ใกล้โอเอซิสสถานที่ใช้สร้างกระโจมเพื่อแรมคืนกลางทะเลทรายกว้างใหญ่ คบไฟถูกจุดเรียงราย ทหารที่เดินขวักไขว่ในช่วงหัวค่ำบางตา เสียงดังอึงเริ่มซาและเงียบกริบเมื่อทุกคนเข้านอนหลับพักผ่อนเอาแรง
กระโจมหลังหนึ่งท่ามกลางวงล้อมของกระโจมหลังอื่นๆ ซึ่งทราบโดยทั่วกันว่าเจ้าหญิงซานซาน่าแห่งฮิทไทท์บรรทมหลับไปตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ ผ้าหนาที่ใช้ขึงทำประตูค่อยๆ แหวกออก พร้อมใบหน้าภายใต้ผ้าคลุมปิดทั้งศีรษะเว้นแค่ช่องดวงตาเพื่อให้มองเห็นเท่านั้นกำลังเยี่ยมออกมา หันซ้ายแลขวา แล้วค่อยๆ คืบคลานออกมา ย่องไประหว่างกระโจมหลังต่อหลัง โดยใช้ความมืดของเงากระโจมและผืนทะเลทรายยามดึกดื่นเป็นกำบัง
เมื่อเคลื่อนกายอย่างระแวงระวังมาจนพ้นหมู่กะโจม ร่างนั้นค่อยกวาดตามองไปรอบบริเวณอีกครั้งเพื่อสังเกตทหารเดินยาม เมื่อเห็นหลังทหารเดินผ่านพ้นไป ร่างที่หลบในมุมมืดนิ่งอย่างรอคอยก็ออกวิ่งไปในทันที เป้าหมายคือความว่างเปล่าที่สลัวอยู่ด้านหน้า แม้จะเวิ้งว้างหากยังดีเสียกว่าจะต้องถูกส่งไปเป็นเครื่องราชบรรณาการที่อียิปต์ ต้องตกเป็นบาทบริจาริกา เป็นเมียของบุรุษที่ไม่ได้รัก แม้จะศักดิ์สูงถึงเจ้าผู้ครองจักรวรรดิอียิปต์ เป็นสมมุติเทพก็ตามที
ร่างบางแทบจะปลิวลมวิ่งไว เสียงอาภรณ์สะบัดพัดพลิ้วยามต้องสายลมในทะเลทราย หากมิดังเท่าเสียงกุบกับที่กระชั้นเข้ามา เจ้าหญิงเซนซาน่าเหลียวพระพักตร์ไปมองเบื้องหลัง จุดดวงไฟเล็กๆ เรียงรายที่ตั้งกระโจมนั้นบ่งชัดว่าทรงวิ่งมาไกลเพียงใด แต่เงาทะมึนที่เคลื่อนเข้ามาใกล้พระองค์รวดเร็วนั้นก็ชัดว่าใกล้เพียงใดเช่นกัน ทำให้ทรงหวาดหวั่นเมื่อตระหนักว่ามีคนตามพระองค์มา
เจ้าหญิงรวบรวมกำลังวิ่งสุดฝีพระบาท ไปให้ไกล หนีให้ไกลที่สุด ทรงสำเหนียกดี ทาสที่หนีมีสิทธิ์แค่ความตายเท่านั้น หากทรงหวังให้สถานที่พลีชีพนั้นไกลจากจุดที่ตั้งกระโจมพักแรมนิด จะได้ไม่ต้องอับอายมากนัก เมื่อการกระทำโง่ๆ ของพระองค์ล้มเหลวไม่เป็นท่า ใครเลยเคยหนีพ้นเงื้อมมือฟาโรห์อียิปต์ ใครเลยจะหนีพ้นคมขวานแม่ทัพผู้เกรียงไกร นายพลโซเซอร์ได้
เสียงฝีเท้าม้าใกล้เข้ามา แรงพระกำลังยิ่งถดถอย พระบาทที่ฝังลึกบนผืนทรายหนักอึ้ง คงมีแต่พระหทัยที่เต้นแรงขึ้นมิได้ค่อยถอยเช่นพระกำลัง และความมุ่งมั่นในพระทัย
“ว้ายยย!”
