ตอน 1

รัชศกเจี้ยนเหวิน ปีที่ 4

รัชสมัยจักรพรรดิหมิงฮุ่ยตี้(ฮ่องเต้เจี้ยนเหวิน)

         จักรพรรดิหมิงฮุ่ยตี้เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิแห่งราชวงศ์หมิงหลังจากจักรพรรดิหงหวู่ พระราชอัยกาเสด็จสวรรคต พระองค์ได้ทรงใช้พระนามว่าฮุ่ยตี้ และใช้ศักราชประจำพระองค์ว่าเจี้ยนเหวิน ทรงดำเนินนโยบายลดทอนอำนาจของบรรดาหวางต่างๆ อย่างเข้มงวด อ๋อง 5 พระองค์ถูกย้ายออกจากเมืองที่ประทับ บางพระองค์ถูกปลด บางพระองค์ต้องฆ่าตัวตาย และเยี่ยนอ๋องจูตี้เองก็ถูกแพ่งเล็งเนื่องจากเป็นผู้ที่มีบทบาทมากในการศึกคราวก่อนๆ

และก่อนที่จักรพรรดิหงหวู่จะเสด็จสวรรคตนั้น จักรพรรดิเจี้ยนเหวินทรงมีพระราชโองการห้ามให้อ๋องต่างๆ เข้ามาถวายบังคมพระบรมศพ ด้วยเหตุที่ว่าเกรงจะมีการก่อรัฐประหาร แต่มีอ๋องพระองค์หนึ่งคือเยี่ยนอ๋องไม่ยอมทำตามราชโองการนั้น พร้อมกับนำทหารราชองครักษ์เดินทางมายังเมืองหลวงนานกิง

แต่ด้วยมีราชโองการของจักรพรรดิส่งมาห้าม พระองค์จึงจำเป็นต้องกลับไปที่เมืองเป่ยจิง หลังจากสะสมอาวุธและฝึกซ้อมทหารจนใช้ชำนาญแล้ว เยี่ยนอ๋องจึงตัดสินพระทัยชิงลงมือยกทัพจากเป่ยจิงลงใต้เผชิญหน้ากับหลานชาย โดยอ้างว่าเพื่อกำจัดเหล่าขุนนางกังฉินสอพลอที่อยู่รอบข้างองค์จักรพรรดิ

มีบันทึกว่าก่อนที่พระองค์จะนำกองทัพยกออกจากเมืองนั้น ได้เกิดพายุพัดแรงจนกระทั่งหลังคาวังหักพังเสียหายซึ่งพระองค์กล่าวว่าเป็นเพราะได้เวลาที่พระองค์จะได้เสด็จเข้าไปประทับที่พระราชวังหลังคาเหลืองแล้ว

การต่อสู้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 1942 (ค.ศ. 1399) เป็นเวลานานถึง 3 ปี ในระยะแรกฝ่ายเยี่ยนอ๋องเป็นฝ่ายเสียเปรียบเนื่องจากฝ่ายจักรพรรดิมีกองทหารปืนไฟ ซึ่งมีอานุภาพสูงทำให้ต้องทรงถอยทัพกลับไปทางเหนือแต่ทหารทางใต้ไม่คุ้นเคยกับอากาศหนาวทางภาคเหนือจึงล้มป่วยเสียชีวิตไปเป็นจำนวนมาก

จนกระทั่ง พ.ศ. 1945 (ค.ศ. 1402) กองทัพของพระองค์ก็ได้ยกมาถึงชานกรุงหนานจิง ซึ่งกองทัพฝ่ายวังหลวงไม่สามารถต้านทานได้อีกเนื่องจากไม่มีแม่ทัพที่ชำนาญศึกเพราะถูกประหารไปตั้งแต่ปลายรัชกาลของจักรพรรดิหงหวู่ เหล่าขุนนางต่างพากันมาสวามิภักดิ์มากขึ้น และเมื่อถึงวันที่สาม เยี่ยนอ๋องก็สามารถบุกเข้าสู่ภายในเมืองได้ ปรากฏว่าเกิดเพลิงไหม้ภายในวังหลวง และมีผู้พบพระศพของฮองเฮากับพระราชโอรสของหมิงฮุ่ยตี้ถูกเพลิงครอกภายในวังชั้นในแต่ไม่มีใครพบพระศพของหมิงฮุ่ยตี้แม้แต่น้อย

และนั่นจึงทำให้มีผู้สันนิษฐานว่าพระองค์ลอบหนีออกไปจากวังหลวงได้โดยการอารักขาจากกองทหารองครักษส่วนพระองค์ซึ่งกลุ่มขุนนางที่มีความจงรักภักดีนำเสด็จหนีออกมาจากวังหลวงได้เป็นผลสำเร็จและทรงผนวชก่อนที่จะเสียเมือง

ภายหลังต่อมาอีก 39 ปี ในรัชศกจ้งถ่ง มีผู้พบพระภิกษุชรารูปหนึ่งที่มีคนจำได้ว่าคือจักรพรรดิฮุ่ยตี้ หมิงอิงจงจึงมีราชโองการให้เชิญพระองค์มาประทับที่กรุงปักกิ่ง ที่ประทับของพระองค์ถูกปิดเงียบและสวรรคตอย่างสงบในกรุงปักกิ่งในเวลาต่อมา

เยี่ยนอ๋องซึ่งมีชัยชนะเหนือกองกำลังของอดีตองค์จักรพรรดิเจี้ยนเหวินสถาปนาตนเองขึ้นปกครองเป็นจักรพรรดิพระองค์ที่ 3 แห่งราชวงศ์หมิง เฉลิมพระนามว่าหมิงเฉิงจู่ ใช้ศักราชว่าหย่งเล่อ หลังจากที่ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นจักรพรรดิแห่งราชวงศ์หมิง

พระองค์ทรงมีราชโองการให้ประหารขุนนาง เนื่องจากทรงระแวงว่าขุนนางเหล่านั้นจงรักภักดีต่อพระนัดดาของพระองค์ซึ่งมีจำนวนกว่า 870 คน นอกจากนี้ยังดำเนินนโยบายลดทอนอำนาจเจ้าองค์อื่น ๆ อย่างเข้มงวด เช่น ห้ามมีกองทหารประจำเมืองให้มีได้แต่ทหารรักษาพระองค์จำนวนหนึ่ง ห้ามเจ้าแต่ละเมืองติดต่อกันเองโดยไม่ได้รับพระราชานุญาติ

ภารกิจแรกที่พระองค์ทรงทำคือดำริย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่เป่ยจิงอันเป็นฐานที่มั่นของพระองค์ด้วยเหตุผลว่าเพื่อป้องกันการรุกรานของชนกลุ่มน้อยทางเหนือ ทรงมีพระราชโองการให้อพยพคนมากมายหลายแสนคนจากเมืองหนานจิง มณฑลซานซีและมณฑลเจ้อเจียง

โดยแบ่งเป็น 5 สายเข้ามายังเมืองเป่ยจิงหรือเมืองปักกิ่งในยุคปัจจุบัน พร้อมกับเป็นการหาแรงงานเพื่อสร้างพระราชวังที่ประทับของจักรพรรดิในเมืองหลวงซึ่งก็คือ พระราชวังกู้กง หรือเป็นที่รู้จักกันดีนั่นก็คือ "พระราชวังต้องห้าม"

ในการนี้พระองค์ต้องเกณฑ์คนหนึ่งแสนพร้อมกับช่างฝีมืออีกหลายพันคน การก่อสร้างพระราชวังต้องห้ามนี้กินระยะเวลานานถึง 15 ปี พระองค์ให้ความสำคัญกับการก่อสร้างพระราชวังต้องห้ามแห่งนี้เป็นอย่างมาก และจะเสด็จมาตรวจตราการก่อสร้างด้วยพระองค์เอง หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 1956 (ค.ศ. 1413) พระองค์จึงทรงย้ายเมืองหลวงจากกรุงหนานจิงมาประทับที่กรุงปักกิ่ง เป็นการถาวร

