ แต่ให้ตัดออกหนึ่งรายการสำหรับอาหารของเหลาซิ่งฝูขอรับ”
จางอี้หมิงเอ่ยตอบ ส่งผลให้ตี้ปินเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจว่าเหตุใดเด็กน้อยเช่นนี้จึงสามารถเข้ามาที่ห้องครัวซึ่งเป็นสถานที่หรืออาณาจักรการทำงานของเขาได้
“เด็กน้อย เจ้าเป็นใคร เหตุใดจึงมาป้วนเปี้ยนในห้องครัวเช่นนี้ อย่าบอกนะว่าเจ้าเป็นพ่อครัวอีกคนของเหลาซิ่งฝู”
“เรียนท่านตี้ ข้าอู๋เจ๋อ เป็นพ่อครัวในการทำอาหารในวันนี้ขอรับ ส่วนนี่อู๋หมิน เป็นผู้ช่วย และเด็กน้อยที่ท่านตี้เอ่ยถาม ชื่อว่าจางอี้หมิง ข้าน้อยเรียกว่าหมิงหมิงน้อย เป็นคนคอยกำกับการทำอาหารสำหรับตั้งโต๊ะเสวยในวันนี้ขอรับ” อู๋เจ๋อเอ่ยตอบคำถามหัวหน้าพ่อครัวจวนอ๋องด้วยความฉะฉาน
“เจ้าว่าอันใดนะ เด็กน้อยเพียงเท่านี้แต่ถึงกับรู้วิธีการทำอาหารเช่นนั้นหรือ บังอาจเกินไปแล้ว เจ้ามิรู้หรือว่าอาหารที่ทำขึ้นตั้งโต๊ะเสวยของท่านอ๋องต้องได้รับการปรุงจากพ่อครัวอันดับหนึ่งที่มีฝีมือและมากประสบการณ์เท่านั้น แต่นี่เหลาซิ่งฝูถึงกับให้เด็กน้อยปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมกล้านำอาหารขึ้นโต๊ะ” ตี้ปินตวาดออกมาเสียงดัง เขารู้สึกเหมือนกับถูกหลู่เกียรติของการเป็นพ่อครัวตำหนักอ๋องยิ่งนัก
ทำงานมาหลายปี กว่าจะมาถึงจุดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย พ่อครัวมากมายต่างก็ฝึกฝนฝีมือมาอย่างยาวนาน แต่นี่เหลาอาหารซิ่งฝูกลับให้เด็กตัวเล็ก ๆ มากำกับเช่นนั้นหรือ
“ขอท่านตี้อย่าเพิ่งโมโห นี่เป็นรับสั่งของท่านอ๋องขอรับ และท่านหัวหน้าพ่อบ้านก็แจ้งให้ท่านตี้ทราบตั้งแต่แรกแล้ว ขอท่านตี้ให้ความร่วมมือด้วยขอรับ” อู๋เจ๋อยังสนทนาด้วยความอดทนและใจเย็นที่เหลาอาหารซิ่งฝูโดนดูถูกเหยียดหยามเช่นนี้
“ได้ ข้าจะคอยดูว่าเด็กน้อยเช่นเจ้าจะทำรายการอาหารอันใดออกมา” ตี้ปินกล่าวเสียงแข็งแล้วจึงหันไปทำอาหารในส่วนที่เหลือของตน แต่ก็ไม่ลืมเรียกคนครัวซึ่งเป็นชายหนุ่มคนหนึ่งให้มาคอยช่วยคนของเหลาซิ่งฝูในการทำอาหารในครั้งนี้
“ขอบคุณท่านตี้ ขอบใจน้องชาย” อู๋เจ๋อกลาวขอบคุณตี้ปินอีกครั้งที่ไม่สร้างปัญหาให้กับพวกเขา และเอ่ยขอบใจคนงานในครัวของจวนอ๋อง ที่มารู้ทีหลังว่าชื่อหยู๋หยาง ซึ่งคนจากเหลาซิ่งฝูพร้อมใจกันเรียกชายหนุ่มว่า อาหยาง
