“คุณหมอจะกลับแล้วเหรอคะ” เสียงของพยาบาลที่อยู่วอร์ดเดียวกันเอ่ยทักทายคุณหมอสาวใจดีประจำวอร์ดเมื่อเห็นว่าเธอกำลังจะกลับบ้านหลังเสร็จงานวันนี้แล้ว
“ใช่แล้วค่ะ งั้นหมอกลับก่อนนะคะ”
กมลวรรณ หรือ ‘หมอเมย์’ รีบบอกลาเพื่อนร่วมงานก่อนจะ รีบตรงกลับไปที่คอนโดมิเนียมสุดหรูเพื่อเตรียมอาหารเย็นไว้รอแฟนหนุ่มอย่างเช่นทุกวัน ทว่าขณะที่กำลังเดินไปตามทางเพื่อตรงกลับห้องของตัวเอง เธอก็รู้สึกหน้ามืดขึ้นมา ก่อนจะตามมาด้วยอาการพะอืดพะอม จนเธอต้องรีบวิ่งเพื่อให้ถึงห้องของเธอให้เร็วที่สุด
หลังจากจัดการล้างหน้าล้างปากเรียบร้อย กมลวรรณที่เริ่มผิดสังเกตกับอาการของตัวเองก็เร่งไปหยิบชุดตรวจครรภ์ในลิ้นชักออกมา แล้วทำการตรวจทันที
ส่วนหนึ่งเพราะประจำเดือนขาดไป แต่เพราะคิดไปว่าอาจจะเป็นเพราะช่วงนี้เธอทำงานหนัก และเครียดกับเคสยากบ่อย ๆ เลยอาจจะทำให้คลาดเคลื่อนไปบ้าง
แต่แล้วใบหน้าสวยก็พลันคลี่ยิ้มกว้างเมื่อแท่งสีขาวปรากฏขีดสีแดงเข้มขึ้นมาชัดเจนสองขีด มือเรียววางทาบลงไปบนหน้าท้องแบนราบด้วยความรู้สึกตื่นเต้น
แม้ความรักของเธอจะมีอุปสรรคมากมาย เพราะครอบครัวของ ภาสกร แฟนหนุ่มไม่ยอมรับเธอ เพราะเธอเป็นเพียงผู้หญิงธรรมดา ๆ ไม่ได้มีชื่อเสียงหรือฐานะที่จะช่วยผลักดันสนับสนุนแฟนหนุ่มในเรื่องธุรกิจได้
ห้าโมงเย็นไม่ขาดไม่เกิน ร่างสูงของภาสกรเดินเข้ามาภายในห้องชุดที่เขาซื้อเอาไว้อยู่กับคนรักตั้งแต่เริ่มคบกันได้หนึ่งปี ชายหนุ่มตรงเข้ากอดร่างนุ่มนิ่มที่กำลังจัดโต๊ะมื้อเย็นจากทางด้านหลัง
ฟอดดด~
“วันนี้มีอะไรกินบ้างครับ”
“วันนี้มีผัดผัก และหมูคั่วเกลือค่ะ” กมลวรรณพลิกกายหันไปหาคนรักก่อนจะหอมแก้มสากไปอีกหนึ่งฟอด “ไปล้างมือแล้วมากินข้าวกันค่ะ”
ทั้งสองกินข้าวกันไป คุยกันไป บอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นวันนี้ให้อีกฝ่ายได้ฟัง ก่อนที่กมลวรรณตัดสินใจพูดเรื่องสำคัญออกมา
“กรคะ เมย์มีของขวัญจะให้ค่ะ”
ภาสกรได้ยินแบบนั้นก็ย่นคิ้วคมเข้าหากันยุ่งด้วยความสงสัย “อะไรเหรอครับ”
“หลับตาก่อนสิคะ”
เมื่อเห็นว่าแฟนหนุ่มยอมหลับตาลง กมลวรรณก็หยิบเอาแท่งตรวจครรภ์มาวางบนฝ่ามือหนาทันที ภาสกรลืมตามองของขวัญที่ว่า ก่อนจะเบิกตาโตมองหน้าคนรักด้วยความสุข ชายหนุ่มลุกแล้วตรงเข้าไปกอดหญิงสาวไว้จมอก กดจูบไปทั่วใบหน้าสวยด้วยความรู้สึกดีใจและขอบคุณ
“ดีใจไหมคะคุณพ่อ”
“ที่สุดเลยเมย์ ขอบคุณนะครับ ผมสัญญานะว่าผมจะดูแลคุณกับเจ้าตัวน้อยให้ดีที่สุด”
“ค่ะ” มือเรียวยกขึ้นกอดคนรักเอาไว้ไม่คลายเช่นกัน
สัปดาห์ต่อมา ภาสกรเลือกเอาวันที่กมลวรรณหยุดพาเธอเข้ามาหาพ่อกับแม่ของเขาที่บ้าน คฤหาสน์ตระกูลอภิรักษ์โดดเด่นเป็นสง่าเช่นเดิม กมลวรรณมองคฤหาสน์ตรงหน้าแล้วลอบถอนหายใจออกมา
เพราะตั้งแต่คบกับภาสกรมา นี่เป็นครั้งที่สองเท่านั้นที่เธอได้เหยียบย่างเข้ามาที่นี่ เธอยังจำความรู้สึกครั้งแรกได้ไม่ลืม ได้แต่หวังว่าพ่อแม่ของภาสกรจะยอมลงให้เพราะเห็นแก่หลานที่อยู่ในท้องเธอบ้างก็เท่านั้น
ภาสกรยื่นมือมากอบกุมมือเรียวเอาไว้ เพราะรู้ว่ากมลวรรณกำลังกังวลเรื่องอะไร เขาเองก็กังวลไม่น้อยไปกว่าเธอ ด้วยรู้ว่าพ่อแม่เป็นคนอย่างไร ตลอดหลายปีที่ผ่านมาแม้ว่ากมลวรรณพยายามพิสูจน์ตัวเองขนาดไหน
หากแต่พ่อกับแม่ของเขาก็ไม่เคยยินดีและยอมรับในตัวเธอเลยแม้แต่น้อย เขาได้แต่หวังว่าครั้งนี้พ่อกับแม่จะเห็นแก่หลานที่กำลังจะเกิดมาบ้าง เพราะแต่ไหนแต่ไรมาพวกท่านก็อยากจะอุ้มหลานกันอยู่แล้ว
แน่นอนว่าหญิงสาวไม่ได้รับการต้อนรับเหมือนที่คิดเอาไว้ คุณหญิงเพียงแค่ปรายตามองมาทางเธออย่างไม่สบอารมณ์
“ผมกับเมย์จะแต่งงานกันครับ”
“ไม่ได้ ฉันไม่ยอมเด็ดขาด” คุณหญิงเพียงแขแหวลั่นเสียงดัง
“แต่เมย์กำลังท้องลูกของผม และผมก็ไม่คิดจะแต่งงานกับคนอื่นนอกจากเมย์”
คำพูดของภาสกรทำเอาประมุขของบ้านและหญิงสูงวัยได้แต่ชะงักค้างกับเรื่องราวที่ได้รับรู้ กระนั้นก็ยังคงเอ่ยคัดค้านเสียงแข็ง ทำเอาหัวใจของกมลวรรณรู้สึกปวดหนึบไปหมด ไม่คิดว่าหลานที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไข พวกท่านที่จะได้เป็นปู่เป็นย่าก็ยังไม่ต้องการ
“นี่แกปล่อยให้ตัวเองท้องเพื่อจะมาบีบพวกฉันอย่างนั้นเหรอ หน้าด้าน”
“แม่ครับ”
“ไม่รู้ละ หัวเด็ดตีนขาดยังไง แม่ก็จะไม่ยอมรับแม่นี่เข้ามาร่วมวงศาคณาญาติแน่นอน”
คำพูดของคุณหญิงเพียงแขทุกคำราวกับเป็นใบมีดแหลมที่ปลิวมาปักลงบนหัวใจของหญิงสาวซ้ำ ๆ จนตอนนี้มันเจ็บไปหมด เธอเสียใจจนไม่รู้จะบรรยายมันออกมาอย่างไร
หลังจากถกเถียงกันอยู่นาน เสียงโทรศัพท์เครื่องบางในกระเป๋ากางเกงก็ดังขึ้น และเมื่อเห็นว่าเป็นสายสำคัญ จึงเลี่ยงออกไปรับโทรศัพท์ด้านนอกแทน
“เอาละ เธอพูดเองนะว่าเธอยอมรับข้อเสนอของฉัน” คุณหญิงเพียงแขที่สบโอกาส เลยพูดในสิ่งที่ตัวเองคิดวางแผนเอาไว้มานานเนิ่นกับกมลวรรณทันที
“ค่ะ”
“ฉันไม่อ้อมค้อม ฉันกำลังจัดการเรื่องงานแต่งงานของเจ้ากรกับหนูหลินในเดือนหน้า ถ้าเธอจะไปจากเจ้ากรตอนนี้มันก็ยังไม่สายนะ มันอาจจะลำบากสำหรับเธอที่กำลังตั้งท้อง เอาเป็นว่าฉันจะให้เงินเธอไปตั้งตัวสักก้อนถ้าเลือกจะไป แต่ถ้าอยากจะอยู่ต่อ เธอจะต้องอยู่ในฐานะเมียน้อยเท่านั้น”
จังหวะที่กมลวรรณกำลังจะพูดออกไป ภาสกรที่คุยโทรศัพท์เสร็จพอดีก็เดินเข้ามา แล้วชักชวนกันกลับ ระหว่างทางกลับคอนโดหลังจากเห็นสีหน้ากมลวรรณไม่ค่อยสู้ดีนัก ภายในรถเต็มไปด้วยความเงียบ
เพราะกมลวรรณกำลังคิดถึงสิ่งที่แม่ของคนรักพูดกับตน และคิดไปว่าเมื่องานแต่งกำลังจะเกิดขึ้นเดือนหน้า อย่างนั้นภาสกรเองก็คงรู้ตัวอยู่แล้วเช่นกัน ทว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาเขากลับไม่เคยบอกเรื่องนี้ให้เธอรับรู้เลย
กมลวรรณได้แต่ตัดพ้อกับตัวเองในใจว่า เธอไปทำกรรมอะไรนักหนาในชาติที่แล้ว ชีวิตนี้เธอจึงได้ประสบแต่ความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า รวมถึงเรื่องราวบัดซบอย่างการถูกบีบให้กลายเป็นเมียน้อยทั้ง ๆ ที่เธอมาก่อนอย่างนี้
สุดท้ายเมื่อเห็นว่าพูดอย่างไรผู้เป็นแม่ก็ไม่ยอมรับฟัง และไม่ยอมลงให้ ภาสกรจึงพากมลวรรณกลับ เพราะไม่อยากให้คนรักคิดมากเรื่องนี้ ก่อนที่เขาจะเลือกโกหกกมลวรรณว่ามีงานด่วน และตรงกลับไปที่บ้านอีกครั้ง เพื่อพูดคุยกับพ่อและแม่ให้เข้าใจ เพราะสถานะในเงื่อนไขนั้น กมลวรรณไม่ต่างจากเมียเก็บของเขา แน่นอนว่าเขาไม่ยอมให้เป็นแบบนั้นเช่นกัน
ภาสกรตรงเข้าไปคุยกับทั้งพ่อและแม่ด้วยสีหน้าท่าทางที่จริงจัง บอกความต้องการของตัวเองอย่างชัดเจน จนคุณหญิงเพียงแขผู้เป็นแม่เองก็เริ่มรู้สึกขัดใจขึ้นมาอีกครั้ง เธอเลือกที่จะยื่นข้อเสนออีกข้อให้ภาสกร เพราะรู้ดีว่าสุดท้ายแล้วลูกชายก็จะยอมรับ
“ฉันจะยอมให้แกพาแม่นั่นเข้ามาอยู่ในบ้านก็ต่อเมื่อ แกยอมแต่งงานกับหนูหลิน และถ้าแกไม่ยอม ไม่ใช่แค่แม่นั่นจะไม่ได้เหยียบเข้ามาที่นี่ แต่ฉันจะทำให้มันสองแม่ลูกหายไปจากชีวิตแกตลอดกาล”
ภาสกรได้แต่กำหมัดแน่นกับสิ่งที่ได้ยิน และเพราะรู้ว่าผู้เป็นแม่ทำได้ทุกอย่างตามที่พูด ไม่ใช่แค่ขู่ให้กลัวเท่านั้น สุดท้ายภาสกรจำต้องยอมตกลงไปก่อน ได้แต่เก็บเรื่องข้อเสนอนี้เอาไว้เป็นความลับ เพราะไม่อยากให้คนรักต้องรับรู้แล้วไม่สบายใจ
กมลวรรณย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านอภิรักษ์ร่วมเดือน แม้จะประสบกับความไม่ยุติธรรมอยู่บ่อยครั้ง แต่เธอก็พยายามอดทนมาตลอด กระทั่งก่อนวันแต่งงานระหว่างภาสกรและลิลลารีย์สามวัน ชายหนุ่มก็ตัดสินใจบอกกมลวรรณเรื่องที่เขาต้องแต่งงานกับคนที่แม่จัดหาให้
“เมย์ ผมมีเรื่องจะบอกคุณน่ะ”
“คะ มีเรื่องอะไรเหรอ หน้าตาซีเรียสเชียว”
“คือผมต้องแต่งงานกับหลิน เพื่อแลกกับการที่ผมจะได้อยู่กับคุณ” สุดท้ายภาสกรก็เลือกบอกออกไปตรง ๆ ไม่ได้ปั้นแต่งคำพูดให้สวยหรูแต่อย่างใด
“...”
“ผมรู้นะเมย์ว่ามันไม่ยุติธรรมกับคุณเลย แต่ผมสัญญานะว่ามันจะเป็นแค่การจัดงานแต่ง ผมจะไม่ไปยุ่งเกี่ยวอะไรกับหลินเลย และผมจะหาทางหย่ากับหลินให้เร็วที่สุด”
กมลวรรณรู้ดีว่าภาสกรเองก็คงขัดพ่อแม่ไม่ได้ เธอจึงทำเพียงคลี่ยิ้มอ่อนจางส่งไปให้ พลางตบหลังมือหนาเบา ๆ เป็นการบอกว่าไม่เป็นไร เธอเข้าใจดี
“เมย์เชื่อใจกรนะคะ”
การต้องทนเห็นสามีตัวเองไปแต่งงานกับคนอื่น มันเป็นอะไรที่เจ็บปวดมากสำหรับผู้หญิงคนหนึ่ง กมลวรรณพยายามแล้วที่จะไม่คิดมาก เพราะกลัวว่าจะส่งผลกระทบต่อลูกในท้อง แต่หลาย ๆ ครั้งมันก็อดไม่ได้ แม้ว่าภาสกรจะยังคงเสมอต้นเสมอปลาย และให้ความสำคัญกับเธอทุกอย่าง
ด้านลิลลารีย์นั้น หลังจากแต่งงานก็ย้ายเข้ามาอยู่ที่บ้านใหญ่ ทว่าการที่ภาสกรไม่กลับมานอนที่บ้านใหญ่ มันก็พาลทำให้เธอไม่พอใจ กระนั้นก็พยายามรักษากิริยาตัวเอง ยอมที่จะไม่โวยวายอะไรออกไป ขณะเดียวกันก็พยายามคิดหาทางกำจัดกมลวรรณอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน
ลิลลารีย์นั่งมองตัวเองอยู่หน้ากระจก ก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ หญิงสาวจึงทำทีเป็นเดินไปทางเรือนหลังเล็กที่อยู่ด้านหลังห่างออกไป เพราะรู้ว่าวันนี้เป็นวันหยุดของภาสกร เธอจึงตั้งใจทำทีเป็นไปเยี่ยมเยียนกมลวรรณ
“ขอโทษที่มารบกวนพี่กรกับพี่หมอเมย์นะคะ หลินขอเรียกว่าพี่เมย์ได้ไหมคะ” ลิลลารีย์ทำท่าทางเป็นอ่อนน้อมถ่อมตน
กมลวรรณหันมองหน้าภาสกร ก่อนจะหันไปเชื้อเชิญให้หญิงสาวเข้ามานั่งด้วยกัน “เชิญนั่งก่อนสิคะ”
“หลินแวะมาเยี่ยมน่ะค่ะ จริง ๆ แค่อยากหาเพื่อนคุย เพราะพอย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่ก็รู้สึกเหงาอยู่บ้างน่ะค่ะ อีกอย่างพี่เมย์ไม่ต้องกังวลเรื่องหลินกับพี่กรเลยนะคะ เมื่อถึงเวลาหลินจะรีบหย่ากับพี่กรให้เร็วที่สุดเลยค่ะ”
ลิลลารีย์ปรายตาไปมองทางสามีในนามพลางยิ้มบาง ๆ ส่งให้ เพื่อตบตาชายหนุ่มให้หลงเชื่อว่าเธอไม่เคยคิดร้ายกับกมลวรรณ และจะหย่าให้อย่างที่พูดไป
“ขอบคุณนะคะที่มาเยี่ยมกัน ว่าง ๆ จะแวะมานั่งเล่นที่นี่ก็ได้นะคะ” กมลวรรณเอ่ยตอบรับมิตรภาพไปอย่างไม่คิดเอะใจอะไรทั้งสิ้น
ทว่าหลายวันต่อมาที่ภาสกรไม่อยู่ ลิลลารีย์ก็มาเยือนเรือนหลังเล็กของเธออีกครั้ง แต่คราวนี้ทั้งสีหน้าและแววตาของหญิงสาวยามมองไปทางเธอนั้นมันเปลี่ยนไป
ลิลลารีย์นั่งลงบนโซฟาตัวใหญ่ ยกท่อนขาเรียวขึ้นไขว่ห้าง ก่อนจะปรายตามองไปทางกมลวรรณเล็กน้อย
“หลินทานข้าวหรือยัง ทานด้วยกันไหม” กมลวรรณแม้จะรู้สึกว่าลิลลารีย์แปลกไปไม่เหมือนหลายวันก่อนที่มาหากัน แต่ก็ยังแย้มยิ้มและเอ่ยชวนเธออย่างใจดี
“นี่ เธอคิดจริง ๆ เหรอว่าฉันมาที่นี่เพราะอยากสนิทกับเธอ ฉันจำเป็นต้องสนิทและทำดีกับเมียน้อยของสามีด้วยเหรอ”
“แต่วันก่อน...” กมลวรรณถึงกับพูดไม่ออก ก่อนจะคิดได้ว่าเธอโง่เองตั้งแต่ต้น
“ต่อหน้าพี่กร ฉันจะทำตัวแย่ ๆ ให้เขาเห็นได้ยังไงล่ะ ที่ฉันมาวันนี้ ฉันแค่จะมาบอกว่า ฉันจะไม่มีวันหย่ากับพี่กร และถ้าเธอไม่ออกไปจากชีวิตเขา ฉันก็จะทำให้เธอจมอยู่กับสถานะเมียน้อยตลอดไป” ลิลลารีย์ปรายตามองไปยังหน้าท้องที่เริ่มนูนขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อ “และลูกของเธอก็จะได้ชื่อว่าเป็นลูกเมียน้อย เลือกเอานะคุณหมอ ออกไปจากชีวิตพี่กรตั้งแต่ตอนนี้ แล้วฉันจะคุยกับคุณแม่ให้ท่านให้เงินเธอไปตั้งตัวสักก้อน หรือจะยอมกินน้ำใต้ศอกคนอื่นตลอดไป”
“ออกไป” กมลวรรณเอ่ยไล่เสียงสั่น พลางชี้นิ้วไปทางประตูบ้าน
“ไม่ต้องไล่หรอก ฉันเองก็ไม่ได้อยากจะเหยียบมาที่นี่นักหรอก” พูดจบลิลลารีย์ก็เดินออกไปจากเรือนหลังเล็กทันที ปล่อยให้กมลวรรณนั่งน้ำตาไหลพราก
ระยะหลังภาสกรมักจะออกงานกับลิลลารีย์บ่อยครั้งตามคำสั่งของคุณหญิงเพียงแข ทำให้กมลวรรณที่ท้องเริ่มโตต้องอยู่เพียงลำพังบ่อย ๆ ภายในใจก็นึกกลัวไปว่าความใกล้ชิดสนิทสนมอาจจะทำให้สามีของเธอเอนเอียงไปทางลิลลารีย์ก็เป็นได้
เพราะทุกครั้งที่ภาสกรออกไปทำงาน เธอก็มักจะถูกลิลลารีย์กลั่นแกล้งอยู่เสมอ อีกทั้งเธอยังเคยได้ยินสาวใช้พูดคุยกันว่าภาสกรดูเอาใจลิลลารีย์มากเป็นพิเศษ โดยไม่รู้เลยว่าเป็นลิลลารีย์ที่สั่งให้สาวใช้ทำทีเป็นพูดเรื่องพวกนี้ขึ้นมาให้เธอได้ยิน
กระทั่งอายุครรภ์ของกมลวรรณเข้าเดือนที่เจ็ด เพราะหน้าท้องที่โตมาก ๆ จากการท้องลูกแฝด ทำให้กมลวรรณที่เริ่มเดินเหินไม่สะดวกทำเรื่องขอลางานล่วงหน้า ในแต่ละวันก่อนออกไปทำงานภาสกรมักจะคุยกับเจ้าแฝดในท้องเป็นนานสองนานจนเธอต้องไล่ เขาถึงจะยอมไป
“เมย์ครับ วันนี้ผมไม่ได้อยู่ด้วยนะครับ เพราะต้องไปธุระให้คุณแม่น่ะ เมย์อยู่ได้ไหมครับ” ภาสกรทรุดลงนั่งข้างภรรยาแล้วหอมแก้มไปฟอดใหญ่
“ไปกับคุณหลินเหรอคะ” ในน้ำเสียงที่ถามออกไปมันแฝงด้วยความน้อยใจ เพราะเธอไม่เคยมีตัวตนเลยเวลาออกไปด้านนอก ตามเงื่อนไขที่คุณหญิงเพียงแขเสนอมา
“ไปคนเดียวครับ แต่ผมเดี๋ยวผมจะบอกให้แม่นมเอาขนมอร่อย ๆ มาให้นะ แล้วผมจะรีบกลับมาพาเมย์ไปหาหมอตอนบ่ายนะครับ”
คำตอบของภาสกรทำให้กมลวรรณยิ้มออกมาได้ ก่อนจะบอกลาสามี แล้วเดินมานั่งเล่นที่ระเบียงข้างบ้าน เพราะเป็นจุดที่รับลมได้ดี เธอจึงชอบมานั่งเล่นตรงนี้บ่อย ๆ ก่อนจะเผลอหลับไป
กมลวรรณสะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกครั้งจากเสียงของแขกที่เธอไม่เคยคิดจะต้อนรับอีกอย่างลิลลารีย์ที่ถือวิสาสะเดินเข้ามาในเรือนหลังเล็ก
“นี่ของเธอ” ลิลลารีย์ยื่นกล่องขนมไปตรงหน้าอย่างไม่ใส่ใจก่อนจะพูดต่อ “พอดีพี่กรฝากให้แม่นมเอามาให้ แต่แม่นมกำลังเตรียมของว่างรับรองแขกคุณแม่อยู่ในครัว ฉันก็เลยเอามาให้แทน”
กมลวรรณไม่ได้เอะใจอะไรเลย เพราะทุกอย่างมันตรงกับที่ภาสกรบอกเอาไว้ก่อนออกไปเมื่อเช้า เธอยื่นมือไปรับกล่องขนมมาถือเอาไว้ ก่อนจะหยิบขึ้นมาหนึ่งชิ้น
“ลูกขา นี่เป็นขนมที่คุณพ่อฝากมาให้นะคะ แต่มันน่าจะหวานมาก เราค่อย ๆ กินทีละนิดแล้วกันเนอะ” พูดจบกมลวรรณก็กัดขนมเข้าไปเต็มคำ ทำให้ลิลลารีย์ที่ยืนมองอยู่ได้แต่ยกยิ้มด้วยความสะใจ
ลิลลารีย์ไม่ได้มีน้ำใจอย่างที่กล่าวอ้าง เธอเพียงแค่บังเอิญผ่านไปได้ยินตอนที่สามีไหว้วานแม่นมให้ทำของว่างมาให้กมลวรรณเท่านั้น แผนที่คิดจะกำจัดเสี้ยนหนามหัวใจก็ผุดขึ้นมา ก่อนจะเดินเข้าไปหาแม่นมในช่วงบ่ายและขันอาสาเอาขนมมาให้กมลวรรณ แล้วทำการเอายาที่เตรียมโรยลงไปด้านใต้ของขนมเพื่อไม่ให้ผิดสังเกต
กมลวรรณกัดขนมเข้าไปคำแล้วคำเล่าก่อนที่จู่ ๆ เธอก็รู้สึกถึงอาการบิดของท้องที่รุนแรงมากขึ้น เธอวางขนมในมือแล้วยกมือขึ้นมากุมท้องเอาไว้ ก่อนจะรู้สึกได้ถึงของเหลวที่ไหลออกมาตามง่ามขา กมลวรรณปรายตาไปมองทางลิลลารีย์ด้วยความแค้นปนความเจ็บปวด
“พี่กรเขาไม่ได้ต้องการเธอกับลูกแล้ว เขาถึงฝากขนมนี่มาให้เธอยังไงล่ะ ถ้าตอนนั้นเธอยอมออกไปจากชีวิตเขาดี ๆ เธอก็ไม่ต้องมาเจอจุดจบแบบนี้หรอกนะ”
กมลวรรณร้องไห้ออกมา เธอไม่ได้กลัวว่าจะเจ็บปวด แต่สิ่งที่กำลังทำให้เธอกลัวคือการรักษาลูก ๆ เอาไว้ไม่ได้ ประจวบเหมาะกับตอนนั้นภาสกรเองก็กลับมา เพราะตั้งใจจะพาเมียรักไปหาหมอ ทว่าภาพตรงหน้ากลับทำให้ภาสกรรีบวิ่งเข้าไปหา
“เมย์ เกิดอะไรขึ้น”
กมลวรรณเลื่อนมือไปจับใบหน้าหล่อเหลาคมคายราวกับพระเจ้าปั้นแต่งเอาไว้ ในแววตาของเธอยามนี้มันเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและโกรธแค้นในตัวของภาสกรเป็นอย่างมาก
“ไอ้ฆาตกร คุณมันใจร้ายมากนะ อึก คุณฆ่าฉันกับลูกได้ยังไง” มือบางเลื่อนลงมากำคอเสื้อภาสกรเอาไว้แน่น เธอพยายามเค้นเสียงพูดออกมาก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายของเธอมาเยือน
กมลวรรณเจ็บปวดจึงถึงที่สุดก่อนจะปล่อยให้ความมืดมิดเข้าปกคลุมครรลองสายตาพร้อมกับลมหายใจสุดท้ายที่หยุดลง ได้แต่ภาวนากับหัวใจตัวเองว่า ชาติหน้าฉันใด เธอจะไม่ขอพบเจอและรักกับผู้ชายอย่างภาสกรอีกแล้ว
ณ ดินแดนต้าถัง
ภายในจวนหย่งผิงโหวสกุลสวีเกิดความวุ่นวายมาสองวันเต็มนับตั้งแต่บุตรีในฮูหยินเอกอย่างสวีอี้หลิงถูกวางยาจนหมดสติไป นอกจากนางยังไม่ฟื้น ก็ยังมิอาจจับมือผู้ใดดมได้อีก
ทำให้ประมุขของจวนร้อนใจนั่งก้นไม่ติดตั่งอยู่แทบจะตลอดเวลา ทั้งเร่งให้คนตามหาหมอฝีมือดีมารักษา ทั้งส่งคนสืบสาวราวเรื่องถึงยาพิษที่นำมาใช้กับสวีอี้หลิง บ่าวรับใช้ชายหญิงตลอดจนคนครัวหัวหน้าพ่อบ้านต่างถูกเรียนมาสอบสวนกันไม่มีเว้น
“เรียนท่านโหว ท่านหมอซูเดินทางมาถึงแล้วขอรับ” พ่อบ้านชราเดินเข้ามาแจ้งผู้เป็นนายด้วยท่าทางนอบน้อม
“เช่นนั้นเจ้าจะชักชักทำสิ่งใด เร่งพาท่านหมอไปตรวจอาการลูกสาวข้าสิ”
“ท่านพี่ ใจเย็นสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ เสี่ยวหลิงของเราจะต้องหายอย่างแน่นอน ท่านหมอซูผู้นี้ได้ยินว่าเป็นถึงหมอเทวดาเชียวนะเจ้าคะ” หลี่เหวิน อนุภรรยาเพียงคนเดียวของสวีลู่เอ่ยขึ้นอย่างเอาใจ
“เจ้าจะให้ข้าใจเย็นได้อย่างไร ในเมื่อพิธีสมรสถูกจัดเตรียมเอาไว้หมดแล้วแบบนี้ หากเสี่ยวหลิงเป็นอะไรไป ข้าจะมีหน้าใดไปสู้พระพักตร์ฝ่าบาทได้เล่า”
“ท่านพี่ระงับโทสะก่อนนะเจ้าคะ หากถึงวันนั้นแล้วเกิดอะไรขึ้นกับเสี่ยวหลิงจริง พวกเรายังมีอ้ายหรงอยู่อีกทั้งคน” พูดจบหลี่เหวินก็หันไปมองทางบุตรสาวที่นั่งทำท่าเหนียมอายคล้ายเป็นเรื่องที่ตนไม่ต้องการ
สวีลู่ปรายตาไปมองทางด้านบุตรสาวอีกคนนิ่ง ๆ กระนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรออกมา ก่อนจะสะบัดชายแขนเสื้อแล้วเดินออกไปยังเรือนของสวีอี้หลิงทันที
“เป็นอย่างไรบ้างท่านหมอ บุตรสาวข้านางเป็นอย่างไรบ้าง” สวีลู่ เมื่อเห็นท่านหมอเดินออกมาจากห้องนอนของบุตรสาวก็เร่งรุดเข้าไปสอบถามอาการทันที
“เรียนท่านโหว อาการคุณหนูนั้นแปลกยิ่งนัก ข้าน้อยจับชีพจรไม่เจอ เอ่อ...”
“ท่านหมอกำลังหมายความถึงสิ่งใดกัน”
“เอ่อ เอ่อคือ เรียนท่านโหวตามตรง ยามนี้คุณหนูเหมือนจะไม่อยู่แล้วขอรับ”
ท่านหมอชราเอ่ยบอกออกไปอย่างลำบากใจ จงใจใช้คำว่า ‘เหมือน’ เพราะอาการของคุณหนูแซ่สวีผู้นั้นคล้ายอยู่ก็ไม่ใช่คล้ายตายก็ไม่ถูก เพราะผ่านมาถึงสองวัน แต่เนื้อตัวยังอุ่นดี ไม่ได้เย็นชืดแข็งเป็นหิมะเฉกเช่นที่คนตายจะเป็น หากแต่ก็จับไม่เจอสัญญาณชีพใด ๆ
“พ่อบ้านตู้ ส่งท่านหมอ แล้วประกาศหาหมอฝีมือดีคนใหม่ทันที”
สิ้นเสียงของสวีลู่ ทุกคนต่างโค้งกายให้ผู้เป็นประมุขของจวนก่อนจะแยกย้ายกันไปตามหน้าที่ทันที ราวกับว่าหากอยู่ต่อ อาจจะต้องกลายเป็นภาชนะรองรับทุกอารมณ์ของหย่งผิงโหวเป็นแน่
ด้านสวีอ้ายเหรินนั้นเดินกลับไปยังเรือนของตนเองด้วยอาการไม่พอใจ เพราะแม้นท่านหมอคนไหน ๆ ที่เข้ามารักษาต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าสวีอี้หลิงไม่อยู่แล้ว แต่บิดาของนางก็ยังคงไม่ล้มเลิกที่จะรักษา
ฝ่ายฟางฟาง เมื่อเดินตามคุณหนูของนางเข้ามาข้างในก็เร่งปิดประตูห้องทันทีอย่างรู้หน้าที่ ก่อนจะรีบหลบหมอนอิงใบโตที่ลอยมาทางนางได้อย่างทันท่วงที เพราะเหตุการณ์เช่นนี้มักเกิดขึ้นบ่อยครั้งยามที่คุณหนูสามสวีอ้ายเหรินไม่พอใจ
“คุณหนู ระงับโทสะก่อนนะเจ้าคะ”
“อาฟางเจ้าเห็นหรือไม่ ท่านพ่อเอาแต่ห่วงหน้าตา เร่งหาท่านหมอมารักษาสวีอี้หลิง ทั้งที่นางก็ตายไปแล้ว เหตุใดท่านพ่อถึงไม่มองมาทางข้า แล้วจัดการส่งข้าเข้าพิธีสมรสกับท่านอ๋องแทนเล่า”
“คุณหนู เบาเสียงลงหน่อยเจ้าค่ะ ประตูหน้าต่างเรือนมีช่องมากมาย หากมีผู้ใดมาได้ยินเข้าจะไม่ดีนะเจ้าคะ” ฟางฟางเอ่ยเตือนคุณหนูของนางอย่างเข้าใจ ด้วยติดตามรับใช้มาตั้งแต่สวีอ้ายเหรินอายุได้เพียงสามหนาวเท่านั้น
สวีอ้ายเหรินทิ้งกายลงนั่งบนตั่งอย่างแรง มือเรียวกำขมวดกระโปรงผ้าไหมเนื้อดีจนน่ากลัวว่ามันจะขาดหลุดติดมือมาเสียให้ได้ นางอุตส่าห์ถึงขึ้นลงมือวางยาหวังกำจัดสวีอี้หลิงไป แล้วเมื่อถึงเวลานั้นนางสุดแสนจะเชื่อมั่นว่าอย่างไรบิดาก็ต้องส่งนางเข้าพิธีสมรสเป็นหวางเฟยในท่านอ๋องแปดเป็นแน่
นางรักอ๋องแปดฟ่านเฮยหลงมาหลายหนาว ทว่าจู่ ๆ กลายเป็นสวีอี้หลิงที่จะได้ขึ้นเกี้ยวแต่งเข้าไปเป็นหวางเฟยจวนอ๋องแปด เช่นนี้จะให้นางยอมได้อย่างไร เรื่องตำแหน่งในจวนสกุลสวีนางเป็นรองก็แล้วไปเถอะ ทว่าเรื่องบุรุษผู้เป็นที่รักมั่น นางมิมีวันยอมให้อย่างแน่นอน
กระทั่งวันเวลาล่วงเข้าสู่ช่วงปลายยามเหม่า ประตูเรือนของสวีอี้หลิงก็ถูกเปิดออกพร้อมที่ตงชิงเร่งวิ่งออกไปแจ้งข่าวดีแก่นายท่านด้วยใบหน้าแย้มยิ้ม
“นายท่าน คุณหนูรองฟื้นแล้วเจ้าค่ะ”
แม้ทั้งจวนหย่งผิงโหวสกุลสวีจะเต็มไปด้วยความยินดีที่คุณหนูรองสวีอี้หลิงฟื้น หากแต่ไม่ใช่กับสวีอ้ายเหรินแม้แต่น้อย ยิ่งได้ยินว่ามารหัวใจฟื้นจากความตายมาได้ นางก็ยิ่งไม่พอใจ พยายามคิดหาหนทางที่จะกำจัดสวีอี้หลิงอีกครั้ง ด้วยว่าอีกเพียงไม่ถึงสิบห้าวันก็จะถึงวันที่สวีอี้หลิงต้องเข้าพิธีสมรสแล้วนั่นเอง
“เหรินเหริน ข่มใจเอาไว้สักหน่อย หากเจ้าคิดจะทำอะไรสวีอี้หลิงยามนี้ ท่านพ่อเจ้าได้ระแคะระคายเป็นแน่ ถึงตอนนั้นต่อให้มีสิบแม่เจ้า ก็ไม่อาจช่วยอะไรเจ้าได้” หลี่เหวินเองเมื่อได้ยินว่าสวีอี้หลิงฟื้นแล้ว สิ่งแรกที่นางทำคือเร่งมาหาลูกสาว
“แต่ท่านแม่ ข้ายอมให้สวีอี้หลิงแต่งกับท่านอ๋องไม่ได้นะเจ้าคะ”
หลี่เหวินเดินเข้าไปนั่งข้างกายลูกสาวก่อนจะยกมือขึ้นลูบเรือนผมสีดำขลับคล้ายเส้นไหม นางรู้สึกเห็นใจบุตรสาวไม่น้อย ทว่าหากพูดกันตามความเป็นจริงแล้ว ด้วยสถานะของสวีอ้ายเหรินที่เป็นเพียงลูกอนุ ไหนเลยจะได้ขึ้นเป็นหวางเฟย
“เหรินเหริน ฟังแม่สักคำเถิด เรื่องสวีอี้หลิงเป็นพระราชโองการยากจะขัดได้ อีกทั้งแม่เป็นเพียงอนุต่ำต้อย ถึงเจ้าจะได้แต่งเข้าจวนอ๋อง หากแต่ตำแหน่งพระชายาเอกยังดูห่างไกลยิ่งนัก อย่างไรเอาไว้แม่จะลองพูดกับท่านพ่อให้เจ้าได้แต่งเข้าไปเป็นชายารองดีหรือไม่”
“ท่านแม่ ท่านเป็นมารดาเช่นใดกัน ถึงได้หวังเพียงเท่านี้ แทนที่จะสนับสนุนข้าที่เป็นลูกสาวให้เหนือกว่าใคร ๆ”
“เหรินเหริน สิ่งแรกที่เจ้าต้องจดจำไว้ให้ได้คือสถานะตน อย่างต่อมาคือต้องไม่ขาดสติ มิเช่นนั้นต่อให้เจ้าวางแผนแยบยลเช่นไร เจ้าก็จะล้มเหลวทุกครั้งไป ระหว่างนี้อย่าได้คิดทำอะไรสวีอี้หลิงเด็ดขาด หากเจ้ายังอยากได้ชื่อว่าเป็นบุตรสาวหย่งผิวโหวอยู่”
สวีอ้ายเหรินทำได้เพียงยอมข่มใจเอาไว้ตามที่มารดาบอก เพราะแน่นอนว่าคงไม่มีใครยอมให้สวีอี้หลิงคลาดสายตาได้เหมือนครั้งก่อนเป็นแน่ แต่หากนางมีโอกาส แน่นอนว่านางจะไม่ยอมให้มันหลุดมือไปเป็นแน่
“อาฟาง แต่งตัวให้ข้า”
“คุณหนูจะไปที่ใดเจ้าคะ” ฟางฟางเอ่ยถามออกไป เพราะปกติแล้วคุณหนูของนางจะรับมื้อเช้าที่เรือน ไม่ได้ไปร่วมโต๊ะกับนายท่านและอนุหลี่ที่โถงด้านหน้า
“พี่สาวข้าฟื้นจากความตายทั้งที่ ข้าเป็นน้องจะไม่ไปเยี่ยมมันดูแล้งน้ำใจไปหน่อย หรือเจ้าเห็นว่าอย่างไร”
“แต่คุณหนู เมื่อครูอนุหลี่ก็แจ้งแก่คุณหนูแล้วว่า...”
“ข้าแค่จะไปเยี่ยมพี่สาว หรือเจ้าเห็นว่าข้าจะไปทำอย่างอื่น”
ฟางฟางซึ่งเผลอสบกับสายตาเรียวดุก็เร่งหลุบสายตาลงมองพื้น ด้วยรู้ดีว่าหากคุณหนูของนางต้องการสิ่งใดแล้ว ย่อมต้องได้ดั่งที่ใจปรารถนาทุกอย่างนั่นเอง สุดท้ายนางก็ทำได้เพียงเร่งช่วยแต่งตัวให้สวีอ้ายเหรินไปก็เท่านั้น