“ข่าวด่วน:เกิดอุบัติเหตุรถชนท้ายกันบนทางหลวงหมายเลข 257 คนขับรถบรรทุกเมา แล้วชนเข้ากับท้ายรถแท็กซี่ ส่งผลให้รถแท็กซี่พลิกคว่ำอย่างรุนแรง ขณะนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดถึงจำนวนผู้บาดเจ็บ หรือเสียชีวิต แต่จากคำให้การของพยานผู้เห็นเหตุการณ์ ระบุว่าผู้โดยสารเป็นหญิงตั้งครรภ์ที่ใกล้คลอด……”
เสียงไซเรน เสียงกรีดร้อง และเสียงรถยนต์ดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ
เสียงเหล่านั้นทิ่มแทงเข้าไปในแก้วหูของเซิงหนานอิง ปลุกความเจ็บปวดให้แล่นไปทั่ว ในอากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นเลือดสดที่คละคลุ้ง
เธอพยายามฝืนตัวเองให้มีสติ ค่อย ๆ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออก
เกือบจะวางสายไปอยู่แล้ว ทันใดนั้นเสียงปลายสายกลับดังขึ้น
สิ่งที่ได้ยินจากปลายสายคือเสียงผู้หญิงที่เธอรู้จักดี
“พี่หนานอิง พี่หยานอันกำลังอาบน้ำอยู่ค่ะ ตอนนี้ยังรับสายไม่ได้ ถ้ามีอะไรบอกฉันแทนได้นะคะ!”
ชั่ววินาทีนั้น เซิงหนานอิงรู้สึกเหมือนจะได้ยินเสียงของหัวใจตัวเองแตกสลาย
ฟู่เสวี่ยเว่ย!
เป็นอย่างที่คิดไว้จริง ๆ!
คนที่ทำให้ฟู่หยานอันทิ้งเธอ ทั้งที่กำลังจะคลอด ถึงขั้นบล็อกการติดต่อของเธอนั้นไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นน้องสาวบุญธรรมที่เติบโตมาด้วยกัน และได้รับความรักจากฟู่หยานอันราวกับสมบัติอันล้ำค่า
เซิงหนานอิงหลับตาลง ความร้อนที่ทะลักออกมาจากร่างกายคอยย้ำเตือนถึงชีวิตเล็ก ๆ ที่มีค่ามาก กำลังจะหลุดลอยไปจากเธอ เธอพยายามกลั้นความเจ็บปวดและเอ่ยปากอ้อนวอน
“ช่วยฉันด้วย…… ทางหลวง 257…… ช่วยลูกฉันด้วย……”
เสียงของเธอถูกตัดเป็นช่วง ๆ ด้วยเลือดที่ทะลักออกมาไม่หยุด แต่เธอยังคงพยายามเปล่งเสียงออกไป
อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันทำให้รั้วกั้นด้านข้างล้มลงและกีดขวางทางหลวงทั้งสองฝั่ง รถด้านหลังไม่สามารถขับผ่านได้ ส่วนรถด้านหน้าก็ไม่สามารถเข้ามาได้ รถกู้ภัยเองก็ต้องจอดรออยู่ด้านนอก
การอนุมัติให้ใช้เฮลิคอปเตอร์นั้นยุ่งยากเกินไป แต่เซิงหนานอิงรู้ดีว่า ตระกูลฟู่มีเครื่องบินส่วนตัว หากฟู่หยานอันรีบส่งคนมาช่วยในตอนนี้ ทุกอย่างก็ยังพอมีโอกาส……
“ขอโทษนะคะพี่หนานอิง แต่วันนี้พี่หยานอันเขายุ่งอยู่กับการเตรียมงานวันเกิดให้ฉัน เขาไม่มีเวลามาจัดการเรื่องของพี่หรอกค่ะ”
เสียงของหญิงสาวดังมาตามสาย ฟังดูไร้เดียงสาแต่แฝงด้วยความโหดร้าย
“ตู๊ด ๆ ——”
แล้วสายก็ถูกตัดไปอย่างไร้ความปรานี
เซิงหนานอิงหมดแรงทรุดตัวลงกับพื้น กลิ่นน้ำมันเบนซินที่ลอยมาตามอากาศเตือนให้เธอรีบหนีโดยด่วน มิเช่นนั้นคงไม่พ้นถูกแรงระเบิดของรถยนต์เผาทั้งเป็นในไม่ช้า
ทว่าจู่ ๆ กลับกลายเป็นเธอยอมจำนนต่อโชคชะตาเสียแล้ว
ในห้วงสุดท้ายของชีวิต เธอมองย้อนกลับไปยังชีวิตวัยยี่สิบห้าปีอันแสนสั้น เธอตระหนักได้ว่าตัวเองเสียเวลาไปครึ่งหนึ่งกับการทุ่มเทให้กับผู้ชายที่ไม่เคยรักเธอ
จากหญิงสาวผู้สูงศักดิ์ในตระกูลใหญ่ กลับกลายเป็นผู้หญิงถูกทิ้งที่ต้องคอยวิ่งไล่หาความรักอย่างไร้ค่า
เธอทุ่มทั้งกายและใจให้กับฟู่หยานอันจนทำลายตระกูลเซิงที่เคยรุ่งเรือง แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาแทบไม่มีค่าอะไรเลย
เธอเหนื่อยแล้ว ไม่อยากรักใครอีกแล้ว
ชีวิตนี้นับว่าเธอมองคนผิด สุดท้ายก็ถือว่าสาสมแล้ว หากชาติหน้ามีจริง เธอจะไม่มีวันย่ำรอยเดิมเป็นแน่!
