ตอน 2

“นี่เป็นข้อร้องเรียนจากราษฎร ทุกอย่างล้วนเป็นปัญหา มีทั้งปัญหาที่ร้องเรียนมาทุกปี แต่ก็ยังแก้ไม่ได้ และปัญหาที่เกิดขึ้นในปีนี้” ม้วนกระดาษนับสามสิบม้วนถูกเสนาบดีหวังวางลงบนโต๊ะ ต่อหน้าหลานสาวทั้งสอง

“ทั้งหมดนี่เลยหรือเจ้าคะท่านลุง” หนิงเซียนเห็นจำนวนของม้วนกระดาษถึงกับทำหน้าเหยเก ต่างจากซิงเยียนที่บัดนี้หยิบขึ้นมาอ่านดูคร่าวๆ

“ใช่พ่ะย่ะค่ะ หากว่าองค์หญิงอยากเป็นที่ปรึกษาของฝ่าบาท ย่อมต้องรอบรู้ในทุกด้าน เรื่องอื่นๆ องค์หญิงทั้งสองได้เล่าเรียนมามากแล้ว เหลือเพียงปัญหาที่เกิดขึ้นจริงกับราษฎรที่ต้องใช้ความรู้หาทางแก้” เมื่อหวังป๋อเหวินว่าดังนั้น หนิงเซียนก็หายใจโล่งขึ้นทันที

“เช่นนั้นข้ารอดตัวไปเจ้าค่ะ เรื่องที่ปรึกษาของเสด็จพ่อ พี่หญิงเหมาะสมที่สุด” เฟยหย่าหัวเราะในลำคอ เขารู้อยู่แล้วว่าองค์หญิงเจ็ด จวิ้นหนิงเซียน เพียงต้องการสนับสนุนพี่สาว มิคิดจะเข้าไปเป็นที่ปรึกษาของพระบิดาร่วมกับพี่สาว

“ข้าเอากลับไปอ่านที่ตำหนักได้หรือไม่เจ้าคะ” หากว่าให้อ่านทั้งหมดนี่ในระยะเวลาไม่นาน ซิงเยียนกลัวว่าจะตกหล่นเรื่องสำคัญไป

“เอาไปได้พ่ะย่ะค่ะ ประเดี๋ยวกระหม่อมจะให้คนนำไปเก็บที่รถม้าให้”

“ขอบพระคุณเจ้าค่ะท่านลุง” หวังป๋อเหวินถอนหายใจ เมื่อเห็นอาการเจ็บปวดบาดแผลของหลานสาว

ตั้งแต่ยังเด็ก เยียนเอ๋อร์และหนิงเอ๋อร์ของเขามักจะมาเที่ยวเล่นที่เรือนสกุลหวังอยู่บ่อยครั้ง นานวันเข้า พวกนางก็สนิทสนมกับเฟยหย่า ภรรยาของเขา โดยเฉพาะซิงเยียน

ไม่ว่าจะเป็นความคิดหรือกิริยาต่างๆ ก็ถอดแบบกันมาอย่างกับแกะ นิสัยเจ้าคิดเจ้าแค้น ทะเยอทะยาน และนิสัยไม่ยอมคน ถูกปลูกฝังเข้าไปในตัวองค์หญิงสี่อย่างมิอาจแก้ได้ ไม่ต่างจากหลานสาวนอกไส้อย่างหนิงเซียน ที่ภายนอกอาจจะดูอ่อนโยนสดใส ยอมคน แต่ภายในกลับแฝงไปด้วยความดื้อรั้น เฟยหย่ามักเอ่ยเล่นๆ ว่า เยียนเอ๋อร์เหมือนเฟยหย่า ส่วนหนิงเซียนเหมือนเขา

กระนั้นทั้งภรรยาของเขาและหลานสาวก็มิได้เป็นคนชั่วช้า ที่คิดจะทำร้ายผู้อื่นก่อน

“คิดว่าทำได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” เฟยหย่าหันไปสบตากับหลานของสามี

“ทำได้เจ้าค่ะ ข้าจะใช้ความรู้ที่ได้ร่ำเรียนจากอาจารย์ ท่านป้า และท่านลุง มาช่วยแก้ปัญหาเรื่องต่างๆ ให้จนได้” ซิงเยียนตั้งใจร่ำเรียนมาอย่างหนักก็เพื่อการนี้ นางจะทำพลาดมิได้เด็ดขาด

ตั้งแต่จำความได้ ซิงเยียนก็ได้เรียนรู้เรื่องต่างๆ ที่องค์หญิงของราชวงศ์พึงรู้ พร้อมกับเหล่าพี่น้อง ไม่ว่าจะเป็นศาสตร์ใด พวกนางย่อมได้เรียนรู้อย่างลึกซึ้งทั้งสิ้น ยกเว้น เรื่องของการเมืองการปกครองขั้นสูง ที่ท่านราชครูเห็นว่าสตรีมิจำเป็นจะต้องร่ำเรียน

เมื่อก่อนซิงเยียนเองก็คิดเช่นนั้น จนกระทั่งนางเริ่มถูกรังแกจากพี่น้อง ครั้นเอ่ยบอกกับมารดา พระนางก็ทำได้เพียงกล่าวปลอบใจ นานวันเข้าซิงเยียนจึงหนีมาหาป้าสะใภ้ที่เรือนสกุลหวังแทน