และในช่วงของเหตุการณ์จลาจลดังกล่าว บรรดาขุนนางที่จงรักภักดีในรัชสมัยของจักรพรรดิเจี้ยนเหวิน ซึ่งถูกคำสั่งให้ประหารชีวิต จำนวนกว่า 870 คนนั้น หาใช่ประหารเพียงตัวขุนนางแต่เป็นการประหารทั้งตระกูล สายเลือดเหล่าขุนนางน้อยใหญ่ถูกกำจัดและฆ่าล้างโคตรล้มตายนับหลายพันชีวิต

และในการสำเร็จโทษประหารครั้งใหญ่กองกำลังองครักษ์เสื้อแพร ซึ่งเป็นหน่วยอารักขาขององค์จักรพรรดิที่ขึ้นชื่อในเรื่องของความโหดเหี้ยมและอำมหิตอย่างยิ่งยวด องครักษ์เสื้อแพรถวายความซื่อสัตย์และจงรักภักดีต่อจักรพรรดิเพียงพระองค์เดียวเท่านั้นและเป็นหน่วยงานรับหน้าที่สนองพระราชโองการ จัดการกวาดล้างเหล่าขุนนางที่เป็นปรปักษ์ต่อองค์จักรพรรดิหย่งเล่อ ทั้งสอบสวน จับกุม กักขัง ทรมานตลอดจนสำเร็จโทษ

สาเหตุที่จักรพรรดิหยงเล่อทรงกระทำเช่นนี้นั้นก็เพราะเมื่อครั้งเข้ายึดครองเมืองหนานจิงได้แล้ว จั่วเชียนโตวยวี้ซื่อ ซึ่งเป็นเจ้ากรมสืบสวนฝ่ายซ้าย ส่งจิ่งชิงพยายามที่จะลอบสังหารพระองค์ จักรพรรดิหย่งเล่อจึงสั่งประหารเก้าชั่วโคตร พร้อมทั้งทำลายหลุมฝังศพบรรพบุรุษทั้งหมด รวมทั้งสมาชิกคนอื่นๆ ในหมู่บ้านถูกถ่ายโอนออกนอกหมู่บ้านจนหมด หมู่บ้านนี้ถูกทำลายทิ้ง

ภายหลังได้กลายเป็นการกล่าวอ้างถึงจักรพรรดิหย่งเล่อว่าทรงจัดการกับขุนนางซึ่งจงรักภักดีต่อจักรพรรดิเจี้ยนเหวินอย่างโหดเหี้ยม ดั่งเช่นฟางเสี้ยวหรู ถูกประหารชีวิตสิบชั่วโคตร ครอบครัว 873 คนถูกเนรเทศ ผู้มีสายเลือดเกี่ยวดองเป็นญาติห่างๆถูกประหารมากกว่าพันคน

ฟางเสี้ยวหรู ซึ่งเป็นยอดมหาบัณฑิตแห่งต้าหมิง เคยเป็นพระอาจารย์สอนหนังสือให้แก่รัชทายาทจูอวิ่นเหวิน ภายหลังคือจักรพรรดิเจี้ยนเหวินแห่งราชวงศ์หมิง เป็นขุนนางที่จงรักภักดีต่อฮ่องเต้เจี้ยนเหวินเป็นที่สุด และยังเป็นกำลังสำคัญในการต่อต้านแผนชิงบัลลังก์ของเยี่ยนอ๋องจูตี้

แต่สุดท้ายเมื่อจักรพรรดิเจี้ยนเหวินได้ตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ เยี่ยนอ๋องได้ครองบัลลังก์แทน สถาปนาขึ้นเป็นจักรพรรดิหย่งเล่อ พระองค์ได้บีบให้ฟางเสี่ยวหรูเขียนหนังสือขอขมา ทว่าฟางเสี้ยวหรูยอมตายแต่ไม่ยอมจำนน

ฮ่องเต้หย่งเล่อจึงทรงมีพระราชโองการรับให้สั่งประหารชีวิตเก้าชั่วโคตร แต่ฟางเสี้ยวหรูยังกล่าวออกมาจนกลายเป็นวาทะอันโด่งดังที่สุดในชีวิตของเขาคือ "เก้าไม่พอ ต้องสิบต่างหาก" ชั่วโคตรที่สิบหมายถึงลูกศิษย์ของเขา ก่อนตายเขายังกัดเลือดจากนิ้วตัวเองเขียนอักษร (ช่วน) หมายถึง การแย่งชิง เพื่อประณามการกระทำของฮ่องเต้หย่งเล่อที่ได้อำนาจมาโดยไม่ชอบธรรม

การตายของเหลี่ยนจีหนิง ทำให้ทั้งเมืองกลายเป็นเมืองร้างล้มตายไป1051คน ครอบครัวและญาติพี่น้องร่วมสายโลหิตเดียวกันถูกประหารเก้าชั่วโคตร รวมทั้งเนรเทศคนเป็นหลักร้อยเช่นเดียวกัน การตายของเฉินตี๋ เนรเทศคนไปถึง180 คนโดยประมาณ ในบรรดาคนที่ถูกประหารเป็นครอบครัวที่ถูกประหาร 80 กว่าคน

การตายของหูหรุ่นครอบครัวทั้งหมด270 คนถูกประหารทั้งหมดการตายของต่งย้งครอบครัวทั้งหมดโดนประหาร 230 คน จั้วจิ้น ฮวงกวน ฉีไท่ ฮวงจีเฉิง หวางตู้ ลู๋หยวนจื่อ

และขุนนางคนอื่นๆ ที่ถวายความจงรักภักดีต่อจักรพรรดิเจี้ยนเหวินล้วนถูกประหารทั้งสิ้น นับได้ว่าเป็นการสั่งประหารครั้งใหญ่ที่ถูกบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ของราชวงศ์หมิง

ชีวิตของขุนนางที่ถวายความภักดีให้แก่อดีตองค์จักรพรรดิผู้สาบสูญและครอบครัวของผู้คนเหล่านั้นต้องถูกปลิดชีพด้วยคมดาบจนมิเหลือสิ้น เพื่อตัดรากถอนโคนไม่ให้เหลือผู้สืบทอดที่จะกลับมาเป็นผู้ก่อการกบฏและล้างแค้นต่อจักรพรรดิหย่งเล่อในภายหลัง

ยามเมื่อลมพัดหวนมิอาจคืนกลับมาได้ดั่งเช่นกาลก่อนอีกต่อไป เมื่อรัชสมัยของจักรพรรดิเจี้ยนเหวินล่มสลายผลัดเปลี่ยนไปสู่แผ่นดินใหม่ของจักรพรรดิหย่งเล่อ

หน่วยตงฉ่างองครักษ์เสื้อแพรรับคำสั่งจากองค์จักรพรรดิ และจำต้องปฏิบัติตามพระบรมราชโองการอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง สังหารขุนนางที่เป็นปรปักษ์และไม่ถวายจงรักภักดี ฆ่าอย่าให้เหลือทั้งตระกูล!!!

ตอน 2

จวนตระกูลหลิน

กรี๊ดดดด!!!! เสียงกรีดร้องอย่างโหยหวนของสตรีจำนวนมากมายด้วยความเจ็บปวดดังออกมาเป็นระยะติดตามด้วยร่างอันไร้วิญญาณร่วงหล่นฟุบลงไปกับพื้นจวน เมื่อถูกเชือดคออย่างไร้สิ้นความปราณีจากคมดาบ

อ๊าคคคค!!!! เสียงบุรุษจำนวนมากก็ไม่แตกต่างไปจากเสียงร้องโหยหวนของสตรีแม้แต่น้อย ทุกชีวิตในจวนตระกูลหลิน ถูกสั่งประหารเก้าชั่วโคตร ชีวิตของหลินเหยียนเจิ้ง เสนาบดีผู้จงรักภักดีต่ออดีตองค์จักรพรรดิพร้อมด้วยฮูหยินและอนุภรรยาทั้งหก

คุณชายทั้งสิบห้าคนซึ่งเกิดจากฮูหยินและอนุภรรยา คุณหนูสองนาง คุณหนูใหญ่บุตรีลำดับที่สิบหกเกิดจากฮูหยินเซียวและคุณหนูเล็กบุตรีลำดับที่สิบเจ็ดเกิดจากอนุภรรยาคนสุดท้อง รวมไปถึงข้าทาสบริวารที่คอยรับใช้ภายในจวนตระกูลหลินอีกกว่า 203 ชีวิต มีคำสั่งให้ประหารไม่เหลือสิ้น ทันทีที่ผู้เชิญพระราชโองการมาถึงจวนดังกล่าว