……
“คุณผู้หญิงคะ คืนนี้เป็นงานการกุศล คุณจะใส่ชุดสีชมพูนี้จริง ๆ เหรอคะ ถึงแม้ว่าคุณผู้ชาย……”
น้าจางกลืนคำพูดที่เกือบหลุดจากปากกลับไป ก่อนจะค่อย ๆ แนะนำอย่างสุภาพ “แต่ชุดนี้ค่อนข้างสั้น และดูไม่เหมาะสม ลองเลือกชุดอื่นดีไหมคะ?”
ทันทีที่พูดจบ เธอก็ร้อนใจจนต้องลอบสังเกตสีหน้าของหญิงสาวที่อยู่หน้ากระจกอย่างเงียบ ๆ
จากการทำงานในตระกูลฟู่มาหลายปี น้าจางรู้ดีว่าคุณผู้หญิงของเธอรักคุณผู้ชายมาก เพื่อทำให้เขาพอใจ เธอยอมปรับทุกสิ่งให้เป็นไปตามที่คุณผู้ชายชอบ ไม่ว่าจะอาหาร เสื้อผ้า ที่อยู่ หรือรถราก็เปลี่ยนหมด
หัวใจของเซิงหนานอิงเต้นรัวเมื่อเธอมองไปยังฉากที่คุ้นเคยตรงหน้าเธอ
เธอไม่ได้ตายไปแล้วหรอกหรือ?
งานประมูลการกุศลที่ว่าผ่านมาตั้งสามปีแล้วไม่ใช่หรือ?
แล้วนี่มันอะไร…… หรือว่าเธอได้เกิดใหม่?!
“คุณผู้หญิง… คุณผู้หญิงคะ? !”
เสียงเรียกจากน้าจางฟังดูร้อนใจ
ดึงสติของเซิงหนานอิงกลับมาได้ทันที
“อีกแค่หนึ่งชั่วโมงคุณผู้ชายก็จะมารับแล้ว คุณผู้หญิงต้องรีบหน่อยนะคะ! ไม่อย่างงั้น ลองเป็นชุดเดรสยาวสีขาวดีไหมคะ จะได้ดูสุภาพขึ้นหน่อย……”
มุมปากของเซิงหนานอิงค่อย ๆ เผยรอยยิ้มบาง พร้อมแววตาที่แน่วแน่
งานประมูลในครั้งนี้จัดขึ้นโดยตระกูลเผย ซึ่งเป็นตระกูลที่เก่าแก่และทรงอิทธิพลที่สุดในเมืองจาวิลล์ ภายนอกเหมือนเป็นงานประมูลธรรมดา แต่จริง ๆ แล้วคือโอกาสสำหรับครอบครัวชั้นสูงในการสร้างสายสัมพันธ์กับตระกูลเผย
ตระกูลเผยให้ความสำคัญกับความสามัคคีในครอบครัว ซึ่งนั่นคือสาเหตุที่ฟู่หยานอันต้องจำใจพาเธอไปงานนี้ด้วย
ในอดีตเธอเคยอิจฉาฟู่เสวี่ยเว่ยที่ได้รับความสนใจจากฟู่หยานอันแบบหมดหัวใจ เธอจึงพยายามเลียนแบบฟู่เสวี่ยเว่ยเพื่อให้ฟู่หยานอันหันมามองบ้าง
แต่ความพยายามนั้นไม่เพียงไม่สามารถชนะใจฟู่หยานอันได้ กลับทำให้เขายิ่งรังเกียจเธอมากขึ้น
งานประมูลครั้งนั้น ฟู่หยานอันถึงกับเอาสร้อยมรกตที่เป็นสมบัติของเธอไปให้ฟู่เสวี่ยเว่ยโดยไม่บอกกล่าว ทำให้ฟู่เสวี่ยเว่ยกลายเป็นดาวเด่นของงาน
ทั้งที่เธอเป็นเจ้าของสร้อยนั่น เธอกลับกลายเป็นผู้หญิงที่ถูกฟู่หยานอันตราหน้าว่าขี้อิจฉา และกลายเป็นที่หัวเราะเยาะในสังคมชั้นสูง
แต่ในชีวิตใหม่นี้ เธอจะเอาทุกอย่างที่เป็นของเธอกลับคืนมา!
