บทที่1
ในห้องนอนเล็กๆ ยามเช้า มีร่างหญิงสาวอรชร นั่งมองภาพสะท้อนในกระจกสีทองขุ่นมั่ว "เฮ้อ......5ปีแล้วสินะ" นางบ่นพึมพำกับตัวเอง
ย้อนกลับไปเมื่อ5ปีก่อน นิดา เพิ่งเรียนจบ เธอนำเงินเก็บที่สะสมมาตอนสมัยเรียน เพื่อมาเที่ยว ก่อนเข้าสู่ชีวิตการทำงาน คงไม่มีเวลามาเที่ยว
ระหว่างเดินอยู่ในกลุ่มทัวร์ใน พิพิธภัณฑ์แห่งชาติจีน หนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกนี้ได้เก็บรักษาสิ่งสะสมอันทรงคุณค่าและโบราณวัตถุต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ทำจากสำริด กระเบื้องหายาก งานฝีมือจากหยก และงานศิลปะระหว่างชื่นชมของสวยๆ งามของเครื่องประดับ เธอสะดุดขาตัวเองล้ม พอตื่นขึ้นมากก็มาอยู่ในร่างของคุณหนูสี่ "หลิวอี้เฟย" ลูกสาวคนสุดท้องของราชครู หลิวอี้สง แม่ของนางเป็นแค่อนุ พอคลอดนางก็สิ้นใจ
"เฮ้อ......"หลิวอี้เฟย ถอดหายใจรอบที่ ร้อยแปด
"คุณหนูค่ะ วันนี้ตื่นแต่เช้าเลย นี้น้ำล้างหน้าเจ้าค่ะ"สาวใช้หน้าตาจิ้มลิ้มถือ อ่างน้ำเข้ามา ซิงซิง คือชื่อนาง
ตอนที่เธอตื่นขึ้นมา ก็มี ซิงซิง อยู่ข้างกายมาตลอด คุณหนูสี่ของนางเดินตกบันได สลบไปสี่วัน แต่คนที่ตื่นมาคือ นิดาผ่านมา5ปี นิดาจึงต้องยอมรับชะตากรรมที่จะต้องอยู่ในร่างนี้ ได้แต่นั่งถอนใจ เพราะคิดถึงบิดามารดา
"คุณหนูวันนี้จะอาบน้ำมั้ยเจ้าค่ะ เดี๋ยวซิงซิงยกอ่างมาให้"
"อาบทำไม อากาศหนาวจะแย่"หลิวอี้เฟย มองค้อนไปเต็มวง "ไม่อาบก็หอมจะแย่อยู่แล้ว จริงๆ อยากไปคลุกขี้ดินหน้าจวนด้วยซ้ำ ไอ้อ๋องบ้ากามนั้นจะได้ถอนหมั้น"
ใช่แล้ว วันนี้ว่าที่คู่หมั้นจะมาดูตัว คู่หมั้นของร่างนี้คือ ท่านอ๋องสาม อ๋องที่มีฉายาว่าเจ้า สำราญ มีอนุมากมาย มีบุปพางดงามมากมายในจวน
"โถ่ คุณหนู อย่าทำให้นายท่านลำบากใจเลยเจ้าค่ะ" ซิงซิงได้แต่นั่งสายหน้า เพราะนางรู้ดีว่า คุณหนูสี่ตัวแสบของนางคงจะทำแบบที่พูดจริงๆ
ใช่ตาแก่หลิวอี้สง จะรักและเอ็นดูนางนักหรอก ที่ให้นางหมั้นกับอ๋อง เพิ่อสร้างฐานอำนาจให้ตัวเองมากกว่า จริงๆ หลิวอี้สงเกลียดนางเข้าใส้เลยต่างหาก ตลอด5ปีที่ผ่านมา นิดาใช้ชีวิตอยู่ในร่างนี้อย่างยากลำบาก เป็นถึงคุณหนูสี่ บุตรสาวราชครูแต่อยู่ในเรือนท้ายจวน มีสาวใช้แค่หนึ่งคนคือซิงซิง นัยจะถูกพวกยัยแก่แร้งทึ้งฮูหยินกับ แม่นมหาเรื่องรังแกไม่เว้นแต่ล่ะวัน
"ใช่ แล้วหนี" พอนึกได้ถ้ามือบางๆ สีขาวราวหิมะทุบลงที่หน้าขาตัวเอง
"อีกแล้วเหรอเจ้าค่ะคุณหนู คราวก่อนเจอโบยไม่เข็ดอีกหรือ" ซิงซิงได้แต่ส่ายหัว
"คราวนี้สำเร็จแน่นอน เจ้าไม่ต้องห่วง คราวนี้ข้าวางแผนมาดี "หลิวอี้เฟย ยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา 2-3วันมานี้นางเดินจดเวลาเวรยาม รอบกำแพงไว้หมดแล้ว คราวนี้ล่ะต้องหนีไปให้ได้
