อริสานั่งรับบรรยากาศกดดันในที่ประชุมด้วยสีหน้าเฉยชา กระท่อมกลางป่าแห่งนี้ดูจะเป็นสถานที่สมบูรณ์แบบสำหรับจัดงานพบปะแสนอบอุ่นระหว่างฮันเตอร์สองแคลน...
อบอุ่นกับคุณยายท่านสิคะ ปัดโธ่...
เธอถูกเรียกตัวมานั่งแปะอยู่ที่โต๊ะประชุมไม้เก่าๆ นี่ในฐานะฮันเตอร์ระดับผ้าคลุมแดง นั่นหมายความว่าเธอมีระดับและฐานะทางสังคมค่อนข้างสูงในแคลนของตน
การจะไม่มามันก็น่าเกลียดอยู่ ในฐานะหลานสาวที่ดีของหัวหน้าแคลนอาซูร์(ซึ่งเป็นคุณยายไม่ยอมแก่ท่านหนึ่ง) เธอจึงเป็นส่วนหนึ่งของการพบปะครั้งสำคัญนี้อย่างเสียไม่ได้
หญิงสาวถอนหายใจแรงและปัดผมยาวสีดำไปด้านหลัง ทั้งที่ข้างนอกก็ย่างเข้าฤดูใบไม้ร่วงแล้ว แต่อากาศในนี้ร้อนและเหม็นกลิ่นเหงื่อ พอบวกเรื่องนั้นกับบรรยากาศตึงเครียด มันก็ไม่ใช่สถานที่น่าอยู่นัก
ฝั่งตรงข้ามมีสมาชิกระดับสูงของคู่กรณีนั่งเรียงกันสลอน พวกเขาคือสมาชิกแคลนไม่น่าคบหานามว่าโรโฮ ซึ่งเป็นแคลนใหญ่ที่สุดของแถบนี้
เขาไม่ได้มาหาเรื่องเรา แต่เรานี่แหละไปหาเรื่องเขา...
“คืนตัวลิต้ามา” ชายผู้เป็นมือขวาของบอสแคลนอาซูร์ แคลนสังกัดของอริสากล่าวเสียงเข้ม เขาเป็นชายหนวดเฟิ้มร่างเบิ้มที่เด็กที่ไหนเห็นต้องวิ่งหนี สมัยเด็กเวลาไม่ได้ดั่งใจ อริสามักขู่เด็กที่เล่นด้วยว่าจะเรียกเขามา
“ไม่” มือซ้ายของอีกฝ่ายสวนเสียงต่ำ “ลิต้าเลือกจะทิ้งแคลนของพวกเจ้ามาหาพวกข้าเอง ทำไมพวกข้าต้องคืน?”
“เพราะลิต้ามีข้อตกลงกับเรา”
“ข้อตกลงอะไรกัน? เอาเอกสารมาให้ดูสิ” แคลนโรโฮฝ่ายศัตรูยังไม่ยอม
เรียกมาฟังคนตบตีแย่งโสเภณีรึ...? ไร้สาระสิ้นดี ทำไมฮันเตอร์ผ้าคลุมแดงอย่างข้าต้องมารับรู้อะไรแบบนี้? อริสาถอนหายใจยาว ดวงตาสีดำขลับประดับด้วยแพขนตางามลอบมองคุณยาย
บอสหรือหัวหน้าแคลนเป็นหญิงชราผู้สง่างาม ผมสีเงินเกล้ามวยตรงท้ายทอย ใบหน้ามีรอยเหี่ยวย่นของประสบการณ์ สวมชุดรัดกุมน่าเกรงขามสีดำสนิท เสื้อตัวนอกแทนที่จะสวมแขนเข้าไปกลับเอามาคลุมไหล่ดูโก้เก๋ บัดนี้นางนั่งหลังตรงกอดอก หลับตาฟังอยู่เงียบๆ กำลังรอเวลาออกโรง
“สรุปพวกเจ้าต้องการตัวลิต้าและผู้หญิงในสังกัดอีกหกคนคืน” ความสนใจของอริสากลับมาที่เรื่องตรงหน้าเมื่ออีกฝ่ายเริ่มเอ่ยสรุป “แต่พวกเจ้าก็รู้ว่าเราไม่ต้องการคืนและไม่อยากมีใครกลับไปหาเจ้า”
“ถ้าอย่างนั้นเราจะส่งตัวผู้หญิงห้าคนของพวกเจ้าคืน แลกกับลิต้าและผู้หญิงของเราอีกสี่คน พวกเจ้าเลือกเองได้ว่าจะส่งใครคืน” มือขวาหนวดเฟิ้มเสนอข้อตกลง ทว่ามือซ้ายของบอสโรโฮกลับทุบโต๊ะ
“เราจะไม่ทำข้อตกลง ลิต้าเบื่อพวกเจ้าและเลือกจะทำงานในถิ่นพวกเรา จบ!” เขาตะโกนเสียงดังเกินความจำเป็น ทั้งห้องเอื้อมมือคว้าด้ามอาวุธของตนเอง ทุกคนรอสัญญาณจากบอสของตนให้เริ่มห้ำหั่นอีกฝ่ายได้ ทว่าก็มีเด็กรับใช้กระหืดกระหอบเข้ามาแบบไม่อ่านบรรยากาศเลย
“จดหมายขอรับ!!!” เขาเดินต๊อกๆ ยื่นให้กับบอสแคลนโรโฮที่ขมวดคิ้วเป็นปมขณะอ่านเนื้อหา
ในสายตาอริสา เขาคนนี้คือบุคคลที่ไม่น่าคบหาอันดับหนึ่งของทวีป ชายผู้เอาแต่ใจกัดไม่ปล่อยนามว่า สกาย เกอติเรซ ซึ่งมักจะชอบเอาเรื่องไร้สาระมาเป็นประเด็นกับคุณยายและน้องสาวของเธอเสมอ หน้าตาของเขาก็ไม่จัดว่าน่าเกลียด เขามีสาวงามเข้ามาติดตรึม ด้วยรูปหน้าเรียวดุดันและดวงตาสีฟ้ารับกับเส้นผมสีทองอมเทา บวกกับรูปร่างสูงใหญ่บึกบึน เขาคือนิยามของสำนวน “หล่อเสียดายของ”
อริสาสาบานได้ว่าได้ยินเสียงชายหนุ่มวัยฉกรรจ์กัดฟันกรอดๆ
“หมายความว่ายังไง...”