เจ้าหญิงทรงหวีดร้องเมื่อเสียงม้าวิ่งเข้าเทียบ พร้อมมือแข็งแรงเอื้อมมาตวัดบั้นพระองค์คอดกิ่วรั้งขึ้นไปบนหลังอาชาด้านหน้าร่างกำยำที่กอดพระองค์ไว้ด้วยวงแขนเพียงข้างเดียวแน่น อาชาทรงพลังยังเผ่นโผนไปข้างหน้า เจ้าหญิงในอ้อมแขนล่ำสันดิ้นรนหวังพบกับอิสรภาพหากมิเป็นผล
“ปล่อยข้านะ”
“ปล่อยตอนนี้ก็ตกหลังม้าประไร”
เสียงห้าวดังข้างพระกรรณ ลมหายใจราดรดนวลปราง มือใหญ่รั้งบังเหียนม้าที่ควบลิ่ว ค่อยๆ ผ่อนลงและหยุดนิ่ง วงแขนคลายออก พร้อมร่างกำยำเหวี่ยงตัวลงมายืนข้างๆ ตัวม้า เงยหน้าขึ้นมองร่างแบบบางที่ยังนั่งนิ่งบนหลังม้า
ใบหน้าเล็กๆ ที่มีเพียงแววตาวับวาวสะท้อนออกมาจากช่องว่างของผ้าผืนบาง ที่บดบังใบหน้าไว้มิดชิดไม่ให้ลมแรงทำร้ายมองชายเบื้องล่างเขม็ง จากแสงแห่งดวงดาวกลางทะเลทรายทำให้เห็นเค้าหน้าเขาไม่ชัดนัก รับรู้แต่รูปร่างสูงใหญ่ในชุดทหารยศสูงเสื้อคลุมยาวระบัดลมเล่นไหวๆ
“ต้องให้เชิญเสด็จลงมาหรือ” เสียงห้าวถามบ่งชัดทราบดีว่ากำลังพูดกับผู้ใด
“พาข้ามาที่นี่ทำไม”
รับสั่งถามแม้นึกประหวั่น แทนที่เขาจะจับพระองค์ได้แล้วพากลับ เขากลับควบม้ามาไกลจากกระโจมอีกหลายเท่านัก
ไม่มีเสียงตอบ สดับแต่เสียงหัวเราะเฉกผู้ชนะ หัวเราะเย้ยหยัน
โดยที่ไม่ทันตั้งพระองค์ มือใหญ่กำยำก็ยกพระองค์ลงจากหลังอาชาดุจสิ่งของไร้น้ำหนัก
“ทอดพระเนตรไปรอบๆ ที่ตรงนี้เหมาะกับการฝังพระศพ”
เสียงกลืนพระเขฬะ(น้ำลาย)ดังพอๆ กับพระหทัยกระตุก ยามกวาดสายพระเนตรตามเขาว่า ทั้งที่ไม่ควรกระทำตาม ความมืดที่รายล้อมรอบตัวทำให้ทรงหวาดหวั่น จุดสีส้มไหวๆ ที่บ่งบอกว่าเป็นคบไฟเรียงรายตรงตำแหน่งที่ตั้งกระโจมนั้นมองเห็นลิบๆ
เขาพามาฆ่าไกลถึงขนาดนี้หรือ? แต่ก็ดีจะได้ไม่อับอายทหาร อับอายทาสชาวเรา
แต่ทำไมต้องตาย? ยังไม่อยากตายนี่!