@@@@@@@@@@@@@@
ลองเปิดใจอ่านดูนะคะ ท้วงติงได้ค่ะยินดีรับฟังทุกความคิดเห็น
เรื่องคำผิดหลังจากอัพจบแล้วจะกลับมาแก้ไขและรีไรท์นะคะ
ขอบคุณรีดทุกๆๆ ท่านค่ะ
บทที่2
พอซิงซิงเดินออกจากเรือนไป หลิวอี้เฟยรีบเดินไปยังด้านข้างของเตียงนอน แกะแผ่นไม้มุมข้างเตียงออก ตั๋วเงินที่นางแอบสะสมเอาไว้มาตลอด 5ปี ถึงจะไม่มากมาย แต่ก็คงพอจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ อยู่ที่นี้ทั้งถูกรังแกจากพวกยัยแก่แร้งทึ้ง บ่าวไพร่ไม่ให้ความเคารพ สู้ไปตายเอาดาบหน้าดีกว่า
หันซ้ายหันขวา อยู่ข้างกำแพง เอาไงดี พอมายืนใกล้ๆ สูงใช่ย่อย สูงขนาดนี้จะบีนยังไง จดเวลาเวรยามมาอย่างดี แต่ดันมาเจอกำแพงมุมที่ สูงที่สุดในจวน จะบีนออกยังไงล่ะ หลิวอี้เฟยได้แต่ยืนถึ้งหัวตัวเอง อยากจะตะโกนแหกปากระบายอารมก็กลัวจะมีคนได้ยิน
"สำเร็จมั้ยเจ้าค่ะ" หลิวอี้เฟยสะดุ้งสุดตัว เมื่อหันไปมองตามเสียง เป็นซิงซิงสาวใช้ประจำตัวของนางนั้นเอง "เฮ้อ เจ้านั้นเองตกอกตกใจหมดเลย "
"ซิงซิงว่าคุณหนูกลับไปเตรียมตัวดีกว่าเจ้าค่ะ" สาวใช้พูดไปลากแขนเจ้านายตัวแสบไปด้วย ตั้งแต่นางตื่นมาจากล้มหัวพาดพื้น เมื่อ5ปีก่อน จากคุณหนูสี่ผู้เรียบร้อย พูดจาอ่อนหวานงดงาม กลายเป็นแก่นแก้ว แสบทรวง พูดจาวาแปลกๆ แต่นางแสดงออกแต่ตอนอยู่กับซิงซิงเท่านั้น
"เฮ้อ ไอ้ข้าก็ลืมไปว่ากำแพงมันสูง บันไดลิงก็ไม่ได้เตรียมมา แล้วจะทำไงดีล่ะซิงซิง ข้าไม่อยากเจออ๋องบ้ากามคนนั้น" หลิวอี้เฟยได้แต่นั่งตัดพ้อ
"ซิงซิงว่า คุณหนูเตรียมตัวจะดีกว่าเจ้าค่ะ ใกล้ได้เวลาแล้ว "
"ในเมื่อไม่มีทางเลือก อยากเจอก็จะให้เจอ"
"คุณหนูคงไม่ได้วางแผนอะไรแปลกๆ ไว้ใช่มั้ยเจ้าค่ะ"
หลิวอี้เฟยไม่ตอบสาวใช้ ได้แต่ยิ้มยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย บอกไปก็ไม่สนุกสิ
ที่เรือนรับรอง คนที่นั่งอยู่ที่เก้าอี้ประธาน หลิวอี้สง ราชครูแห่งแค้วนหยาง เก้าอี้ข้างๆ กันคือฮูหยินใหญ่ หลิวเจียวมี่และคุณชายรองหลิวอี้ฝาน คุณชายคนเดียวของตระกูล แล้วที่ยืนเหมือนไร้ตัวตนอยู่ คือ หลิวอี้เฟย นางใส่ชุดสีขาวขลิบฟ้า สายคาดเอวสีน้ำเงิน ยืนทำหน้าเหมือนจะร้องไห้
โอ้ยยยยย เมื่อไรอิตาบ้ากามนั้นจะมา ข้าอึดอัด ยัยแก่ฮูหยินก็ไม่ยอมให้ข้านั่ง ให้ยืนรอจะปวดขาไปหมดแล้ว
ท่านอ๋องเสด็จ เสียงบ่าวหน้าเรือนรับรอง เมื่ออ๋องสามเดินเข้ามาในห้องโอ้วแม่เจ้า หล่อลากดิน หล่อโอป้ามากค่ะคุณพี่ขา อี้เฟยยืนตะลึง มาอยู่โลกนี้ได้5ปี เพิ่งเจอคนหล่อขนาดนี้ สูง180 ผิวขาว หน้าเนียนมาก
