เสียงกรีดร้องของคนในโลงศพดังลั่น ใช้มือตะเกียกตะกายกรีดไปยังโลงศพที่อยู่เบื้องหน้า น้ำตาไหลรินไม่ขาดสายวิงวอนให้คนที่กำลังใช้จอบตักดินฝังนางทั้งเป็นให้หยุดมือ
แต่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผู้คนอันชั่วร้ายเหล่านั้นต่างเร่งรีบช่วยกันฝังร่างที่ฟื้นขึ้นมาจากฤทธิ์ยาโดยไม่คาดคิด
ไหนบอกว่าตายแล้ว!! ไหนบอกว่าจะไม่ฟื้นขึ้นมาอีก!! ไม่ได้การ!! อย่างไรพวกเราก็ต้องฝังคนทั้งเป็น
หลินเฟยจิวกรีดร้อง ใช้มือทุบฝาโลงที่ว่า “ปล่อยข้า ใครก็ได้ปล่อยข้า ข้ายังไม่ตาย”
นางยังไม่ตายแต่ถูกฝังทั้งเป็น “พวกท่านโปรดปล่อยข้าไปได้โปรด” เสียงสะอื้นน้ำตาไหลริน พยายามใช้มือเคาะฝาโลง แต่ด้านบนก็ยังมีเสียงดินที่ฝังกลบลงมา
นางไปทำอะไรให้พวกเขา ที่ผ่านมานางทุ่มเทกับสกุลหวังอย่างสุดหัวใจ รักและเทิดทูนผู้เป็นสามี ไม่เคยทำอะไรผิดประเพณี แต่แล้วสิ่งที่นางได้รับ คือความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส พวกเขามอบความตายให้นาง ทั้งที่นางยังหายใจ
เจ็บจนแค้นอย่างสุดฝังลึกในใจนางอย่างที่ไม่เคยมีมา หากแต่นางก็ยังมีหวัง หวังเพียงว่าคนที่กำลังลงมือฝังนางจะหยุด
“ท่านพี่ ท่านเคยรักข้าบ้างหรือไม่”
เสียงของนางนั้น ข้างโลงได้ยินชัดเจน หากแต่คนที่ยืนมองอยู่กลับยกยิ้มเหยียดทางมุมปาก “รักอย่างนั้นหรือโง่งมสิ้นดี หากสกุลหลินไม่เป็นก้างขวางคอชิ้นโตของตระกูลข้า อย่าหวังว่าสตรีเช่นเจ้าจะได้แต่งเข้ามา”
ไม่เคยรักนาง ไม่เคยคิดแต่งงาน แต่หวังเพียงสมบัติของตระกูลนาง บัดนี้ตระกูลหลินสิ้นแล้ว บิดามารดานางต้องตายอย่างมีเงื่อนงำ คนทั้งตระกูลสูญสิ้น ล้วนเป็นฝีมือคนที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีนาง
พวกท่านโหดเหี้ยมเกินไปแล้ว เหตุใดจึงได้ทำกับนางเช่นนี้ มือที่ทุบฝาโลงหยุดนิ่ง ไม่ใช่เพราะหมดแรง แต่เพราะรู้ว่าถึงทุบไปอย่างไร พวกเขาก็ไม่เปิดมันให้นางแน่
จบสิ้นแล้วชีวิตในภพนี้ แต่นางก็ไม่อาจตายได้ อย่างไรนางก็ ไม่ตายและไม่อาจจะปล่อยให้พวกมันสงบสุขได้
สวรรค์หากท่านยังฟังข้าอยู่ ได้โปรดช่วยข้าแล้วข้าจะตอบแทนด้วยวิญญาณนี้
สวรรค์หากท่านช่วยข้า ชีวิตที่เหลือข้าจะตอบแทนด้วยการช่วยเหลือคนทุกข์ยาก
นรกหากท่านช่วยข้า ชีวิตที่เหลือข้าจะขายวิญญาณนี้ให้ท่าน แล้วลากคนชั่วพวกนั้นไปสังเวยให้พวกท่านในนรก รับรองว่าท่านจะ ไม่เหนื่อยที่จะต้องวุ่นวายกับพวกมันอีก
สวรรค์หรือนรกใครกันที่จะช่วยนาง?