         เสียงกรีดร้องของเด็กน้อยมากมายทั้งชายและหญิงดังก้องระงมไปทั่วทั้งจวนตระกูลหลิน เมื่อถูกบรรดาองครักษ์เสื้อแพรซึ่งรับราชโองการจากองค์จักรพรรดิโดยตรงเท่านั้นให้จัดการปลิดชีพเสนาบดีหลินเหยียนเจิ้ง ผู้ไม่ภักดีพร้อมทุกชีวิตที่อยู่ภายในจวนตระกูลหลินทั้งหมด

ส่วนบรรดาญาติมิตรที่อยู่ตามเมืองต่างๆ ราชโองการกระจายไปตามพื้นที่ ให้เจ้าเมืองต่างๆ นำครอบครัวสายเลือดตระกูลหลินนำตัวมาลงโทษประหารกลางแจ้งไม่ให้หลงเหลือเป็นเยี่ยงอย่างของผู้ต่อต้านอีกต่อไป

         ในขณะเดียวกันท่ามกลางความโกลาหลและเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดกระจายไปทุกอณูภายในจวนดังกล่าว คุณหนูสิบหกและคุณหนูสิบเจ็ดแอบซ่อนเร้นกายของตัวเองอยู่ภายในบ่อน้ำที่เหือดแห้งอยู่ด้านหลังของจวน โดยแม่นมของทั้งสองนำมาซ่อนตัวเพื่อให้พวกนางพ้นภัยพิบัติร้ายในครั้งนี้

“ท่านพี่ข้ากลัว! ท่านพ่อและท่านแม่จะเป็นอะไรมากไหม”เสียงของคุณหนูเล็กถามพี่สาวที่กำลังกอดนางอยู่ในขณะนั้น

หลินลี่ชาหรือช่าช่า ซึ่งเป็นชื่อเล่นของนางคุณหนูใหญ่บุตรีลำดับที่สิบหกของเสนาบดีหลินเหยียนเจิ้งและฮูหยินเซียวฉิงเซียง ในวัยสิบสี่ปีซึ่งกำลังจะเข้าสู่พิธีปักปิ่นในปีหน้า

นางกำลังเฝ้าตระกองกอดหลินซูเจินหรือเจินเจิน น้องสาวคนเล็กและของตระกูลหลินในวัยสี่ขวบเท่านั้น สองคนพี่น้องกำลังนั่งกอดกันเนื้อตัวเต็มไปด้วยอาการสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวจนขวัญหนีกระเจิดกระเจิง ที่เห็นผู้คนมากมายภายในจวนถูกกลุ่มคนจากวังหลวงสังหารอย่างไร้สิ้นความปราณี

ชู้วววว!!!! เสียงของคนเป็นพี่ส่งเสียงออกมาทันทีในขณะที่น้องสาวกำลังถามนางอยู่ในขณะนั้น

อุ้บ!!! มือของหลินลี่ชาปิดปากน้องสาวของนางเอาไว้ทันใดเมื่อได้ยินเสียงบุรุษส่งเสียงตะโกนก้องไปทั่วบริเวณหลังจวน

“ค้นหาให้ทั่วทุกพื้นที่! อย่าให้หนีรอดไปได้แม้แต่ชีวิตเดียว! นับศพว่ามีจำนวนเท่าไรครบ 228 ศพหรือไม่”เสียงสั่งการดังกึกก้องไปทั่วบริเวณดังกล่าว

“ท่านพี่พวกคนใจร้ายมาแล้ว...ข้ากลัว”หลินซูเจินกระซิบบอกพี่สาวของนาง

“เจ้าอย่าพูดอะไรมากเดี๋ยวคนพวกนั้นจะได้ยินเสียง ท่านแม่ของเราสองคนสั่งเอาไว้ให้พวกเรารออยู่ภายในบ่อน้ำนี้ ไม่ว่าจะได้ยินเสียงอะไรและเห็นอะไรห้ามขึ้นมาเป็นอันขาดเพราะฉะนั้นเจ้ากับข้าต้องนั่งนิ่งๆ อยู่ในนี้เข้าใจหรือไม่”หลินลี่ชากระซิบบอกน้องสาวเสียงเบาพร้อมแหงนหน้ามองบริเวณปากบ่ออยู่ตลอดเวลา

“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะท่านพี่ พอขึ้นไปแล้วข้าจะไปกินขนมของท่านแม่ที่ทิ้งเอาไว้บนโต๊ะ เพิ่งจะกินเข้าไปคำเดียวเองก็ถูกท่านแม่และท่านแม่ใหญ่อุ้มมาหลังจวน”

หลินซูเจินกล่าวอย่างไร้เดียงสาพลางมองหน้าพี่สาวตาแป๋ว ก่อนจะตรงเข้ากอดร่างของนางด้วยความหวาดกลัวเมื่อได้ยินเสียงคำรามลั่นดังอยู่บนบ่อ

“ใต้เท้าขอรับศพภายในจวนตอนนี้มีเพียงแค่ 226 ศพเท่านั้นหายไปสองขอรับ”เสียงรายงานผลการนับศพของทุกชีวิตภายในจวนตระกูลหลิน

ร่างสูงใหญ่สวมเครื่องแบบเฟยอวี๋ขององครักษ์เสื้อแพรระดับสูงสีแดงปักลวดลายมัจฉาเหินงดงามเป็นเส้นไหมสีทองลงบนผืนผ้า กำลังยืนหันหลังจับดาบซิ่วซุนอันเป็นอาวุธประจำกายขององครักษ์เสื้อแพร ดวงตาสีสนิมเหล็กหรี่ลงเล็กน้อยครั้นได้ยินเช่นนั้น

“ล้อมจวนสกุลหลินค้นหาให้ทั่ว! จับมาลงทัณฑ์ประหารให้ได้หาไม่แล้วฝ่าบาทจะสั่งกุดหัวหน่วยองค์รักษ์เสื้อแพรทั้งทั้งหมด!...รีบไป!!!”เสียงสั่งการดังกึกก้อง

“รับทราบ!!!”เหล่าองครักษ์รับคำสั่งทันใดพร้อมรีบแยกย้ายออกค้นหาอย่างไม่รอช้า

ร่างสูงตระหง่านยืนนิ่งอยู่กับที่เพียงลำพังพลางกวาดสายตาไปทั่วบริเวณ ก่อนจะมาสะดุดที่บ่อน้ำตั้งอยู่ไม่ไกลจากจุดที่ยืนอยู่ไม่มากนัก บ่อน้ำตรงหน้าอยู่ใต้ต้นอวี้หลันที่กำลังผลิดอกสีม่วงเบ่งบานสะพรั่งต้อนรับฤดูใบไม้ผลิที่เพิ่งเข้ามาเยือน และกำลังส่งกลิ่นหอมชื่นใจตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ

ใต้ต้นอวี้หลันปรากฏมีบ่อน้ำลักษณะถูกปิดทับด้วยแผ่นไม้ยาวนำมาเรียงต่อกันพร้อมวางก้อนหินทับไว้อยู่ด้านบน สองเท้าค่อยๆ ก้าวเดินอย่างเงียบกริบตรงไปเบื้องหน้าจวบจนกระทั่งมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าบ่อน้ำดังกล่าว พร้อมยกฝ่ามือใหญ่ทาบทับลงไปอยู่เพียงครู่ก่อนจะค่อยๆ ถอนออกมาอย่างช้าๆ

“บ่อนี้ไม่มีน้ำ! ความเย็นและชื้นก็ไม่ปรากฏแสดงว่าเป็นบ่อน้ำที่ร้างที่เหือดแห้งมานานแล้ว”เสียงรำพึงอยู่ในใจก่อนจะได้ยินเสียงเด็กเล็กๆ ดังขึ้น

“ท่านพี่พวกคนใจร้ายไปกันหมดแล้วใช่ไหมเจ้าคะ จะขึ้นไปกินขนมกันได้หรือยัง”เสียงถามของเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ถามพี่สาวของนางท่ามกลางความเงียบงัน