ท่านอ๋องสาม เหมือนเห็นหน้าของหญิงสาวที่ยืนตะลึง อยู่ในพะวง จึงยิ้มหวานตอบ ทำเอาอี้เฟยได้สติทันที
ก้มหน้าก้มตา ด่าตัวเองในใจ ที่เผลอปล่อยไก่ให้ อิตาอ๋องบ้ากามหัวเราะเยาะเอา
อ๋องสามหยางชงอวี้ ได้ชื่อว่าอ๋องเจ้าสำราญ เข้าออกหอโคมเขียวเป็นว่าเล่น มีอนุถึงสามคน แต่ยังไม่ได้แต่งพระชายา
หลิวอี้สง รีบลุก ให้อ๋องหยางชงอวี้นั่งเก้าอี้ประธาน
"หลังจากมีราชโองการประทานสมรสของเปิ่นหวางกับคุณหนูสี่ตะกูลหลิวเมื่ออาทิตก่อน วันนี้เปิ่นหวาง จึงมาของดูหน้าว่าที่พระชายาซักหน่อย คงไม่เป็นการรบกวน"
"ไม่เลย ไม่เลย ข้าน้อยยินดีเสียด้วยซ้ำไปที่ท่านอ๋องมาเยือน" หลิวอี้สง รีบประจบออกนอกหน้า หลิวอี้เฟยได้แต่ยืมก้มหน้าอยู่ท่าเดิม จนฮูหยินเดินมายืนข้างๆ แล้วหยิกเอว
"หลิวอี้เฟย ถวายพระพรท่านอ๋องเพค่ะ" ยิ้มเอียงอายเล็กน้อย พร้อมถอนสายบัวอย่างงดงาม
หยางชงอวี้ ยิ้มกว้าง ตามประสาหนุ่มเจ้าเสน่ห์
เฮอะ นางก็เหมือนลูกสาวตะกูลขุนนางทั่วๆ ไปนั้นล่ะ มีดีแค่สวย เรียบร้อย ได้ข่าวว่านางนั้นเรียบร้อย เพียบพร้อมทุกด้าน ส่วนราชครูก็หวังให้เค้าเป็นฐานสร้างอำนาจหน้าที่
"อายุเท่าไรแล้วล่ะ"
"18 ปีเพค่ะ" หลิวอี้เฟย งุนงงถามคำถามบ้าบออะไรเนี้ย
"แล้วทำไมถึงยังไม่ออกเรือน บุตรสาวบ้านอื่นเค้า16ปีก็ออกเรือนแล้ว " หยางชงอวี้ ถามด้วยน้ำเสียงปนขำ
ฮูหยินรีบตอบ อย่างไว" นางร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง ตอนนี้หายดีแล้วเพคะ"
หลิวอี้เฟยได้แต่ยืนขำในใจ ใครบอกนางร่างกายไม่แข็งแรง หากไม่แข็งแรงจริงคงอยู่ไม่รอดมาถึงวันนี้หรอกตลอด5ปีมานี้ นางพยามหนีออกจากจวนมาไม่รู้กี่ครั้ง ถูกจับได้ทุกครั้งก็เจอโบย ใต้ร่มผ้าเนื้อแตกมาไม่รู้กี่รอบแล้ว55555555555 คิดแล้วก็แอบภูมิใจตัวเอง
"เปิ่นหวางยังไม่อยากมีพระชายา" หลิวอี้สงกับฮูหยินได้ฟังแล้วก็ตกใจ ไม่น้อย
"แต่ เป็นราชโอการ ประทานสมรสนะท่านอ๋อง จะขัดไม่ได้" ราชครูหลิวอี้สงรีบตอบสวนออกไปอย่างรวดเร็ว หน้าถอดสี
"แล้วยังไง? ใครจะบังคับเปิ่นหวางได้ หากเปิ่นหวางไม่อยากแต่งคือไม่แต่ง" เฮอะ อยากให้ข้าเป็นบันไดบีนขึ้นไปสินะไอ้แก่ราชครู
หลิวอี้เฟย ที่ยืนพยายามกลั้นหัวเราะอยู่มุมห้อง ในที่สุดก็ทนไม่ไหว หลุดขำมาเบาๆ ถึงจะไม่ดังมากนัก แต่ก็ทำให้ทุกคนในห้องหันมาที่นาง
หยางชงอวี้ เลิกคิ้วเล็กน้อย น่าสนใจ
"เปิ่นหวาง มีธุระ วันนี้ขอตัวก่อน" พูดจบก็เดินออกไปเลย ราชครูหลิวอี้สง ฮูหยินใหญ่และหลิวอี้ฝาน ยังไม่ได้ทันกล่าวอันใด
พอทุกคนได้สติก็หันกลับมาที่ ตัวต้นเหตุ จะเป็นใครอื่นไม่ได้ นอกจากหลิวอี้เฟย ที่ยืนเอามือพยายามปิดปากกลั้นหัวเราะอยู่