เสียงด้านบนเหมือนจะเงียบไปแล้ว อากาศที่จะหายใจก็เช่นกัน นั่นหมายความว่านางกำลังจะตาย แต่ดูเหมือนสวรรค์จะยังลงโทษนาง ไม่พอ นางต้องทรมานกับการใกล้ตายถึงสามวันสามคืน
ต้องทรมานกับความหิว ต้องทนมองร่างตัวเองถูกหนูแทะกินทั้งที่ยังรู้สึกตัว ดวงตานางมองไปยังชิ้นเนื้อตัวเองที่หลุดร่อนไม่เหลือสภาพ มองพวกสัตว์ร้ายกัดกินเนื้อนางราวกับเป็นเนื้อสวรรค์
เลือดทุกหยดที่ไหลออกมา ตลอดจนกระดูกที่เหลือโผล่ให้เห็น ต่อตานาง
เรี่ยวแรงสุดท้ายของนาง มือนางมองไปยังกำไลหยกสีเหลืองตรงหน้า จำได้ว่าเป็นของขวัญชิ้นแรกที่บุรุษที่ชื่อว่า หวังเยี่ยนเฉิน มอบให้นาง
หลินเฟยจิวถอดมันออกมาจากนั้นก็วางไว้บนหน้าท้องนาง มือบางหยิบปิ่นปักผมจากนั้นก็ยกมือขึ้นกรีดข้อมือให้เลือดในกายนางหยดลงไปในกำไลหยก
จะนรกก็ช่าง จะปีศาจก็ได้ หรือจะเป็นวิญญาณชั่วร้ายที่สิงสถิตอยู่แถวนี้ นางไม่อยากเป็นคนดีแล้ว แต่อยากเป็นปีศาจที่จะลากพวกมัน ลงนรกไปอยู่พร้อมกับพวกท่าน
เสียงกรีดร้องดังขึ้นเสียงนั้นไม่ใช่นาง แต่เป็นวิญญาณปีศาจที่อยู่รอบตัวนาง ดวงตานางมองไปยังแสงสีทองที่ส่องเข้ามาจากนั้นฝาโลงที่ว่าก็ถูกเปิดออก
นางตายไปแล้วใช่ไหม ดวงตานางมองไปยังคนที่โน้มตัวลงมาบุรุษผู้นั้นไม่ใช่สามีนาง ไม่ใช่คนที่นางคาดหวังให้มาช่วย
แต่เป็นบุรุษที่แต่งกายด้วยชุดสีดำ ใบหน้าแต่งเติมด้วยเครื่องชาดสีแดงเหมือนสตรี หากแต่น้ำเสียงเป็นบุรุษ
“เจ้ายินยอมจะขายวิญญาณใช่หรือไม่”
หรือเขาจะเป็นปีศาจอย่างที่นางร้องขอ เสียงนางไม่อาจพูดออกมาได้ จึงได้แต่ตอบปีศาจตรงหน้าในใจ
“ข้ายอมแลกวิญญาณเพื่อแลกกับชีวิตของพวกมันที่ทำกับข้า”
เสียงหัวเราะของปีศาจตรงหน้านางดังขึ้น มือปีศาจนั้นยกคลี่พัดแล้วโบกเดินรอบโลงของนาง
“งานพวกนี้ข้าทำเองได้คงไม่ต้องรบกวนมนุษย์เช่นเจ้า แต่บังเอิญว่าข้าต้องการสิ่งหนึ่งจากเจ้าต่างหาก”
เขาหมายถึงสิ่งใด ฝีเท้าของเขาหยุดที่ปลายโลงของนาง มุมปากยกขึ้นแสยะยิ้มมีเลศนัย “ความแค้นกับชะตาของเจ้ามีราคา”
สิ้นคำมือเขาก็หุบพัดลงแสงสีทองก็สาดส่องมายังตัวนางอีกครั้งจากนั้นความเจ็บปวดที่นางมีก็หายไป...
หรือว่าชะตานี้จะไม่ยังจบลงแต่กำลังจะเริ่มขึ้นต่างหาก
พวกท่านห้ามตายก่อนเพราะข้ากำลังจะกลับมาแล้ว...
หากนึกถึงสกุลคหบดีที่ร่ำรวยที่สุดในเมืองหลวงก็ต้องนึกถึงสกุลหลิน หากนึกถึงสกุลคหบดีที่ร่ำรวยเป็นอันดับสองก็ต้องนึกถึงสกุลหวัง สองตระกูลแข่งขันมาหลายชั่วอายุคน
จนกระทั่งมาถึงรุ่นแปด บุตรชายและบุตรสาวของสองตระกูลก็แต่งงานกันสร้างความสามัคคีและกลมเกลียวทำให้กลายเป็นคหบดีที่ น่ากลัวในสามแคว้น
ขบวนสินค้าของตระกูลหวังและตระกูลหลินออกเดินทางจาก เมืองหลวงเพื่อไปส่งสินค้าที่เมืองเผยหนิงที่ท่าเรือตะวันออกเพื่อกระจายไปยังเมืองต่าง ๆ
สินค้าในขบวนครั้งนี้มีมูลค่ามหาศาล หากถูกปล้นชิงหรือเสียหายก็นับได้ว่าสิ้นเนื้อประดาตัวทีเดียว
หลินเฟยจิวเปิดผ้าม่านมองไปยังขบวนรถม้าด้านหน้าที่เป็นขบวนของบิดามารดานางเพราะต้องกลับไปเยี่ยมบรรพบุรุษที่เมืองเผยหนิงทำให้นางต้องติดขบวนในครั้งนี้มาด้วย
