บทที่ 1
“ข้าคือใคร?”
เป็นคำถามแรกของผู้เพิ่งจะลืมตาขึ้นมาช้าๆ ถามชายวัยสามสิบที่แต่งกายด้วยชุดสีครามซีดเพราะความเก่าเนื้อผ้าไม่ดีนักแต่ก็สะอาดสะอ้าน ที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้าอย่างสงสัย เพราะว่าในสมองนั้นว่างเปล่าไม่มีความทรงจำอะไรเลย
“แล้วเจ้าเป็นใคร?”
“องค์...เอ่อ...คุณชาย ท่านจำบ่าวไม่ได้หรือขอรับ?”
ร่างบนเตียงนอนเงียบงัน นัยน์ตาเลื่อนลอยและงุนงง
“คุณชาย ท่านอย่าทำให้บ่าวตกใจเยี่ยงนี้สิขอรับ”
ชายผู้เรียกตนเองว่าบ่าวมีสีหน้าบิดเบี้ยว ดวงตาแดงระเรื่อบวมเปล่งเพราะร้องไห้มาอย่างหนักอยู่แล้วกลายเป็นสีแดงก่ำ หยาดน้ำใสๆ สองสายไหลรินลงมาอาบใบหน้าอีกครา
“บ่าวขอโทษ...ขอโทษ...ที่ช่วยอะไรคุณชายไม่ได้...ฮืออออๆๆๆ”
“ไม่ต้องร้องไห้...เจ้าเพียงแค่ช่วยบอกข้ามาทีว่าเจ้าชื่ออะไรแล้วข้าชื่ออะไร?”
เสียงแผ่วล้าของคุณชายดังขึ้นอีกครา แผ่วเบาราวกระซิบ
“บ่าวชื่อจางจงขอรับ” จางจงเอ่ยเสียงเครือ “ส่วนคุณชายชื่อ จ้าวชิงเฟิง เป็น...เอ่อ...เป็นอนุชายาของชินอ๋องขอรับ”
“จ้าวชิงเฟิง” ร่างที่นอนตะแคงอยู่บนเตียง เพราะนอนหงายไม่ได้ เนื่องจากจะกระทบถูกบาดแผลที่แผ่นหลังซึ่งถูกโบย พึมพำเบาๆ ราวไม่คุ้นเคยกับชื่อของตนเองนัก ก่อนจะส่งเสียงเบาๆ แผ่วล้าว่า “น้ำ...ขอน้ำให้ข้าหน่อย”
“ขอรับ...” จางจงรีบปาดน้ำตา ผุดลุกขึ้นไปรินน้ำจากกาน้ำใส่ถ้วยเคลือบ ยกมาใกล้ ถือถ้วยด้วยมือหนึ่ง อีกมือหนึ่งยื่นมาช่วยประคองร่างคุณชายขึ้นมาเพื่อให้ดื่มน้ำได้ถนัด
คุณชายส่งเสียงครางเบาๆ อย่างเจ็บปวด เมื่อครู่ไม่ได้ขยับจึงรู้สึกเจ็บร้าวไปทั่วร่างอย่างพอทน แต่พอขยับเพียงเล็กน้อยก็รู้สึกปวดแปลบที่แผ่นหลังจนแทบจะทนไม่ไหว ยิ่งกว่านั้นยังเจ็บที่ท้ายทอยมาก เขาพยายามกล้ำกลืนเสียงครวญคราง แล้วดื่มน้ำจากถ้วยเคลือบอย่างกระหายเพราะคอแห้งผากเป็นผง พอดื่มน้ำหมดถ้วย เขาก็ขออีก จางจงไม่ขัดรินน้ำถ้วยใหม่มาให้อย่างไม่ชักช้า จนกระทั่งเขาขอเป็นถ้วยที่สี่
จางจงจึงแย้งว่า “คุณชายอย่าดื่มน้ำอีกเลยขอรับ เดี๋ยวบ่าวจะนำข้าวต้มมาให้ท่านรองท้องก่อนดีกว่า กินข้าวแล้วจะได้ดื่มยา...เฮ้อออ” ปิดท้ายด้วยเสียงถอนหายใจยาว
“ข้าไม่อยากกินข้าว...” จ้าวชิงเฟิงเอ่ยอย่างเด็ดเดี่ยว
“ท่านไม่ได้กินอะไรมาสามวันแล้ว ท่านไม่หิวหรือ?” จางจงถามอย่างเป็นห่วง
“ข้ายังไม่อยากกินอะไรทั้งนั้น จนกว่าข้าจะรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวข้าทั้งหมด” จ้าวชิงเฟิงยื่นคำขาด
“คุณชายพูดเยี่ยงนี้ หมายความว่า...” จางจงมีสีหน้าตกใจและกระวนกระวาย “ท่านจำเหตุการณ์เมื่อสามวันก่อนไม่ได้หรือขอรับ?”