เมื่อนึกเสียดายดวงวิญญาณ เสียดายลมหายใจ เจ้าหญิงแห่งฮิทไทท์ทรงผลักร่างเบื้องหน้าอย่างเต็มพระกำลัง ร่างบึกบึนนั้นเขยื้อนเพียงนิดเท่านั้น แล้วทรงออกวิ่งไปทันที แม้ไม่ทราบทิศทางหากทรงหนีก่อน เรื่องอื่นไว้คิดทีหลัง
เสียงหัวเราะไล่หลัง พร้อมเสียงวิ่งตามที่กระชั้นเข้ามาแบบรวดเร็ว จนเจ้าหญิงคิดว่าเร็วเกินไปเสียด้วยซ้ำ ทรงเหลียวหลังไปมอง ขายาวๆ ของเขานั้นช่างใช้ประโยชน์ได้เต็มกำลังเสียจริง บัดนี้เขาอยู่ใกล้พระองค์ขนาดลมหายใจลดต้นคอทีเดียว
“ว้าย!”
ทรงสะดุดพระบาทองค์เอง ซวนเซล้มแหมะลงกองพื้น เสียงหัวเราะของคนไล่หลังดังชัดขึ้น คาดว่าสายลมที่พัดแรงคงหอบเสียงเยาะเย้ยนั้นไปไกลถึงฮิทไทท์เลยทีเดียว ทรงกำเม็ดทรายจนเต็มฟายมือ*(*เต็มอุ้งมือมาตราตวง 8ฟายมือ เป็น 1 ทะนาน) แล้วซัดใส่หน้าเขาอย่างเหลืออด พร้อมตวาดอึง
“คนบ้า จะฆ่าก็ฆ่า ไม่ต้องมาหัวเราะเยาะข้า”
ทรงควานมือไปกำทรายอีกรอบในขณะที่พระเนตรจ้องเขม็งที่คนบ้าเบื้องพระพักตร์ พระหัตถ์สัมผัสถึงเนื้อหยุ่นๆ ทันทีที่ทรงหันมามอง หัวดำมะเมี่ยมวับแววสะท้อนแสงดวงดาวก็ตวัดเข้าใกล้
“โอ๊ย!”
พระหัตถ์กุมเนินพระอุระเบื้องขวา ทอดมองสีดำแวววาวที่เลื้อยผ่านไปอย่างรวดเร็วดุจเส้นสายฟ้าที่พาดไปบนพื้นทราย มันคืองูเห่าทะเลทรายที่กำลังเลื้อยหนีไปในทันทีที่ฉกเข้าที่เนินอกขวาของเจ้าหญิงที่นั่งกองกับพื้น
เจ้าของเสียงหัวเราะเปลี่ยนเป็นเสียงตระหนก พร้อมเข้ามาใกล้ดึงพระหัตถ์เรียวออก แหวกชุดทรงจนเนินอกเผยต่อสายตาเขา พร้อมก้มลงใช้ปากดูดพิษตรงรอยเขี้ยวนั้นทันทีโดยไม่รีรอ หรือคิดการควรไม่ควร ความปลอดภัยของเจ้าหญิงที่เขาเชิญเสด็จนั้นต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง
“ขอบใจ” เจ้าหญิงซานซาน่าปรางแดงเรื่อรับสั่งอ้อมแอ้มขอบใจเขา เมื่อยอมเสี่ยงดูดพิษร้ายของงูเห่าออกจากร่างของพระองค์ แม้จะออกจากส่วนที่ควรปิดป้อง
“กลับเถิด ที่กระโจมคงมียาแก้พิษ” โซเซอร์ถือวิสาสะอุ้มร่างบางขึ้นโดยไม่มองหน้านางแม้แต่น้อย นายพลหนุ่มผิวปากส่งสัญญาณเรียกม้าคู่ใจ พร้อมส่งให้เจ้าหญิงขึ้นนั่งหลังม้าแล้วเหนี่ยวขึ้นนั่งด้านหลัง ชักม้าคู่ใจเผ่นโผนย้อนกลับไปทางเดิมทันที