จนถึงตอนนี้เองที่ซูหยินเพิ่งจะเข้าใจแบบแจ่มแจ้งว่าสองคนนี้แอบมีความสัมพันธ์กันลับหลังนางมาตั้งแต่แรก!
ในที่สุดซูหลิงเอ่อร์ก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นท่านหญิงแห่งมณฑลซึ่งซึ่งมีเกียรติยศสูง ได้แต่งเข้าจวนโหวและกลายเป็นชายาซื่อจื่อ ชีวิตเต็มไปด้วยความรุ่งเรืองสมบูรณ์แบบ
ส่วนนาง เนื่องจากนางไม่ได้รับการรักษาบาดแผลเก่า ๆ ที่เกิดจากการรบอย่างทันท่วงที นางจึงล้มป่วย จนต้องนอนติดเตียง หายใจรวยริน
แม้ว่านางจะอยู่ในสภาพที่น่าอนาถถึงเพียงนี้ แต่ซูหลิงเอ่อร์ก็ยังไม่ยอมปล่อยนางไป
ในค่ำคืนที่มีหิมะตก ครั้งนั้นกลายเป็นฝันร้ายที่ไม่อาจลืมเลือนสำหรับนางไปตลอดชีวิต
ซูหลิงเอ่อร์ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ สั่งให้คนรับใช้ลากนางที่หายใจรวยรินออกจากเตียงเก่า ๆ ที่ทรุดโทรมไป
“พี่หญิงผู้แสนดี หากท่านหายไปจากโลกนี้แล้ว ก็จะไม่มีใครล่วงรู้ความลับที่ข้าสวมรอยเอาความดีความชอบทางการทหารมาเป็นของตนอีก……”
“ผู้ใดก็ได้มานี่ที! จงตัดมือและเท้าของนางทิ้งเสีย จากนั้นก็โยนนางทิ้งไปในทุ่งหิมะที่รกร้าง โยนไปยิ่งไกลเท่าไหร่ยิ่งดี!”
ร่างกายที่น่าเวทนาของนางถูกทิ้งไว้ท่ามกลางหิมะสีขาวโพลนอันกว้างใหญ่ เกล็ดหิมะที่ดูเหมือนขนห่านปกคลุมปากและจมูกของนางอย่างไม่ปรานี
ขณะที่นางกำลังหนาวสั่นและเจ็บปวดจนสติเริ่มเลือนลางลงเรื่อย ๆ เลือดอุ่น ๆ ก็ไหลทะลักออกมาจนเปลี่ยนหิมะสีขาวใต้ตัวนางกลายเป็นสีแดงฉานบาดตา......
“หยินเอ่อร์ ในเมื่อตอนนี้เจ้าเป็นคู่หมั้นของข้า เจ้าก็ควรจะคำนึงถึงครอบครัวให้มาก ๆ ร่างกายหลิงเอ่อร์อ่อนแอ ทั้งยังไร้ที่พึ่ง ต่อไปในภายภาคหน้าเมื่อถึงคราแต่งงานเกรงว่าจะหาคู่ได้ยาก ความดีความชอบทางการทหารที่เจ้าได้รับมาในครั้งนี้ สู้เจ้ายกให้นางไปเสียจะดีกว่า มันจะช่วยให้นางมีอนาคตที่ดีขึ้น จะได้ถือเป็นการเติมเต็มความตั้งใจในฐานะพี่สาวของเจ้าได้อย่างสมบูรณ์ด้วยเยี่ยงไรเล่า”
เสียงใส ๆ ที่อ่อนโยนนี้ดึงนางกลับมาจากห้วงแห่งความทรงจำที่โชกโชนไปด้วยเลือด
เป็นเสียงของฉินเจิ้งนั่นเอง!