ขาดก็แต่สามีนางที่ติดธุระด่วนจึงไม่อาจร่วมทางมาด้วย นางหันมองขบวนด้านหลังที่เต็มไปด้วยสินค้าราคาแพง หันมองคนคุ้มกันที่มีมากกว่าปกติหลายเท่าตัว
ความกังวลใจนางมีมากขึ้นอีกเมื่อใกล้จะถึงป่าด่านนอกเมือง สถานที่ขึ้นชื่อว่าโจรป่าชุกชุมยิ่งนัก เมื่อเดือนก่อนก็มีข่าวเรื่องปล้นสินค้าของพ่อค้าต่างเมือง
ทหารที่รับเรื่องก็ยังจับกุมไม่ได้ หากไม่เพราะว่าต้องเร่งส่งสินค้าและกลับไปไหว้บรรพบุรุษพวกเราก็คงไม่กล้าเสี่ยงเช่นนี้
“คุณหนูเจ้าขารับของว่างไหมเจ้าคะ” เสียงสาวใช้ข้างกายนางพูดขึ้น นางหันมองสาวใช้บ้านสกุลหวังที่ติดตามนางตั้งแต่แต่งเข้าจวนไป
ชุนเออร์รินน้ำชาใส่ถ้วยส่งให้ฮูหยิน จากนั้นก็ส่งขนมของว่างให้เพื่อเอาใจ สองมือก็บีบนวดทำให้นางหายกังวลในเรื่องที่คิด กินน้ำชาจนหมดไปสองจอก นางก็รู้สึกง่วงนอนทั้งที่ปกติไม่เคยหลับในเวลากลางวันมาก่อน
จังหวะที่กำลังจะหลับสนิทนั้น จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงตะโกนดังขึ้น
“มีคนร้าย มีโจรบุก!!” นางลืมตาตื่นแล้วเปิดผ้าม่านออกมองไปยังขบวนบิดามารดานางด้านหน้า ตอนนี้โจรพวกนั้นกำลังฉุดกระชากบิดามารดานางลงมาจากนั้นก็ใช้ดาบจ่อคอเอาไว้
“อย่า!!” เสียงนางตะโกนขึ้น ทำให้โจรพวกนั้นหันมองนาง ไม่ทันที่นางจะลงจากรถม้าดาบก็จ่อที่คอนางจากด้านหลัง พวกมันพานางไปกองอยู่ตรงที่เดียวกับบิดามารดานาง
หลินเฟยจิวกอดพวกเขาไว้แน่น “พวกท่านจะเอาอะไรก็เอาไป แต่ได้โปรดละเว้นบิดามารดาข้า”
เสียงโจรตรงหน้าหัวเราะขำ จากนั้นก็สั่งให้คนของมันขนสินค้าออกไป นางหันมองพวกคุ้มกันที่เราจ้างมาถูกฆ่าตายไม่มีเหลือ ส่วนชุนเออร์กำลังจะถูกลากไปเช่นกัน
“คุณหนูช่วยบ่าวด้วย” เสียงชุนเออร์ร้องขอให้นางช่วย หลินเฟยจิวได้แต่หันมอง แม้ปากจะขอร้องพวกนั้นให้ปล่อยสาวใช้แต่ก็ไม่ได้ผลเมื่อพวกมันลากนางเข้าไปในพงหญ้าจากนั้นเสียงกรีดร้องของสาวใช้นางก็ดังขึ้นมา...
“จับตัวกลับไปยังรังโจร” เสียงคนตรงหน้านางพูดขึ้น หลินเฟยจิวได้แต่ร้องขอให้พวกมันปล่อย หากแต่พวกมันไม่แม้แต่จะฟัง จับบิดามารดานางไปยังกระท่อมกลางป่ามัดพวกท่านเอาไว้จากนั้นก็เริ่มทรมาน
“บอกมาว่าพวกเจ้าซ่อนสมบัติไว้ที่ไหน”
ตระกูลหลินเป็นตระกูลที่มีสมบัติมากที่สุดในเมืองหลวง พวกเขาเก็บซ่อนสมบัติที่ว่าไว้มากมายทีเดียว หรือเรียกง่าย ๆ ว่าสมบัติที่พวกเขามีเทียบไม่ได้หนึ่งในร้อยที่พวกเขาเก็บเอาไว้
พวกมันไม่ได้ต้องการเพียงสินค้าในขบวนแต่ต้องการทั้งหมด ที่เรามี
หลินห้าวอี้และฮูหยินซือหง มองพวกมันที่ใช้มีดจ่อคอบุตรสาวตัวเองจึงเอ่ยปากร้องขอชีวิต “สมบัติตระกูลหลินล้วนอยู่ในหอเทียนเหิง มีเพียงแค่ข้าและบุตรสาวเท่านั้นที่สามารถนำมันออกมาได้ ปล่อยพวกข้าแล้วข้าจะนำมาให้”
โจรที่ว่ารู้ดีว่าหอเทียนเหิงนั้นเป็นสถานที่ฝากเงินและขนส่งสินค้าชื่อดังที่มีคนมีฝีมืออยู่มากมาย ทั้งนี้เพราะความเร่งรีบทำให้คนตระกูลหลินไม่ได้ใช้บริการพวกหอเทียนเหิง ทำให้พวกเขามีโอกาสลงมือง่ายดาย