“หมิงหมิงน้อย พวกเราจะทำรายการอาหารอันใดเล่า” อู๋เจ๋อเอ่ยถามขึ้น
“ข้าจะทำเนื้อย่างสมุนไพรขอรับ กินกับข้าว ผักและมันบด”
“เจ้าว่าอันใดนะ อาหารมื้อพิเศษเจ้าทำเพียงแค่เนื้อย่าง มันไม่ธรรมดาเกินไปเช่นนั้นหรือ” อู๋เจ๋ออุทานออกมาอย่างตกใจ เขาก็นึกว่าเด็กน้อยจะมีรายการอาหารที่เขาไม่เคยได้ทำมาก่อนเสียอีก คำตอบของเด็กชายถึงกับทำให้เขารู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
“ท่านลุงอู๋ ท่านคิดว่าเนื้อย่างของข้าจะธรรมดาเช่นนั้นหรือขอรับ” จางอี้หมิงถึงกับยิ้มและยกคิ้วให้กับหัวหน้าพ่อครัวซิ่งฝูไปหนึ่งที
อู๋เจ๋อหัวเราะเบาๆกับท่าทางเช่นนั้น เขาลืมคิดไปได้อย่างไรว่าขนาดพะโล้ธรรมดา เด็กคนนี้ยังรังสรรค์ออกมาเป็นอาหารเลิศรสอย่างนิลเง็กเซียนได้
“เช่นนั้นก็มาเริ่มทำกันเถอะ ข้าต้องทำอันใดบ้างหมิงหมิงน้อย” อู๋เจ๋อเอ่ยถามออกมาด้วยความตื่นเต้น
“พี่อาหยางขอรับ ข้าอยากได้เนื้อสองส่วน ชิ้นแรกขอเป็นเนื้อสันในที่ไม่มีมันติด และเนื้อสันติดมันขอรับ และเครื่องเทศได้แก่...” จางอี้ หมิงหันไปบอกสิ่งที่ต้องการให้คนครัวของจวนอ๋องได้ฟังจนครบ รอไม่นานวัตถุดิบที่ต้องการจึงวางอยู่บนโต๊ะเรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็นเนื้อ ผัก หรือเครื่องเทศ
สมกับเป็นจวนอ๋อง วัตถุดิบช่างอุดมสมบูรณ์ยิ่ง
วันนี้จางอี้หมิงจะทำเนื้อสเต็กกินกับผักต้ม มันบดและมีข้าวสวยด้วย ด้วยไม่มีเนยและนมแพะ ก็อาจจะทำให้คาวและมีกลิ่นแรงเกินกว่าจะเอามาใส่ลงไปในอาหารได้ เขาจึงต้องประยุกต์มันบดตามสิ่งที่มีแทน
“พี่อาหยาง รบกวนท่านตั้งหม้อน้ำให้เดือดด้วยขอรับ พี่ชาย หมิน ท่านนำมันฝรั่งไปปอกเปลือก หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ เอาไปต้มให้เนื้อเละเลยนะขอรับ เสร็จแล้วทำดอกไม้สำหรับจัดจานไว้ด้วย พี่ชายหมิน คนที่นี่เรียกแครอทว่าอันใดนะขอรับ” จางอี้หมิงเริ่มแจกแจกงานให้ผู้ช่วยทั้งสองทำ แต่เพราะลืมคำเรียกของแครอท จึงสะกิดถามอู๋หมินด้วย
“หูหลัวโป” อู๋หมินก้มหน้ามากระซิบบอก
“ใช่แล้ว พี่อาหยางต้มน้ำเสร็จแล้วรบกวนเอาหูหลัวโปปอกเปลือกหั่นเป็นแท่งตามยาว นำไปลวกน้ำร้อนด้วยนะขอรับ ไม่ต้องลวกนานเพราะข้าต้องการความกรอบ ลวกน้ำร้อนเสร็จแล้วเอาไปแช่ในน้ำเย็นนะขอรับ ส่วนท่านลุงอู๋ มาหมักเนื้อกับข้าขอรับ” จางอี้หมิงแจกแจงงานทั้งหมดต่อให้กับทุกคน
“หมิงหมิงน้อย เหตุใดต้องใช้เนื้อส่วนที่แตกต่างกันเช่นนี้เล่า หรือจะเหมือนนิลเง็กเซียนเช่นนั้นหรือ” อู๋เจ๋อเอ่ยถามในฐานะที่เป็นพ่อครัว การทำอาหารด้วยเนื้อสองส่วนที่แตกต่างกันทำให้เขาสงสัย และนึกขึ้นได้ว่าอาจจะมีข้อสันนิษฐานเช่นเดียวกับพะโล้ก็เป็นได้
“ท่านลุงอู๋เข้าใจถูกต้องแล้วขอรับ นำเนื้อวางลงไปบนชามไม้ ใส่เกลือ น้ำมัน พริกไทยนิดหน่อย อย่าลืมทุบเนื้อและนวดเล็กน้อยให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันแล้วพักไว้ก่อน จะทำให้เนื้อนุ่มขอรับ”
ในระหว่างที่รอหมักเนื้อ อู๋หมินก็ทำดอกไม้ตกแต่งจานผักรอไปด้วย เมื่อมันฝรั่งสุกแล้ว จางอี้หมิงจึงให้อู๋หมินทำมันบดต่อทันที ซึ่งนั่นก็คือเพียงบดมันให้ละเอียดเท่านั้น อู๋หมินจึงบดมันฝรั่งด้วยสาก
“ท่านลุงอู๋ เราต้องทำน้ำสำหรับราดเนื้อย่างด้วยขอรับ”
“โอ้ ข้าเชื่อแล้วว่าเนื้อย่างสูตรบ้านสกุลจางไม่ธรรมดาจริง ๆ เพียงวิธีการเตรียมการหมักก็แตกต่างแล้ว บอกลุงคนนี้มาได้เลย ข้าพร้อมที่จะทำแล้ว” อู๋เจ๋ออุทานออกมาเบา ๆ แต่เต็มไปด้วยความชื่นชม
“ท่านลุงนำหม้อเปล่ามาแล้วใส่หอมหัวใหญ่ กระเทียม โป๊ยก๊ก อบเชย ใบกระวาน พริกไทย น้ำตาลผัก และเกลือ นำไปต้มให้เดือด เสร็จแล้วกรองเอากากออกให้เหลือแต่น้ำราด นำไปตั้งไฟอีกครั้ง พอน้ำราดเดือด เติมแป้งมันลงไปพอให้น้ำราดข้นเล็กน้อยขอรับ” จางอี้หมิง อธิบายขั้นตอนการทำน้ำราดเนื้อย่างโดยละเอียด เขาเล่าสองรอบเพื่อความมั่นใจว่าอู๋เจ๋อจะได้ยินไม่ผิด
ในส่วนของตี้ปิ้น เขาก็ทำอาหารใกล้จะเสร็จแล้วเช่นกัน จึงได้มายืนดูเหลาซิ่งฝูทำอาหารและเอ่ยเยาะเย้ย
“เหลาซิ่งฝูถึงกับสิ้นไร้ไม้ตอก ทำเนื้อย่างขึ้นโต๊ะเสวยเช่นนั้นหรือ เจ้าไม่รู้หรือว่าท่านอ๋องทรงเบื่ออาหารจานเนื้อย่างนี้เป็นอย่างมาก เพราะไม่ว่าเหลาไหน ๆ ก็คิดว่าท่านอ๋องต้องชอบทานอาหารจานเนื้อกันทั้งนั้น” ตี้ปินหัวเราะเสียงสูงพลางใช้สายตามองมายังเหลาซิ่งฝูอย่างดูแคลน
“เร่งมือเข้า อีกไม่ถึงสองเค่อต้องนำอาหารขึ้นโต๊ะเสวยแล้ว เหลาซิ่งฝู พวกเจ้าทำอาหารเสร็จแล้วหรือยัง” หัวหน้าพ่อบ้านคนเดิมเดินเข้ามาในห้องครัวพลางเอ่ยเร่งและแจ้งกำหนดการตั้งโต๊ะเสวย
“ข้าใกล้เสร็จแล้วขอรับ รับรองว่าทันเวลาตั้งโต๊ะเสวยแน่นอนท่านพ่อบ้าน” ตี้ปินตอบด้วยท่าทีลำพอง
“เหลาซิ่งฝูก็ทันเวลาขอรับ” จางอี้หมิงเป็นคนตอบคำถามเมื่อเห็นว่าท่านลุงยุ่งกับการทำน้ำราดอยู่
“เช่นนั้นก็ดี” หัวหน้าพ่อบ้านจวนอ๋องเอ่ยเสร็จแล้วจึงเดินออกไปจากห้องครัวอีกครั้ง ปล่อยให้เหล่าพ่อครัวทำอาหารกันต่อไป
“หมิงหมิงน้อยอาหารจะเสร็จทันแน่หรือ” อู๋เจ๋อเอ่ยถามด้วยความกังวล
“ท่านลุงไม่ต้องเป็นห่วง เสร็จทันแน่นอนขอรับ พวกเรามาทำเนื้อย่างกันต่อเถอะ” จางอี้หมิงเอ่ยปลอบใจอู๋เจ๋อด้วยน้ำเสียงมั่นใจ เขาเห็นว่าน้ำราดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นมันจึงต้องทันอย่างแน่นอน
“ท่านลุง เอากระทะตั้งไฟให้ร้อนมาก ๆ เลยนะขอรับ ใส่น้ำมันลงไปนิดหน่อย ถ้าเห็นเริ่มมีควันออกก็ให้วางเนื้อลงไปแต่อย่าเพิ่งพลิกกลับนะขอรับ รอให้เนื้อสุกสักครึ่งหนึ่งก่อนแล้วถึงจะพลิกอีกด้าน ส่วนพี่ชายหมิน ท่านตั้งกระทะใส่น้ำมัน สับกระเทียมลงไปเจียวให้หอม อย่าให้กระเทียมเจียวไหม้นะขอรับ พอมีสีเหลืองก็ให้นำลงไปคลุกลงในมันฝรั่งต้มที่บดไว้ เติมเกลือ พริกไทย น้ำตาลผักนิดเดียวเท่านั้นนะขอรับ ให้มีรสชาติเค็มและหวานขอรับ ท่านลุง พี่ชายหมิน เข้าใจที่ข้าบอกหรือไม่” จางอี้หมิงอธิบายวิธีการทำเนื้อย่างและมันบดให้ทั้งสองคนฟัง
อู๋เจ๋อและอู๋หมินต่างพยักหน้ารับ พวกเขารีบไปจัดการตามที่เจ้านายตัวน้อยบอก จางอี้หมิงเดินไปดูพี่อาหยางลวกแครอทเพราะไม่มั่นใจว่าคนครัวของจวนอ๋องจะทำได้ตามที่บอกหรือไม่ ซึ่งแตกต่างจากอู๋เจ๋อและอู๋หมินที่รู้ฝีมือกันดีอยู่แล้ว
เมื่อเห็นว่าพี่อาหยางทำได้ตามที่บอก เด็กน้อยจึงเดินไปที่พี่ชายหมิน เงยหน้าดูก็เห็นว่าตอนนี้กระเทียมเจียวกำลังส่งกลิ่นหอม สีเหลืองกำลังสวย เมื่อยกลงมาจากเตาและพักให้หายร้อนนิดหน่อย อู๋ หมินจึงนำมาคลุกกับมัดบดและเติมสิ่งต่าง ๆ ตามที่อี้หมิงบอก เพียงไม่นาน เขาก็ตักมันฝรั่งบดวางไว้บนถาดที่ได้ทำดอกไม้ไว้รออยู่แล้ว
“ท่านลุงอู๋ พลิกกลับส่วนที่มีมันก่อนเลยขอรับเพราะสุกไวกว่าเนื้อชิ้นที่ไม่มี...” คำว่า มัน ยังไม่ทันได้เอ่ยออกจากปากของเด็กน้อย เสียงดังที่เอ่ยถามขึ้นมาถึงกับทำให้จางอี้หมิงสะดุ้ง หันหลังไปมองทางบานประตู
“กลิ่นอาหารอันใดถึงได้หอมออกไปถึงห้องทำงาน จนทำให้ข้าเสียสมาธิทนทำงานต่อไปไม่ไหว ต้องเดินตามกลิ่นมาถึงที่นี่”
จางอี้หมิงเห็นชายคนหนึ่งอายุประมาณไม่เกินสามสิบปี ท่วงท่าสง่างาม ใบหน้าประกอบด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ แต่งกายด้วยชุดผ้าไหมสีขาวสลับดำ มองเพียงเท่านี้ก็รู้แล้วว่าคงมีราคาสูงไม่น้อย บนศีรษะสวมกวานสีเงินดูน่าเกรงขาม ชายคนนี้เดินเข้ามาพร้อมกับชายวัยกลางคนคนหนึ่ง อายุน่าจะไม่เกินห้าสิบปี ดูเหมือนว่าชายวัยกลางคนจะเดินขากะเผลกนิดหน่อยด้วย
“อาหารสำหรับมื้อกลางวันวันนี้ กระหม่อมทำเสร็จเรียบร้อยพร้อมนำขึ้นโต๊ะเสวยแล้วพะยะค่ะ” ตี้ปินรีบเดินเข้าไปก้มศีรษะเอ่ยตอบทันที
“ตี้ปิน นี่คงมิใช่อาหารฝีมือเจ้าหรอกนะ กลิ่นหอมเช่นนี้ข้าไม่เคยได้กลิ่นมาก่อนทั้งที่เจ้าเป็นพ่อครัวจวนอ๋องมากี่ปีแล้ว” เหลียงหนิงหลงหรือหนิงอ๋องถึงกับเอ่ยขัดคำตอบของพ่อครัวประจำจวน
“ท่านลุงอู๋ พลิกกลับเนื้อส่วนที่ไม่มีมันเลยขอรับ แล้วพลิกส่วนที่มีมันอีกครั้งก็เสร็จแล้วขอรับ” จางอี้หมิงหาได้สนใจบทสนาของคนจวนอ๋อง เพราะตอนนี้เขากำลังตั้งใจมองความสุกของเนื้อย่างบนเตาอยู่ต่างหาก เขาจะพลาดทำไหม้ไม่ได้
ซี่ ซี่ ซี่
เสียงเนื้อย่างบนเตาที่กำลังสุก ทั้งเสียงทั้งกลิ่นเนื้อย่างและกลิ่นกระเทียมเจียวสำหรับใส่มันบด ส่งผลให้ท่านอ๋องหนุ่มถึงกับท้องไส้ปั่นป่วนทนรอไม่ไหว ต้องตามมาถึงในห้องครัวเช่นนี้
“เด็กน้อย เจ้าเป็นคนทำรายการอาหารนี้เช่นนั้นหรือ” ชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ตรงด้านหลังท่านอ๋องเอ่ยถามขึ้น
“ขอรับ”
“เอาล่ะ ขอโทษที่มารบกวนพวกเจ้า อีกไม่นานอาหารคงพร้อมใช่หรือไม่ เช่นนั้นข้าจะไปรอที่ห้องอาหารก็แล้วกัน พวกเจ้าจะได้ทำงานได้อย่างเต็มที่ ไปกันเถอะท่านอาจารย์” หนิงอ๋องเอ่ยบอกคนในห้องครัวก่อนที่จะเอ่ยปากชวนชายวัยกลางคนที่ยืนข้างหลังตนเองให้เดินออกไปพร้อมกัน
“หึ หึ”
เมื่อเดินออกมาได้ไม่นาน หนิงอ๋องถึงกับหัวเราะเสียงทุ้มในลำคอ เด็กน้อยคนนั้นช่างน่าสนใจยิ่งนัก ท่าทางตื่นตระหนกเมื่อต้องอยู่ต่อหน้าเขาแต่ก็ไม่ร้องไห้ออกมา ยังคงมีสติบอกให้พ่อครัวทำต่อไป ถ้าเขาไม่กลัวว่าจะต้องอดกินอาหารที่มีกลิ่นหอมเช่นนั้นเนื่องจากเนื้อย่างไหม้เสียก่อน เขาก็อยากจะอยู่แกล้งให้สำราญใจอีกนิด
ไม่เป็นไร อีกไม่นานเขาก็จะได้ชิมอาหารที่มีกลิ่นหอมนั่นแล้ว จะแกล้งหลังจากท้องอิ่มแล้วก็ถือว่ายังไม่สายเกินไป