นางสูดหายใจเข้าลึก ๆ จากนั้นก็ลดสายตาลง เก็บซ่อนความเกลียดชังที่ฝังรากลึกเอาไว้ในส่วนลึกของดวงตา แล้วก็ค่อย ๆ ขยับริมฝีปากพูดขึ้นว่า “ได้ ข้ายกให้”
“ดี! ดีมาก! นี่สิถึงจะสมกับการเป็นลูกสาวที่แสนดีที่เห็นแก่ส่วนรวมของตระกูลซู!” ทันใดนั้นบิดามารดาต่างก็พากันยิ้มออกมาอย่างมีความสุข สีหน้าดูโล่งใจเป็นอย่างมาก
สายตาของซูหลิงเอ่อร์แสดงความรู้สึกทั้งดีใจทั้งแปลกใจออกมา นางรีบเข้ามาควงแขนซูหยินเอาไว้อย่างสนิทสนม แล้วก็พูดเสียงหวานราวกับน้ำผึ้งว่า “ขอบคุณพี่หญิงมากเลยนะเจ้าคะ ท่านพี่ดีกับหลิงเอ่อร์ที่สุดเลย พระคุณนี้ หลิงเอ่อมิมีทางลืมเลือนเป็นแน่เจ้าค่ะ!”
สีหน้าฉินเจิ้งก็ดูปลาบปลื้มใจมากเช่นกัน แต่สายตาที่อ่อนโยนของเขากลับเอาแต่จับจ้องไปที่ซูหลิงเอ่อร์ตลอดเวลา ไม่เคยหันมาเหลียวแลนางเลย
ในแววตาของซูหยินซ่อนเร้นความเย้ยหยันอันบางเบาที่แล่นผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ซูหลิงเอ่อร์วางแผนมาอย่างรอบคอบ เพื่อจะเอาคุณงามความดีทางทหารนี้ไปงั้นหรือ? นางยอมยกให้ก็ได้!
ซูหลิงเอ่อร์ละโมบในเกียรติยศและความรุ่งเรือง อยากจะช่วงชิงการแต่งงานเข้าไปในจวนโหวมากนักใช่ไหม นางยอมให้อีกฝ่ายสมหวังก็ได้!
ในชาตินี้นางอยากจะดูสิว่า ซูหลิงเอ่อร์จะได้รับความมั่งคั่งและเกียรติยศอันแสนยิ่งใหญ่เหล่านั้นอีกหรือไม่!
ชนเผ่าหมานทางแดนเหนือยังมิล้มเลิกเจตนาร้าย สักวันหนึ่งอย่างไรเปลวไฟแห่งสงครามที่ชายแดนก็ต้องปะทุขึ้นมาอย่างแน่นอน เพียงแต่ครั้งนี้ นางจะมิมีวันกตัญญูอย่างไม่ลืมหูลืมตาเหมือนชาติที่แล้วที่พอพ่อแม่มาร้องไห้อ้อนวอนไม่กี่คำก็ยอมใจอ่อน แล้วก็ยอมเอาชีวิตไปเสี่ยงในสมรภูมิรบที่เต็มไปด้วยกองกระดูกแทน ‘น้องสาวผู้แสนดี’ คนนี้อีกแล้ว!