“ตอนนี้ยังขึ้นไปไม่ได้เจินเจิน ลืมไปแล้วเหรอว่าพวกเราต้องรอจนกว่าจะมีคนมาเปิดฝาบ่อแล้วพาเราออกไป เจ้าและข้าขึ้นไปไม่ได้หรอก”เสียงเล็กๆ ของคนเป็นพี่ตอบน้องกลับมา

และเสียงสนทนาของเด็กน้อยทั้งสองมีหรือจะเล็ดรอดไปจากหัวหน้าหน่วยองครักษ์เสื้อแพรไปได้ ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้นก็ล่วงรู้ว่าเป็นสองชีวิตที่กำลังตามหาอยู่ในขณะนี้

“ที่แท้สองชีวิตที่หายไปซ่อนเร้นอยู่ในบ่อร้างนี่เอง”หัวหน้าหน่วยองครักษ์เสื้อแพรรำพึงเสียงเบาพลางครุ่นคิดบางอย่างอยู่ภายในใจก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง

“ผู้ช่วยบัญชาการซือหม่า”เสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นอยู่ทางด้านหลัง

ร่างใหญ่ที่กำลังยืนอยู่ตรงหน้าบ่อน้ำปลายหางตามองเสียงที่ดังขึ้นอยู่ทางด้านหลังก่อนจะหันกลับไปอย่างช้าๆ พลางมองหน้าผู้ที่มาเยือนเขม็ง

“มีอะไรซือกงกง”เสียงห้วนสั้นถามกลับไป

ร่างสันทัดของผู้อัญเชิญพระราชโองการนามว่าซือหยางเม่าหรือซือกงกง ขันทีคนสนิทของจักรพรรดิหย่งเล่อกำลังก้าวเดินตรงเข้ามาหาหัวหน้าหน่วยตงฉ่างขององครักษ์เสื้อแพร

“ข้าได้ยินมาว่าตระกูลหลินยังเหลือรอดอีกสองชีวิตที่ยังค้นหาไม่พบใช่หรือไม่”ซือกงกงถามกลับไป

ใบหน้าคมคร้ามพยักขึ้นลงเป็นการยอมรับ

“ใช่! ถามทำไมเรื่องนี้เป็นหน้าที่ของหน่วยองครักษ์เสื้อแพรมีหน้าที่จัดการตามรับสั่งของฝ่าบาท ท่านเป็นผู้ถวายการรับใช้อย่างใกล้ชิดเหตุใดจึงอยากล่วงรู้นักว่าตระกูลหลินจะมีชีวิตรอดหรือไม่”

ซือกงกงยิ้มกว้างออกมาทันทีครั้นถูกตั้งคำถามเช่นนั้น

“หามิได้..หามิได้ ใต้เท้าซือหม่า ข้าก็แค่ต้องทำหน้าที่กลับไปรายงานผลให้กับฝ่าบาททรงทราบเท่านั้นเอง เหตุใดจึงต้องตั้งคำถามเช่นนั้นกับข้าด้วยเล่า”กงกงคนสนิทขององค์จักรพรรดิตอบกลับไป

รอยแสยะยิ้มเหยียดปรากฏขึ้นบนใบหน้าครั้นได้ยินเช่นนั้น

“อย่างนั้นเหรอซือกงกง”เสียงทุ้มลากยาวหากแต่เน้นหนักพลางยิ้มเหยียดที่มุมปาก

“ข้าก็หวังให้เป็นดั่งคำกล่าวของท่านเช่นกันว่าจะทำหน้าที่เพียงแค่นั้น”กล่าวพร้อมเดินออกจากบริเวณบ่อร้าง

ตุบ! ฝ่ามือหนาตบลงบนบ่าขันทีคนสนิทขององค์จักรพรรดิ

กร๊อบ!!! เสียงคล้ายกระดูกดังลั่นขึ้นมาทันทีพร้อมใบหน้าของขันทีคนดังกล่าวนิ่วหน้าบ่งบอกถึงความเจ็บปวดได้เป็นอย่างดีพร้อมเสียงกระซิบเมื่อร่างใหญ่ก้มลงพูดอะไรบางอย่าง

“ทำงานเอาใจใส่เช่นนี้น่าชื่นชมเสียจริงนะซือกงกง ข้าก็หวังว่าจะไม่มีสิ่งใดแอบแฝงในการสั่งประหารเก้าชั่วโคตรตระกูลหลินในครั้งนี้”เสียงเย็นยะเยียบทิ้งไว้ให้อีกฝ่ายได้คิดก่อนจะแสยะยิ้มเหยียดพร้อมก้าวเดินจากไป

หากแต่ในขณะที่กำลังก้าวเดินดวงตาสีนิลกาฬเหลือบมองไปที่บ่อน้ำร้างก่อนจะเดินจากไป ท่ามกลางสายตาของซือกงกงเฝ้ามองตามหลังอย่างแค้นเคือง

“หวังว่าท่านจะไม่ทำให้ฝ่าบาทผิดหวังนะผู้ช่วยบัญชาการ ซือหม่าเยี่ยคัง”ซือกงกงตะโกนไล่หลังไปติดๆ

“มันต้องแน่นอนอยู่แล้ว! เตรียมตัวไปรายงานเอาหน้าเลย”เสียงกร้าวดังก้องสวนกลับมาอย่างรู้ทันเช่นกัน

“ฝากไว้ก่อนเถอะซือหม่าเยี่ยคัง! เป็นแค่องครักษ์เสื้อแพรขั้นสี่คิดว่ามีอำนาจมากล้นหรืออย่างไง อยากจะรู้เหมือนกันว่าจะจองหองหยิ่งผยองไปได้สักกี่น้ำ”ซือกงกงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังอย่างเห็นได้ชัด

ในขณะเดียวกันภายในบ่อน้ำร้าง เสียงสนทนาดังกล่าวจากเบื้องบนได้ยินอย่างชัดเจน สร้างความหวาดหวั่นให้แก่เด็กน้อยทั้งสองเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะน้องสาวตัวน้อยวัยเพียงสี่ขวบเท่านั้นนางตัวสั่นเทาอยู่ตลอดเวลาภายในอ้อมกอดของพี่สาว ปากของนางยังคงถูกฝ่ามือของหลินลี่ชาปิดเอาไว้ไม่ให้พูดหรือถามอะไรออกมาแม้แต่น้อย

ดวงตาสีน้ำตาอ่อนจับจ้องอยู่แต่แผ่นไม้เบื้องบนที่มีก้อนหินขนาดใหญ่ทาบทับอยู่ตลอดเวลา มีช่องสำหรับอากาศลอดเข้ามาได้บริเวณขอบด้านข้างของแผ่นไม้ทุกด้าน หัวใจเต้นระทึกก่อนจะพบว่าภายในบริเวณดังกล่าวไร้สิ้นเสียงใดๆ จนหมดสิ้น

“ไปแล้ว! ไปกันหมดแล้วเจินเจิน”เสียงของคนเป็นพี่กระซิบบอกน้องสาวพลางปล่อยมือที่ปิดปากออกมาอย่างช้าๆ

ในขณะที่คนเป็นน้องยิ้มกว้างออกมาทันทีครั้นได้ยินเช่นนั้น

“ท่านพี่แล้วเมื่อไรจะได้ขึ้นไปเสียที”หลินซูเจินถามกลับไป

“รอคนมาเปิดบ่อเดี๋ยวก็ได้ขึ้นไปแล้ว”ผู้เป็นพี่สาวตอบน้องกลับไปตามความคาดเดาของนาง

สองพี่น้องต่างพากันยิ้มกว้างด้วยความดีใจเมื่อไร้สิ้นเสียงของกลุ่มคนใจร้ายอย่างสิ้นเชิง

ทันใดนั้นเอง

เสียงคล้ายมีคนกำลังยกก้อนหินด้านบนออกพร้อมแผ่นไม้ที่ปิดทับปากบ่อน้ำถูกเปิดออกเพียงเล็กน้อยเห็นเพียงเงาพาดผ่าน สวมอาภรณ์สีแดงปักลวดลายสีทองเพียงแค่ครู่เดียวเท่านั้น ก่อนจะสอดมือและโยนอะไรบางอย่างลงมาที่ก้นบ่อร้างที่มีเด็กหญิงตัวน้อยสองคนแอบซ่อนเร้นอยู่ภายในนั้นติดๆ กัน