เซิงหนานอิงคิดทบทวนความทรงจำในช่วงนี้เมื่อครั้งก่อน และพูดขึ้นอย่างเรียบเฉย
“เปลี่ยนเป็นชุดกี่เพ้าสีเขียวอมเทาที่สั่งตัดเมื่อครั้งก่อน เข้ากับสร้อยมรกตของฉันพอดี”
เธอเลียนแบบฟู่เสวี่ยเว่ยมานานจนเกือบลืมไปว่าแท้จริงแล้วเธอไม่ใช่เจ้าหญิงที่เอาแต่ใจสักนิด แต่คือคุณหนูจากตระกูลเซิงที่เติบโตขึ้นมาภายใต้การอบรมอย่างเคร่งครัดต่างหาก
เธอเองก็น่ามืดตามัวไป ถึงได้ไปทำตัวแข่งกับเด็กสาวที่ถูกเลี้ยงให้เป็นแค่เครื่องประดับของพวกเศรษฐีใหม่
น้าจางแอบกังวล “แต่ว่า คุณผู้ชายไม่ชอบให้ใส่กี่เพ้าที่ดูเป็นทางการแบบนี้นะคะ อีกทั้งสร้อยมรกตนั่น…ไม่ใช่ของขวัญแต่งงานที่คุณย่าของคุณให้หรอกเหรอคะ? งานแต่งงานคุณเองคุณยังทำใจที่จะเอามาใส่ไม่ได้อยู่เลย งานประมูลนี้จะไม่เยอะไปหน่อยเหรอคะ?”
“ฉันจะไปหยิบสร้อยเอง น้าช่วยเตรียมกี่เพ้าให้ฉันด้วยนะคะ”
เซิงหนานอิงลุกขึ้นยืน พลางสั่งราวกับไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น
“แล้วก็ ชุดเดรสทั้งหมดในตู้ ทิ้งไปให้หมด แล้วหาเซ็ตใหม่มาแทนด้วยนะคะ”
น้าจางได้แต่มองตามหลังเซิงหนานอิงที่เดินไปยังห้องข้างในด้วยความตกตะลึง แม้เธอจะลังเล แต่สุดท้ายก็ทำตามคำสั่ง
หลังจากเปลี่ยนชุดเสร็จ เซิงหนานอิงไม่ได้รอให้ฟู่หยานอันมารับที่หน้าบ้าน เธอขับแลมโบร์กีนีจากโรงรถตรงไปยังงานประมูลเอง
งานเลี้ยงนี้ถูกจัดขึ้นในสวนส่วนตัวริมแม่น้ำ
เซิงหนานอิงสวมกี่เพ้าสีเขียวอมเทา แสงอาทิตย์ยามเย็นที่สาดส่องยิ่งทำให้เธอดูงดงามดุจนางพญา
ชุดตัดพอดีตัวนั้นเสริมรูปร่างเพรียวบางของเธอได้เป็นอย่างดี เพียงมวยผมอย่างเรียบ ๆ แบบจีน และแต่งหน้าอย่างละมุนก็ทำให้เธอดูโดดเด่นราวกับภาพฝันได้แล้ว
ทันทีที่เธอส่งกุญแจรถให้พนักงานรับรถ มือถือของเธอก็เริ่มส่งเสียงดัง พร้อมกับชื่อของ “ฟู่หยานอัน” ที่กระพริบอยู่บนหน้าจอ
เซิงหนานอิงแสยะยิ้มขณะกดปุ่มรับสาย ก่อนจะได้ยินเสียงอีกฝ่ายเกรี้ยวกราดขึ้นมา
“ใครให้เธอเอาสร้อยมรกตของคุณย่าไปใส่?”
เขาพูดเสียงแข็งราวกับเซิงหนานอิงเป็นขโมยที่แอบหยิบสร้อยไปโดยพลการ
“เธออยู่ไหน? ฉันสัญญากับเสวี่ยเว่ยแล้วว่าจะให้ฟู่เสวี่ยเว่ยใส่สร้อยนี้ไปงาน รีบเอามาคืนเดี๋ยวนี้!”
