ผู้หญิงนามว่า รติรส ฉากหน้าเคยเป็นเพียงช่างสักโนเนมที่ไม่มีใครสนใจ จนกระทั่งจับพลัดจับผลูไปเป็น ‘ว่าที่เจ้าสาว’ ของผู้มีอิทธิพลในพื้นที่เข้า หลายๆ คนซุบซิบนินทาว่าเธอเป็นหนูตกถังข้าวสาร ถึงกระนั้น มันก็เป็นการพูดลับหลังไปต่างๆ นานาเท่านั้น ต่อหน้าแล้วไม่มีใครกล้ายุ่งวุ่นวายอะไรกับผู้หญิงของคนที่ถูกขนานนามว่าเป็นขาใหญ่โพธาราม
จะมีก็แต่ผู้หญิงของเขานั่นแล ที่กล้ายุ่ง
พวกเขาว่า ‘ชีวิตไอ้ตี้มันดีเนอะ บ้านจะถูกยึดแท้ๆ แต่ยังมีคนยื่นมือมาช่วยปลดหนี้ให้ แถมยังได้ผัวรวยอีก’ ก็ถ้ามันดี มาเป็นไอ้ตี้แทนเธอจะได้หรือไม่ เพราะเธอไม่อยากมีชะตาชีวิตแสนบัดซบเช่นนี้เลย
ฉากหน้าที่คนมองว่าน่าอิจฉา ฉากหลังคือผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องแบกรับความคาดหวังของครอบครัวจนต้องแลกกับอิสรภาพของตัวเอง หนี้ที่พี่สาวต่างพ่อก่อร่วมกันกับสามีจนลามปามใหญ่โต ไม่มีธุรกิจใดๆ งอกงามมาให้เห็น จะมีก็แต่หมายศาลที่ร่อนมาถึงหน้าบ้าน ที่ซุกหัวนอนอยู่ในขั้นตอนบังคับคดีจนจะถูกยึดและขายทอดตลาดเป็นผักเป็นปลา
น่าชื่นใจเสียจริง
มารดาของเธอต้องแจ้นไปหาคนนู้นคนนี้เพื่อขอความช่วยเหลือ ญาติๆ ต่างพากันส่ายหน้าหนี แค่เห็นหน้าแม่เธอก็รีบหลบ แค่สบตายังกลัวจะโดนยืมเงิน สุดท้ายจึงเลือกแก้ปัญหาด้วยการกู้เงินนอกระบบ และคนที่เงินหนากว่าใครเพื่อนในโพธารามคงไม่พ้นพศุตม์ คุยกันอยู่นาน เขาจึงตัดสินใจที่จะซื้อบ้านแทนที่จะปล่อยให้ถูกยึด แล้วอนุญาตให้ทุกคนได้อยู่อาศัยเช่นเดิม
คนที่มองผลประโยชน์เป็นอันดับแรก ข้อเสนอเช่นนี้ใจกว้างเกินที่ควรจะเป็น การติดสินใจชมว่าพศุตม์เป็นคนใจดีนั้นยังเร็วไปมาก และแล้วความต้องการของเขาก็ตกมาอยู่ที่เธอ
พศุตม์ต้องตาต้องใจลูกสาวคนเล็กของบ้านหลังนี้มานาน ในที่สุดอ้อยก็เข้าปากช้างอย่างงายดาย เธอจึงต้องไปเป็นเมียของเขา แถมยังเป็นเมียคนที่สามอีกด้วย
รติรสสูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอด ก่อนจะผ่อนออกอย่างช้าๆ เมื่อยานพาหนะเคลื่อนตัวเข้าเขตบ้านของชายคนดังกล่าว เพียงแค่ผ่านพ้นรั้วก็ถูกความประหม่าเล่นงาน ชายฉกรรจ์มากหน้าหลายตาต่างก็จับกลุ่มกันอยู่ที่ซุ้มตามจุดต่างๆ ของบ้าน พศุตม์เลี้ยงคนไว้มาก มากจนไม่มีใครกล้ายื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเธอ
ถิรมันคือคนหนึ่งที่เธอขอร้อง ขอให้พาเธอไปจากราชบุรี ไปไหนก็ได้ให้ไกลหูไกลตาของพศุตม์ แต่เขาทำไม่ได้