“ส่งนางไป” โจรชั่วพวกนั้นหันไปสั่งลูกน้อง ดวงตาเขามองไปยังสตรีงดงามตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้า สองมือหยาบยกคางนางขึ้นจากนั้นก็ก้มลงดมกลิ่นกายนาง
หลินเฟยจิวรีบสะบัดหน้าหนีแต่มือหยาบก็ดึงรั้งนางมาอีกครั้ง จากนั้นก็ฉุดนางขึ้นม้าเพื่อมุ่งหน้าไปยังหอเทียนเหิงที่ห่างไปเพียงหนึ่งลี้
พวกมันเร่งรีบเดินทางไม่นานก็ถึงหอเทียนเหิง
“จำไว้อย่าแสดงพิรุธเด็ดขาดไม่อย่างนั้นหัวบิดามารดาเจ้าจะ ไม่อยู่บนบ่าแน่”
หลินเฟยจิวพยักหน้ารับรู้ นางลงจากหลังม้าแล้วจัดเสื้อผ้าตัวเองก่อนจะเดินเข้าไปในหอเทียนเหิง เมื่อเข้าไปด้านในคนของหอเทียนเหิงก็รีบทักอย่างรวดเร็ว
“คุณหนูหลินท่านมาได้ยังไง”
ก่อนหน้าที่พวกเราจะออกเดินทาง พวกเราเคยติดต่อขอคนคุ้มกันจากหอเทียนเหิงแล้ว แต่พวกเขาถูกคนจากสกุลอื่นจ้างไปจนหมด ด้วยความเร่งรีบพวกเราจึงออกเดินทางด้วยตนเอง
เป็นความผิดมหันต์ที่นำมาสู่หายนะ นางมองไปยังชั้นสอง
“พี่เหิงอยู่หรือไม่”
คนเฝ้าหอยิ้มแล้วเชิญนางขึ้นไปด้านบน หลินเฟยจิวเดินขึ้นไปมองไปยังโต๊ะทำงานที่มีเพียงหนึ่งเดียว มองบุรุษเจ้าของหอที่กำลังดีดลูกคิดอย่างรวดเร็ว
“พี่เหิง” เสียงหวานเรียกชื่อเจ้าของหอ ทำให้เทียนเหิงเงยหน้าขึ้นมอง “จิวเออร์เจ้ามาได้ยังไง? ไม่ใช่ว่าไปเมืองเผยหนิงแล้ว?”
ถ้าพูดตามกำหนดการพวกเราคงใกล้ถึงเมืองเผยหนิงแล้ว ถ้าไม่ติดว่าถูกโจรดักปล้นเสียก่อน
“พอดีข้าติดธุระนิดหน่อยที่สกุลหวัง เลยติดตามพวกท่านไม่ทันตอนนี้ที่เมืองเผยหนิงมีปัญหานิดหน่อย ท่านพ่อจึงให้ข้ามาเบิกเงินทั้งหมดไปก่อน”
คิ้วของเทียนเหิงเลิกขึ้นอย่างแปลกใจ “ทั้งหมด นั่นมันจำนวน ไม่น้อยเลยนะจิวเออร์”
นางรู้แต่ถ้าแลกกับชีวิตบิดามารดานางได้ นางก็พร้อมจะทำ
“รบกวนพี่เหิงด้วยเรื่องด่วนจริง ๆ”
เจ้าของเงินอยากจะถอนเงินทั้งหมดเขาจะปฏิเสธได้อย่างไร แต่ดู ๆ เรื่องนี้ก็มีเงื่อนงำ “แล้วสามีเจ้าไปด้วยไหม”
หลินเฟยจิวส่ายหน้า “เขาติดธุระพอดีที่ร้านสกุลหวังมีปัญหา นิดหน่อยจึงไม่ได้ไปด้วย”
“ถ้าอย่างนั้นพี่ไปส่งไหม?”
หลินเฟยจิวมองบุรุษตรงหน้า พวกเราเติบโตเห็นหน้ากันมาตั้งแต่เยาว์วัย ความสนิทมีมากกว่าลูกค้าและพ่อค้า นางซาบซึ้งในน้ำใจเขาแต่ก็ไม่อาจเสี่ยงรับไว้ได้
นางจึงจำต้องฝืนยิ้มกลบความรู้สึกในใจ “พี่บอกเองไม่ใช่หรือว่าคนของหอถูกเรียกใช้จนหมดแล้วจะมีใครไปกับข้าได้”
คนตรงหน้าชี้หน้าตัวเอง “พี่”
“แหมพี่เหิงหากพี่ไปกับข้าแล้วจะมีใครดูแลกิจการท่าน เรื่องนี้ข้าไม่อยากรบกวนท่าน อีกอย่างข้าได้คนคุ้มกันหออื่นแล้ว”
หลินเฟยจิวจับมือตัวเองไว้แน่น นางกำลังควบคุมสติตัวเองไม่ให้ผิดสังเกต เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่สงสัยแล้วนางจึงพ่นลมหายใจออกมา ทำให้คนที่ลุกขึ้นสะดุดหันมองคนที่ก้มหน้า
ความสงสัยของเขายังไม่หายไป เทียนเหิงเดินเข้าไปด้านในจากนั้นก็หยิบตั๋วเงินออกมาหลายปึก
สีหน้านางมองอย่างสงสัย “แค่นี้หรือเจ้าคะ?”
“ตอนนี้พี่มีเงินเพียงเท่านี้ ไว้ที่เหลือพี่จะให้คนส่งตามไป หวังว่าเจ้าจะไม่ถือสา”
นางขอบคุณเขามากกว่า แต่กลัวโจรพวกนั้นจะไม่เชื่อนาง ทำอย่างไรดีหากได้เงินไปเพียงนิดนางกลัวพวกเขาจะทำร้ายบิดา มารดานาง
“ตกลงให้พี่ไปส่งไหม?”
หลินเฟยจิวส่ายหน้าอีกครั้งแล้วรีบรวบเงินใส่เสื้อตัวเองแล้วขอตัว ท่าทางเร่งรีบอย่างมีพิรุธทำให้เขายิ่งสงสัย
“ท่านหัวหน้าหอ” เสียงคนของเขาเรียกทำให้เขาต้องหันกลับมาสนใจงานของตนเอง แต่ความกังวลก็ยังมีไม่สิ้นสุด
“ติดตามนางไป ถ้ามีเรื่องอะไรรีบมารายงานข้า”
“ขอรับคุณชาย” ไป๋เฉินมือขวาเขารีบรับคำจากนั้นก็ติดตาม หลินเฟยจิวไป แต่แล้วก็ถูกพวกมันจับได้ เกิดการต่อสู้กันจนเขาได้รับบาดเจ็บสาหัส แม้หลบหนีมาได้แต่ก็ไม่อาจกลับไปรายงานได้เร็ว
เขาหวังเพียงว่านางจะยังปลอดภัย และหวังว่าเขาจะกลับไปบอกคุณชายให้ไปช่วยคุณหนูหลินได้ทัน
หัวหน้าโจรมองตั๋วเงินที่ได้รับ จากนั้นก็โยนลงพื้นด้วยความโมโห “สมบัติพวกเจ้ามีเพียงเท่านี้ เจ้าอยากตายหรือไง”
“ข้าขอเบิกเงินมาหมดแล้วจริง ๆ แต่เขาบอกว่ามีเงินเพียงเท่านี้ หากอยากได้ทั้งหมดต้องใช้เวลาอีกหลายวัน”
“ไอ้เทียนเหิงเจ้าเล่ห์” หัวหน้าโจรด่าไม่เลี้ยง
“เรียนหัวหน้าตอนที่เรากลับมาคนของมันก็ติดตามมาด้วย โชคดีที่ข้ารู้เสียก่อนจึงจัดการไปแล้ว”
หลินเฟยจิวหันมองคนพูด คนที่ว่าคงเป็นพี่ไป๋เฉิน เขาต้องมาซวยเพราะนางไม่รู้ว่าตอนนี้เป็นตายร้ายดีอย่างไร
“ในเมื่อเงินไม่ได้ แถมยังต้องเสียเวลาเปล่า” หัวหน้าโจรหันมามองนางจากนั้นก็บีบคางนางเอาไว้ “ถ้าเช่นนั้นก็ใช้ตัวเจ้าแทนเงินแล้วกัน”
“ไม่นะ อย่าทำบุตรสาวข้าเลย” เสียงบิดามารดานางร้องขอ แต่พวกมันก็ไม่ฟังรีบใช้ผ้าปิดปาก จากนั้นก็ลากนางไปยังมุมห้อง ต่อหน้าบิดามารดานาง ต่อหน้าทุกคนโจรชั่วฉีกเสื้อผ้านางทิ้งไม่เหลือ
เสียงนางกรีดร้องอย่างเจ็บปวด น้ำตารินเพื่อขอร้องให้พวกมันหยุดมือ ยามใบหน้าหยาบชั่วนั้นก้มลงย่ำยีนาง เสียงหัวเราะของพวกมันกล่อมประสาทเกือบทำให้นางเสียสติ
“ได้โปรดละเว้นข้าด้วยเงินท่านก็ได้ไปแล้ว จำนวนเงินนั้นมากพอที่จะให้พวกท่านกินใช้ไปตลอดชีวิตได้โปรดปล่อยข้า”
นางเว้าวอนเท่าไรแต่ก็เหมือนสูญเปล่า เสียงเสื้อนางฉีกขาดเหมือนดังหัวใจนางที่ตายในทันที หลินเฟยจิวพยายามยกมือไหว้ขอร้องพวกมัน แต่ความเมตตาพวกมันก็ไม่มีให้นาง สองมือพยายามปัดพวกมันออกไปแต่พวกมันก็พยายามยัดสิ่งน่ารังเกียจใส่ตัวนางจนสำเร็จ
กรี๊ด!!! นางร่ำร้องแทบขาดใจ ยิ่งร้องก็ยิ่งได้ยินเสียงหัวเราะจากพวกมัน ดวงตานางที่พร่ามัวมองบิดามารดาที่กำลังมองบุตรสาวด้วยความเจ็บปวด “ได้โปรดข้าไม่อยากให้พวกท่านเห็น” นางเอ่ยขอร้องในสิ่งที่คิดมองคนบนตัวนางหัวเราะแล้วหันไปสั่ง
“จัดการ!!”
“ไม่!!!” หลินเฟยจิวหันมองพวกมันที่ยกดาบขึ้นจากนั้นก็ปาดคอมารดานาง
“ก็คุณหนูบอกว่าไม่อยากให้พวกเขาเห็น ข้าก็ทำให้แล้วอย่างไรเล่า”
เสียงบิดานางร้องเรียกฮูหยิน “พวกแก มันชาติชั่ว ขอให้พวกแก ไม่ตายดีตายไปก็ไม่ได้ผุดได้เกิด”
เพียะ!! เสียงมือคนร้ายตบปากบิดานางจากนั้นก็เชือดคออีกคน
กรี๊ด!!! เสียงนางกรีดร้อง
หลินเฟยจิวมองภาพตรงหน้าอย่างคนเสียสติ นางกรีดร้องใช้มือตะเกียกตะกายหวังเพียงจะคลานไปหามารดา แต่ยิ่งทำพวกมันก็ยิ่งกดนางลงพื้น ดวงตานางเต็มไปด้วยน้ำตาเสียงแหบพร่าเต็มไปด้วยความเสียใจ
ตอนนี้นางไม่สนอะไรไม่ว่าพวกมันสักกี่คนที่วนเวียนอยู่บนตัวนาง เป็นเพราะนางหรือเป็นเพราะใครทำให้บิดาและมารดาต้องมาตายอย่างอนาถ
“อย่าทำให้มันตายเด็ดขาด ตราบใดที่เรายังไม่ได้เงินทั้งหมด”
บิดามารดานางตายไปแล้ว เงินพวกนั้นจะมีประโยชน์อะไรสำหรับนาง ในเมื่อตัวนางก็กลายเป็นสตรีแปดเปื้อนมีมลทิน สู้ตายไปไม่ดีกว่าหรืออย่างไร
นางหันมองโจรที่อยู่บนตัวนางยามเมื่อพ่นน้ำออกมาเสร็จก็ยกขึ้นสะบัดหน้าแล้วเรียกคนอื่นมาต่อ ช่วงจังหวะนั้นนางหันมองเห็นดาบที่มันวางเอาไว้ จึงคิดหมายจะหยิบขึ้นมาปาดคอตัวเองให้ตาย
แต่แล้วเท้าของโจรที่มาใหม่ก็เหยียบมือนางเอาไว้
“คุณหนูถึงท่านอยากตายก็ตายไม่ได้หรอก” เสียงมันหัวเราะอย่างน่ารังเกียจ จากนั้นก็ปัดดาบที่ว่าออกไปไกลนาง สีหน้ามันเต็มไปด้วยความน่ารังเกียจ มือมันกำลังจะถอดกางเกงเพื่อมาย่ำยีนางต่อ!!
ฉึก!! เสียงดาบลอยมาปักที่กลางอกพวกมัน นางหันมองไปยังทิศทางของดาบก็พบว่าเป็น “เทียนเหิง”
เทียนเหิงเห็นสภาพของหลินเฟยจิวก็ระเบิดความโกรธออกมา
“ฆ่าพวกมันให้หมด!! อย่าเหลือให้หลุดรอดสักคนเดียว!!”
นางมองภาพตรงหน้า หากเกิดเรื่องนี้ก่อนหน้าที่จะเกิดเรื่องในวันนี้กับนาง นางคงหวาดกลัวและไม่กล้ามอง แต่ตอนนี้ไม่ใช่นางมองคนที่ย่ำยีนางค่อย ๆ ตายทีละคนด้วยความสะใจ ทอดมองภาพตรงหน้าเหมือนเป็นสิ่งสวยงาม
ยามที่เทียนเหิงเดินมาหานางตัวนางกลับหันหน้าอีกฝั่ง
“พี่เหิงอย่าเข้ามา”
เทียนเหิงถอดเสื้อคลุมของเขาวางบนตัวนาง แต่มือหลินเฟยจิวก็ปัดมือเขาออก “อย่าแตะต้องตัวข้า”
“พี่มาช่วยเจ้าเฟยจิว”
“ข้าไม่เหลืออะไรแล้วพี่เหิงข้าอยากตาย” นางหันมองดาบข้างตัวเขาคิดหมายจะหยิบขึ้นมาฆ่าตัวเองให้ตาย แต่เทียนเหิงมีหรือจะยอมให้นางทำได้สำเร็จ เขาจับมือนางไว้แน่น “จิวเออร์เจ้าต้องมีชีวิตต่อไป”
“ท่านพ่อท่านแม่พวกเขา..”
เทียนเหิงพยักหน้ารับรู้ “ข้าจะจัดการเรื่องนี้ให้ แต่ยังไงเจ้าก็ห้ามโทษตัวเองเด็ดขาด”
สายตาหลินเฟยจิวมองไปยังร่างบิดามารดาจากนั้นน้ำตาก็รินไหลออกมาไม่ขาดสาย สตินางตอนนี้หลุดลอยแล้วปล่อยให้เทียนเหิงอุ้มนางแล้วออกจากกระท่อมที่แสนน่ารังเกียจ
เทียนเหิงอุ้มนางลงมาจากภูเขามองคนที่อยู่ในอกเขาหมดสติไปแล้วเขาก็ยิ่งร้อนใจ จังหวะที่วางนางลงบนรถม้าก็มีคนจากสกุลหวังมาถึงพอดี
หวังเยี่ยนเฉินลงจากม้าด้วยสีหน้าตกใจ รีบเข้ามาดูหลินเฟยจิวด้วยความเป็นห่วงเมื่อเห็นสภาพของนางก็แสดงความโกรธคิดหมายจะขึ้นไปจัดการพวกมันอีก
“ข้าฆ่าพวกมันหมดแล้ว ส่วนนาง..” เทียนเหิงมองคนด้านในรถม้า เขาที่เป็นคนนอกอยากจะพานางกลับไปก็ทำไม่ได้
“ข้าขอบคุณท่านมากที่ช่วยเหลือบุญคุณครั้งนี้ข้าจะไม่มีวันลืม”
หวังเยี่ยนเฉินพูดจบก็ขอตัวหลินเฟยจิวกลับไปยังสกุลหวัง ส่วนศพของหลินห้าวอี้และฮูหยินซือหงก็ส่งกลับสกุลหลินเพื่อทำพิธีต่อไป
เทียนเหิงได้แต่มองรถม้าของสกุลหวังขับเคลื่อนออกไป
“คุณชายจะปล่อยไปอย่างนี้หรือขอรับ ดูก็รู้ว่าเรื่องพวกนี้มีเงื่อนงำ”
เขาเองก็คิดเช่นนั้น แต่ทำอะไรไม่ได้ในเมื่อคนคนนั้น คือ สามีของหลินเฟยจิว ซึ่งเขาไม่มีสิทธิ์ที่จะทำอะไรนอกเหนือจากช่วยนางได้
“ส่งคนไปสืบเรื่องนี้ให้ละเอียด เรื่องนี้คงไม่ใช่โจรปล้นธรรมดาแน่”
อย่าให้เขารู้ว่าสกุลหวังมีส่วนเกี่ยวข้องเพราะเขาจะไม่เอาพวกมันไว้แน่ นึกถึงสภาพของหลินเฟยจิวแล้วมือเขาก็กำแน่นกว่าเดิม
“เฉือนเนื้อพวกมันเป็นชิ้นแล้วโยนให้หมาป่ากิน”
คนของเขาเงยหน้ามองคนสั่ง แม้ตายไปแล้วก็ยังไม่สาสมกับสิ่งที่พวกมันทำไว้กับคุณหนูสกุลหลิน
คนในรถม้ามองไปยังสตรีที่หมดสติ สภาพนางเนื้อตัวช้ำไม่เหลือสภาพมุมปากคนเป็นสามีก็ยกขึ้นเหยียด ไม่แม้แต่จะอยากแตะต้องสตรีตรงหน้า เมื่อถึงสกุลหวังเขาก็สั่งให้คนยกนางไปยังเรือนหลังสุด
วางร่างสตรีที่ขึ้นชื่อว่าภรรยาโดยไม่คิดถนอม จากนั้นก็สั่งให้บ่าวมาเช็ดเนื้อตัวให้รอคอยให้นางฟื้นจากการหมดสติ
หลินเฟยจิวลืมตาขึ้นในวันที่สอง ยามเมื่อลืมตาก็พบสามีนางกำลังจับมือเอาไว้แน่น
“เจ้าฟื้นแล้วจิวเออร์ฮูหยินรักของข้า”
นางน้ำตารินมองมือที่เขากุมมือนาง จึงพยายามดึงมือออกแต่มือเขาก็ไม่ยอมปล่อยนาง “ข้าไม่รังเกียจเจ้าไม่เคยรังเกียจสักนิด ไม่ว่ายังไงเจ้าก็เป็นจิวเออร์ของข้าตลอดไป เป็นภรรยาที่ข้ารักที่สุด”
น้ำตานางซาบซึ้งในสิ่งที่ได้ยินไม่เคยคิดว่าเขาจะเป็นบุรุษที่ดีเช่นนี้
“ท่านพ่อท่านแม่ข้า”
“ไม่ต้องห่วงจิวเออร์ ข้าให้คนเตรียมงานหมดแล้ว เจ้าพักรักษาตัวให้ดีก่อนแล้วค่อยห่วงเรื่องอื่น”
“ข้าจะไปหาท่านพ่อท่านแม่” นางจะลุกขึ้นจากเตียงแต่แล้วก็ไม่มีแรงแม้แต่จะลุกขึ้นได้
หวังเยี่ยนเฉินทำสีหน้าไม่พอใจอย่างรังเกียจแต่ก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นห่วงยามเมื่อนางมองเขา “เจ้าควรรักษาตัวเองก่อน จะลุกขึ้นไปในสภาพแบบนี้ให้คนเห็นไม่ได้” ปลายประโยคเหมือนจะรำคาญและขึ้นเสียง
ทำให้หลินเฟยจิวถึงกับนิ่งอึ้งมองภาพตรงหน้าหรือนางหูฝาดไป
“ข้าเป็นห่วงเจ้ามากรู้ไหมจิวเออร์ เจ้าพักอีกสักสองสามวัน แล้วค่อยไปกราบพวกท่านแล้วกัน”
นางไม่อยากมีปัญหาไม่อยากให้เขากังวลใจจึงยอมเชื่อฟังแล้วนอนดังเดิม “ข้าจะไปดูงานที่บ้านสกุลหลิน เจ้าก็นอนพักไปก่อนค่ำ ๆ ข้าจะมาใหม่”
นางมองคนเป็นสามีออกจากห้อง ก่อนหันมองห้องที่ไม่คุ้นเคย นี่ไม่ใช่ห้องของนาง หรือเขาจะรังเกียจนางจึงพานางมาเก็บไว้ห้องนี้
แต่สีหน้าแววตาเขาก็แสดงว่าเป็นห่วงนาง คำพูดเขาก็บอกว่า ไม่รังเกียจ แต่นางเองต่างหากที่รังเกียจตัวเอง ชีวิตต่อจากนี้นางจะอยู่ได้เช่นไร หลินเฟยจิวหันมองรอบห้อง นางอยากหาอาวุธมาปลิดชีวิตนางแต่ก็ไม่มี หันมองต้นตอของเสียงฝีเท้าตามมาด้วยเสียงเปิดประตู
จึงพบว่าเป็น “หวังเหลียนจู่” น้องสาวของสามีนาง
“พี่สะใภ้ท่านฟื้นแล้วเหรอ” น้ำเสียงที่ว่าตกใจเล็กน้อย จากนั้นก็รีบมานั่งใกล้เตียงของนาง ดวงตามองหลินเฟยจิวตั้งแต่หัวจรดเท้า มองรอยช้ำที่มีอยู่ทั่วตัวก็ยกมุมปากขึ้นเหยียดก่อนจะหายไป
ดวงตานั้นตวัดมองนางแล้ว “ข้าเสียใจกับเรื่องของสกุลหลิน อย่างที่สุด พี่สะใภ้ต้องรีบรักษาตัวให้ดีหายไว ๆ นะเจ้าคะ”
หลินเฟยจิวมองคนตรงหน้าหรือที่ผ่านมานางเข้าใจอีกฝ่ายผิดว่าไม่ชอบหน้านาง แต่ในเมื่ออีกฝ่ายแสดงความจริงใจแล้ว นางก็ควรจะลืมเรื่องในอดีตไป
เสียงเหมือนมีคนเดินเข้ามา เมื่อนางหันมองก็พบว่าเป็นแม่นมกุ้ย นางเข้ามาด้วยสีหน้าแตกตื่น ส่งจดหมายให้กับหวังเหลียนจู่จากนั้นสีหน้าของคนอ่านจดหมายก็ตกใจ
“ห้ามให้ใครรู้เรื่องนี้เด็ดขาด” สีหน้าหวังเหลียนจู่เป็นกังวลอย่างที่สุดหันไปสั่งบ่าวที่ติดตามออกไปให้หมดแล้วปิดประตูให้แน่นหนา จากนั้นก็หันมาทางนางแล้วส่งจดหมายนั้นให้นางอ่าน
หลินเฟยจิวมองข้อความจดหมายด้วยความตกใจ ไม่ใช่ว่า พวกมันตายไปหมดแล้วหรือ เหตุใดจึงมีคนส่งจดหมายมาขู่ได้
“พี่สะใภ้พวกเราจะทำยังไงดี หากเรื่องนี้แพร่ออกไปไม่เพียงแค่พี่จะเดือดร้อน แม้แต่สกุลหวังเราเองก็คงไม่มีหน้าเอาไว้บนบ่าแน่”
ในจดหมายที่ว่านั้นกำลังขู่เอาสมบัติที่เหลือของสกุลหลินที่ เทียนเหิงเก็บเอาไว้ นางจะทำเช่นไรดี?
รักษาเกียรติของสามี หรือรักษาสมบัติของสกุลหลิน?