ในงานเลี้ยงที่พระราชวัง แสงไฟสว่างไสว จอกเหล้ากระทบกันฟังดูครึกครื้น
ซูหยินนั่งอยู่คนเดียวในมุมหนึ่งของท้องพระโรง นางกำลังมองดูซูหลิงเอ่อร์เดินเยื้องย่างไปตรงหน้าพระพักตร์เพื่อรับรางวัลด้วยสายตาเย็นชา
สายตาของฮ่องเต้ชิ่งเต็มไปด้วยความชื่นชมอย่างเปิดเผย น้ำเสียงของเขาทั้งมีอำนาจทั้งอ่อนโยนในเวลาเดียวกัน “แม่นางซูสร้างคุณูปการใหญ่หลวงถึงเพียงนี้ เจ้าปรารถนารางวัลอันใด สามารถบอกความประสงค์มาได้เลย”
“เป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่งเพคะ! หม่อมฉันมิได้มีคำขออื่นใดหรอกเพคะ” ซูหลิงเอ่อร์คุกเข่าลงและก้มกราบลงไปกับพื้น จากนั้นก็ก้มศีรษะลงเล็กน้อย ท่าทางดูอ่อนน้อมถ่อมตน ทว่านางกลับกระตุกมุมปากขึ้นเล็กน้อยเผยรอยยิ้มอิ่มเอมใจออกมา “หม่อมฉันเพียงหวังว่าฝ่าบาทจะทรงพระราชทานการแต่งงานให้แก่หม่อมฉันกับฉินเจิ้งผู้เป็นซื่อจื่อแห่งเจิ้นเป่ยโหวเพคะ”
ทันทีที่นางพูดจบ ฉินเจิ้งก็ส่งเสียงตอบรับและเดินออกมาจากแถว แล้วก็ไปคุกเข่าลงข้าง ๆ ซูหลิงเอ่อร์ด้วยความเคารพ จากนั้นก็พูดขึ้นมาด้วยถ้อยคำที่เปี่ยมไปด้วยความปรารถนาอย่างจริงใจ “ฝ่าบาท กระหม่อมกับหลิงเอ่อร์เรารักกัน ขอฝ่าบาทได้โปรดสนองความปรารถนาของพวกเราด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ!”
สายตาของเขาที่จ้องมองไปยังซูหลิงเอ่อร์ดูอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความรักใคร่ ผู้ใดก็ตามที่ได้เห็นต่างก็ต้องพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าพวกเขาเกิดมาคู่กัน
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ฮ่องเต้ชิ่งก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย พลันถามขึ้นมาด้วยความสงสัยว่า “หากข้าจำไม่ผิด ฉินซื่อจื่อดูเหมือนจะหมั้นหมายอยู่กับคุณหนูใหญ่ของตระกูลซูเอาไว้ก่อนแล้วมิใช่หรือ?”
สีหน้าของฉินเจิ้งเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน เขารีบอธิบายขึ้นมาว่า “ฝ่าบาททรงปราดเปรื่องยิ่งนัก การหมั้นหมายของกระหม่อมกับซูหยินเป็นคำสั่งของผู้อาวุโส แต่กระหม่อมกลับมิได้รู้สึกอันใดกับนางเลย คนที่กระหม่อมรู้สึกด้วยอย่างแท้จริง มีเพียงแค่หลิงเอ่อร์แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ......”
“ฝ่าบาทเพคะ หม่อมฉันมีเรื่องประสงค์จะกราบทูลเพคะ”
จู่ ๆ เสียงที่เย็นชาของใครคนหนึ่งก็ดังขึ้นมา ขัดจังหวะคำพูดของฉินเจิ้ง
ซูหยินค่อย ๆ เดินออกมาจากเงามืดตรงมุม แล้วก็กลายเป็นจุดสนใจของคนทั้งท้องพระโรงในชั่วพริบตา