เซิงหนานอิงส่งบัตรเชิญให้ผู้จัดการตรงประตูทางเข้า พลางหัวเราะใส่โทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“สร้อยเส้นนี้เป็นสมบัติแต่งงานที่ฉันเอาติดตัวมาจากตระกูลเซิง คนอื่นมีสิทธิ์ตัดสินใจตั้งแต่เมื่อไหร่ หรือว่าตระกูลฟู่ผู้ยิ่งใหญ่ก็ถังแตกจนต้องหยิบเอาสมบัติแต่งงานของภรรยาไปใช้?”
ฟู่หยานอันถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
ไม่เคยคิดมาก่อนว่าผู้หญิงที่ยอมให้ทุกอย่างเซิงหนานอิง กลับกล้าพูดจากระแนะกระแหนเขาในวันนี้?
เขาเปลี่ยนเสียงเป็นเย็นชากว่าเดิม “เซิงหนานอิง ฉันจะพูดเป็นครั้งสุดท้าย เอาสร้อยมาคืนเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นเธอจะได้รู้ว่าพอฉันโกรธแล้วจะต้องเจอกับอะไร!”
ที่ผ่านมาเวลาเขาพูดเสียงแข็ง นั่นเป็นการบ่งบอกเป็นนัย ๆ ว่าใกล้จะหมดความอดทนเต็มทนแล้ว
การทำแบบนี้มักตามมาด้วยการบล็อกและลบชื่อทิ้ง แล้วก็มักจะสงครามเย็นที่กินเวลานับเดือน ไม่ว่าเซิงหนานอิงจะขอร้องอ้อนวอนแค่ไหน เธอก็ไม่เคยแม้แต่จะได้เห็นรอยยิ้มของเขาเลย
เมื่อนึกถึงชาติที่แล้วตัวเองเป็นราวกับสุนัข คอยกระดิกหางเพื่อขอความรักอันน้อยนิดจากฟู่หยานอัน เซิงหนานอิงรู้สึกเพียงว่ามันช่างน่าสะอิดสะเอียดอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
“งั้นฉันก็จะพูดเป็นครั้งสุดท้าย เอาสินสมรสของภรรยาไปให้ผู้หญิงอื่นใส่อย่างกับทำอัฐยายซื้อขนมยาย ฟู่หยานอันคุณเป็นผู้บริหาร หรือเป็นแมงดาห่ะ?”
เธอแค่นหัวเราะ “ถ้าชอบที่จะอารมณ์เสียงั้นก็เชิญอารมณ์เสียไป ขอให้คุณเป็นมะเร็งเต้านมตายไปซะเร็ว ๆ”
สิ้นคำ เธอก็ตัดสายทิ้งทันที ทิ้งให้ฟู่หยานอันโกรธจัดจนกระทืบเท้าไปมา
แต่ไหนแต่ไรมามีแต่เขาเท่านั้นที่เคยเป็นฝ่ายวางสายใส่เซิงหนานอิง เซิงหนานอิงกล้าวางสายใส่เขาตั้งแต่เมื่อไร?
ฟู่เสวี่ยเว่ยที่ยืนอยู่ข้าง ๆ รีบเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง “พี่หยานอันคะ พี่หนานอิงคงหึงที่พี่พาฉันไปงานประมูลด้วยหรือเปล่า เลยจงใจไม่ยอมให้ยืมสร้อยเส้นนั้น?”
คำพูดนี้จุดชนวนความโมโหที่มีอยู่ของฟู่หยานอันให้คุกรุนขึ้นมาได้ในมันที
เขาสบถฮึดฮัด “ใช้มุกแบบนี้ดึงดูดความสนใจของฉันอีกแล้ว แต่งเข้าบ้านมาได้แค่ปีกว่า เซิงหนานอิงกลายเป็นผู้หญิงขี้อิจฉาแบบนี้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่? !”
เมื่อรู้ว่าเซิงหนานอิงไม่ยอมยกสร้อยให้ตัวเอง ฟู่เสวี่ยเว่ยทั้งโกรธ และร้อนใจ แต่สีหน้ากลับแลดูเศร้าสร้อยปนผิดหวัง
“ช่างเถอะค่ะ ฉันไม่ไปงานเลี้ยงดีกว่าค่ะ แค่สร้อยเส้นเดียวพี่หนานอิงก็คอยหาเรื่องเสียแล้ว ถ้าฉันไปร่วมงานในฐานะคู่ควงของพี่อีก ฉันไม่รู้ว่าจะทำให้พี่หนานอิงเกลียดฉันมากขึ้นขนาดไหน!”
“เธออยากจะเป็นบ้าก็ปล่อยเธอบ้าไป ยังไงเสียถ้าจะต้องอับอายก็เป็นตระกูลเซิงนั่นแหละ!”
ฟู่หยานอันตะโกนออกมาอย่างหัวเสีย
หลังจากระบายอารมณ์ออกมาแล้วเขาก็ลูบศีรษะฟู่เสวี่ยเว่ยเบา ๆ และพูดอย่างอ่อนโยน “ไม่ต้องห่วง พี่จะให้เธอได้ใส่สร้อยมรกต และโดดเด่นในงานประมูลให้ได้!”
ดวงตาของฟู่เสวี่ยเว่ยเป็นประกาย รีบพุ่งเข้ากอดฟู่หยานอันและออดอ้อน “พี่ชายที่แสนดีของฉัน ฉันรักพี่ที่สุดเลย!”
ในขณะเดียวกัน ทางด้านเซิงหนานอิงที่เพิ่งเข้าสู่งานประมูล ก็มีผู้จัดการคนหนึ่งเดินเข้ามาหาเธอเพื่อสอบถาม
“คุณนายฟู่ ขออนุญาตสอบถามว่าในงานประมูลครั้งนี้คุณได้เตรียมอะไรมาเข้าร่วมบ้างครับ?”
เซิงหนานอิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวด้วยเสียงที่มั่นใจว่า “งานประมูลครั้งนี้ ฉันต้องการใช้ชื่อของฉันเอง ไม่ใช่ในนามตระกูลฟู่ ไม่ทราบว่าจะได้ไหมคะ?”
ผู้จัดการอึ้งไปชั่วขณะ แต่ก็รีบตอบกลับไปอย่างสุภาพ “ได้แน่นอนครับ! ในงานประมูลนี้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความประสงค์ของผู้บริจาคเป็นหลักอยู่แล้วครับ”
เซิงหนานอิงพยักหน้ารับ ก่อนจะลูบไล้สร้อยคอมรกตที่ประดับอยู่บนลำคอของเธอ
“ของประมูลของฉัน ก็คือสร้อยเส้นนี้ล่ะค่ะ”
ผู้จัดการถึงกับเบิกตากว้างในทันที ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการประมูล เขาย่อมรู้ถึงมูลค่าของสร้อยเส้นนี้เป็นอย่างดี
“คุณผู้หญิงครับ ทางเราซาบซึ้งในความใจกว้างของคุณมาก แต่คุณคงทราบว่างานประมูลครั้งนี้เป็นงานเพื่อการกุศล ซึ่งเป็นงานที่ตระกูลเผยร่วมมือกับคนดังจากทั่วทุกสาขาอาชีพ ไม่ใช่การประมูลเชิงพาณิชย์นะครับ”
“สร้อยเส้นนี้ทำมาจากวัสดุที่หายาก แถมยังทำขึ้นโดยช่างฝีมือระดับสูง ใครดูก็รู้ได้ไม่ยากว่ามันมีอายุเก่าแก่ไม่น้อย เอามาประมูลในงานแบบนี้จะมากเกินไปไหมครับ?”
เซิงหนานอิงยกยิ้มมุมปาก เธอย่อมรู้อยู่แล้วว่าสร้อยเส้นนี้มีค่าเพียงใด เพราะมันเป็นสินสมรสที่คุณย่าหมอบให้เธอเองกับมือ เธอจึงไม่เคยคิดจะนำมันออกมาใช้ประมูลเลย
แต่เธอยังจำได้ดีว่าในชาติก่อน เพื่อดึงดูดความสนใจฟู่เสวี่ยเว่ยเคยเอาสร้อยเส้นนี้ไปประมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต
คิดไม่ถึงว่าสร้อยเส้นนี้จะไปเตะตาเจ้าภาพงานอย่างคุณท่านผู้หญิงตระกูลเผยตั้งแต่แวบแรกที่เห็น ไม่เพียงแต่ประมูลมันไปในราคาสูงลิ่ว แต่ยังเป็นสะพานให้ตระกูลฟู่ได้ร่วมงานกับตระกูลของเธอ จนตระกูลฟู่ขึ้นมาอยู่ในระดับสูงสุดของสังคมอีกด้วย
แต่ในฐานะเจ้าของสร้อยตัวจริงที่อยากได้ของคืน เซิงหนานอิงกลับถูกฟู่หยานอันตราหน้าว่าเป็นอีบ้า และถูกลากตัวออกจากงานไปขังไว้ในรถ
และไม่ให้เธอปรากฏตัวในงานสังคมอีกเลยแต่นั้นมา
แทนที่จะใช้เป็นสะพานให้คนอื่น สู้เธอเลือกใช้เป็นอาวุธเพื่อตัวเองจะดีกว่า
“ในเมื่อเป็นงานการกุศล ก็ต้องแสดงความจริงใจ และมีความตั้งใจอย่างแท้จริงค่ะ ฉันเชื่อว่านั่นก็คือเจตนาของคุณท่านผู้หญิงตระกูลเผยในการจัดงานนี้ด้วยเช่นกันค่ะ”
คำพูดนี้พูดได้อย่างมีวาทศิลป์ และฟังดูใจกว้าง แม้แต่ผู้จัดการยังอดไม่ได้ที่จะชื่นชมเธอในใจ
“แต่อย่างไรก็ตาม ฉันมีเรื่องเล็ก ๆ จะขอร้องค่ะ” เซิงหนานอิงยิ้มพลางกล่าว “ฉันอยากจะขึ้นเวทีไปเป็นแบบ และแนะนำสร้อยเส้นนี้ด้วยตัวเอง”
“เพราะฉันคิดว่าคงไม่มีใครรู้จักสร้อยเส้นนี้ดีไปกว่าฉันอีกแล้ว”
ผู้จัดการชะงัก เพราะคำขอนี้ถือว่าผิดธรรมเนียมไปบ้าง แต่เนื่องจากเป็นงานการกุศล พิธีการก็ไม่ได้สลักสำคัญเท่าไรนัก และในฐานะผู้บริจาคแล้ว ตราบใดที่คำขอของเซิงหนานอิงไม่มากเกินไป เขาก็ยินดีให้ความร่วมมือ
“ได้เลยครับ เมื่อขึ้นเวทีจะมีการแจ้งให้คุณผู้หญิงทราบล่วงหน้านะครับ”
การสนทนาของทั้งสองตกอยู่ในสายตาของชายสองคนที่อยู่ในห้องส่วนตัวชั้นสอง หนึ่งในนั้นสวมสูทสีแชมเปญ เผยให้เห็นกล้ามเนื้อหน้าอกล่ำสันด้วยท่าทีที่มีเสน่ห์และโดดเด่นเกินใคร
“เยี่ยมหนิ คุณหนูตระกูลเซิงคนนี้ทำใจได้เก่งจริง ๆ ถึงกับยอมเอาสร้อยสุดล้ำค่ามาเข้าร่วมงาน แถมยังจะขึ้นเวทีด้วยตัวเอง ใครประมูลไปต้องมองเธอใหม่แน่ ๆ !”
เขาหันไปมองชายที่นั่งบนโซฟา ครึ่งหนึ่งของมองเห็นราง ๆ ในเงามืด “นายว่า เธอจะรู้ไหมว่าคุณย่าของนายอยากได้สร้อยเส้นนี้มานานแล้ว?”
เผยเช่อยกแก้วไวน์ขึ้นจิบ ก่อนจะแกว่งแก้วให้ของเหลวสีแดงไหลไปมา น้ำเสียงทุ่มลึก
“เธอแต่งงานแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงมาคนเดียวล่ะ?”
เมื่อได้ยินคำถามนี้ เยี่ยนยื่ออันก็เริ่มรู้สึกสนุกขึ้นมา รีบส่งสายตาให้เผยเช่อพร้อมหัวเราะเบา ๆ “นายไม่รู้หรอก เพราะตอนนั้นนายอยู่ต่างประเทศ เรื่องนี้เคยเป็นเรื่องซุบซิบกันไปทั้งเมืองจาวิลล์!”