ฟิ้ววว!!! จู่ๆ ปรากฏสายลมพาดผ่านจนเห็นเสื้อคลุมของคนผู้นั้นสะบัดพลิ้วไหวไปมา พร้อมมีบางอย่างลอยละลิ่วตกลงมาอย่างช้าๆ ก่อนจะกระทบเข้าที่ใบหน้าของหลินลี่ชา พร้อมมือของนางรีบหยิบสิ่งที่ตกลงมาใส่หน้าขึ้นมาพิจารณาท่ามกลางแสงจันทราที่กำลังสาดส่องเข้ามาอยู่ในขณะนั้น

“ดอกอวี้หลัน!”หลินลี่ชากล่าวออกมาเมื่อเห็นดอกไม้สีม่วงอยู่ในมือของนางในขณะนี้

“ดอกอวี้หลันของข้าและท่านแม่บานแล้ว”เสียงนั้นบ่งบอกถึงความดีใจอย่างเห็นได้ชัดก่อนจะรีบคว้าน้องสาวเข้ามากอดเอาไว้แนบอกพร้อมเอ่ยขึ้น

“ดูสิ! มีคนมาเปิดปากบ่อแล้วเดี๋ยวพวกเราก็จะได้ขึ้นไปแล้วเจินเจิน”นางบอกน้องสาวท่ามกลางความดีใจของคนเป็นน้อง

“จริงหรือเจ้าคะท่านพี่”หลินซูเจินกล่าวออกมาเต็มไปด้วยความดีใจพลางแหงนหน้ามองปากบ่อที่เห็นเงาของผู้ชายยืนอยู่

แต่แล้วเพียงครู่สองพี่น้องกลับต้องงงงันเมื่อผู้ชายที่ยืนอยู่ปากบ่อน้ำนั้นกลับโยนอะไรบางอย่างลงมาอย่างรวดเร็ว

แปะ! แปะ! แปะ! มีบางอย่างตกกระทบก่อนจะกระเซ็นไปทั่วกายของเด็กน้อยทั้งสอง

ตุบ! ตุบ! และสิ่งที่ตกลงมาก้นบ่อคือไหบรรจุของเหลวสีดำสนิทกระเซ็นโปรยปรายจนติดไปตามเนื้อตัวของเด็กหญิงตัวน้อยทั้งสองคนท่ามกลางความแปลกใจของสองพี่น้อง

“ท่านพี่นั่นมันอะไรเจ้าคะกำลังลอยลงมา”เสียงน้อยๆของหลินซูเจินถามพี่สาวกลับไปด้วยความสงสัย

ในขณะที่คนเป็นพี่ก็ไม่ล่วงรู้เช่นกันว่าสิ่งที่กำลังร่วงหล่นลงมานั้นคือสิ่งใดกันแน่

“พี่ก็ไม่รู้เหมือนกันเจินเจิน”หลินลี่ชาบอกน้องสาวก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อเห็นเจ้าสิ่งนั้นในระยะใกล้

เพล้ง! เพล้ง! ไหจำนวนสองใบร่วงหล่นตกกระทบลงพื้นบ่อแตกกระจายพร้อมส่งกลิ่นคละคลุ้งไปทั่วต่อหน้าสองพี่น้อง

กระบอกคบไฟถูกลมเป่าออกจากปากจนปะทุขึ้นก่อนจะโยนลงไปในบ่อน้ำอย่างรวดเร็ว เปลวเพลิงจากคบไฟพลันร่วงหล่นลงสู่ก้นบ่อก่อนจะสัมผัสถูกน้ำสีดำ ซึ่งก็คือน้ำดินดำหรือน้ำมันนั่นเองก่อนจะเคลื่อนแผ่นไม้มาปิดทับปากบ่อและนำก้อนหินมาวางทับไว้ให้เหมือนเดิม

พรึบ! เปลวไฟลุกโชนขึ้นมาอย่างรวดเร็วทันทีที่สัมผัสถูกกับน้ำดินดำดังกล่าว

ฟู้ววววว!!! เปลวเพลิงลุกลามไปทั่วบริเวณก้นบ่อและเริ่มลามเลียแผดเผาร่างเด็กหญิงตัวน้อยทั้งสองอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางเสียงหวีดร้องด้วยความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสของสองพี่น้อง

“ช่วยด้วย! ช่วยด้วย!”เสียงร้องเรียกให้ช่วยดังโหยหวนก้องระงมอยู่ภายในก้นบ่อน้ำดังกล่าวเป็นที่น่าเวทนายิ่งนัก

กรี้ดดด!!! เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสของเด็กน้อยทั้งสองดังเอ็ดอึงอยู่ที่ก้นบ่อ หากแต่ไม่มีใครได้ยินชะตากรรมร้ายของคนทั้งคู่ซึ่งกำลังเดินทางมาถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

ภายในจวนตระกูลหลินบัดนี้เหลือเพียงร่างอันไร้วิญญาณ 226 ศพนอนตายเกลื่อนกลาดไปทุกพื้นที่ในสภาพสยดสยองยิ่งนัก กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งเต็มไปหมด บริเวณด้านหน้าประตูจวนค่อยๆ ปิดลงอย่างช้าๆ พร้อมคล้องกุญแจและติดป้ายเป็นเขตหวงห้ามไม่ให้ผู้ใดย่างกายเข้าไปเป็นอันขาด

ร่างอันไร้วิญญาณเหล่านั้นรอการขนย้ายออกไปจากจวนเมื่อรุ่งเช้ามาเยือน รวมไปถึงซากศพอันไหม้เกรียมที่ก้นบ่อร้างของเด็กน้อยทั้งสองรวม 228 ศพเป็นหนึ่งในนั้นด้วยเช่นกันครบตามจำนวนของพระราชโองการสั่งประหารตระกูลหลินเหยียนเจิ้งเสนาบดีใหญ่ผู้ไม่ฝักไฝ่ฝ่ายใดและวางตัวเป็นกลางมาโดยตลอด

ท่ามกลางความเงียบงันที่เริ่มแผ่เข้ามาปกคลุมโดยรอบภายในจวนสกุลหลินเวลานี้ ดอกอวี้หลันสีม่วงที่เพิ่งเบ่งบานต้อนรับฤดูใบไม้ผลิซึ่งจะออกดอกเพียงปีละหนึ่งครั้งเท่านั้น และมีระยะบานสะพรั่งเพียงแค่สิบวัน หากแต่วันนี้ดอกอวี้หลันเพิ่งออกดอกเบ่งบานเป็นวันแรกภายในจวนตระกูลหลินกลับไม่เป็นเช่นนั้น

เมื่อดอกไม้สีม่วงสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์ ส่งกลิ่นหอมรัญจวนฟุ้งกระจายจนตลบอบอวลไปทั่วบริเวณหลังจวนตระกูลหลิน ซึ่งมีต้นอวี้หลันอีกหลายต้นยืนเรียงรายไปตามขอบแนวกำแพงของจวนล้วนแล้วแต่เป็นดอกสีม่วงทั้งหมด

ในเวลานี้ดอกไม้อวี้หลัน กลับพากันพร้อมใจร่วงหล่นลงจากต้นโปรยปรายลงสู่บ่อน้ำร้างที่ตั้งอยู่ใต้ต้นอวี้หลันกันอย่างถ้วนหน้า จนบริเวณปากบ่อเต็มไปด้วยดอกอวี้หลันสีม่วง

ดอกไม้ดังกล่าวกำลังส่งกลิ่นหอมออกมามิคลาดคราราวกับว่าต้องการปกป้องดวงวิญญาณเด็กน้อยทั้งสองที่เพิ่งจากไปกับเหตุการณ์ประหารล้างตระกูลหลินเมื่อครู่ที่ผ่านมาชั่วนิจนิรันดร์