“จะเป็นการดีมากหากท่านจะบอกพวกเราว่าท่านเพิ่งอ่านอะไรไป สกาย เกอติเรซ” คุณยายที่เงียบมาทั้งการประชุมเปิดปากพูด ส่งคลื่นเย็นยะเยือกแล่นตามสันหลังทุกคนในที่นั้น
“นังลิต้ากับพวก บอกว่าได้ขอพวกสุนัขของรัฐจัดตั้งเขตพิเศษ... ที่พวกมันจะบริหารกันเองและจ่ายค่าคุ้มกันให้เราทั้งสองแคลน...” จดหมายสั้นๆ ถูกขยำเป็นก้อน “ใครกัน...พวกโสเภณีบ้านนอกไม่มีทางทำอะไรแบบนี้ได้! พวกแกใช่ไหม?! ยอมรับมาซะดีๆ...โดยเฉพาะแก...”
สายตาของฝั่งตรงข้ามทุกคู่มองมาที่อริสา ไม่สิ... พวกเขากำลังมองคนที่นั่งยิ้มแป้น ไม่รู้ร้อนรู้หนาวที่อยู่ข้างกายอริสาต่างหาก...
เอาแล้วไหมล่ะ...ไปก่อเรื่องไว้อีกแล้ว...!
“นังอลิสา...!!!”
เจ้าของชื่อยังมีรอยยิ้มเรียบๆ ประดับบนใบหน้า เจ้าของใบหน้าจิ้มลิ้มและเรือนผมนุ่มฟูสีเกาลัดหัวเราะเสียงหวาน ไม่รู้สึกถึงบรรยากาศกดดันที่ชายฉกรรจ์อาวุธครบมือกว่ายี่สิบคนแผ่มาทางเธอแม้แต่น้อย
“ได้ส่วนแบ่งตั้งแคลนละยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์โดยไม่ต้องทำอะไร สบายไม่ใช่เหรอคะ?” เธอเอียงคอ ริมฝีปากสีชมพูอ่อนหยักยิ้มไร้เดียงสา ทว่าดวงตาสีไพลินกลับหรี่ลงเล็กน้อย “เผลอๆ อาจจะดีกว่าขูดเอาแปดสิบเปอร์เซ็นต์แต่ต้องมานั่งจัดการ ดูแลความปลอดภัย แถมทะเลาะแย่งตัวสาวๆ แบบนี้อีก เห็นแล้วเหนื่อยแทนเลยค่ะ”
“แก...ถอนข้อตกลงนั่นเดี๋ยวนี้! เรายังไม่ได้ให้การรับรองสักหน่อย!”
“ถ้าอย่างนั้นก็รับรองตอนนี้เลยสิคะ” สาวน้อยยกกลไกง่ายๆ ขึ้นมา มีปุ่มสีแดงกับสายเชื่อมไปยังใต้ดิน “แต่ว่า... พอดีว่าข้าอยากให้เรื่องจบภายในวันนี้ ไหนๆ ฝ่ายบริหารของทางนั้นก็มากันครบ ถ้าไม่รังเกียจก็ช่วยตกลงกันให้เสร็จเลยนะคะ แต่ถ้าปฏิเสธข้าอาจต้องใช้มาตรการหว่านล้อมที่รุนแรงกว่าเดิมเล็กน้อย”
“จะบ้าหรือไง?!” อริสากระซิบคนที่ชื่อต่างกันแค่ตัวอักษรเดียว “เราจะตายกันหมดนะ...!”