“ฟู่หยานอันมีน้องสาวบุญธรรมที่เขารักดั่งแก้วตาดวงใจ เซิงหนานอิงน่ะสิที่โง่ หอบเงินไปแต่งงาน ช่วยกอบกู้สถานการณ์การเงินให้ตระกูลฟู่ที่เกือบจะล้มละลายอยู่แล้ว ผลสุดท้าย แต่งไปเป็นปี ฟู่หยานอันก็ยังพาแต่ยัยน้องสาวบุญธรรมไปงานสังคมทุกงาน บ้านตระกูลฟู่เองก็เห็นแต่หัวน้องสาวบุญธรรมคนนี้ ส่วนเซิงหนานอิง...แต่งเข้าไปเป็นเหมือนแม่บ้านที่ไม่มีตัวตน แทบจะไม่มีใครให้ความเคารพ”
เยี่ยนยื่ออันเดาะลิ้นก่อนเล่า “นายดูเถอะ ไอ้ฟู่หยานอันมันคิดอะไรอยู่ พูดถึงรูปร่างหน้าตา มารยาททุกอย่าง ดูยังไงเซิงหนานอิงที่เคยดังเป็นที่หนึ่งในวงสังคมก็ต้องโดดเด่นกว่า ทำไมถึงเอาแต่ทิ้งไว้ที่บ้านไม่แตะต้อง แต่กลับไปเอาอกเอาใจน้องสาวบุญธรรมที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้า……”
พูดเสร็จไปพักใหญ่ก็ไม่มีเสียงตอบรับอะไร เมื่อหันไปจึงพบว่าชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนโซฟาหายตัวไปแล้ว
“เฮ้ย ไม่สิ เฮียรอฉันก่อน……”
เซิงหนานอิงเพิ่งเซ็นเอกสารเสร็จและกำลังจะไปหามุมสงบเพื่อทานขนมสักหน่อย ก็ได้ยินเสียงอันดุดันดังมาจากด้านหลัง
“เซิงหนานอิง ใครอนุญาตให้เธอมางานเลี้ยงเองโดยที่ฉันยังไม่ได้เอ่ยปากห่ะ?”
เธอหันไปมองตามเสียง และก็ได้เห็นฟู่เสวี่ยเว่ยในชุดเจ้าหญิงแสนงามที่กำลังคล้องแขนฟู่หยานอันไว้ มองภายนอกสีหน้าดูไร้เดียงสา แต่ลึก ๆ ในแววตากับเต็มไปด้วยความสะใจ
“พี่หยานอันคะ อย่าอารม์เสียใส่พี่หนานอิงเลยค่ะ พี่หนานอิงอาจจะไม่ชอบใจที่พี่ควงฉันมางาน เลยจงใจมางานก่อนเพื่อทำให้พี่ลำบากใจ”
“เอางี้……”
เธอช้อนตามองไปยังฟู่หยาน แววตาเต็มไปด้วยความเสียใจ “ฉันกลับก่อนดีกว่าค่ะ จะได้ไม่ทำให้พี่หนานอิงไม่พอใจ”
ฟู่หยานอันจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาเย็นชา มองข้ามชุดเจ้าหญิงที่ดูไม่เข้ากับสไตล์ของเธอ ชุดกีบเพ้าของเซิงหนานอิงกลับเสริมให้หุ่นของเธอดูโดดเด่นขึ้นมา
รูปร่างเพรียวบางที่งดงาม และท่วงท่าที่สง่างามทำให้เขานึกถึงวันที่เธออยู่ในตระกูลเซิง เป็นหญิงสาวที่งามสง่าทั่วทั้งเมืองเบรดเวลต้องจับตามอง
สูงส่งเกินเอื้อมแบบนั้น เย่อหยิ่งอย่างน่ารังเกียจ
เขาหัวเราะอย่างเย็นชา “นิสัยเย่อหยิ่งดั่งเจ้าหญิงเอาแต่ใจ ให้มาเป็นคู่ควงของฉันในงานใหญ่แบบนี้ มีแต่จะทำลายชื่อเสียงของตระกูลฟู่จนไม่เหลือดี”
เขาลูบมือปลอบฟู่เสวี่ยเว่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน “ตั้งแต่เด็กจนโตไม่ว่างานไหน เธอก็เป็นคู่ควงของพี่ และเธอจะเป็นคนเดียวตลอดไป”
ทั้งสองคนเข้ากันได้เป็นปี่เป็นขลุ่ย เหมือนที่เคยเป็นมา ภายในคำพูดแทรกซึมเข้าไปยังส่วนลึกในใจของเซิงหนานอิง
“เฮ้อ คุณนายฟู่ทำไมต้องทำให้ตัวเองดูแย่ขนาดนี้ด้วยนะ? รู้ทั้งรู้ว่าสามีเอนเอียงไปทางน้องสาวบุญธรรม ยังพยายามจะแข่งทุกครั้ง แต่สุดท้ายก็โดนเหยียบย่ำเหมือนเดิมไม่ใช่หรือไง?”
