หากนึกถึงสกุลคหบดีที่ร่ำรวยที่สุดในเมืองหลวงก็ต้องนึกถึงสกุลหลิน หากนึกถึงสกุลคหบดีที่ร่ำรวยเป็นอันดับสองก็ต้องนึกถึงสกุลหวัง สองตระกูลแข่งขันมาหลายชั่วอายุคน
จนกระทั่งมาถึงรุ่นแปด บุตรชายและบุตรสาวของสองตระกูลก็แต่งงานกันสร้างความสามัคคีและกลมเกลียวทำให้กลายเป็นคหบดีที่ น่ากลัวในสามแคว้น
ขบวนสินค้าของตระกูลหวังและตระกูลหลินออกเดินทางจาก เมืองหลวงเพื่อไปส่งสินค้าที่เมืองเผยหนิงที่ท่าเรือตะวันออกเพื่อกระจายไปยังเมืองต่าง ๆ
สินค้าในขบวนครั้งนี้มีมูลค่ามหาศาล หากถูกปล้นชิงหรือเสียหายก็นับได้ว่าสิ้นเนื้อประดาตัวทีเดียว
หลินเฟยจิวเปิดผ้าม่านมองไปยังขบวนรถม้าด้านหน้าที่เป็นขบวนของบิดามารดานางเพราะต้องกลับไปเยี่ยมบรรพบุรุษที่เมืองเผยหนิงทำให้นางต้องติดขบวนในครั้งนี้มาด้วย
ขาดก็แต่สามีนางที่ติดธุระด่วนจึงไม่อาจร่วมทางมาด้วย นางหันมองขบวนด้านหลังที่เต็มไปด้วยสินค้าราคาแพง หันมองคนคุ้มกันที่มีมากกว่าปกติหลายเท่าตัว
ความกังวลใจนางมีมากขึ้นอีกเมื่อใกล้จะถึงป่าด่านนอกเมือง สถานที่ขึ้นชื่อว่าโจรป่าชุกชุมยิ่งนัก เมื่อเดือนก่อนก็มีข่าวเรื่องปล้นสินค้าของพ่อค้าต่างเมือง
ทหารที่รับเรื่องก็ยังจับกุมไม่ได้ หากไม่เพราะว่าต้องเร่งส่งสินค้าและกลับไปไหว้บรรพบุรุษพวกเราก็คงไม่กล้าเสี่ยงเช่นนี้
“คุณหนูเจ้าขารับของว่างไหมเจ้าคะ” เสียงสาวใช้ข้างกายนางพูดขึ้น นางหันมองสาวใช้บ้านสกุลหวังที่ติดตามนางตั้งแต่แต่งเข้าจวนไป
ชุนเออร์รินน้ำชาใส่ถ้วยส่งให้ฮูหยิน จากนั้นก็ส่งขนมของว่างให้เพื่อเอาใจ สองมือก็บีบนวดทำให้นางหายกังวลในเรื่องที่คิด กินน้ำชาจนหมดไปสองจอก นางก็รู้สึกง่วงนอนทั้งที่ปกติไม่เคยหลับในเวลากลางวันมาก่อน
จังหวะที่กำลังจะหลับสนิทนั้น จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงตะโกนดังขึ้น
“มีคนร้าย มีโจรบุก!!” นางลืมตาตื่นแล้วเปิดผ้าม่านออกมองไปยังขบวนบิดามารดานางด้านหน้า ตอนนี้โจรพวกนั้นกำลังฉุดกระชากบิดามารดานางลงมาจากนั้นก็ใช้ดาบจ่อคอเอาไว้
“อย่า!!” เสียงนางตะโกนขึ้น ทำให้โจรพวกนั้นหันมองนาง ไม่ทันที่นางจะลงจากรถม้าดาบก็จ่อที่คอนางจากด้านหลัง พวกมันพานางไปกองอยู่ตรงที่เดียวกับบิดามารดานาง
หลินเฟยจิวกอดพวกเขาไว้แน่น “พวกท่านจะเอาอะไรก็เอาไป แต่ได้โปรดละเว้นบิดามารดาข้า”
เสียงโจรตรงหน้าหัวเราะขำ จากนั้นก็สั่งให้คนของมันขนสินค้าออกไป นางหันมองพวกคุ้มกันที่เราจ้างมาถูกฆ่าตายไม่มีเหลือ ส่วนชุนเออร์กำลังจะถูกลากไปเช่นกัน
“คุณหนูช่วยบ่าวด้วย” เสียงชุนเออร์ร้องขอให้นางช่วย หลินเฟยจิวได้แต่หันมอง แม้ปากจะขอร้องพวกนั้นให้ปล่อยสาวใช้แต่ก็ไม่ได้ผลเมื่อพวกมันลากนางเข้าไปในพงหญ้าจากนั้นเสียงกรีดร้องของสาวใช้นางก็ดังขึ้นมา...
“จับตัวกลับไปยังรังโจร” เสียงคนตรงหน้านางพูดขึ้น หลินเฟยจิวได้แต่ร้องขอให้พวกมันปล่อย หากแต่พวกมันไม่แม้แต่จะฟัง จับบิดามารดานางไปยังกระท่อมกลางป่ามัดพวกท่านเอาไว้จากนั้นก็เริ่มทรมาน
“บอกมาว่าพวกเจ้าซ่อนสมบัติไว้ที่ไหน”
ตระกูลหลินเป็นตระกูลที่มีสมบัติมากที่สุดในเมืองหลวง พวกเขาเก็บซ่อนสมบัติที่ว่าไว้มากมายทีเดียว หรือเรียกง่าย ๆ ว่าสมบัติที่พวกเขามีเทียบไม่ได้หนึ่งในร้อยที่พวกเขาเก็บเอาไว้
พวกมันไม่ได้ต้องการเพียงสินค้าในขบวนแต่ต้องการทั้งหมด ที่เรามี
หลินห้าวอี้และฮูหยินซือหง มองพวกมันที่ใช้มีดจ่อคอบุตรสาวตัวเองจึงเอ่ยปากร้องขอชีวิต “สมบัติตระกูลหลินล้วนอยู่ในหอเทียนเหิง มีเพียงแค่ข้าและบุตรสาวเท่านั้นที่สามารถนำมันออกมาได้ ปล่อยพวกข้าแล้วข้าจะนำมาให้”
โจรที่ว่ารู้ดีว่าหอเทียนเหิงนั้นเป็นสถานที่ฝากเงินและขนส่งสินค้าชื่อดังที่มีคนมีฝีมืออยู่มากมาย ทั้งนี้เพราะความเร่งรีบทำให้คนตระกูลหลินไม่ได้ใช้บริการพวกหอเทียนเหิง ทำให้พวกเขามีโอกาสลงมือง่ายดาย
“ส่งนางไป” โจรชั่วพวกนั้นหันไปสั่งลูกน้อง ดวงตาเขามองไปยังสตรีงดงามตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้า สองมือหยาบยกคางนางขึ้นจากนั้นก็ก้มลงดมกลิ่นกายนาง
หลินเฟยจิวรีบสะบัดหน้าหนีแต่มือหยาบก็ดึงรั้งนางมาอีกครั้ง จากนั้นก็ฉุดนางขึ้นม้าเพื่อมุ่งหน้าไปยังหอเทียนเหิงที่ห่างไปเพียงหนึ่งลี้
พวกมันเร่งรีบเดินทางไม่นานก็ถึงหอเทียนเหิง
“จำไว้อย่าแสดงพิรุธเด็ดขาดไม่อย่างนั้นหัวบิดามารดาเจ้าจะ ไม่อยู่บนบ่าแน่”
หลินเฟยจิวพยักหน้ารับรู้ นางลงจากหลังม้าแล้วจัดเสื้อผ้าตัวเองก่อนจะเดินเข้าไปในหอเทียนเหิง เมื่อเข้าไปด้านในคนของหอเทียนเหิงก็รีบทักอย่างรวดเร็ว
“คุณหนูหลินท่านมาได้ยังไง”
ก่อนหน้าที่พวกเราจะออกเดินทาง พวกเราเคยติดต่อขอคนคุ้มกันจากหอเทียนเหิงแล้ว แต่พวกเขาถูกคนจากสกุลอื่นจ้างไปจนหมด ด้วยความเร่งรีบพวกเราจึงออกเดินทางด้วยตนเอง
เป็นความผิดมหันต์ที่นำมาสู่หายนะ นางมองไปยังชั้นสอง
“พี่เหิงอยู่หรือไม่”
คนเฝ้าหอยิ้มแล้วเชิญนางขึ้นไปด้านบน หลินเฟยจิวเดินขึ้นไปมองไปยังโต๊ะทำงานที่มีเพียงหนึ่งเดียว มองบุรุษเจ้าของหอที่กำลังดีดลูกคิดอย่างรวดเร็ว
“พี่เหิง” เสียงหวานเรียกชื่อเจ้าของหอ ทำให้เทียนเหิงเงยหน้าขึ้นมอง “จิวเออร์เจ้ามาได้ยังไง? ไม่ใช่ว่าไปเมืองเผยหนิงแล้ว?”
ถ้าพูดตามกำหนดการพวกเราคงใกล้ถึงเมืองเผยหนิงแล้ว ถ้าไม่ติดว่าถูกโจรดักปล้นเสียก่อน
“พอดีข้าติดธุระนิดหน่อยที่สกุลหวัง เลยติดตามพวกท่านไม่ทันตอนนี้ที่เมืองเผยหนิงมีปัญหานิดหน่อย ท่านพ่อจึงให้ข้ามาเบิกเงินทั้งหมดไปก่อน”
คิ้วของเทียนเหิงเลิกขึ้นอย่างแปลกใจ “ทั้งหมด นั่นมันจำนวน ไม่น้อยเลยนะจิวเออร์”
นางรู้แต่ถ้าแลกกับชีวิตบิดามารดานางได้ นางก็พร้อมจะทำ
“รบกวนพี่เหิงด้วยเรื่องด่วนจริง ๆ”
เจ้าของเงินอยากจะถอนเงินทั้งหมดเขาจะปฏิเสธได้อย่างไร แต่ดู ๆ เรื่องนี้ก็มีเงื่อนงำ “แล้วสามีเจ้าไปด้วยไหม”
หลินเฟยจิวส่ายหน้า “เขาติดธุระพอดีที่ร้านสกุลหวังมีปัญหา นิดหน่อยจึงไม่ได้ไปด้วย”
“ถ้าอย่างนั้นพี่ไปส่งไหม?”
หลินเฟยจิวมองบุรุษตรงหน้า พวกเราเติบโตเห็นหน้ากันมาตั้งแต่เยาว์วัย ความสนิทมีมากกว่าลูกค้าและพ่อค้า นางซาบซึ้งในน้ำใจเขาแต่ก็ไม่อาจเสี่ยงรับไว้ได้
นางจึงจำต้องฝืนยิ้มกลบความรู้สึกในใจ “พี่บอกเองไม่ใช่หรือว่าคนของหอถูกเรียกใช้จนหมดแล้วจะมีใครไปกับข้าได้”
คนตรงหน้าชี้หน้าตัวเอง “พี่”
“แหมพี่เหิงหากพี่ไปกับข้าแล้วจะมีใครดูแลกิจการท่าน เรื่องนี้ข้าไม่อยากรบกวนท่าน อีกอย่างข้าได้คนคุ้มกันหออื่นแล้ว”
หลินเฟยจิวจับมือตัวเองไว้แน่น นางกำลังควบคุมสติตัวเองไม่ให้ผิดสังเกต เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่สงสัยแล้วนางจึงพ่นลมหายใจออกมา ทำให้คนที่ลุกขึ้นสะดุดหันมองคนที่ก้มหน้า
ความสงสัยของเขายังไม่หายไป เทียนเหิงเดินเข้าไปด้านในจากนั้นก็หยิบตั๋วเงินออกมาหลายปึก
สีหน้านางมองอย่างสงสัย “แค่นี้หรือเจ้าคะ?”
“ตอนนี้พี่มีเงินเพียงเท่านี้ ไว้ที่เหลือพี่จะให้คนส่งตามไป หวังว่าเจ้าจะไม่ถือสา”
นางขอบคุณเขามากกว่า แต่กลัวโจรพวกนั้นจะไม่เชื่อนาง ทำอย่างไรดีหากได้เงินไปเพียงนิดนางกลัวพวกเขาจะทำร้ายบิดา มารดานาง
“ตกลงให้พี่ไปส่งไหม?”
หลินเฟยจิวส่ายหน้าอีกครั้งแล้วรีบรวบเงินใส่เสื้อตัวเองแล้วขอตัว ท่าทางเร่งรีบอย่างมีพิรุธทำให้เขายิ่งสงสัย
“ท่านหัวหน้าหอ” เสียงคนของเขาเรียกทำให้เขาต้องหันกลับมาสนใจงานของตนเอง แต่ความกังวลก็ยังมีไม่สิ้นสุด
“ติดตามนางไป ถ้ามีเรื่องอะไรรีบมารายงานข้า”
“ขอรับคุณชาย” ไป๋เฉินมือขวาเขารีบรับคำจากนั้นก็ติดตาม หลินเฟยจิวไป แต่แล้วก็ถูกพวกมันจับได้ เกิดการต่อสู้กันจนเขาได้รับบาดเจ็บสาหัส แม้หลบหนีมาได้แต่ก็ไม่อาจกลับไปรายงานได้เร็ว
เขาหวังเพียงว่านางจะยังปลอดภัย และหวังว่าเขาจะกลับไปบอกคุณชายให้ไปช่วยคุณหนูหลินได้ทัน
หัวหน้าโจรมองตั๋วเงินที่ได้รับ จากนั้นก็โยนลงพื้นด้วยความโมโห “สมบัติพวกเจ้ามีเพียงเท่านี้ เจ้าอยากตายหรือไง”
“ข้าขอเบิกเงินมาหมดแล้วจริง ๆ แต่เขาบอกว่ามีเงินเพียงเท่านี้ หากอยากได้ทั้งหมดต้องใช้เวลาอีกหลายวัน”
“ไอ้เทียนเหิงเจ้าเล่ห์” หัวหน้าโจรด่าไม่เลี้ยง
“เรียนหัวหน้าตอนที่เรากลับมาคนของมันก็ติดตามมาด้วย โชคดีที่ข้ารู้เสียก่อนจึงจัดการไปแล้ว”
หลินเฟยจิวหันมองคนพูด คนที่ว่าคงเป็นพี่ไป๋เฉิน เขาต้องมาซวยเพราะนางไม่รู้ว่าตอนนี้เป็นตายร้ายดีอย่างไร
“ในเมื่อเงินไม่ได้ แถมยังต้องเสียเวลาเปล่า” หัวหน้าโจรหันมามองนางจากนั้นก็บีบคางนางเอาไว้ “ถ้าเช่นนั้นก็ใช้ตัวเจ้าแทนเงินแล้วกัน”
“ไม่นะ อย่าทำบุตรสาวข้าเลย” เสียงบิดามารดานางร้องขอ แต่พวกมันก็ไม่ฟังรีบใช้ผ้าปิดปาก จากนั้นก็ลากนางไปยังมุมห้อง ต่อหน้าบิดามารดานาง ต่อหน้าทุกคนโจรชั่วฉีกเสื้อผ้านางทิ้งไม่เหลือ
เสียงนางกรีดร้องอย่างเจ็บปวด น้ำตารินเพื่อขอร้องให้พวกมันหยุดมือ ยามใบหน้าหยาบชั่วนั้นก้มลงย่ำยีนาง เสียงหัวเราะของพวกมันกล่อมประสาทเกือบทำให้นางเสียสติ
“ได้โปรดละเว้นข้าด้วยเงินท่านก็ได้ไปแล้ว จำนวนเงินนั้นมากพอที่จะให้พวกท่านกินใช้ไปตลอดชีวิตได้โปรดปล่อยข้า”
นางเว้าวอนเท่าไรแต่ก็เหมือนสูญเปล่า เสียงเสื้อนางฉีกขาดเหมือนดังหัวใจนางที่ตายในทันที หลินเฟยจิวพยายามยกมือไหว้ขอร้องพวกมัน แต่ความเมตตาพวกมันก็ไม่มีให้นาง สองมือพยายามปัดพวกมันออกไปแต่พวกมันก็พยายามยัดสิ่งน่ารังเกียจใส่ตัวนางจนสำเร็จ
กรี๊ด!!! นางร่ำร้องแทบขาดใจ ยิ่งร้องก็ยิ่งได้ยินเสียงหัวเราะจากพวกมัน ดวงตานางที่พร่ามัวมองบิดามารดาที่กำลังมองบุตรสาวด้วยความเจ็บปวด “ได้โปรดข้าไม่อยากให้พวกท่านเห็น” นางเอ่ยขอร้องในสิ่งที่คิดมองคนบนตัวนางหัวเราะแล้วหันไปสั่ง
“จัดการ!!”
“ไม่!!!” หลินเฟยจิวหันมองพวกมันที่ยกดาบขึ้นจากนั้นก็ปาดคอมารดานาง
“ก็คุณหนูบอกว่าไม่อยากให้พวกเขาเห็น ข้าก็ทำให้แล้วอย่างไรเล่า”
เสียงบิดานางร้องเรียกฮูหยิน “พวกแก มันชาติชั่ว ขอให้พวกแก ไม่ตายดีตายไปก็ไม่ได้ผุดได้เกิด”
เพียะ!! เสียงมือคนร้ายตบปากบิดานางจากนั้นก็เชือดคออีกคน
กรี๊ด!!! เสียงนางกรีดร้อง
หลินเฟยจิวมองภาพตรงหน้าอย่างคนเสียสติ นางกรีดร้องใช้มือตะเกียกตะกายหวังเพียงจะคลานไปหามารดา แต่ยิ่งทำพวกมันก็ยิ่งกดนางลงพื้น ดวงตานางเต็มไปด้วยน้ำตาเสียงแหบพร่าเต็มไปด้วยความเสียใจ
ตอนนี้นางไม่สนอะไรไม่ว่าพวกมันสักกี่คนที่วนเวียนอยู่บนตัวนาง เป็นเพราะนางหรือเป็นเพราะใครทำให้บิดาและมารดาต้องมาตายอย่างอนาถ
“อย่าทำให้มันตายเด็ดขาด ตราบใดที่เรายังไม่ได้เงินทั้งหมด”
บิดามารดานางตายไปแล้ว เงินพวกนั้นจะมีประโยชน์อะไรสำหรับนาง ในเมื่อตัวนางก็กลายเป็นสตรีแปดเปื้อนมีมลทิน สู้ตายไปไม่ดีกว่าหรืออย่างไร
นางหันมองโจรที่อยู่บนตัวนางยามเมื่อพ่นน้ำออกมาเสร็จก็ยกขึ้นสะบัดหน้าแล้วเรียกคนอื่นมาต่อ ช่วงจังหวะนั้นนางหันมองเห็นดาบที่มันวางเอาไว้ จึงคิดหมายจะหยิบขึ้นมาปาดคอตัวเองให้ตาย
แต่แล้วเท้าของโจรที่มาใหม่ก็เหยียบมือนางเอาไว้
“คุณหนูถึงท่านอยากตายก็ตายไม่ได้หรอก” เสียงมันหัวเราะอย่างน่ารังเกียจ จากนั้นก็ปัดดาบที่ว่าออกไปไกลนาง สีหน้ามันเต็มไปด้วยความน่ารังเกียจ มือมันกำลังจะถอดกางเกงเพื่อมาย่ำยีนางต่อ!!
ฉึก!! เสียงดาบลอยมาปักที่กลางอกพวกมัน นางหันมองไปยังทิศทางของดาบก็พบว่าเป็น “เทียนเหิง”
เทียนเหิงเห็นสภาพของหลินเฟยจิวก็ระเบิดความโกรธออกมา
“ฆ่าพวกมันให้หมด!! อย่าเหลือให้หลุดรอดสักคนเดียว!!”
นางมองภาพตรงหน้า หากเกิดเรื่องนี้ก่อนหน้าที่จะเกิดเรื่องในวันนี้กับนาง นางคงหวาดกลัวและไม่กล้ามอง แต่ตอนนี้ไม่ใช่นางมองคนที่ย่ำยีนางค่อย ๆ ตายทีละคนด้วยความสะใจ ทอดมองภาพตรงหน้าเหมือนเป็นสิ่งสวยงาม
ยามที่เทียนเหิงเดินมาหานางตัวนางกลับหันหน้าอีกฝั่ง
“พี่เหิงอย่าเข้ามา”
เทียนเหิงถอดเสื้อคลุมของเขาวางบนตัวนาง แต่มือหลินเฟยจิวก็ปัดมือเขาออก “อย่าแตะต้องตัวข้า”
“พี่มาช่วยเจ้าเฟยจิว”
“ข้าไม่เหลืออะไรแล้วพี่เหิงข้าอยากตาย” นางหันมองดาบข้างตัวเขาคิดหมายจะหยิบขึ้นมาฆ่าตัวเองให้ตาย แต่เทียนเหิงมีหรือจะยอมให้นางทำได้สำเร็จ เขาจับมือนางไว้แน่น “จิวเออร์เจ้าต้องมีชีวิตต่อไป”
“ท่านพ่อท่านแม่พวกเขา..”
เทียนเหิงพยักหน้ารับรู้ “ข้าจะจัดการเรื่องนี้ให้ แต่ยังไงเจ้าก็ห้ามโทษตัวเองเด็ดขาด”
สายตาหลินเฟยจิวมองไปยังร่างบิดามารดาจากนั้นน้ำตาก็รินไหลออกมาไม่ขาดสาย สตินางตอนนี้หลุดลอยแล้วปล่อยให้เทียนเหิงอุ้มนางแล้วออกจากกระท่อมที่แสนน่ารังเกียจ
เทียนเหิงอุ้มนางลงมาจากภูเขามองคนที่อยู่ในอกเขาหมดสติไปแล้วเขาก็ยิ่งร้อนใจ จังหวะที่วางนางลงบนรถม้าก็มีคนจากสกุลหวังมาถึงพอดี
หวังเยี่ยนเฉินลงจากม้าด้วยสีหน้าตกใจ รีบเข้ามาดูหลินเฟยจิวด้วยความเป็นห่วงเมื่อเห็นสภาพของนางก็แสดงความโกรธคิดหมายจะขึ้นไปจัดการพวกมันอีก
“ข้าฆ่าพวกมันหมดแล้ว ส่วนนาง..” เทียนเหิงมองคนด้านในรถม้า เขาที่เป็นคนนอกอยากจะพานางกลับไปก็ทำไม่ได้
“ข้าขอบคุณท่านมากที่ช่วยเหลือบุญคุณครั้งนี้ข้าจะไม่มีวันลืม”
หวังเยี่ยนเฉินพูดจบก็ขอตัวหลินเฟยจิวกลับไปยังสกุลหวัง ส่วนศพของหลินห้าวอี้และฮูหยินซือหงก็ส่งกลับสกุลหลินเพื่อทำพิธีต่อไป
เทียนเหิงได้แต่มองรถม้าของสกุลหวังขับเคลื่อนออกไป
“คุณชายจะปล่อยไปอย่างนี้หรือขอรับ ดูก็รู้ว่าเรื่องพวกนี้มีเงื่อนงำ”
เขาเองก็คิดเช่นนั้น แต่ทำอะไรไม่ได้ในเมื่อคนคนนั้น คือ สามีของหลินเฟยจิว ซึ่งเขาไม่มีสิทธิ์ที่จะทำอะไรนอกเหนือจากช่วยนางได้
“ส่งคนไปสืบเรื่องนี้ให้ละเอียด เรื่องนี้คงไม่ใช่โจรปล้นธรรมดาแน่”
อย่าให้เขารู้ว่าสกุลหวังมีส่วนเกี่ยวข้องเพราะเขาจะไม่เอาพวกมันไว้แน่ นึกถึงสภาพของหลินเฟยจิวแล้วมือเขาก็กำแน่นกว่าเดิม
“เฉือนเนื้อพวกมันเป็นชิ้นแล้วโยนให้หมาป่ากิน”
คนของเขาเงยหน้ามองคนสั่ง แม้ตายไปแล้วก็ยังไม่สาสมกับสิ่งที่พวกมันทำไว้กับคุณหนูสกุลหลิน
คนในรถม้ามองไปยังสตรีที่หมดสติ สภาพนางเนื้อตัวช้ำไม่เหลือสภาพมุมปากคนเป็นสามีก็ยกขึ้นเหยียด ไม่แม้แต่จะอยากแตะต้องสตรีตรงหน้า เมื่อถึงสกุลหวังเขาก็สั่งให้คนยกนางไปยังเรือนหลังสุด
วางร่างสตรีที่ขึ้นชื่อว่าภรรยาโดยไม่คิดถนอม จากนั้นก็สั่งให้บ่าวมาเช็ดเนื้อตัวให้รอคอยให้นางฟื้นจากการหมดสติ
หลินเฟยจิวลืมตาขึ้นในวันที่สอง ยามเมื่อลืมตาก็พบสามีนางกำลังจับมือเอาไว้แน่น
“เจ้าฟื้นแล้วจิวเออร์ฮูหยินรักของข้า”
นางน้ำตารินมองมือที่เขากุมมือนาง จึงพยายามดึงมือออกแต่มือเขาก็ไม่ยอมปล่อยนาง “ข้าไม่รังเกียจเจ้าไม่เคยรังเกียจสักนิด ไม่ว่ายังไงเจ้าก็เป็นจิวเออร์ของข้าตลอดไป เป็นภรรยาที่ข้ารักที่สุด”
น้ำตานางซาบซึ้งในสิ่งที่ได้ยินไม่เคยคิดว่าเขาจะเป็นบุรุษที่ดีเช่นนี้
“ท่านพ่อท่านแม่ข้า”
“ไม่ต้องห่วงจิวเออร์ ข้าให้คนเตรียมงานหมดแล้ว เจ้าพักรักษาตัวให้ดีก่อนแล้วค่อยห่วงเรื่องอื่น”
“ข้าจะไปหาท่านพ่อท่านแม่” นางจะลุกขึ้นจากเตียงแต่แล้วก็ไม่มีแรงแม้แต่จะลุกขึ้นได้
หวังเยี่ยนเฉินทำสีหน้าไม่พอใจอย่างรังเกียจแต่ก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นห่วงยามเมื่อนางมองเขา “เจ้าควรรักษาตัวเองก่อน จะลุกขึ้นไปในสภาพแบบนี้ให้คนเห็นไม่ได้” ปลายประโยคเหมือนจะรำคาญและขึ้นเสียง
ทำให้หลินเฟยจิวถึงกับนิ่งอึ้งมองภาพตรงหน้าหรือนางหูฝาดไป
“ข้าเป็นห่วงเจ้ามากรู้ไหมจิวเออร์ เจ้าพักอีกสักสองสามวัน แล้วค่อยไปกราบพวกท่านแล้วกัน”
นางไม่อยากมีปัญหาไม่อยากให้เขากังวลใจจึงยอมเชื่อฟังแล้วนอนดังเดิม “ข้าจะไปดูงานที่บ้านสกุลหลิน เจ้าก็นอนพักไปก่อนค่ำ ๆ ข้าจะมาใหม่”
นางมองคนเป็นสามีออกจากห้อง ก่อนหันมองห้องที่ไม่คุ้นเคย นี่ไม่ใช่ห้องของนาง หรือเขาจะรังเกียจนางจึงพานางมาเก็บไว้ห้องนี้
แต่สีหน้าแววตาเขาก็แสดงว่าเป็นห่วงนาง คำพูดเขาก็บอกว่า ไม่รังเกียจ แต่นางเองต่างหากที่รังเกียจตัวเอง ชีวิตต่อจากนี้นางจะอยู่ได้เช่นไร หลินเฟยจิวหันมองรอบห้อง นางอยากหาอาวุธมาปลิดชีวิตนางแต่ก็ไม่มี หันมองต้นตอของเสียงฝีเท้าตามมาด้วยเสียงเปิดประตู
จึงพบว่าเป็น “หวังเหลียนจู่” น้องสาวของสามีนาง
“พี่สะใภ้ท่านฟื้นแล้วเหรอ” น้ำเสียงที่ว่าตกใจเล็กน้อย จากนั้นก็รีบมานั่งใกล้เตียงของนาง ดวงตามองหลินเฟยจิวตั้งแต่หัวจรดเท้า มองรอยช้ำที่มีอยู่ทั่วตัวก็ยกมุมปากขึ้นเหยียดก่อนจะหายไป
ดวงตานั้นตวัดมองนางแล้ว “ข้าเสียใจกับเรื่องของสกุลหลิน อย่างที่สุด พี่สะใภ้ต้องรีบรักษาตัวให้ดีหายไว ๆ นะเจ้าคะ”
หลินเฟยจิวมองคนตรงหน้าหรือที่ผ่านมานางเข้าใจอีกฝ่ายผิดว่าไม่ชอบหน้านาง แต่ในเมื่ออีกฝ่ายแสดงความจริงใจแล้ว นางก็ควรจะลืมเรื่องในอดีตไป
เสียงเหมือนมีคนเดินเข้ามา เมื่อนางหันมองก็พบว่าเป็นแม่นมกุ้ย นางเข้ามาด้วยสีหน้าแตกตื่น ส่งจดหมายให้กับหวังเหลียนจู่จากนั้นสีหน้าของคนอ่านจดหมายก็ตกใจ
“ห้ามให้ใครรู้เรื่องนี้เด็ดขาด” สีหน้าหวังเหลียนจู่เป็นกังวลอย่างที่สุดหันไปสั่งบ่าวที่ติดตามออกไปให้หมดแล้วปิดประตูให้แน่นหนา จากนั้นก็หันมาทางนางแล้วส่งจดหมายนั้นให้นางอ่าน
หลินเฟยจิวมองข้อความจดหมายด้วยความตกใจ ไม่ใช่ว่า พวกมันตายไปหมดแล้วหรือ เหตุใดจึงมีคนส่งจดหมายมาขู่ได้
“พี่สะใภ้พวกเราจะทำยังไงดี หากเรื่องนี้แพร่ออกไปไม่เพียงแค่พี่จะเดือดร้อน แม้แต่สกุลหวังเราเองก็คงไม่มีหน้าเอาไว้บนบ่าแน่”
ในจดหมายที่ว่านั้นกำลังขู่เอาสมบัติที่เหลือของสกุลหลินที่ เทียนเหิงเก็บเอาไว้ นางจะทำเช่นไรดี?
รักษาเกียรติของสามี หรือรักษาสมบัติของสกุลหลิน?