“ยังมิรีบถอยออกไปอีก หากทำให้ฝ่าบาททรงขุ่นเคืองพระทัยขึ้นมา เจ้าจะรับผิดชอบไหวหรือ?” ซูตงเฉิงตกใจจนหน้าซีดเผือด เขารีบลุกขึ้นในทันที และต่อว่าออกไปด้วยน้ำเสียงดุดัน
นางสวี่ที่อยู่ข้าง ๆ ก็ตกใจจนจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว นางรีบส่งสายตาบอกให้ซูหยินเงียบอย่างสุดชีวิต
ฉินเจิ้งกับซูหลิงเอ่อร์หันกลับมาพร้อมกัน พวกเขาต่างก็มองไปที่นางด้วยความตกใจและความสงสัยจนขมวดคิ้วแน่น
แต่ซูหยินกลับไม่ได้สนใจพวกเขาเลย นางเดินเข้าไปในท้องพระโรงอย่างสงบนิ่ง แล้วก็ถอนสายบัวต่อหน้าพระราชบัลลังก์ด้วยความเคารพอย่างสูง “ฝ่าบาทเพคะ หม่อมฉันเคยหมั้นหมายกับซื่อจื่อมาก่อนจริง แต่ในตอนนี้ซื่อจื่อกับน้องสาวของหม่อมฉันรักใคร่ชอบพอกันมาก หม่อมฉันจึงขอยอมเป็นฝ่ายถอนตัวออกมาเอง เพื่อให้พวกเขาทั้งคู่ได้สมหวังดั่งปรารถนาเพคะ”
คำพูดเหล่านี้ทำให้คนทั้งท้องพระโรงฮือฮากันขึ้นมาทันที
ฉินเจิ้งเงยหน้าขึ้นอย่างแรง แววตาเขาดูตกตะลึงอย่างไม่อยากจะเชื่อ เขาคิดว่าซูหยินคงจะโกรธแค้นมากจนอยากที่จะเปิดโปงความจริงเกี่ยวกับคุณงามความดีทางทหารออกมา ทว่าเขากลับไม่คาดคิดเลยว่านางจะเป็นฝ่ายเสนอตัวยอมให้พวกเขาได้สมหวังกันเช่นนี้
ฮ่องเต้ชิ่งหรี่ตาลงเล็กน้อย สายตาที่เฉียบคมของเขามองพิจารณาไปยังหญิงสาวที่คุกเข่าก้มกราบอยู่ตรงหน้า “สิ่งที่เจ้าพูดออกมา เจ้าพูดออกมาจากใจจริงหรือ?”
“หม่อมฉันมิบังอาจหลอกลวงฝ่าบาทหรอกเพคะ” ซูหยินค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ชาดสีแดงสดที่แต้มอยู่บนหน้าผากเมื่ออยู่ภายใต้แสงเทียนที่สาดส่องลงมายิ่งดูสดใสสะดุดตายิ่งขึ้น “เพียงแต่หม่อมฉันอยากจะร้องขอความเมตตาจากฝ่าบาทอย่างบังอาจสักข้อหนึ่งเพคะ”
“งั้นหรือ?” ฮ่องเต้ชิ่งพูดด้วยสีหน้าสนอกสนใจว่า “เจ้าว่ามา”
ท่ามกลางสายตาที่กำลังตื่นตกใจจำนวนนับไม่ถ้วน ซูหยินค่อย ๆ ยกแขนขึ้น นิ้วที่เรียวยาวของนางชี้ผ่านกลุ่มขุนนางผู้ทรงเกียรติทั้งหลายไปยังมุมหนึ่งของท้องพระโรง
“ฝ่าบาท หม่อมฉันอยากจะขอความกรุณาจากพระองค์ ช่วยพระราชทานงานแต่งให้หม่อมฉันกับอ๋องอวี้ด้วยเพคะ”
เวลานี้คำพูดของนางเหมือนกับก้อนหินที่ถูกโยนลงไปในสระน้ำลึกจนก่อให้เกิดคลื่นนับพันลูกขึ้นมาไม่มีผิด
ใบหน้าของทุกคนดูตื่นตกใจและดูไม่อยากจะเชื่อ
เซียวจือหรืออ๋องอวี้งั้นหรือ? ท่านอ๋องที่ขาพิการทั้งสองข้าง มีอุปนิสัยโหดร้าย และถูกมองเป็นคนไร้ค่าในสายตาของทุกคนนั่นน่ะหรือ
ทุกคนในราชสำนักและนอกราชสำนักต่างก็รู้กันทั่วว่า จวนอ๋องอวี้เป็นเหมือนถ้ำมังกรและถ้ำเสือ สตรีนางใดที่เข้าไปน้อยคนนักจะมีจุดจบที่ดี
หรือว่าคุณหนูใหญ่ของตระกูลซูผู้นี้จะเสียใจจนสติฟั่นเฟือนไปแล้ว?