พันราตรี เพื่อนสนิทที่เธอเคยแง้มว่าอยากหนีไปอยู่ที่อื่น แต่อีกฝ่ายก็บอกว่าหากทำเช่นนั้นจะไม่เป็นผลดี คนอย่างพศุตม์หากได้ออกล่า เธอไม่มีวันรอด
รติรสไม่โกรธเลยสักนิดที่ไม่มีใครช่วย เธอเข้าใจ เพราะเธอเองก็กลัวที่จะต้องหนีจากคนคนนี้ เพราะไม่ว่าเธอจะอยู่ที่ไหนก็คงหนีไม่พ้นเงื้อมมือของเขา แต่การต้องยอมรับชะตากรรมเช่นนี้ก็ยากเกินใจจะรับไหว
ทันทีที่เห็นว่าที่นายหญิงเคลื่อนตัวเข้ามา เหล่าลูกน้องนับสิบชีวิตของพศุตม์ก็มองมาเป็นตาเดียว วันนี้เธอใส่เสื้อกล้ามล่อเสือล่อตะเข้อย่างดี ทว่าพอจะออกจากร้านสัก ก็จำต้องขอยืมเสื้อกันหนาวจากถิรมันมาสวมใส่ ให้เยือนที่แห่งนี้ด้วยชุดแบบนั้นมันไม่ปลอดภัยกับเธอนัก
“สวัสดีครับนายหญิง”
เครื่องยนต์ดับลง เสียงของผู้ชายพวกนั้นก็ดังขึ้น ปากเธอส่งยิ้ม ฟันเธอขบแน่น ก่อนจะสาวเท้าเข้าไปในบ้านหลังงามของพศุตม์ แต่ยังไม่ทันถึงหน้าประตูก็มีคนเดินสวนทางออกมาเสียก่อน นัยน์ตาคมเข้มของชายร่างใหญ่ตวัดมองคนมาใหม่ ใบหน้าดุดันขัดกับการกระทำโดยสิ้นเชิง
เสือยศ หากเสือเข้มเปรียบเสมือนมือขวา ชายผู้นี้ก็คงเป็นมือซ้าย เขาอายุมากกว่าเธอเกือบยี่สิบปี แต่ทันทีที่พบหน้ากัน อีกฝ่ายกลับค้อมหัวให้อย่างมีมารยาท
“เสี่ยกำลังรออยู่ข้างในเลยครับ”
เธอแค่นยิ้ม “น้องเพิ่งเลิกงานเลยเพิ่งมาถึงน่ะค่ะ”
“เสี่ยไม่ได้ว่าอะไรครับ แค่ซื้อของมาฝาก”
รติรสไม่ได้ตอบอะไรกลับไป ถ้าเป็นไปได้ เธอก็ไม่อยากสุงสิงหรือพูดคุยกับใครที่อยู่ ณ ที่แห่งนี้ เสือเข้มเพิ่งพ้นโทษคดีทำร้ายร่างกาย เสือยศนั้นครั้งหนึ่งเคยต้องโทษคดีฆ่าคนตาย คนอื่นๆ ที่อยู่ในนี้ก็มีเรือนจำเป็นบ้านหลังที่สอง ทั้งเสพ ทั้งขาย ไหนยังพกปืนกันจนกลายเป็นอวัยวะที่สามสิบสาม สารพัดสิ่งผิดกฎหมายอยู่ในครอบครองพวกเขาทั้งนั้น
บ้านหลังนี้ก็ซุ้มมือปืนดีๆ นี่เอง น่าโมโหที่พศุตม์ดันไม่เคยย่างกรายเข้าตารางเลยสักหน แม้ว่าใครๆ ต่างก็รู้ว่าเขาคือสารตั้งต้นของทุกเรื่อง เพราะแม้แต่ตำรวจยังเป็นพรรคพวกของคนคนนี้เลย และลูกสมุนต่างก็จงรักภักดีและซื่อสัตย์อย่างกับหมา ไม่เคยเลยที่จะให้การซัดทอดมาถึงผู้บงการ ถึงได้ลอยหน้าลอยตาอยู่ในสังคม ขณะเดียวกันก็ยังมีผู้คนสรรเสริญเยินยอไม่รู้จบ เดินไปไหนมาไหนก็มีแต่คนนอบน้อม เพียงเพราะเขามีเงิน ไม่สนกันเลยสักนิดว่าเงินนั้นมีที่มาอย่างไร
แค่มีเงินก็เป็นคนดี พวกเขามองกันเช่นนั้น
ถ้าหากพศุตม์เป็นคนดี โลกนี้ไม่มีใครสารเลวอีกแล้ว
เมื่อเข้ามาภายในบ้านก็พบกับเจ้าของบ้านที่นั่งคุยอยู่นักการเมืองท้องถิ่น ความมั่นคงของพศุตม์อาจไม่ใช่เพียงเงินตรา แต่หมายถึงพรรคพวกที่เอื้อผลประโยชน์ต่อกัน ซึ่งมันทำให้เขาน่ายำเกรงขึ้นหลายเท่าตัว ด้วยเหตุนี้ ใครกันจะกล้ายื่นมือมาช่วยเธอ
“ผมรับรอง สมัยหน้ามันจะไม่กล้าโผล่หัวมาลง- อ้าว มาแล้วเหรอ” เสียงที่พยายามเพิ่มความอ่อนนุ่มดังขึ้นทันทีที่เห็นสาวน้อยเดินเข้ามา สีหน้าและแววตาที่ใช้มองก็แปรเปลี่ยนจากตอนที่พูดคุยกับสหาย ฝ่ามือใหญ่ตบลงไปที่หน้าตักของตัวเองเพื่อสื่อถึง ‘ที่นั่ง’ ของรติรส
หญิงสาวยิ้มแหยพร้อมกับความรู้สึกมวนท้อง คล้ายว่าอาหารที่อยู่ในกระเพาะจะขย้อนออกมาทางปาก
เธอไม่มีวันยอมรับชะตาชีวิตที่จะต้องตกเป็นวัตถุทางเพศของผู้ชายคนนี้อย่างแน่นอน ในนี้ นอกจากนักการเมืองวัยสี่สิบต้น ยังมีคนรู้จักของเขานั่งอยู่ใกล้ๆ กัน ไหนยังพวกลูกน้องที่ยืนอยู่ไม่ใกล้ไม่ใกล้ แล้วยังคิดให้เธอไปนั่งบนตักต่อหน้าสายตาหลายคู่ เอาปืนมายิงกันให้ตายเสียยังดีกว่า
รติรสพนมมือไหว้คนอายุมากกว่าอย่างพยายามนอบน้อม ต่อให้เกลียดอย่างไร เธอก็ไม่เก่งกาจพอจะสู้รบปรบมือกับคนเหล่านี้ ก่อนจะค่อยๆ เดินไปนั่งลงบนโซฟาตัวเดียวกับเจ้าของบ้าน ถือว่าเป็นการแบ่งรับแบ่งสู้ตามประสาคนตัวเล็กตัวน้อยที่ไม่มีอำนาจต่อรองมากนัก แต่ก็มิอาจยอมรับการตกเป็นลูกไก่ในกำมือได้
ชายที่ผู้คนต่างให้ความเคารพ ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ ใครกันเล่าจะกล้าขัดคำสั่ง แต่บัดนี้กลับมี ‘ใครบางคน’ ไม่ยอมทำตามใจปรารถนา ทว่าแทนที่จะกรุ่นไปด้วยโทสะ พศุตม์กลับระบายยิ้มราวคนมีความสุข อ้าปากหัวเราะอย่างชอบอกชอบใจ
เขาชอบเธอมาก ชอบที่เธอมีลูกล่อลูกชน คล้ายจะโอนอ่อนไปกับเขา แต่ก็มีความดื้อรั้นแฝงอยู่ ช่างเป็นคนที่น่าเอา...ชนะเสียเหลือเกิน
ฝ่ามือใหญ่ตบลงไปที่หน้าตักอีกครั้ง ปกติเขาไม่ชอบพูดซ้ำสอง แต่กับรติรส จะสามหรือสี่ก็ไม่ยักโกรธ แต่ถ้ามากกว่านั้นคงต้องพิจารณาอีกที
ใบหน้าเกลี้ยงเกลาส่ายไปมา แสร้งพูดด้วยเสียงแผ่วเบาให้ได้ยินกันสองคนว่า “คนเยอะค่ะ”
หนุ่มใหญ่วัยสี่สิบต้นๆ ที่ได้ฟังเช่นนั้นก็เปิดปากหัวเราะร่าอย่างพึงพอใจ ก่อนหันไปหาสหาย “ไว้ค่อยคุยกันวันหลังครับ”
นักการเมืองยกยิ้มกริ่ม เข้าใจทันทีว่าตัวเองถูกเชิญออกจากบ้านเสียแล้ว ก่อนไปยังไม่วายหยอกเย้าว่าที่บ่าวสาวที่ใกล้จะเข้าประตูวิวาห์ในอีกไม่กี่วันที่จะถึง “หวังว่าเสี่ยจะได้มีลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมืองกับหนูตี้นะ”
คนถูกอวยพรยิ้มรับคำพูดนั้น ก่อนจะหันมาสนใจร่างแน่งน้อยที่นั่งข้างกัน เมื่อไล่ ‘ก้างขวางคอ’ ออกไปจนหมด ก็คว้าไปที่เอวบางอย่างเต็มรัก ดึงรั้งให้สาวเจ้าขยับมาอยู่ใกล้กันจนสามารถสูดดมกลิ่นกายหอมกรุ่นได้อย่างถนัดถนี่
“คิดถึงหนูมากเลย”
มือบางกำแน่นจนเล็บจิกเนื้อหนัง แต่เธอไม่รู้สึกเจ็บเท่าที่ต้องปล่อยให้ใครคนอื่นมาซุกไซ้ซอกคอ ความสะอิดสะเอียนที่อัดแน่นอยู่เต็มอกคล้ายจะปะทุออกมา ทว่าโดนขัดขวางด้วยความกลัว
เธอกลัวเขา กลัวมากจริงๆ
พศุตม์จับร่างบางของสาวน้อยในดวงใจมานั่งบนตัก ใช้วงแขนโอบรัดรอบเอวคอดเพื่อปิดประตูทางหนีทีไล่ ให้หญิงสาวไม่สามารถหลุดออกจากพันธะหากเขาไม่คิดปล่อย จมูกโด่งไล้ไปยังเนื้อหนังที่โผล่พ้นอาภรณ์ ถึงกระนั้นมันก็ไม่สาแก่ใจ จึงเอื้อมมือไปจับชายเสื้อกันหนาวหวังจะถอดมันออก
ยื้อยุดอยู่พักหนึ่งก็จำต้องใช้ไม้แข็ง “เล่นตัวก็ต้องมีลิมิตนะตี้ มากไประวังเสี่ยจะอารมณ์ไม่ดี”
ไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนปฏิบัติกับเขาเช่นนี้ เขาถึงชอบเธอ เธอที่ท้าทายจิตใจเขาได้ดีกว่าใคร
ร่างบางนิ่งไป เสื้อกันหนาวตัวโคร่งถูกถอดออก เหลือเพียงเสื้อกล้ามที่สะกดสายตาคนมองจนมิอาจละไปไหนได้ ทว่าใบหน้าที่คล้ายจะมีน้ำตาคลอหน่วยก็เรียกให้เขาละสายตาจากเนินอกเพื่อสบตาสาวเจ้า
เสียงเขาอ่อนโยนขึ้นเพื่อปลอบประโลมหัวใจดวงน้อยๆ “ร้องไห้ทำไม หรือเพราะเสี่ยดุ”
เธอเพียงเม้มปากเป็นเส้นตรง
ริมฝีปากหยักยกขึ้นจนเกิดรอยยิ้ม ฝ่ามือหนาลูบไล้ไปที่กลุ่มผมสลวยอย่างแผ่วเบา “ขอโทษ อย่างอนกันเลย เสี่ยไม่ได้อยากดุหนู เสี่ยแค่คิดถึง”
รติรสยิ่งขบริมฝีปากแน่นกว่าเดิม
ใคร...ใครมันจะร้องเพราะถูกดุ เธอจะเสียน้ำตาก็เพราะรังเกียจ รังเกียจจนโกรธที่ตัวเองไม่สามารถทำอะไรได้ โกรธจนทำได้แค่ร้องไห้ให้สมกับความอึดอัดคับแน่นที่ก่อเกิดในหัวใจ
ยิ่งอยู่เธอก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเล็กลงเรื่อยๆ เล็กจนไม่สามารถต่อกรกับใครได้ โดยเฉพาะคนตัวใหญ่คนนี้
⋆ ˚。⋆୨୧˚ ˚୨୧⋆。˚ ⋆
นักการเมืองท้องถิ่นและนายหน้าค้าที่ต่างก็เดินออกจากบ้านของพศุตม์ เมื่อมั่นใจว่าไม่มีใครได้ยิน เสียงพูดคุยก็ดังขึ้นคล้ายเสียงกระซิบ
“ที่คนเขาว่าเจ๊ชมเป็นหมัน ท่าจะจริง แต่งตั้งนานไม่ยักจะเห็นมีลูกกับเขาสักที”
นายหน้าตอบโต้บทสนทนา “เมียคนที่สองล่ะ ยังสาวยังแส้”
คนอายุมากกว่าส่ายหน้าพรืด “คนพรรค์นั้น เสี่ยไม่คิดจริงจังอะไรหรอก ไม่เห็นเหรอ แม้แต่งานแต่งยังไม่มี”
“แก้ขัดไปงั้น?”
“ก็ไม่รู้ อาจจะใช่ ไม่เหมือนหนูตี้อะไรนี่ ได้ยินว่าจะจดทะเบียนด้วย ขนาดเมียหลวงอย่างเจ๊ชมยังไม่ได้จดเลย”
คนฟังแค่นหัวเราะราวนึกสนุก “งานนี้สาวๆ ไม่ตบตีกันเละเหรอนั่น”
“ลองไปตบไปตีดูสิ เจ๊ชมน่ะคงไม่อะไร แต่อีกคนนี่สิ ถ้าทำไม่ดีกับหนูตี้ มีหวังโดนเสี่ยคิดเฉดหัวทิ้งแน่ หลงจนโงหัวไม่ขึ้นปานนั้น”
บทสนทนาเหล่านั้นได้ไหลมาเข้าหูบุคคลที่สามเข้าอย่างจัง
ศีตภา หรือก็คือบุคคลที่ถูกกล่าวถึงในนาม ‘เมียคนที่สองและคนพรรค์นั้น’ ของบทสนทนาระหว่างนักการเมืองและนายหน้าค้าที่ดิน หล่อนเพิ่งกลับมาถึงบ้านหลังจากไปขลุกตัวอยู่ที่ร้านเสริมสวยของเพื่อนสนิท ไม่มีใครบอกเธอสักคนว่าพศุตม์กลับมาแล้ว แม้แต่ตัวพศุตม์เอง
เมื่อมาถึงก็พบรถมอเตอร์ไซค์ของศัตรูหัวใจจอดอยู่ โทสะก็ปะทุขึ้นอย่างมิอาจยับยั้ง รีบสาวเท้าหวังจะเดินเข้าไปด้านใน วันนี้หล่อนต้องได้ด่าไอ้เด็กนั่นเพื่อระบายความคับแค้นสักประโยคสองประโยค แต่ยังไม่ทันได้เดินเข้าบ้านก็มีคนออกมาเสียก่อน ได้ยินคำว่าเจ๊ชมแว่วเข้าหู จึงอยากรู้อยากเห็น รีบพาตัวเองไปแอบอยู่ใกล้ๆ เพื่อลอบฟัง
หล่อนหรือก็เข้าใจว่าชมพูนุทจะถูกนินทา ที่ไหนได้ ตัวเองโดนเต็มๆ
ลำพังสามีกลับมาถึงบ้านโดยไม่ส่งข่าวบอกก็แย่พอแล้ว กลับมายังมารู้ว่าเด็กนั่นก็อยู่ที่นี่ มิหนำซ้ำต้องมาฟังคนอื่นนินทาตัวเองอีก จึงได้แต่กำหมัดแน่นอย่างนึกแค้นใจ
คนพวกนั้นไม่แม้แต่จะเรียกชื่อหล่อนด้วยซ้ำ ต่างกับรติรสที่ร่วมใจกันเรียกว่าหนูตี้ ไหนยังพวกลูกน้องของพศุตม์ที่แสนจะลำเอียง กับเมียหลวงอย่างชมพูนุทพวกมันเรียกแค่เจ๊ กับเธอถ้าไม่เรียกแค่ชื่อก็ใส่พี่นำหน้าให้เท่านั้น แต่กับรติรส ทุกคนล้วนเรียกขานว่านายหญิง
แต่สิ่งที่ทำให้ศีตภาเป็นเดือดเป็นร้อนที่สุดคงไม่พ้นเรื่องการจดทะเบียนสมรสระหว่างคนทั้งสอง
ชมพูนุทได้ตลาดไปดูแล รติรสได้ทะเบียนสมรสไปครอบครอง และทั้งสองก็มีงานแต่งงาน ต่างกับหล่อน หล่อนไม่ได้อะไรจากพศุตม์เลยสักอย่าง แม้แต่เกียรติที่ควรได้รับ ก็ไม่ได้
หากจะให้เหตุผลว่าศีตภามาทีหลังชมพูนุท เหตุใดคนที่มาหลังหล่อนถึงได้ทุกอย่างไปครอง มีเหตุผลอันใดกันที่รติรสได้ทุกอย่างที่ไม่สมควรได้เช่นนั้น
ลมหายใจถูกระบายออกอย่างแรง ก่อนจะค่อยๆ ปรับให้เป็นปกติแล้วเดินเข้าบ้านด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
ประตูถูกเปิดด้วยฝีมือคนมาใหม่ เสียงหวานแสนออเซาะทั้งยังไม่แม้แต่จะเห็นหน้าคนที่ตนอยากพบเจอ “เสี่ยขา ทำไมกลับมาแล้วไม่บอกเพลงเลย-”
เสียงขาดห้วงไปทันทีที่ประจักษ์กับภาพบาดตาบาดใจ สองร่างน้อยใหญ่ที่ซุกไซ้นัวเนียกันอยู่กลางบ้านเป็นเหตุให้ความอดทนขาดผึ่ง
“เสี่ย!”
เสียงระฆังช่วยชีวิตดังขึ้น รติรสรีบร้อนผละตัวออกจากสัมผัสหยาบโลนของพศุตม์ คว้าเสื้อกันหนาวของถิรมันมาใส่เพื่อปกปิดเนื้อหนัง เธอนึกขอบคุณการมาของศีตภาอยู่ในใจ ต่างกับเจ้าของบ้านที่หัวฟัดหัวเหวี่ยงกับการมาของเมียคนที่สอง สายตาหวานหยดเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นคุกรุ่น ตวัดมองคนมาใหม่อย่างไม่สบอารมณ์
“ถ้าจะทำตัวเสียมารยาทก็ไปให้พ้น”
“นี่เสี่ยกล้าไล่เพลง?”
เขาแค่นหัวเราะ “เออ”
คนมาใหม่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ หล่อนไม่อยากให้เรื่องบานปลายไปกว่านี้ จึงพยายามคุยด้วยเหตุผล อีกนัยก็กลัวจะถูกไล่ออกจากบ้านจริงๆ “เพลงไม่ได้จะเสียมารยาท แต่เสี่ยพามันมาคั่วกลางบ้านแบบนี้ได้ยังไง”
เขาหยัดยืนขึ้นเต็มความสูง ส่งสายตาขุ่นเคืองไปยังผู้พูดอย่างไม่ปิดบัง “ก่อนจะพูดอะไรก็สำนึกไว้สักหน่อยว่าที่มีที่ซุกหัวอย่างสบายๆ อยู่ทุกวันนี้มันบ้านใคร”
ศีตภาหาคำพูดไม่เจอ ด้วยโดนตีแสกหน้าเข้าอย่างจัง
“เธอควรรู้ว่าตัวเองต้องอยู่ตรงไหน ไม่ใช่มาล้ำเส้นฉันแบบนี้”
“เพลง เพลงแค่...แค่”
“ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น แต่อย่าให้มีครั้งที่สอง รวมถึงเรื่องที่ชอบไปหาเรื่องตี้ด้วย อย่าคิดว่าฉันไม่รู้ เพราะถ้าเธอยังทำอีก” เสียงของเขาเข้มขึ้น แววตาอัดแน่นไปด้วยความจริงจัง “เธอจะเป็นคนที่โดนฉันเล่นงาน”
“แต่เพลงเป็นเมียเสี่ยนะ”
“ตี้ก็เป็น”
ไม่ใช่...เสียงแว่วดังขึ้นเพื่อปฏิเสธ เธอไม่ได้เป็นเมียของเขา ต่อให้เขาถึงเนื้อถึงตัวบ้างในบางครั้ง และต่อให้เธอตกที่นั่งลำบากจนกลายมาเป็นว่าที่เจ้าสาวของเขาก็ตาม แต่ไม่เคยเกินเลยจนเขาสามารถเรียกขานเธอว่าเมียได้
เธอไม่ได้เป็นเมียของใคร!