ทว่าอีกฝ่ายยังนั่งนิ่ง นิ้วค้างบนปุ่มสีแดงจนกระทั่งมือซ้ายของบอสโรโฮผ่อนลมหายใจ กดไหล่บอสของตนอย่างสกายให้นั่งลงตั้งสติก่อน ไม่อย่างนั้นชายหนุ่มคงตรงเข้าไปบีบคออลิสาแน่
“...จะรู้ได้ยังไงว่ามีระเบิดอยู่ที่นี่จริงๆ?” อีกฝ่ายยังไม่ยอมง่ายๆ “เจ้าคงไม่เอาบอสของตัวเองมาเสี่ยงหรอก”
“อืม งั้นลองคิดดูนะคะ...” อลิสาเอียงคอ “ดูเหมือนว่าพวกเราจะนั่งอยู่คนละฟากของห้อง และที่นั่งก็ถูกกำหนดมาตั้งแต่ก่อนเริ่มประชุม เพราะฉะนั้นถ้าข้าอยากจะวางระเบิด ย้ำว่าถ้าข้าวางระเบิดไว้จริงๆ...”
“แก!!!” สกายลุกพรวด อลิสาเองก็ลุกขึ้นเร็วจนเก้าอี้กระเด็นไปข้างหลัง
“ยอมคุยกันดีๆ ไหมคะ?” เด็กสาวหน้าหวานยื่นคำขาด รอยยิ้มระรื่นผิดกับแรงกดดันที่แผ่จากร่างเล็ก “เห็นว่าแคลนอาซูร์ของพวกข้าเป็นแคลนเล็กไร้กำลังคน เลยวางกำลังติดอาวุธครบมือของทางนั้นล้อมทางหนีของพวกเราไว้เผื่อการเจรจาไม่เห็นผลอย่างที่คาด? คิดว่าพวกข้าไม่รู้ตัวเหรอคะ? การทำให้ทั้งสองฝ่ายแบกรับความเสี่ยงเท่ากันแบบนี้ยุติธรรมดีแล้วค่ะ หรือทุกท่านไม่เห็นด้วย?”
“ฝังระเบิดไว้ใต้พวกเรา...พวกรักษาความปลอดภัยไร้น้ำยาหรือไง?!” บอสฝั่งนั้นยังตะโกนโหวกเหวกต่อไม่หยุด อริสายิ่งคิดว่าหล่อเสียของยิ่งกว่าเดิม ไม่สิ หน้าตาเหยเกแบบนั้นขนาดเด็กส่งของที่ผ่านหน้าบ้านบ่อยๆ ยังดูมีรสนิยมมากกว่า ถ้าบนโลกเหลือผู้ชายแค่สองคนคือไอ้สกายกับเด็กส่งของ เธอขอเลือกแต่งงานกับเด็กส่งของยังจะดีกว่า
“เสียดายจริง ถ้าคุยกันไม่รู้เรื่องคงต้องใช้มาตรการสุดท้าย ทุกคนเตรียมหลบนะคะ นับสาม...สอง...”
ดูเหมือนว่าการหารืองี่เง่านั่นจบลงด้วยดีโดยไม่มีใครบาดเจ็บล้มตาย...
“ไลซ่า” อริสาส่งเสียงเรียกคนที่เพิ่งก่อ...อีกหนึ่งวีรกรรมไว้เมื่อครู่
“คะ? พี่ริสามีอะไรเหรอ? อ๊ะ เมื่อกี้ต้องขอโทษด้วยนะคะที่ทำอะไรไม่ปรึกษา พอดีเพิ่งรู้ว่าพวกนั้นคิดจะใช้กำลังล้อมพวกเราหากเจรจาไม่สำเร็จ เลยต้องเตรียมแผนแบบฉุกละหุกไปหน่อย”
ขอโทษตอนนี้มันสายเกินไปมั้ยคะ?! อริสาอยากจะตะโกนแบบนั้นใจจะขาด อลิสานั้นมีชื่อเล่นว่าไลซ่า กันสับสนเพราะชื่อเล่นของตัวเธอเองคือริสา
“คุณยายฆ่าเจ้าแน่ น้องสาว” อริสาดึงผ้าคลุมสีแดงสะดุดตาที่ตนสวมอยู่ออก ข้างใต้สวมชุดทำจากหนัง กางเกงขาสั้นคล่องตัว และรองเท้าบูต ใส่ไว้เอาความน่าเกรงขามมากกว่าหวังใช้งาน รอบเอวมีเข็มขัดเหน็บปืน กระสุน และอาวุธต่างๆ ที่เธอสวมแบบไม่รู้สึกถึงความหนักของมัน พอถอดผ้าคลุม ร่างที่เคยดูอ้อนแอ้นก็ดูแข็งแกร่งเพราะกล้ามเนื้อที่แขนขาและหน้าท้อง ใครเห็นก็ไม่กล้ามีเรื่องด้วย
“แหม คุณยายคงไม่โกรธ...”