ผู้คนรอบข้างพากันกระซิบกระซาบเมื่อเห็นเหตุการณ์นี้
เซิงหนานอิงกลับยิ้มอย่างอ่อนโยน “นั่นน่ะสิ มีเสวี่ยเว่ยเป็นคู่ควงของหยานอัน ฉันโล่งใจขึ้นเยอะเลย”
ใครจะไปคิด วันนี้เซิงหนานอิงจะเปลี่ยนไปจากที่เคยอารมณ์ร้อนเอาแต่โวยวาย จู่ ๆ กลับทำตัวสงบเสงี่ยมเป็นแม่บ้านแม่เรือน
ฟู่เสวี่ยเว่ยชะงักไป เมื่อคิดว่าเซิงหนานอิงยอมจำนนเพราะโดนฟู่หยานอันสั่งสอน ขณะกำลังได้ใจ เซิงหนานอิงก็พูดขึ้นมาว่า
“ยังไงก็ดีกว่าผู้หญิงนอกบ้านที่ไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้าเป็นไหน ๆ ”
ความโกรธแค้นวาบผ่านในดวงตาของฟู่เสวี่ยเว่ย
เธอแสร้งทำหน้าตาเศร้าสร้อย ดวงตาเอ่อคลอไปด้วยน้ำตาขณะมองเซิงหนานอิง “พี่หนานอิงคะ ฉันรู้ว่าพี่ไม่พอใจที่พี่หยานอันดีกับฉันก็เลยตั้งใจจะหาเรื่องฉัน ฉันไม่ว่าอะไรหรอกค่ะ พี่มีชาติตระกูลสูงส่ง ย่อมมีสิทธิ์เหยียดหยามคนอื่นได้เป็นธรรมดา”
“แต่อย่างไรเสียตระกูลฟู่ก็ไม่ใช่ตระกูลตาสีตาสาที่จะให้ใครมาเหยียบย่ำกันง่าย ๆ ถ้ามีเรื่องอะไรก็มาลงที่ฉันเถอะค่ะ ทำไมต้องใช้คำพูดที่ทำร้ายจิตใจกันด้วยล่ะคะ?”
คำถามนี้ ทำให้ใจเซิงหนานอิงอยากจะหัวเราะเยาะนัก
เมื่อครั้งที่ทั้งสองตระกูลตกลงแต่งงานกัน เป็นตอนที่ตระกูลฟู่กำลังถดถอย สื่อมวลชนยังใช้คำว่า “ยอมลดตัวลงมาแต่ง” มาบรรยายจนกลายเป็นปมในใจของฟู่หยานอันมาตลอด
ทุกครั้งที่มีใครพูดถึงเรื่องชาติตระกูล เขาจะไวต่อคำพูดเหล่านั้นโดยมักจะรู้สึกว่าเซิงหนานอิงเหยียดหยามเขา จริง ๆ แล้วเป็นเพียงความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจของเขาเอง
และเรื่องนี้ ฟู่เสวี่ยเว่ยรู้ดี เธอสามารถใช้กลยุทธ์นี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทุกครั้งทีพูดว่าเซิงหนานอิงใช้ฐานะตัวเองเหยียดหยามผู้อื่น ฟู่หยานอันก็จะโกรธเคืองเซิงหนานอิงจนแทบระเบิด
และในตอนนี้ก็เช่นกัน ฟู่หยานอันหันไปตะคอกใส่เซิงหนานอิง “ขอโทษเดี๋ยวนี้!”
“ที่ผ่านมาฉันคิดว่าเธอแค่เป็นโรคเจ้าหญิงเอาแต่ใจไม่เห็นหัวใคร ตอนนี้ถึงขั้นหยาบคายไม่มีมารยาทเลยเหรอ ตระกูลเซิงสั่งสอนลูกสาวมาแบบนี้ใช่ไหม? ตระกูลเก่าแก่ร้อยปีอะไรกัน เฮอะ!”
เขาจ้องมองเซิงหนานอิงอย่างเย็นชา สายตาเต็มไปด้วยคำเตือน
“รีบขอโทษเสวี่ยเว่ย แล้วถอดสร้อยที่คอออกมาให้ฟู่เสวี่ยเว่ยซะ ถ้าเธอจริงใจพอ ฉันจะพิจารณาดูว่าจะให้อภัยเธอหรือไม่!”
น้ำเสียงของเขาที่ใช้กับเซิงหนานอิงเต็มไปด้วยการบังคับ คำพูดที่เย็นชาราวกับคำสั่ง
หากเป็นเมื่อก่อน เซิงหนานอิงที่เคยกลัวว่าเขาจะเป็นแบบนี้ คงทำตามทุกอย่างเพื่อเลี่ยงการถูกเขาเมินเฉยด้วยความเย็นชาเป็นเดือน ๆ แม้จะถูกข่มเหงอย่างไรก็ยอมทำตามอย่างว่าง่าย
แต่ครั้งนี้ เขาพูดออกมารุนแรงซะขนาดนี้ เซิงหนานอิงกลับไม่ยอมก้มหน้า……
“ว่าไงนะ! คุณจะให้ฉันคุกเข่าขอโทษน้องสาวบุญธรรมของคุณอย่างนั้นเหรอ? !”