ตอน 3

ยุคปัจจุบัน

 มหานครปักกิ่ง

         คอนโดขนาดใหญ่สูงเสียดฟ้ามีความสูงถึง 59 ชั้นตั้งอยู่ในเขตเฉาหยาง ของมหานครปักกิ่งเมืองหลวงของประเทศจีนที่ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในทวีปเอเชียและกำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในมหาอำนาจของโลกที่แม้แต่ทางโลกตะวันตกยังต้องเฝ้าจับตามองการเจริญเติบโตชนิดที่ว่าก้าวกระโดดทางด้านเทคโนโลยีอันทันสมัยล้ำยุค เจริญก้าวหน้าไปอย่างมีมีที่สิ้นสุด

         ภายในห้องพักอาศัยขนาดสามห้องนอน มีสมาชิกเข้ามาอาศัยพักอยู่ด้วยกันสามคนล้วนเป็นหญิงสาววัยแรกรุ่นกำลังเรียนในระดับมหาวิทยาลัยด้วยกันทั้งสิ้น หญิงสาวทั้งสามเป็นเพื่อนสนิทกันตั้งแต่ยังเรียนระดับประถมและเติบโตมาพร้อมกัน จนกระทั่งต่างแยกย้ายสอบเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยแต่ก็อยู่ภายในมหานครปักกิ่งทั้งสิ้น

         หวังจิวเซียน หญิงสาวในวัย 20 ปีลูกสาวเพียงคนเดียวของนักธุรกิจใหญ่ทางการเงิน กำลังศึกษาในมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ทางด้านเศรษฐศาสตร์เพื่อรับช่วงต่อของกิจการตระกูลหวังครอบครัวเป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีต้นๆ ของจีนที่มีทรัพย์สินมากมายหลายหมื่นล้าน

เฉินเสวี่ยม่าน หญิงสาววัย 20 ปีเช่นกัน ครอบครัวเป็นนักการเมืองใหญ่เป็นบุตรสาวคนเล็กของตระกูลเฉิน กำลังศึกษาในคณะประวัติศาสตร์ มีความไฝ่ฝันอยากเป็นนักโบราณคดีระดับแนวหน้าของโลก

และลี่มี่มี่หรือมี่มี่ หญิงสาวในวัย19 ปี เพิ่งจะกำพร้าพ่อแม่ที่เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อสองปีก่อน เธอศึกษาอยู่ภายในสถาบันศิลปะการแสดง วิชาเอกอุปรากรจีน และการจากไปของพ่อและแม่ทำให้ลี่มี่มี่เคว้งคว้างเป็นอย่างมาก

หวังจิ้นเค่อนักธุรกิจใหญ่บิดาของหวังจิวเซียน เอ็นดูและสงสารเพื่อนสนิทของลูกสาวที่พ่อแม่จากไปอย่างกะทันหันเช่นนั้น เขาจึงรับลี่มี่มี่มาอุปการะและให้พำนักอยู่ด้วยกันกับหวังจิวเซียนในคอนโดหรูดังกล่าว

สามสาวมารวมตัวกันซึ่งลี่มี่มี่คือตัวแม่ของแก๊งนางร้ายที่ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร เธอมีนิสัยประหยัดอดออมเพราะไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่มั่งคั่ง พ่อและแม่ของเธอเป็นเพียงข้าราชการที่มีฐานะปานกลางเท่านั้น จะซื้ออะไรที่อยากได้จะต้องทำงานและอดออมเพื่อแลกเงินจนเพื่อนร่วมแก๊งตั้งฉายาให้ว่านางพญาหน้าเงิน เพราะเธอทำทุกอย่างที่จะได้เงินแต่เป็นงานสุจริตเท่านั้น

แต่เงินที่ได้มานั้นลี่มี่มี่ ไม่ได้แสวงหาความสุขใส่ตัวเองแต่อย่างใด และเธอทำทุกอย่างเพื่อรักษาบ้านซึ่งพ่อและแม่ยังผ่อนกับธนาคารไม่หมดเพื่อจะได้มีสิทธิครอบครองอย่างสมบูรณ์ตามกฎหมายของประเทศ ด้วยเหตุนี้ลี่มี่มี่จึงไม่รีรอที่จะหาขวยขวายหาเงินเพื่อผ่อนบ้านต่อจากพ่อและแม่แม้ว่าจะยังเรียนอยู่ก็ตาม

ด้วยสถาบันศิลปะการแสดงที่ลี่มี่มี่กำลังศึกษาอยู่ในขณะนี้ เธอเลือกเรียนวิชาเอกอุปรากรจีนซึ่งทางรัฐบาลให้การสนับสนุนในส่วนการแสดงงิ้วเป็นอันดับแรก เป็นศิลปะวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าและยกให้เป็นเอกลักษณ์ของแผ่นดินจีน

งิ้วปักกิ่งจัดได้ว่าดีที่สุดและยอดเยี่ยมที่สุดในจีนแผ่นดินใหญ่ จะทำการคัดเลือกนักแสดงจากสถาบันการศึกษาที่มีความสามารถนำมาร่วมแสดงอยู่ในคณะงิ้วปักกิ่ง ซึ่งมีคิวการแสดงแน่นตลอดทั้งปีสร้างรายได้ให้แก่มี่มี่เป็นอย่างมาก

และลี่มี่มี่เป็นหนึ่งในนักแสดงนำของคณะงิ้วปักกิ่ง รับบทเด่นเป็นตัวละครหญิงแต่ส่วนใหญ่จะเล่นบทนางเอกบู้ด้วยความสูงที่ 170 เซนติเมตรของเธอและดวงตากลมโตสวยเฉี่ยวแต่เวลามองใครจะมองอย่างดุดัน จิกแรง

ร่างระหงของลี่มี่มี่เวลาร่ายรำพร้อมถืออาวุธในมืออ่อนช้อยสวยงามมากจึงทำให้รับบทบาทนั้นเสียเป็นส่วนใหญ่ นานๆ จะรับบทนางเอกสาวสักครั้ง อีกทั้งยังมีพรสวรรค์ในการแต่งหน้าเมคอัพเป็นอย่างมาก นอกจากจะแต่งหน้าแสดงงิ้วของตัวเองได้อย่างสวยงามและเพื่อนๆร่วมคณะด้วยแล้ว ยังสามารถแปลงโฉมตัวเองได้หลากหลายนับหลายพันหน้าเลยทีเดียว

ด้วยเครื่องสำอางในยุคปัจจุบันที่เอื้ออำนวยและเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ทำให้ลี่มี่มี่แสดงฝีมือการแต่งหน้าที่หลากหลายลงในสื่อโซเชียลจนมีผู้ติดตามหลายล้านคน สร้างรายได้ให้เธอเป็นกอบกำตั้งแต่อายุเพียงแค่ 18 ปีเท่านั้น และนั่นทำให้หญิงสาวสามารถผ่อนบ้านของพ่อและแม่หมดสิ้น ภายในระยะเวลาไม่ถึงสองปีนับตั้งแต่จากไป

ภายในห้องนอนของลี่มี่มี่เปิดหน้าต่างเพื่อรับลมในยามค่ำคืนและให้อากาศถ่ายเทได้อย่างสะดวกเนื่องจากเป็นช่วงฤดูร้อน อากาศในมหานครปักกิ่งยุคปัจจุบันจะอบอ้าวเหลือจะกล่าวเลยทีเดียว แม้จะมีเครื่องปรับอากาศภายในห้องก็ตามแต่เนื่องจากนางเป็นคนขี้งกจึงเลือกที่จะเปิดหน้าต่างรับลมแทนที่จะเปิดแอร์ที่กินค่าไฟอย่างมหาศาล

ร่างระหงของหญิงสาวนอนหงายอยู่บนเตียงกว้างแต่เพียงลำพัง เส้นผมสีดำสนิทยาวสยายกระจายเต็มหมอนหนุน เปลือกตาที่กำลังปิดสนิทอยู่ในขณะนั้นเริ่มกลอกกลิ้งไปมา เหงื่อผุดพรายขึ้นเต็มใบหน้างามและเสียงพึมพำดังออกมาอย่างแผ่วเบา

“เจินเจินเงียบไว้! อย่ากล่าวสิ่งใด..อย่า...อย่า”เสียงพึมพำทวนย้ำกลับไปกลับมาอยู่เช่นนั้น ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง

“ซือหม่าเยี่ยคัง! อย่าเผาข้า! อย่าฆ่าข้า! อย่า!...ช่วยด้วย!!!”เสียงร้องเรียกให้ช่วยดังก้องภายในห้องนอนดังกล่าวพร้อมเสียงของฝีเท้าของคนกำลังวิ่งมาทางห้องของเธอก่อนจะเปิดประตูห้องอย่างรวดเร็ว

“มี่มี่!!!”หวังจิวเซียนและเฉินเสวี่ยม่านต่างพากันร้องเรียกชื่อเล่นของเพื่อนรักออกมาพร้อมกัน แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ได้ยินแต่เสียงเรียกดังกล่าวแต่อย่างใด

ร่างของสองสาวรีบตรงเข้าไปหาเพื่อนรักของพวกเธออย่างรีบร้อน ด้วยเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ได้ยินเสียงร้องเรียกขอความช่วยเหลือเช่นนี้จากเพื่อนสาวจนดังก้อง ได้ยินไปจนถึงห้องนอนของบรรดาเพื่อนๆ

“มี่มี่ตื่น! มี่มี่ตื่นสิมี่มี่!!!”ทั้งสองพยายามส่งเสียงเรียกเพื่อนพร้อมเขย่าตัวไปมาอย่างแรง

พรึบ! เปลือกตาที่ปิดสนิทพลันเปิดขึ้นทันใดด้วยแรงเขย่าของเพื่อนรักทั้งสองที่ช่วยกันปลุกให้เธอตื่นจากฝันร้าย

พรืดดด!!! ลี่มี่มี่ลุกพรวดพราดขึ้นจากที่นอนอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางสายตาของหวังจิวเซียนและเฉินเสวี่ยม่านต่างพากันนั่งมองหน้าเพื่อนสาวด้วยความรู้สึกหวาดกลัวกัไปบดวงตากลมโตที่แรงกล้าและเบิกกว้างอยู่ในขณะนั้น

“มะ...มี่..มี่มี่...เธอเป็นอะไรฝันร้ายเหรอ...มะ..มี่มี่ทำไมมองพวกเราสองคนแบบนี้จำเสี่ยวเซียนกับเสี่ยวม่านไม่ได้แล้วอย่างนั้นเหรอ”หวังจิวเซียนถามเพื่อนเสียงตะกุกตะกัก

ควับ! ดวงตาคมเฉี่ยวหันกลับไปมองเพื่อนสาวทั้งสองทันทีเมื่อได้ยินเช่นนั้น

“ว้ายยย! ตามี่มี่น่ากลัวเป็นบ้าเลยเสี่ยวเซียน”เฉินเสวี่ยม่านไม่พูดเปล่า

ร่างค่อนข้างไปทางผอมกระโดดเข้าไปหลบอยู่ทางด้านหลังของหวังจิวเซียนด้วยความหวาดกลัวต่อสายตาของเพื่อนรักก่อนที่อีกฝ่ายจะหันหลังกลับพร้อมโผเข้ากอดเพื่อนซุกตัวด้วยความกลัวเช่นกัน เมื่อลี่มี่มี่ยังคงนั่งจ้องหน้าเพื่อนสาวทั้งสองเขม็งราวกับถูกผีเข้าก็ไม่ปาน

หากแต่เพียงครู่ดวงตาที่แข็งกร้าวและดุดันค่อยๆ อ่อนลงทันใดเมื่อหญิงสาวเริ่มรู้สึกตัว ดวงตาคู่สวยกลับมาเป็นลี่มี่มี่คนเดิมของเพื่อนๆ อีกครั้ง

“เสี่ยวเซียน! เสี่ยวม่าน”เสียงเรียกเพื่อนสนิททั้งสองดังออกมาแผ่วเบา

สองสาวแก๊งนางร้ายที่กำลังกอดกันแน่นด้วยความกลัวอยู่ในขณะนั้น ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาอย่างช้าๆ ก่อนจะหันกลับมามองหน้าลี่มี่มี่พร้อมกันเมื่อได้ยินเสียงเรียกชื่อของเธอทั้งสอง ครั้นเห็นดวงตาคมเฉี่ยวของเพื่อนรักมีแต่แววตาอ่อนโยนเช่นนั้น

“มี่มี่”เสียงร้องเรียกชื่อเพื่อนรักพร้อมรอยยิ้มกว้างปรากฏออกมาก่อนจะรีบโผเข้าไปหา

“มี่มี่ตัวจริงกลับมาแล้ว...เมื่อกี้เหมือนกับไม่ใช่เธอเลยนะราวกับเป็นคนละคนเลย”เฉินเสวี่ยม่านพูดพร้อมยกมือขึ้นตบแก้มนวลของเพื่อนสาวสลับไปมาทั้งสองข้าง

“ใช่! ตาของเธอน่ากลัวมากมองพวกเราสองคนอย่างกับว่าถ้าฆ่าได้คงตายแน่ๆ เลยนะ ตกลงเป็นอะไร! หรือว่าฝันร้ายเห็นร้องเรียกชื่อใครก็ไม่รู้...อะไรคังๆ นี่แหละ”หวังจิวเซียนถามกลับไปด้วยความอยากรู้

ลี่มี่มี่ได้แต่ส่งยิ้มให้กับเพื่อนสนิททั้งสองของเธอก่อนจะยกมือเสยผมยาวสีดำสนิทที่ตกลงมาปรกหน้าอยู่ในขณะนั้น ดวงตาสีอ่อนคู่สวยที่แข็งกร้าวและดุดันเมื่อครู่ที่ผ่านมาอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัดแต่กลับแฝงเร้นความเศร้าเอาไว้มากมาย

“ฉันฝันร้ายแต่มันเหมือนจริงมากเลยเสี่ยวเซียน เสี่ยวม่าน และฝันเห็นมาแล้วหลายครั้งที่น่าแปลกก็คือ ช่วงสี่ห้าเดือนมานี้จะฝันเห็นจวนขุนนางเก่าในสมัยโบราณ เต็มไปด้วยศพคนถูกฆ่าล้างตระกูลไม่มีใครรอดชีวิตเลยสักคน แรกๆ จะฝันเห็นภาพเลือนรางหลังจากนั้นเริ่มชัดขึ้น จนกระทั่งวันนี้ฉันฝันเห็นเด็กผู้หญิงสองคนถูกไฟคลอกตายในบ่อน้ำร้างของจวน ไฟลุกท่วมตัวเต็มไปหมดเลย”ลี่มี่มี่เล่าความฝันให้กับเพื่อนสนิทของเธอ

ในขณะที่สองสาวเมื่อได้ยินความฝันดังกล่าวของลี่มี่มี่ต่างพากันหันกลับมามองหน้ากัน

“ฝันร้ายจริงๆ ด้วย”สองสาวต่างพูดออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

“มันก็แค่ความฝันมี่มี่ไม่ใช่ความจริงเสียหน่อย”เสี่ยวม่านปลอบเพื่อนของเธอกลับไป

“จะเป็นไปได้ไหมว่าเธอกำลังท่องบทละครใหม่ที่กำลังจะขึ้นแสดงครั้งล่าสุด รอบนี้เธอได้เล่นเป็นนางเอกไม่ใช่เหรอมี่มี่ ต้องท่องบทและร้องเยอะมากเลยไม่ใช่เหรอ บางทีเป็นเพราะซ้อมหนักก็เลยเก็บเอาไปฝันก็อาจเป็นไปได้นะ”หวังจิวเซียนบอกเพื่อนของเธอ

“เรื่องความฝันในหอแดงนี้นะเหรอที่จะทำให้ฉันเก็บเอามาฝันร้าย ฉันแสดงเรื่องนี้มาไม่รู้กี่ร้อยรอบแล้วอีกอย่างเป็นเรื่องราวความรักในยุคราชวงศ์ชิงแต่ความฝันของฉันเกิดอยู่ในยุคหมิงของจักรพรรดิหย่งเล่อนะพวกเธอ ในความฝันเหมือนฉันกำลังเห็นตัวเองถูกไฟคลอกตายพร้อมกับน้องสาวเลย มันเจ็บปวดทรมานและโคตรแค้นจนบอกไม่ถูก”ลี่มี่มี่อธิบายให้เพื่อนของเธอฟัง