สายตาของฮ่องเต้ชิ่งทวีความแปลกใจมากยิ่งขึ้น เขาต้องมองไปยังใบหน้าที่สงบนิ่งของซูหยินอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปมองคนชุดดำที่กลมกลืนไปกับเงามืดในส่วนลึกของท้องพระโรงคนนั้น เวลานี้เขารู้สึกสับสนยิ่ง
ลูกชายคนที่เจ็ดของเขาผู้นี้ ในอดีตเคยมีพรสวรรค์ที่น่าทึ่งมาก! ตั้งแต่วัยเยาว์เขาก็แสดงพรสวรรค์ออกมาให้เห็นแล้ว ซึ่งเขามีความสามารถทั้งด้านวรรณกรรมการต่อสู้ เป็นคนที่โดดเด่นอย่างแท้จริง
เมื่อสามปีก่อน เขาได้เป็นตัวแทนออกไปทำศึกแทนฮ่องเต้ด้วยจิตใจที่ฮึกเหิมและเปี่ยมพลัง พร้อมทั้งปฏิญาณเอาไว้ว่าจะกวาดล้างสงครามที่แดนเหนือให้ราบคาบ เพื่อขจัดปัญหาในภายภาคหน้าให้หมดสิ้นไปอย่างถาวร
แต่แล้วโดยไม่คาดคิด ในการรบที่ช่องเขายิงโฉว เขาได้ถูกล้อมเอาไว้ เขานำเหล่าแม่ทัพและทหารเข้าไปสู้รบด้วยตนเองจนเลือดท่วมตัว จนสามารถฝ่าวงล้อมที่แน่นหนาดุจถังเหล็กออกมาได้อย่างนองเลือด แต่แล้วสุดท้ายเขากลับตกจากหลังม้าเพราะความเหนื่อยล้า ทำให้เขาสูญเสียขาทั้งสองข้างและกลายเป็นคนพิการนับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
หลังจากนั้นมานิสัยใจคอเขาก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เขามักจะใช้ชีวิตอยู่ในจวนที่ลึกลับสันโดษ อีกทั้งยังปฏิเสธไม่ให้ใครเข้าใกล้ด้วย
ฮ่องเต้ชิ่งใช่ว่าจะไม่เคยคิดที่จะเลือกพระชายาให้เขามาก่อน ทว่าสาวงามทั่วทั้งเมืองหลวงเมื่อได้ยินชื่อของอ๋องอวี้ต่างก็พากันหลีกหนีกันแทบไม่ทัน อีกทั้งตัวของเซียวจือเองก็ปฏิเสธ เรื่องการแต่งงานจึงต้องถูกเลื่อนออกไปครั้งแล้วครั้งเล่าจนกลายเป็นเรื่องที่ทำให้ฮ่องเต้ชิ่งกังวลใจ
ตอนนี้พอมีหญิงสาวนางหนึ่งไม่สนใจเรื่องความคิดเห็นทางสังคม อีกทั้งยังขอพระราชทานงานแต่งต่อหน้าสาธารณชน เขาจึงรู้สึกยินดีและอิ่มเอมใจอย่างยิ่ง
องค์ชายเจ็ดปัจจุบันก็อายุเกือบสามสิบปีแล้ว องค์ชายส่วนใหญ่ในวัยนี้บุตรหลานต่างก็เติบโตกันหมดแล้ว แต่เขากลับยังอยู่อย่างโดดเดี่ยวอยู่เลย
ในฐานะพ่อคนหนึ่ง จะไม่ให้เป็นกังวลได้อย่างไร?
ไม่ว่าเหตุผลของซูหยินคืออะไร ตราบใดที่นางยินยอมที่จะแต่งงาน ถึงแม้ว่าจะเพิ่งถูกถอนหมั้น ฮ่องเต้ชิ่งก็ไม่ติดใจแต่อย่างใด
“ได้ ในเมื่อเจ้าตัดสินใจมาดีแล้ว เช่นนั้นข้าก็จะ……”
“ช้าก่อน! ข้าอยากถามว่า เหตุใดคุณหนูใหญ่ตระกูลซูถึงอยากแต่งงานกับคนพิการอย่างข้าหรือ?”
เสียงที่เย็นเยียบราวกับน้ำพุที่แข็งตัวดังขึ้นมาอย่างกะทันหัน ขัดพระราชประสงค์ที่ฮ่องเต้ชิ่งกำลังจะตรัสออกมาเอาไว้