“ข้าโกรธ” เสียงทรงพลังแทรกอลิสากลางประโยค สองสาวลอบกลืนน้ำลาย “เจ้ากระทำโดยพลการ เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีแก่สมาชิกแคลนคนอื่นๆ แถมยังติดต่อกับสุนัขของรัฐโดยไม่ได้รับอนุญาต ถ้าเป็นกรณีปกติ ผ้าคลุมแดงของเจ้าจะถูกริบ และเจ้าจะกลับไปเริ่มใหม่จากผ้าคลุมเขียว”
“คะ ค่ะ...” อลิสาหน้าเสีย... แต่ถ้าเธอปรึกษากับคนอื่นมีหรือจะยอม ยิ่งการเอาเจ้าหน้าที่รัฐมาเกี่ยว...
“แต่ข้าเห็นว่าเจ้าทำไปโดยเห็นประโยชน์ของแคลนเราเป็นสำคัญ คราวนี้เลยละเว้นให้ อีกอย่าง มันเป็นการแก้ปัญหาระยะยาวที่มีแต่เจ้าเท่านั้นที่ทำได้ สมฉายาแม่พระของเจ้าดี... อลิสา”
“ขะ ขอบคุณมากค่ะ...” เด็กสาวก้มหัว ท่าทางมั่นอกมั่นใจเมื่อครู่หายไปสิ้น
“ทั้งสองคน กลับบ้านแล้วมาที่ห้องด้วย” หญิงอาวุโสทิ้งท้ายไว้แค่นั้นแล้วก้าวขึ้นรถยนต์คันหรูตรงกลับไปคฤหาสน์ ทิ้งให้หลานทั้งสองมองหน้ากันสงสัยว่าเป็นเรื่องอะไร ก่อนจะขึ้นรถที่หรูน้อยกว่าเล็กน้อยตามไป
รถไม่มีหลังคาเบาะแข็งเป็นไม้กระดานแล่นไปตามถนน ทุกหลุมบ่อและก้อนกรวดบนถนนทำให้คนในรถกระดอนไปมา อีกทั้งเสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มแม้จะไม่ได้วิ่งเร็วทำให้ไม่สามารถคุยอะไรกันได้ ทว่ารถยนต์ในครอบครองนี้คือสัญลักษณ์ของทรัพย์และอำนาจยุคใหม่
มันคือสัญลักษณ์ของอำนาจของหนึ่งในแคลนที่ร่วมก่อตั้งสภาฮันเตอร์เพื่อจัดอันดับและควบคุมนักล่าที่เปรียบเสมือนทหารรับจ้าง แม้เป็นแคลนเล็กแต่ก็มีสิทธิ์มีเสียงและได้รับความเคารพในหมู่ฮันเตอร์ด้วยกัน โดยเฉพาะหลานสาวของบอสทั้งสองคนที่เก่งกันคนละด้านจนไม่น่าเชื่อว่าสองคนนี้เกิดจากแม่คนเดียวกัน...
“แต่งงาน?!” ทั้งสองแทบไม่เชื่อหูตัวเอง
“ใช่ ถึงวัยที่ควรจะแต่งงานเป็นฝั่งฝากันได้แล้ว เจ้าทั้งสองควรจะหาสามีที่ดี...”
“บอส...ไม่สิ...คุณยาย นี่เกี่ยวกับแม่ของ—” อริสายังพูดไม่ทันจบประโยคก็โดนสายตาหญิงสูงวัยข่มจนเสียงหาย ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคุณยายมีความรู้สึกขมขื่นกับเรื่องแม่ของทั้งสองคนแค่ไหน และตลอดทั้งชีวิตทั้งสองก็โดนความรู้สึกขมขื่นนั้นครอบงำมาตลอด
“แต่คุณยายคะ พวกเราก็ระดับผ้าคลุมแดงกันทั้งสองคน ไม่ได้เดือดร้อนหรือมีเหตุจำเป็นอะไรเลย ไม่เห็นต้องรีบแต่งงานเลยค่ะ” อลิสาแย้ง เสียงเรียบๆ ทว่าแฝงด้วยพลังการโน้มน้าวนี้เองคือคมดาบของฮันเตอร์ที่ได้ฉายาสุดไม่เข้ากับโลกมืดอย่างแม่พระ
‘ผ้าคลุม’ คือสิ่งที่บ่งบอกระดับชั้นของฮันเตอร์ โดยไล่จากต่ำสุดที่เขียวไปสูงสุดที่ขาว สีแดงนั้นรองจากขาวลงมาสองขั้น อริสาได้มาจากความสามารถในการต่อสู้ ส่วนน้องสาวอลิสาได้มาจากผลงานในการไกล่เกลี่ยปัญหาระหว่างแคลน แน่นอนว่าไม่มีใครเคยได้ประมือต่อสู้กับแม่พระ
“ไลซ่าพูดถูกค่ะ อีกอย่างคนที่จะมารับช่วงต่อแคลนนี้ร่วมกับพวกเราควรจะสรรหาอย่างดีไม่ใช่เหรอคะ?” อริสาเสริม “คุณยายอย่าด่วนรีบหาสามีให้พวกเรา—”
“เรื่องนั้นข้าคิดไว้แล้ว” บอสพูดเสียงเรียบ “อริสา คู่หมั้นของเจ้าคือหนึ่งในลูกชายสองคนของหัวหน้าแคลนฟาทิล ถ้าให้ดีข้าจะจัดให้เจ้าหมั้นกับคนที่เป็นหัวหน้าแคลนรุ่นต่อไป ทั้งสองคนเป็นเพื่อนเล่นเจ้าตอนเด็ก ฉะนั้นข้าคิดว่าเจ้าไม่น่ามีปัญหาอะไร”
“คุณยาย...ไม่จริงน่า...” อริสารู้ว่าหนึ่งในพี่น้องคู่นั้นเป็นผู้ชายที่ให้อารมณ์แบบพี่ใหญ่ แต่เธอฝังใจเลยว่าอีกหนึ่งคนในสองลูกชายแคลนฟาทิลเป็นประเภทที่เห็นหน้าครั้งเดียวก็เกลียดขี้หน้าไปทั้งชาติ แถมยังเป็นพวกโอหัง เห็นแก่ตัว ชอบเหยียบหัวคนอื่น...