อ้าว!!! สองสาวต่างเอ่ยออกมาพร้อมกันเมื่อได้ยินเช่นนั้นพร้อมเสียงของหวังจิวเซียนเอ่ยขึ้น

“แล้วทำไมถึงคิดว่าคนที่ถูกไฟคลอกเป็นตัวเธอด้วยละมี่มี่ คิดไปเองหรือเปล่าเป็นไปไม่ได้หรอก”หญิงสาวทักท้วงเพื่อนด้วยเพราะเห็นต่างไปจากเพื่อนรักพร้อมเสียงของเฉินเสวี่ยม่านดังขึ้น

“หรือว่าเธอระลึกชาติได้อย่างนั้นเหรอมี่มี่”หญิงสาวพูดพลางมองหน้าเพื่อนรักคล้ายรอคำตอบ

ใบหน้าสวยคมเฉี่ยวของลี่มี่มี่ส่ายไปมาติดต่อกันเมื่อถูกถามกลับมาเช่นนั้น

“ไม่รู้สิ! มันบอกไม่ถูกแต่ความรู้สึกบอกว่า กำลังมองตัวเองถูกไฟคลอกตายและเด็กที่อยู่ด้วยกันคือน้องสาวคนละแม่ของฉันชื่อเจินเจิน”เธออธิบายกลับไปพลางจ้องหน้าเพื่อนสนิททั้งสองเมื่อสายตาของคนทั้งคู่ต่างพากันมองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความกังวลอย่างเห็นได้ชัด

“มี่มี่...นี่เธอรู้ขนาดนี้เลยเหรอแม้แต่ชื่อยังบอกออกมาได้ ทำไมชื่อจริงไม่รู้ไปเลยเล่ามีแต่ชื่อเล่นแบบนี้ใครๆ ก็พูดลอยๆ ขึ้นมาได้ทั้งนั้นแหละ”เฉินเสวี่ยม่านบอกเพื่อนรักก่อนจะได้ยินลี่มี่มี่พูดสวนกลับมาทันที

“น้องสาวของฉันชื่อเจินเจิน ชื่อจริงหลินซูเจิน ส่วนฉันชื่อหลินลี่ชาหรือช่าช่า จวนขุนนางโบราณที่ฉันฝันเห็นอยู่ในยุคของราชวงศ์หมิงคือจวนตระกูลหลินของเสนาบดีหลินเหยียนเจิ้ง เป็นพ่อของฉันแม่ฉันคือฮูหยินเซียวฉิงเซียง และไอ้คนที่ลงมือฆ่าฉันกับน้องก็คือซือหม่าเยี่ยคัง!!”ชื่อสุดท้ายลี่มี่มี่พูดกระแทกเสียงกร้าว

สองสาวเพื่อนซี้พากันนั่งงงงันไปตามๆ กันเมื่อได้ยินลี่มี่มี่บอกรายละเอียดกลับมาได้อย่างชัดเจนเช่นนั้น

“ว้าว! พ่นออกเป็นชุดเลยเสี่ยวม่าน ได้ยินเหมือนกันไหม”หวังจิวเซียนพูดพลางใช้ศอกสะกิดเพื่อน

ในขณะที่เฉินเสวี่ยม่านพยักหน้าขึ้นลงเป็นการยอมรับ

“ได้ยินแล้วไม่ต้องสะกิดเสี่ยวเซียน...ว่าแต่เธอแน่ใจนะมี่มี่ว่าไอ้ที่บอกมาเมื่อกี้คือความฝันเพราะคนที่กำลังพูดถึงมีตัวตนจริงๆ ในยุคแผ่นดินต้าหมิงนะเธอ”เฉินเสวี่ยม่านถามเพื่อนกลับไป

ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้นลี่มี่มี่มองหน้าเพื่อนสาวของเธอเขม็งจะว่าดีใจก็ไม่ใช่จะว่าเสียใจหรือก็เปล่า

“เสี่ยวม่านชื่อของคนที่บอกเมื่อกี้มีตัวตน ในยุคราชวงศ์หมิงจริงๆ นะเหรอ”ลี่มี่มี่ถามกลับไปเพื่อให้แน่ใจ

“เอ้า! ก็จริงอะดิ...จะไปหลอกทำไมแต่มันก็ไม่ทั้งหมดหรอกนะเพราะมีแค่หลินเหยียนเจิ้งกับซือหม่าเยี่ยคังเท่านั้นที่เอ่ยถึงในบันทึกประวัติศาสตร์ของยุคฮ่องเต้หย่งเล่อ ลืมไปแล้วเหรอว่าตัวฉันคือว่าที่นักโบราณคดีชื่อก้องโลกในอนาคตนะยะเธอ”เฉินเสวี่ยม่านบอกเพื่อนรักกลับไป

“โอเคแม่นักโบราณคดีใหญ่อย่ามัวแต่เพ้ออยู่เลย เล่าให้ฟังหน่อยจะได้ไหมว่าคนที่ชื่อหลินเหยียนเจิ้งเป็นใคร โดยเฉพาะคนที่ชื่อซือหม่าเยี่ยคัง ฉันอยากรู้ว่าไอ้หมอนั่นมันเป็นใคร ถึงได้ใจโหดลงมือฆ่าล้างตระกูลหลินจนล้มตายหมดแบบนั้น”ลี่มี่มี่พูดเสียงกร้าวเต็มไปด้วยอารมณ์โกรธแค้นอย่างเห็นได้ชัด

“เป็นเอามากเลยนะมี่มี่ทำไมถึงอยากรู้นักถามจริงเถอะ”หวังจิวเซียนถามกลับไป

“ก็อยากรู้!”ลี่มี่มี่ตอบสวนกลับไปโดยไม่หันกลับมามองเพื่อนรักอีกคนแม้แต่น้อย

หวังจิวเซียนถึงกับนิ่งงันไปทันทีเมื่อเห็นท่าทางของเพื่อนสนิทแปรเปลี่ยนกลับไปกลับมาแบบนั้น

“มี่มี่มันท่องบทละครผิดเรื่องหรือเปล่า ตกลงเล่นเรื่องความฝันในหอแดงหรือสามก๊กกันแน่วะ ทำราวกับว่าเป็นจอมยุทธ์หญิงจะออกไปทำศึกร่วมกับโจโฉอะไรแบบนั้นเลย”หวังจิวเซียนคิดในใจพลางยกศอกสะกิดเฉินเสวี่ยม่านท่ามกลางสายตาของลี่มี่มี่

“ตกลงจะเล่าไม่เล่าเสี่ยวม่าน”ลี่มี่มี่พูดพลางจ้องหน้าเพื่อนเขม็งเล่นเอาอีกฝ่ายกลืนน้ำลายลงคอแทบไม่ทัน

“เออ...กำลังจะเล่าเดี๋ยวนี้แหละใจร้อนไปได้”เฉินเสวี่ยม่านพูดพลางนั่งคิดทบทวนความรู้ที่เธอศึกษาร่ำเรียนและบันทึกประวัติศาสตร์มากมายพร้อมเอ่ยขึ้น

“คนที่ชื่อหลินเหยียนเจิ้ง ตามบันทึกบอกไว้ว่าเป็นหนึ่งในเสนาบดีใหญ่ที่ถูกฮ่องเต้หย่งเล่อมีรับสั่งให้ประหารชีวิตเก้าชั่วโคตร โทษฐานความผิดไม่จงรักภักดีต่อพระองค์เพราะหลินเหยียนเจิ้งเป็นหนึ่งในสภาขุนนางของยุคฮ่องเต้เจี้ยนเหวินซึ่งเป็นจักรพรรดิองค์ที่สองของราชวงศ์หมิง ชีวิตของผู้คนตระกูลหลินถูกประหารชีวิตตามพระราชโองการทั้งหมด 228 ชีวิต ถ้านับรวมเก้าชั่วโคตรก็หลายร้อยคนหรืออาจจะถึงพันคนเลยเชียวละ แต่ก็มีอีกบันทึกบอกว่าตระกูลหลินแท้จริงแล้วถูกใส่ร้าย”

“ถูกใส่ร้ายอย่างนั้นเหรอ!”ลี่มี่มี่พูดสวนขึ้นมาทันที

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED