วันแรกของเดือนกุมภาพันธ์ วันสุดท้ายที่อรัณย์จะมีบิดาร่วมหายใจอยู่บนโลกใบนี้
ข่าวการเสียชีวิตของผู้เป็นพ่อที่จากไปอย่างสงบ ทำให้บุตรชายคนโตของสิริพัฒนาเคว้งคว้างเหลือคณา เกือบห้านาทีเห็นจะได้ที่เขาค้างเติ่งอยู่ที่เดิม น่าแปลกที่น้ำตามิได้หลั่งไหลเพื่อสนองแก่ความเสียใจ แต่ความโศกที่ก่อตัวขึ้นกลับอัดแน่นอยู่ในตัวชายหนุ่มจนเกิดความอึดอัด
คล้ายว่าเบื้องหน้าไร้แสงสว่างไปชั่วขณะ อนธการได้ปกคลุมไปทั่วบริเวณทั้งๆ ที่เพิ่งเป็นเวลาเก้าโมงเช้า
อาจจะด้วยความเป็นลูกชายหรืออะไรก็มิทราบ แต่เขาไม่มีความสนิทชิดเชื้อกับผู้เป็นพ่อมากนัก ทว่าสายใยแห่งความรักก็มีอยู่จริง และการจากไปของบิดาราวพรากจิตวิญญาณของเขาไปจนเหลือเพียงกายหยาบ
อรัณย์ทรุดตัวลงนั่งบนพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง ลมหายใจติดขัดคล้ายมีก้อนบางอย่างจุกอยู่ที่ลำคอ
ภาพของพ่อที่คอยถามไถ่ พูดคุย และคอยทำงานหนักเอาเบาสู้เพื่อเลี้ยงครอบครัว รอยยิ้มยามได้บ้านหลังใหม่จากน้ำพักน้ำแรงของลูกชายอย่างเขา รถคันใหม่ที่เขาซื้อให้แทนรถบุโรทั่งที่เป็นมรดกตกทอดตั้งแต่รุ่นปู่ ทุกๆ อย่างต่างไหลเข้ามาในหัวอย่างกับถูกโปรแกรมตั้งไว้
เขาไม่สนิทกับพ่อ ไม่ได้หมายความว่าไม่รัก แต่เหมือนเขาจะลืมไปเลยว่าชีวิตนั้นสั้นเหมือนหนึ่งฟูมฟองของหยดน้ำ ที่หยดลงไปบนใบบัวบอน ใช้เวลาอยู่บนนั้นจนชีวิตสุกงอม สุดท้ายก็ล่วงหล่นกลับคืนสู่พื้นดิน เขาลืมไปเสียสนิทว่าชีวิตเป็นเช่นนั้น เวลาที่มีมากมายจึงไม่ได้บอกกับพ่อไปว่ารัก
คำสั้นๆ คำเดียว เขากลับใช้เวลาทั้งชีวิตของพ่อที่จะเอ่ย และทั้งๆ ที่มีเวลามากขนาดนั้น เขากลับไม่ได้พูดออกไป มาเสียดายเอาก็ตอนที่ท่านไม่อยู่เพื่อรอฟังอีกแล้ว
ภายในบ้านเช่าคล้ายมีมวลอากาศแสนน่าอึดอัดแทรกตัวอยู่ทุกพื้นที่ เขาหายใจถี่ๆ ก่อนพยายามตั้งสติ ในเมื่อความสูญเสียได้เกิดขึ้นแล้ว เขามีเพียงต้องยอมรับ เพราะคงไม่มีใครเอาชนะความตายได้ พ่อเขาเองก็เช่นกัน
อรัณย์โตขึ้นแล้ว ยอมรับความสูญเสียได้ดีขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่เสียใจยามต้องประสบพบเจอกับเรื่องราวเช่นนั้น เขาไม่ฟูมฟาย ไม่ตีอกชมลมและปฏิเสธความจริงว่าพ่อยังอยู่ แต่เลือกที่จะยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยใจที่แสนกำสรด
อรัณย์ต่อสายหาเจ้านายเพื่อแจ้งข่าวให้ทราบ เขาจำต้องเดินทางกลับไปยังอำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นบ้านเกิดเมืองนอนเพื่อไปให้ทันรดน้ำศพผู้เป็นบิดา หลังปราชญาธิปทราบข่าวการจากไปของคนสำคัญในชีวิตลูกน้อง เขาก็ตั้งใจจะไปร่วมงานด้วยอย่างไม่ลังเล
รวมถึงอัสมา ภรรยาแสนรักของเจ้านาย ด้านพี่ๆ น้องๆ ในกลุ่มการทำงานทั้งสามก็ไม่ต่าง พี่ใหญ่อย่างชยางกูรเพิ่งหายขาดจากอาการแพ้ท้องแทนเมียมาหมาดๆ ทว่าพอรู้ข่าวก็พาภรรยาท้องอ่อนมาปักหลักรอที่บ้านเจ้านาย ดิฐากรขอปิดร่ำเมรัยเพื่อไปร่วมงาน เจ้าของอย่างวรัสยาก็ยินดี เพราะตัวเธอกับสามีและลูกๆ ก็ตั้งใจที่จะไปร่วมไว้อาลัยกับผู้เสียชีวิต ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญของคนสนิทชิดเชื้ออย่างอรัณย์
แม้แต่นักการเมืองหนุ่มอย่างธนบดีและภริยาก็ยังสละเวลาเพื่อไปกับทุกคน
ทุกชีวิตรวมตัวกันอยู่ที่บ้านของปราชญาธิป เพื่อเตรียมตัวออกเดินทางให้ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้
เพื่อความสะดวกเนื่องด้วยมีคนจำนานมาก จึงเลือกที่จะเดินทางด้วยรถใครรถมัน เว้นก็แต่ดิฐากรและอรัณย์ที่เลือกใช้รถคันเดียวกันเพราะเป็นหนุ่มโสด ไม่มีครอบครัวเหมือนใครอื่นเขา
ขบวนรถขนาดย่อมออกเดินทางจากนครนายกในช่วงสายของวัน รถคันแรกเป็นของอรัณย์ ซึ่งจำเป็นต้องนำทางให้คันอื่นๆ ได้ไปยังบ้านของเจ้าตัว
ดิฐากรที่นั่งอยู่ข้างคนขับเอ่ยขึ้นหลังจากเงียบอยู่นาน “มึงไหวไหม กูขับให้ก็ได้นะ”
“ไหว”
“ไม่ต้องฝืนก็ได้”
“ไม่ได้ฝืน กูขับไหวจริงๆ”
ความเงียบเข้ามามีบทบาท แต่แล้วผู้จัดการร่ำเมรัยก็ทำลายมันลง
“ถ้าไม่ไหวก็บอก กับทุกเรื่องเลยน่ะ”
สารถีเพียงแค่ให้ความเงียบได้ทำงาน แล้วจึงตอบออกไปสั้นๆ “ขอบใจ”
สองหนุ่มจึงไม่ได้พูดคุยอะไรกันอีก คนหนึ่งจมอยู่กับความคิดของตัวเอง อีกคนคอยอยู่ข้างๆ ไม่ห่างไปไหน เพียงเท่านั้นคนที่สูญเสียบุคคลสำคัญก็พอได้อุ่นใจที่ยังมีมิตรภาพดีๆ ไม่ใช่แค่กับเพื่อนสนิทคนนี้ แต่ทุกๆ คนทำให้เขารู้สึกว่าเขาไม่ได้โดดเดี่ยว โลกนี้ยังมีคนที่เป็นครอบครัวต่างสายเลือดอยู่อีกหลายคน
คนที่ไม่ได้เป็นญาติ ไม่ได้เกี่ยวพันทางสายเลือด แต่รักและเคารพกันเหมือนคนในครอบครัว ก็คงไม่พ้นคนเหล่านี้ที่สละทุกอย่างตรงหน้าเพื่อมากับเขา
นัยน์ตาหวานจดจ้องไปยังร่างของชายหนุ่มที่แต่งกายด้วยชุดสีดำ ซึ่งเป็นเช่นนี้มาสามวันแล้ว
เสียงใสเอ่ยขึ้น “เมื่อคืนพี่ไปงานศพมาเหรอ”
เธอก็ได้ข่าวมาบ้างว่าพ่อของเพื่อนสมัยเด็กของคนตรงหน้าเสียชีวิต ‘เพื่อน’ ของเขาคนนั้นเธอก็พอจะรู้จัก ในอดีตเคยเห็นหน้าค่าตามาบ้าง รู้จักชื่อเพราะได้ยินคนอื่นๆ เรียกขาน แต่ไม่ได้รู้จักกัน ทั้งเขาและเธอจึงไม่ถูกนับเป็นคนรู้จักกันไปโดยปริยาย ด้วยเหตุนั้นงานศพพ่อของเขา เธอถึงไม่ได้ไปร่วมไว้อาลัย ต่างกับพี่ชายคนนี้ที่ไปตั้งแต่คืนแรก และคงจะไปจนถึงวันฌาปนกิจด้วยซ้ำ
ที่สำคัญเธอคร้านจะออกไปพบปะผู้คน รู้อยู่แก่ใจว่าหากเจอหน้าเธอแล้ว ชาวบ้านจะพูดอะไร
เรื่องแสลงหูพรรค์นั้นเธอไม่อยากจะได้ยินเลยจริงๆ
คนเพิ่งตื่นพยักหน้ารับส่งๆ “ฝากร้านหน่อยนะ บ่ายครึ่งลูกค้ามา ค่อยเข้าไปปลุก”
“อื้อ” ในขณะที่ ‘พี่ชายคนสนิท’ ทั้งยังพ่วงตำแหน่ง ‘เจ้านาย’ ตั้งท่าจะเดินเข้าห้องนอนที่อยู่ด้านใน โดยที่ด้านนอกถูกปรับให้เป็นร้านสัก เธอก็เอ่ยรั้งเขาไว้เสียก่อน “แล้ววันนี้จะกินข้าวอะไร”
“ผัดพริก”
“ไข่ดาวไม่สุก?”
“เก่ง” ว่าพร้อมยกนิ้วโป้งให้น้องสาวที่ตนเอ็นดู ด้านคนเก่งนึกฉงน ก็ไม่ว่าจะทานอะไร เขาจะต้องสั่งไข่ดาวไม่สุกทุกครั้ง ถ้าเธอไม่รู้ก็แปลก “น้ำแดงขวดหนึ่งด้วย งั้นเข้ามาปลุกพี่สักบ่ายสิบห้าแล้วกัน จะได้กินข้าวก่อนสัก”
รับคำเสร็จสรรพ เจ้าของร้านสักนามว่าถิรมันก็เดินกลับเข้าไปในส่วนของที่พัก ภายในร้านจึงเหลือเพียงลูกจ้างอย่างเธอ ลูกค้าส่วนมากไม่ค่อยมาแบบวอล์คอิน แต่เป็นการนัดแนะผ่านช่องทางออนไลน์ นัดวันกันเรียบร้อยถึงจะมา โดยส่วนมากเป็นเช่นนั้น และส่วนน้อยที่เดินดุ่มๆ มาสักก็หวังให้เจ้าของร้านลงเข็มให้
เธอมั่นใจว่าตัวเองก็ทำได้ไม่แย่ แต่เหมือนจะไม่เป็นที่ยอมรับจากคนอื่นๆ เท่าที่ควร วันๆ จึงมีหน้าที่ดูแลร้านให้ถิรมัน ออกแบบลายสักเพื่อเป็นทางเลือกให้กับลูกค้า จะได้ลงมือสักเองก็นานทีปีหน ส่วนมากเป็นพวกเด็กวัยรุ่นที่อยากลองสัก ถิรมันจึงใช้พวกนั้นเป็นหนูทดลองให้แก่ลูกจ้างคนนี้
มันก็ออกมาดี แต่ให้ดีเท่าถิรมันเป็นคนทำคงเป็นไปได้ยาก เธอเข้าใจ รอยสักอยู่ติดตัวไปทั้งชีวิต ใครๆ ก็อยากให้มันออกมาสวยถูกใจ เพราะเธอเองก็มีรอยสักอยู่ตามเนื้อตามตัวไม่ใช่น้อย
เนินอก ข้อมือ แขน ต้นคอ กกหู แผ่นหลัง หน้าท้อง สีข้าง ข้อเท้า และอีกสารพัดจุดที่สามารถสักได้ เธอไม่เคยลังเลที่จะวาดลวดลายลงบนผิวหนัง เรื่องนี้นับเป็นความชื่นชอบเดียวที่เธอมีก็ว่าได้
เพราะนอกจากการสัก ชีวิตนี้ก็ไม่เหลืออะไรให้รู้สึกชอบอีกแล้ว
สาวน้อยช่างสักในชุดเสื้อกล้ามสีขาวเข้าคู่กับกางเกงยีนขาสั้น อาศัยช่วงเวลาว่างระหว่างวันในการออกแบบลายสัก เสียงเพลงเบาๆ ถูกเปิดคลอเพื่อสร้างบรรยากาศ ทว่าประตูกระจกที่ถูกเปิดโดยคนด้านนอกก็เรียกความสนใจให้ต้องหันไปมอง ริมฝีปากถูกเม้มเข้าหากันอย่างทันท่วงทีที่สายตาสบเข้ากับคนมาใหม่
เสือเข้ม...บุคคลผู้เข้าออกคุกเป็นว่าเล่น และเป็นถึงลูกน้องคนสนิทของ ‘ชายผู้นั้น’
“วันนี้เสี่ยกลับมาแล้ว เลิกงานให้ไปหาเสี่ยที่บ้าน”
หญิงสาวรับคำในลำคอไปส่งๆ เพื่อยุติบทสนทนาให้ไวที่สุด
“ถ้าไม่ติดขัดอะไร รับสายเสี่ยด้วย”
“น้องทำงานอยู่ค่ะ ปิดเสียงไว้”
เธอเห็นตั้งแต่สายแรกยันสายที่สาม หรือสี่ ก็ไม่แน่ใจนัก แต่ไม่มีสักนิดที่คิดอยากรับสายเพื่อพูดคุยกับเจ้านายของคนตรงหน้า ตอนได้ข่าวว่าจะไปทำธุระกงการที่เชียงราย เธอยังแอบแช่งให้ตกเหวตายอยู่ทุกลมหายใจ มีหรือที่เห็นสายเรียกเข้าของคนพรรค์นั้นแล้วจะกดรับ
ฝัน-ไป-เถอะ
ชายฉกรรจ์ไม่ได้ตอบอะไร เพียงตวัดสายตาคมเข้มมองสาวน้อยที่เจ้านายหมายปองอยู่เกือบนาที คนถูกมองก็เลิกคิ้วสูงเป็นเชิงถาม ทว่าก็ไร้วาจาใดที่เสือเข้มจะเอื้อนเอ่ย แล้วเขาก็เดินจากไป ทิ้งไว้เพียงลมหายใจหนักๆ ของช่างสักที่กระแทกไล่หลัง
เมื่อได้อยู่คนเดียวอีกครั้ง เธอก็เริ่มลงมือทำงานต่อ ช่วงนี้เธอสนใจรูปงู จึงพยายามออกแบบเกี่ยวกับงูเป็นส่วนใหญ่ มีคนที่เลือกลายของเธอไปใช้จริงๆ ออกมาสวยงามน่าพึงพอใจทั้งลูกค้า ทั้งช่างสักและคนออกแบบ ได้แต่หวังว่าสักวันหนึ่งเธอจะได้สักลายที่ตนออกแบบให้คนอื่นและได้รับคำชมอย่างล้นหลาม เหมือนอย่างที่ถิรมันได้รับ
รอยสักทุกรอยของเธอเป็นผลงานของเขา และรอยต่อไปก็เช่นกัน เธอตั้งใจจะให้พี่ชายสักงูให้สักตัว
ประมาณเที่ยงครึ่งเธอก็วางมือจากงานที่ทำอยู่ เพื่อออกไปซื้อข้าวให้ทั้งตัวเองและเจ้านายที่ร้านอาหารตามสั่งร้านประจำ อาจจะเพราะเป็นเวลานี้ รถจึงเยอะผิดหูผิดตา แต่ดูอย่างไรวันนี้ก็ดูจะเยอะเป็นพิเศษ
หญิงสาวกวาดตามองดูซีดานหรูสัญชาติยุโรปหลากหลายคันที่จอดอยู่หน้าร้าน เป่าปากโต้ลมอย่างนึกทึ่ง...ผู้ดีที่ไหนหนอช่างติดดิน กินข้าวข้างทางกับเขาก็เป็นแฮะ
มอเตอร์ไซค์จอดลงหน้าร้าน ใช้สายตาสอดส่องไปด้านในก็เห็นว่าที่นั่งถูกจับจองเกือบหมด ดีหน่อยที่เธอมักซื้อกลับไปทานที่ร้านสัก ไม่อย่างนั้นคงประหม่าน่าดู
เธอไม่ได้เป็นโรคกลัวคนหรืออะไรทำนองนั้น แค่ชื่นชอบการอยู่กับคนหมู่น้อยที่สนิทใจ
ร่างระหงก้าวเดินเข้าไปในร้านอาหารตามสั่ง ทุกๆ การขยับกายของหญิงสาวเรียกสายตาของผู้คนให้หันไปมองได้เป็นอย่างดี สายลมเอื่อยๆ พัดปะทะผิวกายจนผมสีดำขลับปลิวมาปรกหน้า มือบางจึงยกขึ้นมาปัดป่ายเส้นผมให้พ้นใบหน้านวล
หารู้ไม่ การกระทำนั้นสามารถสะกดสายตาคนมองได้เป็นอย่างดี
“โพธารามนี่มันเมืองคนสวยสมคำร่ำลือจริงๆ”
ดิฐากรโพล่งขึ้น แต่ใครเล่าจะกล้าออกความคิดเห็น ในเมื่อมีเจ้าของหัวใจนั่งขนาบข้างกันทุกคน จะเว้นก็เสีย ‘คนโพธาราม’ ด้วยกันเองที่ยังคงครองโสดไม่ต่างจากผู้พูด
อรัณย์ปรายตามองคนมาใหม่เพียงครู่สั้นๆ ก่อนจะหันกลับไปทิศทางเดิม ทำราวกับคนสวยที่เพิ่งย่างกรายเข้ามาไม่น่ามองน่าแลสักนิด
คนมาใหม่ใช่ว่าจะไม่รับรู้ถึงสายตาคนรอบข้าง จึงพยายามไม่หันไปสบตาใครเข้า มุ่งตรงไปหาแม่ค้าอย่างไม่รีรอ “ของน้องเป็นข้าวผัดกุ้ง ส่วนของพี่จีนเป็นผัดพริกไข่ดาวไม่สุกค่ะ”
หญิงวัยกลางคนเงยหน้าจากกระทะมามองเจ้าของเสียง ระบายยิ้มให้ลูกค้าขาประจำอย่างเป็นมิตร อีกไม่นานแม่เด็กนี่จะเป็นหนึ่งในคนใหญ่คนโตของพื้นที่ ด้วยอิทธิพลของคนที่กำลังจะเป็นสามีของเธอแล้ว หล่อนย่อมต้องดีต่อแม่ช่างสักไว้
“ผัดพริกหยวกหรือผัดพริกแกงล่ะ”
“อ้าว น้องไม่ได้ถามมาด้วย เขาสั่งแค่ผัดพริก” ระหว่างนั้นเธอก็ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงเพื่อหยิบโทรศัพท์มือถือ “เดี๋ยวน้องโทร. ถามก่อนแล้วกันค่ะ”
“ได้ๆ นั่งรอก่อนนะ วันนี้ลูกค้าเยอะ”
สาวน้อยช่างสักพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม หมุนตัวไปหวังจะจับจองที่นั่งที่ยังว่าง มือก็ถือโทรศัพท์แนบหูไว้เพื่อรอสาย ขณะนั้นเอง สายตากลับปะทะเข้ากับใครบางคน...ใครบางคนที่แม้ไม่ได้เจอกันนานหลายปี เธอก็ยังจำเขาได้
พี่ชายคนนั้น...คนที่ชื่ออาร์ม
⋆ ˚。⋆୨୧˚ ˚୨୧⋆。˚ ⋆
นิยายชุด ‘เธอ...’ ที่เกี่ยวข้องกัน
➊ เธอ...ที่ไม่น่าไปหลงรัก (จัด X ผักกาด)
↬Status :: จบแล้ว
➋ เธอ...ที่ไม่โปรดปราน (โปรด X อัสมา)
↬Status :: จบแล้ว
➌ เธอ...ที่ไม่เข้าตา (เฉื่อย X ก้าน)
↬Status :: จบแล้ว
➍ เธอ...ที่ไม่คิดจะรัก (อาร์ม X ตี้)
↬Status :: จบแล้ว *มี EBOOK*
➎ เธอ...ที่ใจมิใฝ่หา (ดิน X มิ้ม)
↬Status :: จบแล้ว *มี EBOOK*
➏ เธอ...ที่ต้องสงสัยว่าจะไม่ถูกรัก (ใบ X เอื้อ)
↬Status :: จบแล้ว *มี EBOOK*
ผู้หญิงนามว่า รติรส ฉากหน้าเคยเป็นเพียงช่างสักโนเนมที่ไม่มีใครสนใจ จนกระทั่งจับพลัดจับผลูไปเป็น ‘ว่าที่เจ้าสาว’ ของผู้มีอิทธิพลในพื้นที่เข้า หลายๆ คนซุบซิบนินทาว่าเธอเป็นหนูตกถังข้าวสาร ถึงกระนั้น มันก็เป็นการพูดลับหลังไปต่างๆ นานาเท่านั้น ต่อหน้าแล้วไม่มีใครกล้ายุ่งวุ่นวายอะไรกับผู้หญิงของคนที่ถูกขนานนามว่าเป็นขาใหญ่โพธาราม
จะมีก็แต่ผู้หญิงของเขานั่นแล ที่กล้ายุ่ง
พวกเขาว่า ‘ชีวิตไอ้ตี้มันดีเนอะ บ้านจะถูกยึดแท้ๆ แต่ยังมีคนยื่นมือมาช่วยปลดหนี้ให้ แถมยังได้ผัวรวยอีก’ ก็ถ้ามันดี มาเป็นไอ้ตี้แทนเธอจะได้หรือไม่ เพราะเธอไม่อยากมีชะตาชีวิตแสนบัดซบเช่นนี้เลย
ฉากหน้าที่คนมองว่าน่าอิจฉา ฉากหลังคือผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องแบกรับความคาดหวังของครอบครัวจนต้องแลกกับอิสรภาพของตัวเอง หนี้ที่พี่สาวต่างพ่อก่อร่วมกันกับสามีจนลามปามใหญ่โต ไม่มีธุรกิจใดๆ งอกงามมาให้เห็น จะมีก็แต่หมายศาลที่ร่อนมาถึงหน้าบ้าน ที่ซุกหัวนอนอยู่ในขั้นตอนบังคับคดีจนจะถูกยึดและขายทอดตลาดเป็นผักเป็นปลา
น่าชื่นใจเสียจริง
มารดาของเธอต้องแจ้นไปหาคนนู้นคนนี้เพื่อขอความช่วยเหลือ ญาติๆ ต่างพากันส่ายหน้าหนี แค่เห็นหน้าแม่เธอก็รีบหลบ แค่สบตายังกลัวจะโดนยืมเงิน สุดท้ายจึงเลือกแก้ปัญหาด้วยการกู้เงินนอกระบบ และคนที่เงินหนากว่าใครเพื่อนในโพธารามคงไม่พ้นพศุตม์ คุยกันอยู่นาน เขาจึงตัดสินใจที่จะซื้อบ้านแทนที่จะปล่อยให้ถูกยึด แล้วอนุญาตให้ทุกคนได้อยู่อาศัยเช่นเดิม
คนที่มองผลประโยชน์เป็นอันดับแรก ข้อเสนอเช่นนี้ใจกว้างเกินที่ควรจะเป็น การติดสินใจชมว่าพศุตม์เป็นคนใจดีนั้นยังเร็วไปมาก และแล้วความต้องการของเขาก็ตกมาอยู่ที่เธอ
พศุตม์ต้องตาต้องใจลูกสาวคนเล็กของบ้านหลังนี้มานาน ในที่สุดอ้อยก็เข้าปากช้างอย่างงายดาย เธอจึงต้องไปเป็นเมียของเขา แถมยังเป็นเมียคนที่สามอีกด้วย
รติรสสูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอด ก่อนจะผ่อนออกอย่างช้าๆ เมื่อยานพาหนะเคลื่อนตัวเข้าเขตบ้านของชายคนดังกล่าว เพียงแค่ผ่านพ้นรั้วก็ถูกความประหม่าเล่นงาน ชายฉกรรจ์มากหน้าหลายตาต่างก็จับกลุ่มกันอยู่ที่ซุ้มตามจุดต่างๆ ของบ้าน พศุตม์เลี้ยงคนไว้มาก มากจนไม่มีใครกล้ายื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเธอ
ถิรมันคือคนหนึ่งที่เธอขอร้อง ขอให้พาเธอไปจากราชบุรี ไปไหนก็ได้ให้ไกลหูไกลตาของพศุตม์ แต่เขาทำไม่ได้
พันราตรี เพื่อนสนิทที่เธอเคยแง้มว่าอยากหนีไปอยู่ที่อื่น แต่อีกฝ่ายก็บอกว่าหากทำเช่นนั้นจะไม่เป็นผลดี คนอย่างพศุตม์หากได้ออกล่า เธอไม่มีวันรอด
รติรสไม่โกรธเลยสักนิดที่ไม่มีใครช่วย เธอเข้าใจ เพราะเธอเองก็กลัวที่จะต้องหนีจากคนคนนี้ เพราะไม่ว่าเธอจะอยู่ที่ไหนก็คงหนีไม่พ้นเงื้อมมือของเขา แต่การต้องยอมรับชะตากรรมเช่นนี้ก็ยากเกินใจจะรับไหว
ทันทีที่เห็นว่าที่นายหญิงเคลื่อนตัวเข้ามา เหล่าลูกน้องนับสิบชีวิตของพศุตม์ก็มองมาเป็นตาเดียว วันนี้เธอใส่เสื้อกล้ามล่อเสือล่อตะเข้อย่างดี ทว่าพอจะออกจากร้านสัก ก็จำต้องขอยืมเสื้อกันหนาวจากถิรมันมาสวมใส่ ให้เยือนที่แห่งนี้ด้วยชุดแบบนั้นมันไม่ปลอดภัยกับเธอนัก
“สวัสดีครับนายหญิง”
เครื่องยนต์ดับลง เสียงของผู้ชายพวกนั้นก็ดังขึ้น ปากเธอส่งยิ้ม ฟันเธอขบแน่น ก่อนจะสาวเท้าเข้าไปในบ้านหลังงามของพศุตม์ แต่ยังไม่ทันถึงหน้าประตูก็มีคนเดินสวนทางออกมาเสียก่อน นัยน์ตาคมเข้มของชายร่างใหญ่ตวัดมองคนมาใหม่ ใบหน้าดุดันขัดกับการกระทำโดยสิ้นเชิง
เสือยศ หากเสือเข้มเปรียบเสมือนมือขวา ชายผู้นี้ก็คงเป็นมือซ้าย เขาอายุมากกว่าเธอเกือบยี่สิบปี แต่ทันทีที่พบหน้ากัน อีกฝ่ายกลับค้อมหัวให้อย่างมีมารยาท
“เสี่ยกำลังรออยู่ข้างในเลยครับ”
เธอแค่นยิ้ม “น้องเพิ่งเลิกงานเลยเพิ่งมาถึงน่ะค่ะ”
“เสี่ยไม่ได้ว่าอะไรครับ แค่ซื้อของมาฝาก”
รติรสไม่ได้ตอบอะไรกลับไป ถ้าเป็นไปได้ เธอก็ไม่อยากสุงสิงหรือพูดคุยกับใครที่อยู่ ณ ที่แห่งนี้ เสือเข้มเพิ่งพ้นโทษคดีทำร้ายร่างกาย เสือยศนั้นครั้งหนึ่งเคยต้องโทษคดีฆ่าคนตาย คนอื่นๆ ที่อยู่ในนี้ก็มีเรือนจำเป็นบ้านหลังที่สอง ทั้งเสพ ทั้งขาย ไหนยังพกปืนกันจนกลายเป็นอวัยวะที่สามสิบสาม สารพัดสิ่งผิดกฎหมายอยู่ในครอบครองพวกเขาทั้งนั้น
บ้านหลังนี้ก็ซุ้มมือปืนดีๆ นี่เอง น่าโมโหที่พศุตม์ดันไม่เคยย่างกรายเข้าตารางเลยสักหน แม้ว่าใครๆ ต่างก็รู้ว่าเขาคือสารตั้งต้นของทุกเรื่อง เพราะแม้แต่ตำรวจยังเป็นพรรคพวกของคนคนนี้เลย และลูกสมุนต่างก็จงรักภักดีและซื่อสัตย์อย่างกับหมา ไม่เคยเลยที่จะให้การซัดทอดมาถึงผู้บงการ ถึงได้ลอยหน้าลอยตาอยู่ในสังคม ขณะเดียวกันก็ยังมีผู้คนสรรเสริญเยินยอไม่รู้จบ เดินไปไหนมาไหนก็มีแต่คนนอบน้อม เพียงเพราะเขามีเงิน ไม่สนกันเลยสักนิดว่าเงินนั้นมีที่มาอย่างไร
แค่มีเงินก็เป็นคนดี พวกเขามองกันเช่นนั้น
ถ้าหากพศุตม์เป็นคนดี โลกนี้ไม่มีใครสารเลวอีกแล้ว
เมื่อเข้ามาภายในบ้านก็พบกับเจ้าของบ้านที่นั่งคุยอยู่นักการเมืองท้องถิ่น ความมั่นคงของพศุตม์อาจไม่ใช่เพียงเงินตรา แต่หมายถึงพรรคพวกที่เอื้อผลประโยชน์ต่อกัน ซึ่งมันทำให้เขาน่ายำเกรงขึ้นหลายเท่าตัว ด้วยเหตุนี้ ใครกันจะกล้ายื่นมือมาช่วยเธอ
“ผมรับรอง สมัยหน้ามันจะไม่กล้าโผล่หัวมาลง- อ้าว มาแล้วเหรอ” เสียงที่พยายามเพิ่มความอ่อนนุ่มดังขึ้นทันทีที่เห็นสาวน้อยเดินเข้ามา สีหน้าและแววตาที่ใช้มองก็แปรเปลี่ยนจากตอนที่พูดคุยกับสหาย ฝ่ามือใหญ่ตบลงไปที่หน้าตักของตัวเองเพื่อสื่อถึง ‘ที่นั่ง’ ของรติรส
หญิงสาวยิ้มแหยพร้อมกับความรู้สึกมวนท้อง คล้ายว่าอาหารที่อยู่ในกระเพาะจะขย้อนออกมาทางปาก
เธอไม่มีวันยอมรับชะตาชีวิตที่จะต้องตกเป็นวัตถุทางเพศของผู้ชายคนนี้อย่างแน่นอน ในนี้ นอกจากนักการเมืองวัยสี่สิบต้น ยังมีคนรู้จักของเขานั่งอยู่ใกล้ๆ กัน ไหนยังพวกลูกน้องที่ยืนอยู่ไม่ใกล้ไม่ใกล้ แล้วยังคิดให้เธอไปนั่งบนตักต่อหน้าสายตาหลายคู่ เอาปืนมายิงกันให้ตายเสียยังดีกว่า
รติรสพนมมือไหว้คนอายุมากกว่าอย่างพยายามนอบน้อม ต่อให้เกลียดอย่างไร เธอก็ไม่เก่งกาจพอจะสู้รบปรบมือกับคนเหล่านี้ ก่อนจะค่อยๆ เดินไปนั่งลงบนโซฟาตัวเดียวกับเจ้าของบ้าน ถือว่าเป็นการแบ่งรับแบ่งสู้ตามประสาคนตัวเล็กตัวน้อยที่ไม่มีอำนาจต่อรองมากนัก แต่ก็มิอาจยอมรับการตกเป็นลูกไก่ในกำมือได้
ชายที่ผู้คนต่างให้ความเคารพ ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ ใครกันเล่าจะกล้าขัดคำสั่ง แต่บัดนี้กลับมี ‘ใครบางคน’ ไม่ยอมทำตามใจปรารถนา ทว่าแทนที่จะกรุ่นไปด้วยโทสะ พศุตม์กลับระบายยิ้มราวคนมีความสุข อ้าปากหัวเราะอย่างชอบอกชอบใจ
เขาชอบเธอมาก ชอบที่เธอมีลูกล่อลูกชน คล้ายจะโอนอ่อนไปกับเขา แต่ก็มีความดื้อรั้นแฝงอยู่ ช่างเป็นคนที่น่าเอา...ชนะเสียเหลือเกิน
ฝ่ามือใหญ่ตบลงไปที่หน้าตักอีกครั้ง ปกติเขาไม่ชอบพูดซ้ำสอง แต่กับรติรส จะสามหรือสี่ก็ไม่ยักโกรธ แต่ถ้ามากกว่านั้นคงต้องพิจารณาอีกที
ใบหน้าเกลี้ยงเกลาส่ายไปมา แสร้งพูดด้วยเสียงแผ่วเบาให้ได้ยินกันสองคนว่า “คนเยอะค่ะ”
หนุ่มใหญ่วัยสี่สิบต้นๆ ที่ได้ฟังเช่นนั้นก็เปิดปากหัวเราะร่าอย่างพึงพอใจ ก่อนหันไปหาสหาย “ไว้ค่อยคุยกันวันหลังครับ”
นักการเมืองยกยิ้มกริ่ม เข้าใจทันทีว่าตัวเองถูกเชิญออกจากบ้านเสียแล้ว ก่อนไปยังไม่วายหยอกเย้าว่าที่บ่าวสาวที่ใกล้จะเข้าประตูวิวาห์ในอีกไม่กี่วันที่จะถึง “หวังว่าเสี่ยจะได้มีลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมืองกับหนูตี้นะ”
คนถูกอวยพรยิ้มรับคำพูดนั้น ก่อนจะหันมาสนใจร่างแน่งน้อยที่นั่งข้างกัน เมื่อไล่ ‘ก้างขวางคอ’ ออกไปจนหมด ก็คว้าไปที่เอวบางอย่างเต็มรัก ดึงรั้งให้สาวเจ้าขยับมาอยู่ใกล้กันจนสามารถสูดดมกลิ่นกายหอมกรุ่นได้อย่างถนัดถนี่
“คิดถึงหนูมากเลย”
มือบางกำแน่นจนเล็บจิกเนื้อหนัง แต่เธอไม่รู้สึกเจ็บเท่าที่ต้องปล่อยให้ใครคนอื่นมาซุกไซ้ซอกคอ ความสะอิดสะเอียนที่อัดแน่นอยู่เต็มอกคล้ายจะปะทุออกมา ทว่าโดนขัดขวางด้วยความกลัว
เธอกลัวเขา กลัวมากจริงๆ
พศุตม์จับร่างบางของสาวน้อยในดวงใจมานั่งบนตัก ใช้วงแขนโอบรัดรอบเอวคอดเพื่อปิดประตูทางหนีทีไล่ ให้หญิงสาวไม่สามารถหลุดออกจากพันธะหากเขาไม่คิดปล่อย จมูกโด่งไล้ไปยังเนื้อหนังที่โผล่พ้นอาภรณ์ ถึงกระนั้นมันก็ไม่สาแก่ใจ จึงเอื้อมมือไปจับชายเสื้อกันหนาวหวังจะถอดมันออก
ยื้อยุดอยู่พักหนึ่งก็จำต้องใช้ไม้แข็ง “เล่นตัวก็ต้องมีลิมิตนะตี้ มากไประวังเสี่ยจะอารมณ์ไม่ดี”
ไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนปฏิบัติกับเขาเช่นนี้ เขาถึงชอบเธอ เธอที่ท้าทายจิตใจเขาได้ดีกว่าใคร
ร่างบางนิ่งไป เสื้อกันหนาวตัวโคร่งถูกถอดออก เหลือเพียงเสื้อกล้ามที่สะกดสายตาคนมองจนมิอาจละไปไหนได้ ทว่าใบหน้าที่คล้ายจะมีน้ำตาคลอหน่วยก็เรียกให้เขาละสายตาจากเนินอกเพื่อสบตาสาวเจ้า
เสียงเขาอ่อนโยนขึ้นเพื่อปลอบประโลมหัวใจดวงน้อยๆ “ร้องไห้ทำไม หรือเพราะเสี่ยดุ”
เธอเพียงเม้มปากเป็นเส้นตรง
ริมฝีปากหยักยกขึ้นจนเกิดรอยยิ้ม ฝ่ามือหนาลูบไล้ไปที่กลุ่มผมสลวยอย่างแผ่วเบา “ขอโทษ อย่างอนกันเลย เสี่ยไม่ได้อยากดุหนู เสี่ยแค่คิดถึง”
รติรสยิ่งขบริมฝีปากแน่นกว่าเดิม
ใคร...ใครมันจะร้องเพราะถูกดุ เธอจะเสียน้ำตาก็เพราะรังเกียจ รังเกียจจนโกรธที่ตัวเองไม่สามารถทำอะไรได้ โกรธจนทำได้แค่ร้องไห้ให้สมกับความอึดอัดคับแน่นที่ก่อเกิดในหัวใจ
ยิ่งอยู่เธอก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเล็กลงเรื่อยๆ เล็กจนไม่สามารถต่อกรกับใครได้ โดยเฉพาะคนตัวใหญ่คนนี้
⋆ ˚。⋆୨୧˚ ˚୨୧⋆。˚ ⋆
นักการเมืองท้องถิ่นและนายหน้าค้าที่ต่างก็เดินออกจากบ้านของพศุตม์ เมื่อมั่นใจว่าไม่มีใครได้ยิน เสียงพูดคุยก็ดังขึ้นคล้ายเสียงกระซิบ
“ที่คนเขาว่าเจ๊ชมเป็นหมัน ท่าจะจริง แต่งตั้งนานไม่ยักจะเห็นมีลูกกับเขาสักที”
นายหน้าตอบโต้บทสนทนา “เมียคนที่สองล่ะ ยังสาวยังแส้”
คนอายุมากกว่าส่ายหน้าพรืด “คนพรรค์นั้น เสี่ยไม่คิดจริงจังอะไรหรอก ไม่เห็นเหรอ แม้แต่งานแต่งยังไม่มี”
“แก้ขัดไปงั้น?”
“ก็ไม่รู้ อาจจะใช่ ไม่เหมือนหนูตี้อะไรนี่ ได้ยินว่าจะจดทะเบียนด้วย ขนาดเมียหลวงอย่างเจ๊ชมยังไม่ได้จดเลย”
คนฟังแค่นหัวเราะราวนึกสนุก “งานนี้สาวๆ ไม่ตบตีกันเละเหรอนั่น”
“ลองไปตบไปตีดูสิ เจ๊ชมน่ะคงไม่อะไร แต่อีกคนนี่สิ ถ้าทำไม่ดีกับหนูตี้ มีหวังโดนเสี่ยคิดเฉดหัวทิ้งแน่ หลงจนโงหัวไม่ขึ้นปานนั้น”
บทสนทนาเหล่านั้นได้ไหลมาเข้าหูบุคคลที่สามเข้าอย่างจัง
ศีตภา หรือก็คือบุคคลที่ถูกกล่าวถึงในนาม ‘เมียคนที่สองและคนพรรค์นั้น’ ของบทสนทนาระหว่างนักการเมืองและนายหน้าค้าที่ดิน หล่อนเพิ่งกลับมาถึงบ้านหลังจากไปขลุกตัวอยู่ที่ร้านเสริมสวยของเพื่อนสนิท ไม่มีใครบอกเธอสักคนว่าพศุตม์กลับมาแล้ว แม้แต่ตัวพศุตม์เอง
เมื่อมาถึงก็พบรถมอเตอร์ไซค์ของศัตรูหัวใจจอดอยู่ โทสะก็ปะทุขึ้นอย่างมิอาจยับยั้ง รีบสาวเท้าหวังจะเดินเข้าไปด้านใน วันนี้หล่อนต้องได้ด่าไอ้เด็กนั่นเพื่อระบายความคับแค้นสักประโยคสองประโยค แต่ยังไม่ทันได้เดินเข้าบ้านก็มีคนออกมาเสียก่อน ได้ยินคำว่าเจ๊ชมแว่วเข้าหู จึงอยากรู้อยากเห็น รีบพาตัวเองไปแอบอยู่ใกล้ๆ เพื่อลอบฟัง
หล่อนหรือก็เข้าใจว่าชมพูนุทจะถูกนินทา ที่ไหนได้ ตัวเองโดนเต็มๆ
ลำพังสามีกลับมาถึงบ้านโดยไม่ส่งข่าวบอกก็แย่พอแล้ว กลับมายังมารู้ว่าเด็กนั่นก็อยู่ที่นี่ มิหนำซ้ำต้องมาฟังคนอื่นนินทาตัวเองอีก จึงได้แต่กำหมัดแน่นอย่างนึกแค้นใจ
คนพวกนั้นไม่แม้แต่จะเรียกชื่อหล่อนด้วยซ้ำ ต่างกับรติรสที่ร่วมใจกันเรียกว่าหนูตี้ ไหนยังพวกลูกน้องของพศุตม์ที่แสนจะลำเอียง กับเมียหลวงอย่างชมพูนุทพวกมันเรียกแค่เจ๊ กับเธอถ้าไม่เรียกแค่ชื่อก็ใส่พี่นำหน้าให้เท่านั้น แต่กับรติรส ทุกคนล้วนเรียกขานว่านายหญิง
แต่สิ่งที่ทำให้ศีตภาเป็นเดือดเป็นร้อนที่สุดคงไม่พ้นเรื่องการจดทะเบียนสมรสระหว่างคนทั้งสอง
ชมพูนุทได้ตลาดไปดูแล รติรสได้ทะเบียนสมรสไปครอบครอง และทั้งสองก็มีงานแต่งงาน ต่างกับหล่อน หล่อนไม่ได้อะไรจากพศุตม์เลยสักอย่าง แม้แต่เกียรติที่ควรได้รับ ก็ไม่ได้
หากจะให้เหตุผลว่าศีตภามาทีหลังชมพูนุท เหตุใดคนที่มาหลังหล่อนถึงได้ทุกอย่างไปครอง มีเหตุผลอันใดกันที่รติรสได้ทุกอย่างที่ไม่สมควรได้เช่นนั้น
ลมหายใจถูกระบายออกอย่างแรง ก่อนจะค่อยๆ ปรับให้เป็นปกติแล้วเดินเข้าบ้านด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
ประตูถูกเปิดด้วยฝีมือคนมาใหม่ เสียงหวานแสนออเซาะทั้งยังไม่แม้แต่จะเห็นหน้าคนที่ตนอยากพบเจอ “เสี่ยขา ทำไมกลับมาแล้วไม่บอกเพลงเลย-”
เสียงขาดห้วงไปทันทีที่ประจักษ์กับภาพบาดตาบาดใจ สองร่างน้อยใหญ่ที่ซุกไซ้นัวเนียกันอยู่กลางบ้านเป็นเหตุให้ความอดทนขาดผึ่ง
“เสี่ย!”
เสียงระฆังช่วยชีวิตดังขึ้น รติรสรีบร้อนผละตัวออกจากสัมผัสหยาบโลนของพศุตม์ คว้าเสื้อกันหนาวของถิรมันมาใส่เพื่อปกปิดเนื้อหนัง เธอนึกขอบคุณการมาของศีตภาอยู่ในใจ ต่างกับเจ้าของบ้านที่หัวฟัดหัวเหวี่ยงกับการมาของเมียคนที่สอง สายตาหวานหยดเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นคุกรุ่น ตวัดมองคนมาใหม่อย่างไม่สบอารมณ์
“ถ้าจะทำตัวเสียมารยาทก็ไปให้พ้น”
“นี่เสี่ยกล้าไล่เพลง?”
เขาแค่นหัวเราะ “เออ”
คนมาใหม่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ หล่อนไม่อยากให้เรื่องบานปลายไปกว่านี้ จึงพยายามคุยด้วยเหตุผล อีกนัยก็กลัวจะถูกไล่ออกจากบ้านจริงๆ “เพลงไม่ได้จะเสียมารยาท แต่เสี่ยพามันมาคั่วกลางบ้านแบบนี้ได้ยังไง”
เขาหยัดยืนขึ้นเต็มความสูง ส่งสายตาขุ่นเคืองไปยังผู้พูดอย่างไม่ปิดบัง “ก่อนจะพูดอะไรก็สำนึกไว้สักหน่อยว่าที่มีที่ซุกหัวอย่างสบายๆ อยู่ทุกวันนี้มันบ้านใคร”
ศีตภาหาคำพูดไม่เจอ ด้วยโดนตีแสกหน้าเข้าอย่างจัง
“เธอควรรู้ว่าตัวเองต้องอยู่ตรงไหน ไม่ใช่มาล้ำเส้นฉันแบบนี้”
“เพลง เพลงแค่...แค่”
“ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น แต่อย่าให้มีครั้งที่สอง รวมถึงเรื่องที่ชอบไปหาเรื่องตี้ด้วย อย่าคิดว่าฉันไม่รู้ เพราะถ้าเธอยังทำอีก” เสียงของเขาเข้มขึ้น แววตาอัดแน่นไปด้วยความจริงจัง “เธอจะเป็นคนที่โดนฉันเล่นงาน”
“แต่เพลงเป็นเมียเสี่ยนะ”
“ตี้ก็เป็น”
ไม่ใช่...เสียงแว่วดังขึ้นเพื่อปฏิเสธ เธอไม่ได้เป็นเมียของเขา ต่อให้เขาถึงเนื้อถึงตัวบ้างในบางครั้ง และต่อให้เธอตกที่นั่งลำบากจนกลายมาเป็นว่าที่เจ้าสาวของเขาก็ตาม แต่ไม่เคยเกินเลยจนเขาสามารถเรียกขานเธอว่าเมียได้
เธอไม่ได้เป็นเมียของใคร!
เขารั้งเอวบางมาแนบชิดอีกหน ท่าทีแสนอ่อนโยน แววตาแสนอบอุ่น และน้ำเสียงแสนละมุนที่หญิงอื่นอยากได้รับ รติรสกลับได้รับมัน “เดี๋ยวเสี่ยไปส่งที่บ้านนะ”
ทว่าเธอไม่เคยอยากได้มันเลย
“เดี๋ยวน้องกลับเองได้ค่ะ น้องขี่มอ’ไซค์มา”
แรงรัดแน่นขึ้นเมื่อถูกปฏิเสธ “เดี๋ยวให้เด็กขี่ไปไว้ที่บ้านให้ เสี่ยอยากอยู่กับหนู” ไม่ว่าเปล่า ใบหน้าคมคายยังโน้มลงมาซุกไซ้ที่แก้มสีระเรื่อ “ไม่เจอตั้งหลายวัน คิดถึงหนูจะแย่”
เธอได้แต่หลุบตาลงต่ำเพื่อหลบสายตาอาฆาตจากศีตภา ทั้งยังพยายามดันตัวพศุตม์ออกห่าง ทว่าก็สู้แรงของอีกฝ่ายไม่ได้ จนกระทั่งเขาผละออกไปเอง เธอถึงพอหายใจหายคอได้บ้าง แต่แขนแกร่งก็ยังโอบไว้ที่รอบเอวไม่คิดปล่อยให้เป็นอิสระ
ขณะที่ทั้งสองก้าวเดินผ่านหน้า ส่วนเกินอย่างเมียคนที่สองก็เอ่ยรั้งไว้เสียก่อน “เสี่ยขา แล้วเสี่ยจะกลับมานอนที่บ้านหรือเปล่า เพลงก็คิดถึงเสี่ยเหมือนกัน”
เขาผินหน้าจากสาวในดวงใจไปมองผู้พูด ก่อนกลับมามองใบหน้าหวานหยดแล้วแกล้งเย้า “ถ้าตี้ให้นอนด้วย ก็คงไม่กลับ”
ห้องของเธอไม่ใช่คุกใช่ตาราง และไม่ได้เป็นโลงศพ ที่คนอย่างพศุตม์จะนอนได้
ภายในบ้านหลงเหลือเพียงศีตภา อารมณ์โกรธพุ่งทะลุปรอท อยากกรี๊ดออกมาดังๆ ให้หายคับแค้นใจ ทุกอย่างมันเป็นเพราะรติรส ที่ต่อหน้าหล่อนและคนอื่นๆ ก็พยายามแสร้งว่าไม่อยากแต่งงานกับพศุตม์ ทำเป็นสะดีดสะดิ้ง แต่หล่อนรู้ นั่นก็แค่มารยาหญิง ใจจริงแม่นั่นอยากเป็นเมียเสี่ยใจจะขาด
ต่อหน้าอย่าง ลับหลังอย่าง
เรื่องจดทะเบียนสมรสก็คงจะใช้มารยาหลอกล่อจนได้มา ครั้งหนึ่งหล่อนก็เคยอ้อนวอนขอให้จดทะเบียนสมรสด้วยกัน แต่เขาไม่ยักจะเห็นด้วย กับเมียหลวงอย่างชมพูนุทก็ยังไม่ได้นามสกุลของเขาไปใช้ ด้วยเขาไม่คิดแบ่งสมบัติให้ใคร หากใคร่จะให้ เขาจะให้เอง แต่วันนี้กลับเปลี่ยนใจอยากให้รติรสใช้นามสกุลด้วย ถ้าไม่ใช่เพราะมันออดอ้อน มีหรือที่คนหนักแน่นเช่นเขาจะเปลี่ยนใจ
เวลาอยู่กับหล่อน แม่นั่นก็ทำทีเป็นไม่ได้เต็มใจจะเป็นเมียคนที่สามของเสี่ย แต่กลับเอามาฟ้องทุกอย่าง ไม่อย่างนั้นเสี่ยไม่มีวันรู้ว่าหล่อนหมายหัวมันไว้
รติรส...คนที่หล่อนแสนจะเกลียด
คล้อยหลังศีตภา เธอก็ลอบถอนหายใจอย่างหน่ายเหนื่อย ชีวิตที่ต้องตบตีกับคนผู้นั้นทุกวี่วัน เธอไม่อยากประสบพบเจอเลยสักนิด ไหนยังเจ้าของวงแขนที่ไม่คิดจะปล่อยออกจากเอวอีกคน
“น้องว่าพี่เพลงไม่เห็นแล้วล่ะค่ะ เสี่ยปล่อยน้องได้แล้ว”
“หืม” เขาเลิกคิ้วขึ้น ก่อนจะส่ายหน้าน้อยๆ “เสี่ยไม่ได้ทำเพื่อประชดใคร เสี่ยคิดถึงหนูจริงๆ อีกอย่างคนอย่างเสี่ยจำเป็นต้องสนหน้าไหนด้วยเหรอ”
“แต่พี่เพลงเป็นเมียเสี่ยนะ”
“อย่าพูดให้เสียอารมณ์น่า ตอนนี้เสี่ยรักแค่หนู” รติรสไม่ได้ตอบอะไรกลับไปเพราะเดินมาถึงกลุ่มลูกน้องของเขาพอดี พศุตม์พยักพเยิดหน้าไปทางใครสักคนในกลุ่ม “เอากุญแจรถให้มัน”
เธอยังคงคัดค้าน “รบกวนเปล่าๆ ค่ะ น้องกลับเองได้”
เขายังไม่ได้ตอบสาวน้อย แต่หันไปทางลูกน้องของตน “การขี่รถไปไว้ที่บ้านตี้ถือเป็นการรบกวนพวกมึงไหม”
“ไม่ครับ” ทุกคนรับคำเสียงหนักแน่น
ก่อนหนึ่งในนั้นจะแบมือมาตรงหน้า “ขอกุญแจด้วยครับนายหญิง เดี๋ยวผมจะขี่ไปจอดให้ถึงหน้าบ้านเลยครับ”
สุดท้ายกุญแจรถก็ถูกวางลงบนมือของผู้พูด เพราะพินิจดูแล้ว เธอคงต้องยอมตามน้ำไปอีกตามเคย
“เอาของฝากที่กูซื้อมาจากเชียงรายไปด้วย ออกมาก็ลืมหยิบ”
“ให้ผมเข้าไปหยิบมาให้ไหมครับ”
“ไม่ต้อง จะไปแล้ว” ก่อนที่พศุตม์จะพาร่างแน่งน้อยไปขึ้นรถหรูของตน ที่ต่อให้หรูหรากว่านี้ รติรสก็ไม่นึกพิศวาสมันสักนิด เธอสบายใจที่จะใช้รถของตัวเองมากกว่า แม้จะเป็นแค่มอเตอร์ไซค์ไม่ได้กันแดดกันลมเหมือนอย่างรถของเขา
ระหว่างทางสารถีพยายามชวนคุยอยู่ตลอด เพราะรติรสในสายตาเขาเป็นคนพูดน้อย หากเขาไม่พูดด้วย เธอคงไม่พูดก่อน และเขายังอยากรู้จักเธอมากกว่าที่เป็นอยู่ จึงพยายามทำในสิ่งที่ค่อนข้างผิดวิสัย ทั้งๆ ที่กับเมียทั้งสองคนนั้น เขาไม่เคยต้องทำเช่นนี้เลย
พศุตม์หยิบยกทุกประเด็นที่พอจะนึกได้มาพูด ทั้งเรื่องสถานที่ที่ตนเพิ่งจากมาอย่างจังหวัดเชียงราย “หนูน่าจะลางานไปกับเสี่ย ถ้ามีหนูอยู่ด้วยกันคงสนุกน่าดู”
“น้องต้องทำงานค่ะ”
“ไอ้จีนมันไม่ว่าอะไรหรอก ทำงานเกือบทุกวันก็ต้องไปเที่ยวพักผ่อนบ้าง เสี่ยคุยให้ได้”
“ลาเยอะๆ เกรงใจค่ะ”
“หนูคงไม่ชอบเที่ยวสินะ”
รติรสแค่นยิ้ม...ไม่ได้ไม่ชอบเที่ยว แค่ไม่ชอบมึง
⋆ ˚。⋆୨୧˚ ˚୨୧⋆。˚ ⋆