“ส่วนเจ้า อลิสา...คงจะรู้จักแคลนที่เริ่มทำตัวเหิมเกริมแถบเหนือสินะ”
อลิสายังมีใบหน้านิ่งสนิทขณะพูดตอบ
“ค่ะ เคยไปแถบนั้นอยู่บ้าง เป็นแคลนซึ่งสมาชิกทั้งหมดเป็นชนเผ่าเร่ร่อนไม่ก็คนเลี้ยงสัตว์สินะคะ”
“รู้อยู่แล้วก็ดี คู่หมั้นของเจ้าคือบอสแคลนวอลฮราห์น ฉายาหมาป่าสีเงิน ‘วูลฟริค’ เจ้าคงเคยได้ยินชื่อผ่านหูมาบ้าง”
คนอะไรชื่อจำโคตรยาก!!! อริสาบ่นในใจ ชำเลืองมองท่าทีของน้องสาวที่ไม่เปลี่ยนแม้แต่นิด นั่นทำให้เธอโกรธแทน
“คุณยายคะ คนพวกนั้นเป็นเผ่าเร่ร่อนนะคะ ข้าได้ยินว่าพวกเขาไม่อาบน้ำ เสื้อผ้าทำจากหนังสัตว์หยาบๆ มีแต่กลิ่นสาบ แถมกินเนื้อดิบ ฉุดผู้หญิงเป็นกิจวัตร อยู่แบบตามมีตามเกิด จะบอกให้ไลซ่าไปฝากชีวิตที่เหลือไว้กับ...” อริสาไม่อาจจบประโยคได้
คุณยายยังไม่หวั่นไหวแม้ถูกทัดทาน ท่านเป็นอย่างนั้นเสมอ ทำสิ่งที่ตัวเองคิดว่าดี ส่วนหลานทั้งสองจะเห็นด้วยไหมก็อีกเรื่อง
“ขอถามอะไรหน่อยได้ไหมคะ?” เด็กสาวผมสีเกาลัดถาม รอยยิ้มเรียบเฉยคลี่บนใบหน้า แต่ดวงตาเธอไม่ยิ้มด้วย “การแต่งงานของเราทั้งสองคน... เป็นการเมืองใช่ไหมคะ?”
ใช่...ฟาทิลเป็นอำนาจเก่าที่คานกับแคลนอาซูร์ของพวกเธอมานาน ส่วนวอลฮราห์นถือเป็นขั้วอำนาจใหม่ของฝั่งเหนือที่มีแนวโน้มจะครองพื้นที่อิสระทั้งแถบในอนาคต
นับได้ว่าคุณยายของพวกเธอรู้จักใช้หลานสาวน่ารักๆ เป็นตัวหมากเพื่ออนาคตของแคลนได้ดีทีเดียว
และคนพี่ผู้ไม่ยอมใครอย่างอริสาก็เกลียดคุณยายที่เป็นแบบนั้น เกลียดมาก... และเพราะรู้จักคุณยายดีจึงรู้ว่าพวกเธอไม่มีหนทางปฏิเสธ... นอกจากจะโขกหัวคุณยายให้เสียความทรงจำซะ!
...แต่เอาจริงๆ ใครจะไปทำลง...
“ขอต่อรองหน่อยได้ไหมคะ คุณยาย...” อลิสาเริ่มตั้งเงื่อนไขตามประสา คนเป็นพี่แอบแปลกใจที่น้องสาวโดนยื่นคำขาดขนาดนี้ยังหาเรื่องพูดได้อีก “การส่งพวกเราทั้งสองไปแต่งงานหมายความว่าแคลนอาซูร์ของเราจะไม่มีคนรับช่วงต่อ เพราะฉะนั้นสิทธิ์ในการบริหารแคลนนี้ขอแบ่งกันระหว่างหนูกับพี่ริสา”
อริสาฉุกคิดได้...
จริงสิ ถ้าเราสองคนไป ใครจะรับช่วงต่อคุณยาย...? ไลซ่ากำลังหาทางให้เรายังมีอำนาจในแคลนอยู่นี่เอง แต่อำนาจนั้นตอนแรกคุณยายตั้งใจจะมอบให้ใคร...?
“ข้าไม่เห็นด้วยกับการแบ่งกันบริหารระหว่างสองคน พวกเจ้าอาจไม่รู้ แต่การแบ่งกันอย่างนั้นระหว่างคนที่มีวิธีการทำงานต่างกันสุดขั้วแบบเจ้าสองคนรังแต่จะเป็นปัญหาเปล่าๆ”
“ถ้าอย่างนั้น...หากข้ากับพี่ริสาไปแต่งงานแต่สามารถดึงคู่หมั้นมาเข้าร่วมแคลนอาซูร์ได้ อย่างนั้นจะดีกว่าไหมคะ?”
คุณยายกระตุกยิ้ม
“ถึงถูกปล่อยไว้กลางป่าเหมือนฮันเซลกับเกรเทล เจ้าก็หาวิธีพาตัวเองกลับบ้านจนได้สินะ อลิสาหลานรัก” หญิงชราเปลี่ยนสีหน้า “ตอนแรกข้าตั้งใจจะยุบแคลนเปิดทางให้อำนาจใหม่อย่างเอเลียสให้รับช่วงแทน คนของเราก็ให้ไปช่วยฝั่งนั้นทำงานจนตั้งตัวได้ บอสของแคลนนั้นคืออดีตมือขวาของยายเอง... แต่ข้อเสนอนั้นไม่เลว หากพวกเจ้าจะสานต่อเจตนารมณ์ของคุณตาข้าก็ไม่เกี่ยง อลิสา อริสา ข้าจะส่งต่อสิทธิ์ในการเป็นบอสของแคลนอาซูร์ให้ก็ต่อเมื่อพวกเจ้าสามารถนำทั้งสองแคลนนั้นมาเป็นพันธมิตรในอาณัติของเรา และแสดงให้ข้าเห็นว่าพวกเจ้าสามารถบริหารแคลนได้ ตกลงไหม?”
“ขอบคุณมากค่ะ!” อลิสายิ้มแป้น แต่ยิ้มนั้นเปลี่ยนเป็นยิ้มเจื่อนเมื่อคุณยายพูดประโยคถัดมา
“ว่าที่สามีของเจ้ากำลังจะมาถึงก่อนงานเลี้ยงค่ำวันนี้ อลิสา หลานควรไปเตรียมตัวต้อนรับเขา”
“นี่จะบ้ารึไง?!”
อลิสาปิดหูแทบไม่ทันเมื่อเจอเสียงดังระดับฟ้าผ่าของพี่สาว
“ได้พบเจ้าบ่าวครั้งแรก จะใส่ชุดออกรบเลยเหรอ...?” อริสาแผ่วเสียงลง “ไวเกินไปแล้ว เจ้าคาดหวังอะไรกันแน่ไลซ่า? คุณยายบอกมาก็จริงว่าต้องเอามาเป็นพันธมิตรแต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องทำแบบนั้นด้วยการแต่งงาน ดูตัวไปแล้วค่อยสะบัดหน้าไล่ทีหลังก็ได้ เจ้าหาช่องโหว่ในคำสัญญาเก่งกว่าข้า อย่าบอกนะว่าไม่ทันสังเกตว่าที่จริง เราไม่ต้องสนเรื่องแต่งงานด้วยซ้ำหากเราดึงพวกนั้นมาเป็นบริวารได้?”
สาวผมเกาลัดที่อยู่ในชั้นในลูกไม้เบะปากน้อยๆ แบบที่ถ้าไม่ใช่คนใกล้ชิดคงไม่มีวันได้เห็นแม่พระทำหน้าแบบนี้ ใต้ชุดระบายฟูฟ่องที่ใส่ประจำคือร่างบางที่อ้อนแอ้นนุ่มนวลผิดกับพี่สาว ผิวขาวเนียนอมชมพูดูแล้วไม่น่าเป็นของฮันเตอร์ได้เลย
“หรือเจ้ามีแผนอะไร...?” อริสาถามเพิ่ม น้องสาวหลุบตา พี่สาวเลยถือโอกาสพูดต่อ “เจ้าก็รู้ว่าการเป็นคุณนายให้บอสแคลนฮันเตอร์เน่าๆ เท่ากับจบเส้นทางในฐานะฮันเตอร์ของตัวเอง โดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายเป็นแค่คนเร่ร่อนสกปรก ไปอยู่ด้วยท่ามกลางความเวิ้งว้างอันไกลโพ้นก็เท่ากับดับอนาคตตัวเองแล้ว เจ้าดูเหมือนจะวิ่งเข้าหาชีวิตนั้นเหลือเกิน เตรียมมัดใจเจ้าบ่าวเสียขนาดนี้...เฮอะ” สาวร่างสูงสะบัดเส้นผมสีดำไปด้านหลัง “หรือนั่นคือสิ่งที่เจ้าต้องการแต่แรก ไลซ่า?”
“ข้าไม่ได้ต้องการแบบนั้นหรอกค่ะ ข้าอยากใส่ของข้าอย่างนี้ ไม่เห็นมีอะไร” เด็กสาวคว้าเดรสมาสวมทับ “ข้าสงสัย พี่ริสา สงสัยว่าทำไมคุณยายถึงต้องการยุบแคลนของพวกเราทิ้งเพื่อเปิดทางให้เอเลียส?” พอแต่งตัวเสร็จก็หันมาพูด “ทั้งที่พวกเรามีคุณสมบัติมากพอจะรับช่วงต่อ คุณยายคิดอะไรอยู่? ทำไมต้องเปิดทางให้...”
“คุณยายแก่แล้ว อาจจะเหนื่อยก็ได้ ท่านคงคร้านจะมาเป็นที่ปรึกษาเรื่องบริหารงานให้พวกเรา คุณยายไม่มีความภูมิใจในฐานะบอสของแคลนที่ร่วมก่อตั้งสมาคมฮันเตอร์ คิดแค่ว่าแคลนนี้เป็นสิ่งที่ทำให้แม่ทิ้งพวกเราไป ข้าว่าอย่างนั้น” อริสายักไหล่ “ข้าไม่อยากคิดแล้ว จะอะไรก็ช่าง ถ้าเจ้าอยากผนวกแคลนแดนเหนือใต้ตราเดียวกับพวกเราจริง ข้าก็เอาด้วย ข้าอยากเห็นพวกแคลนฟาทิลกราบแทบเท้าของพวกเรามานานแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้นก็เป็นอันตกลง”
“ไลซ่า เจ้าก็อย่าไร้เดียงสานัก อย่าคิดว่าใช้ร่างกายตัวเองแล้วจะผูกมัดผู้ชายได้ พวกนั้นไม่สนใจหรอก หากเกิดอะไรขึ้นมา เจ้าคงรู้ว่าคนที่รับผลของมันคือใคร”
“พี่ริสายังไม่รู้ว่าข้าจะทำอะไรสักหน่อย”
“เฮ้อ เอาเป็นว่าเจ้าโตแล้ว จะทำอะไรก็ทำ ข้าก็จะทำแบบของข้า แบบนี้พอใจใช่ไหม?”
“ค่ะ ถ้าอย่างนั้นเราไปกันเลยไหมคะ?”
“ไปสิ”
หัวหน้าแคลนหมาป่าแดนเหนือมีนามว่าวูลฟริค
ข่าวลือของเขากระฉ่อนไปทั่วว่าแม้จะเป็นหัวหน้าแคลนที่นำพาชนเผ่าเร่ร่อนกลางหิมะและทุ่งหญ้ารกร้างให้รุ่งเรืองจนเป็นขั้วอำนาจได้ เขากลับเป็นคนมีเรื่องไม่ดีกับผู้หญิงมากมาย ไม่ว่าจะเป็นข่าวลือที่เขาเปลี่ยนคู่นอนวันละสิบคน หรือข่าวลือที่ว่าเขามีรสนิยมชอบกัดคู่นอนให้เลือดซิบแล้วดูดเหมือนผีดูดเลือด บ้างก็ว่าเขาเป็นมนุษย์หมาป่าที่กลายร่างทำร้ายคนทุกวันเพ็ญ บ้างก็ว่าเขาเคยโกรธคนที่มาพูดจาดูถูกแคลนของตนจนจับคนคนนั้นฆ่าและเอามาทำอาหาร
แต่ข่าวลือนั้นดูเหมือนจะทำอะไรฮันเตอร์ฉายา “แม่พระ” ไม่ได้สักนิด
“ที่ว่าที่เจ้าสาวยังไม่หนีคงเป็นเรื่องดีแล้วละนะ บอส” มือขวาของแคลนหมาป่าแดนเหนือพูดหน่ายๆ เหมือนชิน “แต่หายากนะที่บอสจะตอบรับยอมมาดูตัวเจ้าสาวทั้งที่มีเรื่องติดพันมากมาย สร้างภาพว่าตัวเองนิสัยเจ้าชู้เป็นเสือผู้หญิงจนข้าละหน่ายเก็บกวาดตามหลังท่านจริงๆ”
“ข้าไม่ได้อยากสร้างภาพด้วยซ้ำ ธอร์เคล เจ้าก็รู้ดีกว่าใคร”
“แล้วคนอื่นเขาคิดอย่างข้าไหมล่ะ?”
“...เจ้าเลิกพยายามเอาผิดข้าสักทีได้ไหม อันตา (น้องชายร่วมสาบาน) ผู้ปราดเปรื่องของข้า?” หัวหน้าแคลนเท้าคาง “ข้าขออนุญาตกล่าวอะไรหน่อยได้ไหมขอรับท่านมือขวา? จะให้ข้าเอาร่างตัวเองแลกกับเส้นสายในหมู่ขุนนางกับแคลนอื่นไปจนแก่เฒ่า ข้าก็ไม่ไหวรึเปล่า?”
“ท่านอย่าพูดแบบนั้น ถึงข้าว่าท่านคงเป็นคนประเภทยิ่งแก่ยิ่งหล่อก็เถอะ แต่ข้าขนลุก”
“เจ้าก็อย่าแซวให้มากนัก”
“ขอรับบอส” มือขวาพูดกลับด้วยน้ำเสียงประชดประชันพอกัน
ดวงตาสีทองของหัวหน้าแคลนมองทิวทัศน์ผ่านหน้าต่างของเรือนรับรอง
เขาลุกขึ้นไปส่องกระจก เส้นผมสีเงินยวงยาวถึงกลางหลังชี้โด่เด่แบบที่หวียังไงก็ไม่มีวันเรียบ ร่างกำยำสวมชุดพิธีการแบบพื้นเมือง ผ้าปักหลากสีแทนที่จะทำให้ดูตลกกลับยิ่งขับราศีของเขาให้ดูหล่อเหลาลึกลับกว่าเดิม
จริงอยู่ที่เหล่าชนเร่ร่อนมีชื่อเสียงไม่ดีติดตัวว่าทั้งสกปรกทั้งป่าเถื่อน แต่เขาได้ใช้เวลาวัยเด็กในต่างแดน จึงคิดว่าหากเราไม่มีกำลังพอพิชิตเขาได้เราก็ต้องโอนอ่อนตามเขาและหาทางใช้ประโยชน์จากตรงนั้น เพราะอย่างนั้นเขาจึงเริ่มเปลี่ยนประเพณีเดิมๆ ที่ทำให้ชนเร่ร่อนโดนดูถูก ให้ทุกคนในเผ่าทำตัวเข้ากับสมัยนิยมและคนชาติอื่นๆ มากขึ้น แต่ยังคงรักษาอัตลักษณ์ดั้งเดิมของตนเองไว้ เหมือนชุดพิธีการในวันนี้
“ฉายาแม่พระอย่างนั้นรึ... นางคงไม่เดินเข้ามาตบหน้าข้าทันทีที่เห็น” วูลฟริคยอมแพ้กับการทำให้เส้นผมดูเป็นผู้เป็นคน ปล่อยให้ชี้อยู่อย่างเดิม
“นางคงทำแบบนั้น ท่านควรเตรียมใจรับสักฉาดสองฉาด”
“เจ้าเป็นมือขวาที่ดีมากธอร์เคล ข้าดีใจเหลือเกินที่เลือกเจ้ามารับตำแหน่งนี้ และข้าดีใจเหลือเกินที่เมื่อก่อนโน้นตอนข้ายังเป็นเด็กโง่ไม่รู้อะไรข้าก็ได้เลือกเจ้าเป็นอันตา”
หัวหน้าแคลนหันไปมองคนที่เป็นทั้งมือขวาและคนที่สาบานว่าจะดูแลกันดั่งพี่น้องร่วมสายเลือดไปชั่วชีวิต ทว่าแทนที่จะประชดกลับ หนุ่มคิ้วเข้มผมดำถักเป็นเปียเล็กๆ แน่นไปทั้งหัวกลับทำหน้านิ่ง
“ถ้าท่านไม่ช่วยข้า ข้าคงเป็นแค่เด็กซ่องถูกเอาไปขายให้พวกกามวิปริตไม่มีวันโงหัวขึ้นมองแสงตะวันได้อีกตลอดชีวิต ไม่อย่างนั้นข้าก็คงเป็นปาป้าซังที่ทำให้เกียรติของพวกเราเสื่อมถอยอย่างไม่มีวันกู่กลับ...”
“...ธอร์เคล เจ้าก็อย่าลืมว่าข้าก็เด็กซ่องไม่ต่างจากเจ้า เจ้าตะกายขึ้นมาด้วยความสามารถของตัวเอง ข้าแค่ยื่นความช่วยเหลือเล็กน้อยเท่านั้นเมื่อเทียบกับสิ่งที่เจ้าพยายามมา”
“...สมัยท่านเด็กกว่านี้คนเรียกท่านว่ากามเทพ”
“ข้าไม่อยากนึกถึง เราจะไปได้รึยัง?”
“ท่านลืมผ้าผูกเอวอีกหนึ่งผืน ออ นี่เป็นชุดพิธีการทอมือที่ภรรเมียสุดที่รักของข้าปักลายมาให้ท่านในโอกาสนี้โดยเฉพาะ โดยเฉพาะตรงหลังนี้มีลายหมาป่าที่นางใช้เวลาที่ควรอยู่ร่วมกับข้ามาออกแบบถึงหนึ่งชั่วโมงเต็มๆ ฉะนั้นหากท่านทำเลอะแม้เพียงจุดเดียวข้าจะสวดท่านให้ยับแทนสุดที่รักของข้าเอง”
“นี่เจ้าเป็นมือขวา น้องชาย หรือเป็นแม่ข้า...?”