“ไม่ใช่”
สีหน้าจางจงดีขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะซีดเผือดแทบเป็นกระดาษเมื่อได้ยินประโยคต่อมา
“ไม่เพียงแค่สามวันก่อนเท่านั้น จะสิบปียี่สิบปีก่อนข้าก็จำอะไรไม่ได้ทั้งนั้น!...ข้า...ข้าก็เจ็บหัวมาก!!”
เพล้ง!
ถ้วยที่จางจงถืออยู่ในมือหล่นลงแตกกระจาย นัยน์ตาแดงก่ำฉายแววเคียดแค้น เขาพึมพำกับตัวเอง...นังหญิงใจดำอำมหิต จงใจใช้ให้คนตีที่ศีรษะของคุณชาย!
“จริงๆ นะจางจง ข้าอยากจะรู้เรื่องราวของข้าเอง...เจ้าช่วยเล่าให้ข้าฟังอย่างละเอียดทีเถอะ” น้ำเสียงคุณชายอ้อนวอน
จางจงพยักหน้า “ได้ๆๆ ...ข้าจะเล่า...”
*
*
จ้าวชิงเฟิงจึงได้รู้ว่า...ตนเองเป็นโอรสที่เกิดจากนางสนมต่ำต้อยนางหนึ่ง พออายุเจ็ดขวบมารดาก็สิ้นชีวิต จางจงซึ่งเวลานั้นอายุยี่สิบเป็นขันทีเล็กๆ ที่ดูแลมารดาของตนอยู่จึงได้ดูแลตนต่อมา ฮ่องเต้แคว้นเป่ยที่เป็นพระบิดาของตนไม่ได้สนใจไยดีอะไรตน ตนจึงเติบโตมาอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว แต่ก็ยังหนีไม่พ้นเคราะห์กรรมเพราะแคว้นเป่ยทำสงครามกับแคว้นหนาน เพื่อเป็นการขอพักรบชั่วคราว แคว้นเป่ยจึงส่งบรรณาการมาให้แคว้นหนาน และตนที่มีอายุเพียงสิบสี่ก็กลายเป็นของบรรณาการชิ้นหนึ่ง ซึ่งฮ่องเต้แคว้นหนานยกให้แก่พระอนุชา (น้องชาย) ชินอ๋องหลี่เฉิงเป็นอนุชายา (ภรรยาน้อย) แต่ตนไม่เคยพบหน้าค่าตาทั้งฮ่องเต้แคว้นหนานและชินอ๋องเลยแม้สักครั้งเดียว
จ้าวชิงเฟิงถูกจัดให้อยู่ที่เรือนเล็กท้ายจวน พร้อมกับจางจงและชุนฮัว ชิวฮัว สองนางกำนัลสาวที่ติดตามมาจากแคว้นเป่ย ทั้งสองสาวอายุเท่ากันกับจ้าวชิงเฟิง พอมาอยู่ที่จวนนี้ตำแหน่งองค์ชายก็ลดลงเหลือแค่คุณชาย ตำแหน่งขันทีและนางกำนัลก็ลดลงเหลือเพียงบ่าวไพร่สาวใช้
คุณชายอยู่ที่เรือนเล็กซอมซ่อนี้มาสามปีแล้ว เป็นสามปีที่ลำบากยากแค้นยิ่ง อาหารก็เพียงประทังชีวิตหยาบๆ เสื้อผ้าอาภรณ์เครื่องใช้ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนคุณภาพต่ำ และอยู่อย่างคนถูกกักบริเวณ
จ้าวชิงเฟิงใช้ชีวิตให้ผ่านไปแต่ละวันอย่างซังกะตาย ไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร
แต่...ไม่ใช่ว่าคนอื่นจะไม่มายุ่งเกี่ยวกับเขา
เมื่อสามวันก่อน...พระชายาตู้หวางเฟยนามตู้จินเหลียนมีคำสั่งเรียกจ้าวชิงเฟิงไปพบที่ตำหนักของพระชายา พร้อมแจ้งข้อหาว่าคุณชายเป็นชู้กับชุนฮัวโดยมีพยานคือชิวฮัว
ชุนฮัวถูกโบยจนตาย!
ส่วนคุณชายถูกโบยยี่สิบไม้...และไม้ที่ยี่สิบก็ฟาดใส่ท้ายทอยของคุณชายเต็มแรงเหมือนต้องการจะเอาชีวิต...จางจงเห็นกับตา แต่เขาไม่สามารถปกป้องอะไรคุณชายได้ เพราะเขาถูกบ่าวชายร่างกำยำสามคนจับเอาไว้แน่นให้คุกเข่าดูอยู่ข้างๆ มีผ้าอุดปาก และถูกมัดมือไพล่หลังเอาไว้แน่นหนา
นับจากนั้นชิวฮัวก็หายไป
*
*
“คุณชายหมดสติไปสามวันเต็มๆ เพิ่งฟื้นเมื่อสักครู่นี้เองขอรับ”
“มิน่า...ถึงได้เจ็บระบมไปทั้งตัวอย่างนี้ ว่าแต่...ข้าเป็นชู้กับชุนฮัวจริงหรือไม่?” เรื่องนี้คุณชายอดนึกสงสัยไม่ได้
“เรื่องนี้...” จางจงเองก็ตอบไม่ได้ “คงมีแต่คุณชายกับชุนฮัวเท่านั้นที่จะตอบได้ แต่ทว่าเวลานี้ชุนฮัวก็ตายไปแล้ว แล้วท่านเองก็จำอะไรไม่ได้”
“ยังมีอีกคน” คุณชายเอ่ยขึ้นลอยๆ
“ใครหรือ?”
“ชิวฮัว” คุณชายสีหน้าครุ่นคิด “นางน่าสงสัยมาก นางเป็นพยานเรื่องนี้เพื่ออะไร?”
“อืม” จางจงพยักหน้าอย่างเห็นพ้อง “แต่นางหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้”
### 1.2
“คนทั้งคนคงไม่สลายกลายเป็นอากาศธาตุไปได้หรอก” คุณชายเอ่ยอย่างมั่นใจ ก่อนจะยิ้มแห้งๆ “ข้าหิวแล้ว”
“โปรดรอสักครู่...บ่าวจะรีบไปยกสำรับอาหารมาเดี๋ยวนี้” ว่าแล้วจางจงก็รีบเก็บเศษถ้วยเคลือบที่ตกแตกอยู่บนพื้น ก่อนจะรีบออกจากห้องไป
ไม่นานเขาก็ยกสำรับกลับมาวางบนโต๊ะที่มีอยู่เพียงตัวเดียวของห้อง แล้วมาช่วยประคองคุณชายไปนั่งที่เก้าอี้
อาหารสำรับนั้นมีเพียงข้าวต้มหนึ่งชาม กับผัดผักที่หน้าตาเหมือนผักลวกมากกว่าจานหนึ่ง...แต่เพราะความหิว จ้าวชิงเฟิงจึงกินอย่างไม่เกี่ยงงอน
ทว่าเพิ่งกินไปได้เพียงแค่คำเดียว บ่าวรับใช้ชายคนหนึ่งจากตำหนักใหญ่ก็มาถ่ายทอดคำสั่ง
“ท่านอ๋องมีคำสั่งให้จ้าวอี้เหนียง (อี้เหนียง=คำเรียกอนุภรรยา,อนุชายา จ้าว=แซ่) ไปที่ตำหนักใหญ่เดี๋ยวนี้”
“รอสักครู่...ขอเวลาให้ข้าแต่งกายให้เรียบร้อยก่อน” จ้าวชิงเฟิงเอ่ย
“รอ เรอ อะไรกัน ท่านอ๋องสั่งให้ไปเดี๋ยวนี้ ก็ต้องไปเดี๋ยวนี้” เสียงบ่าวขุ่นเขียวไม่มีความเกรงอกเกรงใจแม้แต่น้อยนิด แถมชักสีหน้าบึ้งตึง “รีบตามข้ามา”
จางจงรีบคว้าเสื้อตัวนอกมาคลุมให้แก่จ้าวชิงเฟิง แล้วประคองคุณชายติดตามบ่าวคนนั้นไป
*
*
ตำหนักใหญ่โอ่อ่าโอฬารงดงามสมฐานะชินอ๋อง เรือนท้ายจวนที่จ้าวชิงเฟิงอาศัยอยู่เทียบไม่ติดแม้แต่ขี้ฝุ่น เขาไม่ได้เปรียบเทียบกับที่อยู่ที่เขาเคยอยู่ที่แคว้นเป่ย เนื่องเพราะเขาจำอะไรไม่ได้แล้ว แต่ก็คิดว่าคงจะไม่งดงามเท่านี้ ก็เขาเป็นโอรสที่เกิดจากนางสนมชั้นปลายแถว ซ้ำพระบิดายังไม่ใส่ใจอีก นอกจากใช้เป็นของบรรณาการครั้งเดียวทิ้งเท่านั้น
จางจงประคองเขาเดินตามบ่าวคนนั้นเข้าไปยังห้องโถงรับรองที่พื้นปูด้วยหยกขาวสะอาดหรูหรา ส่วนการตกแต่งอื่นๆ เขาไม่ได้เงยหน้าดู เพราะรู้ดีว่าตนมีฐานะไม่ได้ดีไปกว่าบ่าวทาสคนหนึ่ง จึงต้องสงบเสงี่ยมเจียมตัวเอาไว้ อีกอย่างเขาก็รู้สึกมึนหัวปวดหัวจนไม่อยากจะสนใจอะไรมากนัก
พอบ่าวที่นำหน้ามาหยุดเดิน จางจงก็หยุดเดิน คุณชายจึงพลอยหยุดเดินตามไปด้วยอีกคน
“คารวะท่านอ๋อง” บ่าวคนนั้นหมอบลงโขกศีรษะ
จางจงกำลังจะประคองคุณชายให้หมอบลงคารวะตามอย่างบ่าวคนนั้น จ้าวชิงเฟิงก็หน้ามืดทรุดฮวบลงกองกับพื้นเสียก่อน โดยมีจางจงโอบประคองศีรษะของเขาเอาไว้ไม่ให้กระแทกพื้น และเผลอร้องลั่นด้วยความตกใจ
“คุณชาย คุณชาย...”
“เขาเป็นอะไรไป?”
เสียงทุ้มมีอำนาจดังมาจากผู้ที่นั่งอยู่ในตำแหน่งประธาน เขาคนนั้นสวมใส่อาภรณ์หรูหราสีกรมท่าที่ปักลวดลายด้วยด้ายทองคำ คิ้วเข้มตาคมกริบ เครื่องหน้าสมส่วนงามสง่า รูปร่างสูงใหญ่แข็งแรงกำยำ ดูเปี่ยมอำนาจบารมี ทีท่าสงบเยือกเย็น
“เรียนท่านอ๋อง...คุณชายไม่สบายขอรับ” จางจงตอบเสียงเครือ
“ป่วยเป็นอะไร?”
“บาดเจ็บขอรับ”
“ตกลง...ป่วยหรือบาดเจ็บ?” ดวงตาคมกริบเจือแววดุ
“คะ...คือ...”
จางจงอึกอักพูดไม่ออก เพราะเกรงว่าถ้าพูดอะไรออกไปอาจจะทำให้คุณชายเดือดร้อนยิ่งกว่าเก่า
“มีอะไร พูดออกมาให้หมด และพูดแต่ความจริง!”
เสียงเข้มงวดของชินอ๋องทำให้จางจงจำใจต้องเล่าเหตุการณ์เมื่อสามวันก่อนออกมา พร้อมกันนั้นก็คอยสังเกตสีหน้าของชินอ๋องอย่างระมัดระวัง
แต่ชินอ๋องไม่แสดงสีหน้าอะไร เพียงรับฟังเฉยๆ เท่านั้น ก่อนจะถามว่า
“เจ้าไม่ได้ตามหมอมาดูอาการของเขาหรอกหรือ?”
“บ่าว...เอ่อ...ไม่กล้าขอรับ”
จางจงเอ่ยอย่างลำบากใจ ด้วยฐานะของคุณชายบวกกับข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงเช่นนั้น แม้ในจวนจะมีท่านหมออยู่ประจำ แต่เขาก็ไม่มีสิทธิ์อะไรที่จะไปเชิญมาตรวจดูอาการของคุณชาย บ่าวผู้ซื่อสัตย์ได้แต่ภาวนาในใจให้ท่านอ๋องเมตตาออกคำสั่งให้ตนไปเชิญท่านหมอมาดูคุณชาย เพราะเวลานี้ตัวคุณชายร้อนรุ่มด้วยพิษไข้ แต่ท่านอ๋องก็ยังคงนิ่งเฉย จางจงลอบถอนหายใจ เอามือลูบเส้นผมที่ระดวงหน้าในอ้อมแขนมาทัดไว้ที่ใบหู เผยดวงหน้าซีดเซียวของคุณชายให้ท่านอ่องเห็นเผื่อว่าจะได้รับความสงสารบ้าง
ทันทีที่เห็นดวงหน้าของจ้าวชิงเฟิงชัดตา ปากที่ได้รูปของชินอ๋องก็กระตุกเบาๆ เขาเพ่งมองไฝแดงเม็ดเล็กๆ ที่ใต้หางตาซ้ายของคุณชาย และเพื่อให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้นก็ถึงกับลุกจากเก้าอี้เดินเข้ามาใกล้
ใช่คนผู้นี้!
ใช่ดวงหน้านี้!!
ชินอ๋องหลี่เฉิงยังจำได้ดี...เมื่อห้าปีก่อนเขาลอบเข้าไปสืบความลับในพระราชวังของแคว้นเป่ย แล้วพลาดท่าได้รับบาดเจ็บหลบหนีไปยังท้ายวัง เขาพบกับเด็กหนุ่มอายุราวสิบสองคนหนึ่ง แต่งกายเรียบร้อย หน้าตาสะสวย ยิ่งมีไฝแดงเม็ดเล็กๆ อยู่ใต้หางตาซ้าย ยิ่งส่งเสริมให้ดวงตาหงส์คู่งามดูมีเสน่ห์น่ารักมากยิ่งขึ้น...เป็นดวงตาที่น่าหลงใหลยิ่งนัก!
เด็กหนุ่มไม่ได้พูดอะไร เพียงชี้นิ้วขึ้นไปบนต้นไม้ใหญ่ เขาก็รีบทะยานกายขึ้นซ่อนตัวบนนั้น
ทหารกลุ่มหนึ่งติดตามมาถึงในเวลาอึดใจเดียว พากันคารวะเด็กหนุ่มและถาม
“องค์ชาย ท่านเห็นคนร้ายหนีมาทางนี้หรือไม่ขอรับ?”
เด็กหนุ่มเพียงแค่ส่ายหน้า
กลุ่มทหารกลุ่มนั้นก็พากันแยกย้ายไปค้นหาที่อื่นต่อ
เด็กหนุ่มเหลียวหน้ามามองที่ที่เขาซ่อนตัวอยู่ทีหนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปแล้วเดินจากไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ
เมื่อครึ่งปีก่อนที่เขานำทัพแคว้นหนานโจมตีจนแคว้นเป่ยแตกพ่าย เขาพยายามค้นหาเจ้าของไฝแดงเม็ดเล็กที่ใต้หางตาซ้ายในหมู่ราชวงศ์อายุราวสิบหกสิบเจ็ด
แต่หาอย่างไรก็หาไม่พบ
ไม่คิดว่าคนที่ตามหาจะอยู่ในจวนของเขานี่เอง
“เจ้าอุ้มเขามาที่ห้องข้างก่อน” ชินอ๋องสั่งจางจง ก่อนจะเดินนำไปยังห้องข้าง ซึ่งเป็นห้องที่มีไว้สำหรับสาวใช้ส่วนตัว (นางบำเรอ) แต่ถึงแม้ชินอ๋องจะไม่มีสาวใช้ส่วนตัว ทว่าห้องหับก็ยังคงเก็บกวาดสะอาดสะอ้านเรียบร้อยอยู่เสมอ จางจงรีบทำตามอุ้มร่างบอบบางของคุณชายตามชินอ๋องไป และวางลงบนเตียงนอนของห้องข้างอย่างเบามือ
“เจ้าไปตามหมอมาเดี๋ยวนี้” ท่านอ๋องสั่งบ่าวรับใช้คนหนึ่ง
“ขอรับ” บ่าวรับใช้รีบปฏิบัติตามคำสั่ง
ไม่นาน...ท่านหมอวัยกลางคนก็มาถึง และทำการตรวจร่างกายของคุณชายทันที
พอท่านหมอตรวจเสร็จ ชินอ๋องที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างโต๊ะห่างจากเตียงนอนไม่มากนักก็ถามขึ้นทันทีว่า
“อาการเป็นอย่างไรบ้าง?”
“ร่างกายขาดอาหาร บาดแผลระบมจนเป็นไข้ บาดแผลที่หลังแม้ระบมมาก แต่รักษาไม่ยาก ทว่าที่ท้ายทอยนั้นอันตรายยิ่งนัก”
“อันตรายแค่ไหน?” ชินอ๋องถาม
“อาจถึงชีวิต!”
____________
บทที่ 2
“ท่านหมอ ท่านหมอ ได้โปรดช่วยชีวิตคุณชายของข้าน้อยด้วย หากท่านช่วยชีวิตคุณชายของข้าน้อย ชาติหน้าข้าน้อยยินดีขอเป็นวัวเป็นม้ารับใช้ตอบแทนบุญคุณท่าน”
จางจงกล่าวพลาง ร่ำไห้พลาง จนคำพูดฟังไม่ได้ศัพท์
“ข้าเป็นหมอย่อมต้องช่วยคนป่วยอย่างเต็มความสามารถ เจ้าก็อย่าเอาแต่ร้องไห้เลย จงเล่าอาการของคุณชายของเจ้ามาให้ละเอียด”
จางจงยกมือปาดน้ำตาลวกๆ “หลังจากถูกโบย คุณชายก็หมดสติไปสามวัน เมื่อสักครู่ใหญ่เพิ่งฟื้นคืนสติมา...แต่...แต่ทว่าคุณชายจำเรื่องราวในอดีตไม่ได้เลย ทั้งยังจำข้าน้อยและจำตนเองไม่ได้อีกด้วย...เห็นคุณชายบอกว่าเจ็บหัวมาก...”
“อืม” ท่านหมอพยักหน้า แล้วหันไปกล่าวกับชินอ๋องว่า “จ้าวอี๋เหนียงบาดเจ็บที่ศีรษะ ข้าน้อยจะใช้วิธีฝังเข็มร่วมกับการให้ดื่มยา แต่ตัวยาบางตัวนั้นหายากยิ่งและล้ำค่ามาก...”
ท่านหมอหยุดกล่าวต่อ ด้วยความหมายว่า...ตัวยาบางตัวนั้นไม่อาจซื้อหาได้ทั่วไป ถ้าเทียบกับชีวิตของอนุผู้หนึ่ง น้ำหนักในใจของชินอ๋องจะยินยอมสิ้นเปลืองหรือไม่?
“ถ้าในจวนของข้ามี ข้าอนุญาตให้เอามาใช้ได้” ชินอ๋องกล่าวเสียงเรียบๆ “แต่ถ้าในจวนของข้าไม่มี ต้องซื้อหาก็จงซื้อหามา ไม่ว่าแพงแค่ไหน ข้าก็ยินดีจ่าย”
“หากมีเพียงแต่ในวังหลวงเท่านั้นล่ะขอรับ?”
“เรื่องนี้ท่านไม่ต้องกังวลใจ ขอเพียงเขียนชื่อยามาให้ข้า ข้าจะจัดการนำมาให้เอง ท่านจงรักษาจ้าวอี๋เหนียงให้เต็มที่เถิด อย่างไรก็ต้องช่วยชีวิตของเขาไว้ให้ได้” แม้น้ำเสียงยังคงราบเรียบ ทว่าสีหน้าของชินอ๋องจริงจัง
“ท่านอ๋องรับปากเช่นนี้ เรื่องช่วยชีวิตคน...ข้าก็พอจะมีความมั่นใจอยู่บ้าง แต่ทว่า...”
“มีอะไรท่านหมอกล่าวออกมาให้เต็มที่เถอะ”
“ชีวิตคนอาจจะช่วยเอาไว้ได้ แต่ความทรงจำที่สูญหายไปแล้ว ไม่แน่ใจว่าจะสามารถเรียกกลับคืนมาได้”
ชินอ๋องพยักหน้าคราหนึ่ง “ช่วยชีวิตคนก่อนสำคัญกว่า เรื่องอย่างอื่นเอาไว้ทีหลัง”
“ขอรับ”
ท่านหมอจัดการเขียนเทียบยา ชินอ๋องก็สั่งให้บ่าวรับใช้ไปยังห้องยาเจียดยามาต้ม ส่วนจางจงนั้นเฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่ยอมออกห่างจากคุณชายแม้แต่อึดใจเดียว ในขณะที่ท่านหมอทำการฝังเข็มรักษาอาการ
ครึ่งชั่วยาม(หนึ่งชั่วโมง)ผ่านไป...การรักษาขั้นต้นก็เสร็จสิ้น พอดีกับบ่าวรับใช้ถือถาดวางชามใส่ยาที่ต้มเสร็จแล้วเข้ามา จางจงพยายามจะป้อนยาให้กับคุณชาย แต่คุณชายไม่มีสติเลย ยาที่ป้อนจึงไหลเลอะออกมาข้างปากเพราะริมฝีปากซีดเซียวปิดสนิท
ชินอ๋องมองสถานการณ์นั้น ก่อนจะเอ่ยเรียบๆ “เอายามา”
จางจงมองชินอ๋องอย่างไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่กล้าขัดขืน จึงยื่นส่งชามใส่ยาให้เขา
ชินอ๋องรับชามใส่ยามาแล้วเดินเข้าใกล้ร่างบนเตียงแทนที่จางจง พลางนั่งลงที่ขอบเตียง ยกชามใส่ยาขึ้นอมยาไว้ในปากแล้วก้มลงประกบปากป้อนยาให้แก่คุณชาย
บ่าวรับใช้ที่อยู่ในห้องนั้นต่างรีบก้มหน้าไม่กล้ามอง
ชินอ๋องป้อนยาเสร็จ ก็ใช้นิ้วโป้งเช็ดหยดน้ำที่มุมปากคุณชาย แล้วส่งชามเปล่าคืนให้บ่าวคนที่นำยาเข้ามา ก่อนจะห่มผ้าห่มให้คุณชายจนถึงคอ
“จางจง...” ชินอ๋องเรียกบ่าวคนสนิทของคุณชาย แต่ยังไม่ทันเอ่ยอะไรต่อ
“ท่านอ๋องเจ้าคะ พระชายาขอเข้าพบเจ้าค่ะ” สาวใช้นางหนึ่งเข้ามายอบกายรายงาน
“เชิญพระชายาไปรอที่ห้องรับรองก่อน” ชินอ๋องตอบ
“เจ้าค่ะ” สาวใช้ยอบกายคารวะ แล้วรีบไปทำตามคำสั่งทันที
*
*
พระชายาตู้จินเหลียนเป็นหญิงสาววัยยี่สิบที่มีรูปโฉมสวยสะคราญงดงามยิ่ง สวมใส่เสื้อผ้าอาภรณ์หรูหรางดงามสมฐานะ กิริยามารยาทนุ่มนวลสง่าดั่งกุลสตรีผู้สูงส่ง นางนั่งรออยู่ที่เก้าอี้หรู พอเห็นชินอ๋องก้าวเข้ามาในห้องรับรองแห่งนั้น นางก็รีบยืนขึ้นแล้วยอบกายคารวะอย่างแช่มช้อย
“คารวะท่านอ๋อง”
“ไม่ต้องมากพิธี”
ชินอ๋องเดินผ่านนางไปนั่งที่เก้าอี้ประธาน แล้วยกถ้วยชาที่บ่าวยกมาให้ขึ้นจิบเล็กน้อย
พระชายาจึงเหยียดกายยืนตรงขึ้นช้าๆ แล้วนั่งลงที่เก้าอี้ตัวเดิม
“ข้าน้อยได้ยินบ่าวลือกันว่าท่านอ๋องเรียกจ้าวอี๋เหนียงมาพบ”
“อืม” ชินอ๋องมองนางตรงๆ “เจ้าได้ข่าวรวดเร็วดี”
คำตอบรับตรงไปตรงมาของชินอ๋องทำให้พระชายาแทบจะหมดคำพูด นางเผยอปากน้อยๆ อดหวั่นใจไม่ได้ ก่อนจะตัดสินใจเลียบเคียงว่า “เวลานี้เขาอยู่ที่นี่หรือเจ้าคะ?”
“ใช่” ชินอ๋องวางถ้วยน้ำชาที่จิบไปนิดเดียวลงบนโต๊ะข้างๆ “ข้าเพิ่งนึกได้ว่าข้ามีอี๋เหนียงอยู่คนหนึ่งเลยเรียกให้มาปรนนิบัติรับใช้”
ดวงตาของพระชายาตู้เบิ่งกว้าง
“ไม่ได้หรือ?” ชินอ๋องเลิกคิ้วเข้มขึ้นเล็กน้อย
“มะ...ไม่ใช่เช่นนั้นเจ้าค่ะ เพียงแต่ว่าเขายังมีโทษผิดติดตัวอยู่” พระชายาพยายามข่มเสียงให้นุ่มนวลระรื่นหู “เขาเล่นชู้กับสาวใช้ข้างกาย ข้าน้อยจึงลงโทษขั้นต้นให้โบยยี่สิบไม้ แล้วรอให้ท่านอ๋องกลับมาตัดสินโทษอีกครั้งเจ้าค่ะ”
“อืม” ชินอ๋องมองนางด้วยแววตาตำหนิ “แล้วทำไมเจ้าถึงไม่บอกข้าเมื่อวาน?”
“ท่านอ๋องเพิ่งกลับมาถึงจวน ยังมิทันได้พักผ่อนให้สบายกายสบายใจ ข้าน้อยจึงยังมิได้นำเรื่องรกหูรกใจมาบอกให้กวนใจท่านเจ้าค่ะ”
“แล้วชู้ของจ้าวอี๋เหนียงล่ะ?”
“นางทำผิดร้ายแรงนัก ข้าน้อยจึงลงโทษให้โบยนางจนตายแล้วเจ้าค่ะ”
เมื่อสังเกตเห็นสีหน้าชินอ๋องนิ่งเฉย พระชายาตู้ก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
“แล้วศพของนางอยู่ไหน?”
“ศพ! ” สีหน้าพระชายาตู้งุนงงวูบ “ท่านอ๋องต้องการศพของนางไปทำไมเจ้าคะ?”
“คนที่กล้าเล่นชู้กับคนของข้าสมควรสับเป็นหมื่นๆ ชิ้น”
##