เขารั้งเอวบางมาแนบชิดอีกหน ท่าทีแสนอ่อนโยน แววตาแสนอบอุ่น และน้ำเสียงแสนละมุนที่หญิงอื่นอยากได้รับ รติรสกลับได้รับมัน “เดี๋ยวเสี่ยไปส่งที่บ้านนะ”
ทว่าเธอไม่เคยอยากได้มันเลย
“เดี๋ยวน้องกลับเองได้ค่ะ น้องขี่มอ’ไซค์มา”
แรงรัดแน่นขึ้นเมื่อถูกปฏิเสธ “เดี๋ยวให้เด็กขี่ไปไว้ที่บ้านให้ เสี่ยอยากอยู่กับหนู” ไม่ว่าเปล่า ใบหน้าคมคายยังโน้มลงมาซุกไซ้ที่แก้มสีระเรื่อ “ไม่เจอตั้งหลายวัน คิดถึงหนูจะแย่”
เธอได้แต่หลุบตาลงต่ำเพื่อหลบสายตาอาฆาตจากศีตภา ทั้งยังพยายามดันตัวพศุตม์ออกห่าง ทว่าก็สู้แรงของอีกฝ่ายไม่ได้ จนกระทั่งเขาผละออกไปเอง เธอถึงพอหายใจหายคอได้บ้าง แต่แขนแกร่งก็ยังโอบไว้ที่รอบเอวไม่คิดปล่อยให้เป็นอิสระ
ขณะที่ทั้งสองก้าวเดินผ่านหน้า ส่วนเกินอย่างเมียคนที่สองก็เอ่ยรั้งไว้เสียก่อน “เสี่ยขา แล้วเสี่ยจะกลับมานอนที่บ้านหรือเปล่า เพลงก็คิดถึงเสี่ยเหมือนกัน”
เขาผินหน้าจากสาวในดวงใจไปมองผู้พูด ก่อนกลับมามองใบหน้าหวานหยดแล้วแกล้งเย้า “ถ้าตี้ให้นอนด้วย ก็คงไม่กลับ”
ห้องของเธอไม่ใช่คุกใช่ตาราง และไม่ได้เป็นโลงศพ ที่คนอย่างพศุตม์จะนอนได้
ภายในบ้านหลงเหลือเพียงศีตภา อารมณ์โกรธพุ่งทะลุปรอท อยากกรี๊ดออกมาดังๆ ให้หายคับแค้นใจ ทุกอย่างมันเป็นเพราะรติรส ที่ต่อหน้าหล่อนและคนอื่นๆ ก็พยายามแสร้งว่าไม่อยากแต่งงานกับพศุตม์ ทำเป็นสะดีดสะดิ้ง แต่หล่อนรู้ นั่นก็แค่มารยาหญิง ใจจริงแม่นั่นอยากเป็นเมียเสี่ยใจจะขาด
ต่อหน้าอย่าง ลับหลังอย่าง
เรื่องจดทะเบียนสมรสก็คงจะใช้มารยาหลอกล่อจนได้มา ครั้งหนึ่งหล่อนก็เคยอ้อนวอนขอให้จดทะเบียนสมรสด้วยกัน แต่เขาไม่ยักจะเห็นด้วย กับเมียหลวงอย่างชมพูนุทก็ยังไม่ได้นามสกุลของเขาไปใช้ ด้วยเขาไม่คิดแบ่งสมบัติให้ใคร หากใคร่จะให้ เขาจะให้เอง แต่วันนี้กลับเปลี่ยนใจอยากให้รติรสใช้นามสกุลด้วย ถ้าไม่ใช่เพราะมันออดอ้อน มีหรือที่คนหนักแน่นเช่นเขาจะเปลี่ยนใจ
เวลาอยู่กับหล่อน แม่นั่นก็ทำทีเป็นไม่ได้เต็มใจจะเป็นเมียคนที่สามของเสี่ย แต่กลับเอามาฟ้องทุกอย่าง ไม่อย่างนั้นเสี่ยไม่มีวันรู้ว่าหล่อนหมายหัวมันไว้
รติรส...คนที่หล่อนแสนจะเกลียด
คล้อยหลังศีตภา เธอก็ลอบถอนหายใจอย่างหน่ายเหนื่อย ชีวิตที่ต้องตบตีกับคนผู้นั้นทุกวี่วัน เธอไม่อยากประสบพบเจอเลยสักนิด ไหนยังเจ้าของวงแขนที่ไม่คิดจะปล่อยออกจากเอวอีกคน
“น้องว่าพี่เพลงไม่เห็นแล้วล่ะค่ะ เสี่ยปล่อยน้องได้แล้ว”
“หืม” เขาเลิกคิ้วขึ้น ก่อนจะส่ายหน้าน้อยๆ “เสี่ยไม่ได้ทำเพื่อประชดใคร เสี่ยคิดถึงหนูจริงๆ อีกอย่างคนอย่างเสี่ยจำเป็นต้องสนหน้าไหนด้วยเหรอ”
“แต่พี่เพลงเป็นเมียเสี่ยนะ”
“อย่าพูดให้เสียอารมณ์น่า ตอนนี้เสี่ยรักแค่หนู” รติรสไม่ได้ตอบอะไรกลับไปเพราะเดินมาถึงกลุ่มลูกน้องของเขาพอดี พศุตม์พยักพเยิดหน้าไปทางใครสักคนในกลุ่ม “เอากุญแจรถให้มัน”
เธอยังคงคัดค้าน “รบกวนเปล่าๆ ค่ะ น้องกลับเองได้”
เขายังไม่ได้ตอบสาวน้อย แต่หันไปทางลูกน้องของตน “การขี่รถไปไว้ที่บ้านตี้ถือเป็นการรบกวนพวกมึงไหม”
“ไม่ครับ” ทุกคนรับคำเสียงหนักแน่น
ก่อนหนึ่งในนั้นจะแบมือมาตรงหน้า “ขอกุญแจด้วยครับนายหญิง เดี๋ยวผมจะขี่ไปจอดให้ถึงหน้าบ้านเลยครับ”
สุดท้ายกุญแจรถก็ถูกวางลงบนมือของผู้พูด เพราะพินิจดูแล้ว เธอคงต้องยอมตามน้ำไปอีกตามเคย
“เอาของฝากที่กูซื้อมาจากเชียงรายไปด้วย ออกมาก็ลืมหยิบ”
“ให้ผมเข้าไปหยิบมาให้ไหมครับ”
“ไม่ต้อง จะไปแล้ว” ก่อนที่พศุตม์จะพาร่างแน่งน้อยไปขึ้นรถหรูของตน ที่ต่อให้หรูหรากว่านี้ รติรสก็ไม่นึกพิศวาสมันสักนิด เธอสบายใจที่จะใช้รถของตัวเองมากกว่า แม้จะเป็นแค่มอเตอร์ไซค์ไม่ได้กันแดดกันลมเหมือนอย่างรถของเขา
ระหว่างทางสารถีพยายามชวนคุยอยู่ตลอด เพราะรติรสในสายตาเขาเป็นคนพูดน้อย หากเขาไม่พูดด้วย เธอคงไม่พูดก่อน และเขายังอยากรู้จักเธอมากกว่าที่เป็นอยู่ จึงพยายามทำในสิ่งที่ค่อนข้างผิดวิสัย ทั้งๆ ที่กับเมียทั้งสองคนนั้น เขาไม่เคยต้องทำเช่นนี้เลย
พศุตม์หยิบยกทุกประเด็นที่พอจะนึกได้มาพูด ทั้งเรื่องสถานที่ที่ตนเพิ่งจากมาอย่างจังหวัดเชียงราย “หนูน่าจะลางานไปกับเสี่ย ถ้ามีหนูอยู่ด้วยกันคงสนุกน่าดู”
“น้องต้องทำงานค่ะ”
“ไอ้จีนมันไม่ว่าอะไรหรอก ทำงานเกือบทุกวันก็ต้องไปเที่ยวพักผ่อนบ้าง เสี่ยคุยให้ได้”
“ลาเยอะๆ เกรงใจค่ะ”
“หนูคงไม่ชอบเที่ยวสินะ”
รติรสแค่นยิ้ม...ไม่ได้ไม่ชอบเที่ยว แค่ไม่ชอบมึง
⋆ ˚。⋆୨୧˚ ˚୨୧⋆。˚ ⋆