“หากมิอยากถูกกดขี่ ก็กระทำตนให้สูง” นั่นเป็นคำสอนของป้าสะใภ้ที่ทำให้ซิงเยียนต้องกลับไปมุ่งมั่นในการเรียนทุกศาสตร์ให้เชี่ยวชาญกว่าผู้ใด รวมถึงศาสตร์การปกครองและการต่อสู้ เพื่อหวังจะใช้ความรู้เหล่านี้ยกตนให้มีอำนาจเหนือคนเหล่านั้นได้

แน่นอนว่าก้าวแรกที่ซิงเยียนได้วางแผนไว้ คือการเข้าไปเป็นที่ปรึกษาส่วนพระองค์ของพระบิดา

ทันทีที่สองพี่น้องก้าวเข้าตำหนักของพระมารดา ก็พบว่าองค์ฮ่องเต้จวิ้นหลงไท่ บิดาผู้ให้กำเนิดของพวกนาง ประทับอยู่ที่ตำหนักด้วย

“ถวายพระพรเสด็จพ่อ” / “ถวายพระพรเสด็จพ่อ” องค์หญิงทั้งสองก้มคำนับผู้เป็นบิดาอย่างนอบน้อม ก่อนจะเข้าไปนั่งตามคำเชื้อเชิญ

“พ่อได้ยินว่าเจ้าถูกฮองเฮาสั่งลงโทษอย่างนั้นหรือ”

“เพคะ” ซิงเยียนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ และมิคิดจะเอ่ยขยายความเรื่องราว

“เช่นนั้นพ่อจะให้หมอหลวงมาดูอาการให้ทุกเช้าจนกว่าจะหายดี คราวหน้าก็อย่าได้ทำให้นางเคืองใจ”

“เพคะ” เมื่อได้คำตอบรับจากบุตรี กายสูงใหญ่ก็เดินออกจากตำหนักไป โดยมิได้สนใจความรู้สึกของซิงเยียนและหนิงเซียนเลยแม้แต่น้อย พระองค์มิได้สังเกตด้วยซ้ำว่าธิดาองค์ที่สี่กัดริมฝีปาก ข่มอารมณ์โกรธเอาไว้

“เอ่อ เสด็จพ่อเป็นห่วงพวกเจ้าทั้งสอง จึงได้แวะมาดู…เมื่อเห็นว่าพวกเจ้าไม่อยู่ พระองค์ก็ทรงประทับรออยู่นาน”

“คงเป็นบารมีของลูก ที่องค์กษัตริย์ของแผ่นดินมีใจเมตตาถึงเพียงนี้”

“เยียนเอ๋อร์ เหตุใดจึงเอ่ยเช่นนั้นเล่า เสด็จพ่อรักและเป็นห่วงพวกเจ้ามาก”

“มิใช่ว่าเสด็จแม่ไปขอร้องอ้อนวอนให้พระองค์มาพบพวกข้าหรอกหรือ ผู้ใดก็รู้ว่าเสด็จพ่อมิได้รู้สึกยินดียินร้ายที่มีบุตรเป็นหญิง” แต่น่าเสียดายที่ไม่ว่าจะรับสตรีใดเข้าวัง หญิงเหล่านั้นก็ให้กำเนิดแต่ธิดา ไม่มีโอรสให้ฮ่องเต้จวิ้นหลงไท่สักพระองค์เดียว

ราชวงศ์จวิ้นจึงมีองค์หญิงด้วยกัน 7 พระองค์ ได้แก่

องค์หญิงใหญ่จวิ้นลี่จู องค์หญิงรองจวิ้นฟาง ประสูติจากหานกุ้ยเฟย

องค์หญิงสามจวิ้นซูหนี่ ประสูติจากฮองเฮาหลิว

องค์หญิงสี่จวิ้นซิงเยียน ประสูติจากหวังกุ้ยเฟย

องค์หญิงห้าจวิ้นเลี่ยงหรู องค์หญิงหกจวิ้นอันฉี ประสูติจากสนมขั้นหวงกุ้ยเฟย นามว่า ฉีซูเจียว

สุดท้ายองค์หญิงเจ็ดจวิ้นหนิงเซียน ประสูติจากสนมขั้นผิน แต่สนมหวังรับมาเลี้ยงดูตั้งแต่หนิงเซียนเกิด เพราะมารดาของหนิงเซียนสิ้นลมไปหลังจากที่ให้กำเนิดบุตรี

แต่บัดนี้ในวังกลับเหลือองค์หญิงอยู่เพียงสี่พระองค์ คือองค์หญิงสาม องค์หญิงสี่ องค์หญิงหก และองค์หญิงเจ็ด นอกนั้นตบแต่งออกไปแล้ว บ้างก็แต่งเพื่อเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างแคว้น บ้างก็แต่งให้กับแม่ทัพกล้าที่ขอสมรสพระราชทาน

“เอาเถิดๆ แม่มิเถียงเจ้า หนิงเซียนพาพี่เจ้าเข้าไปพักในห้องบรรทมเถิด” สนมหวังจนใจจะอธิบาย เพราะอย่างไรเรื่องที่บุตรสาวเอ่ยก็เป็นเรื่องจริงทั้งหมด

“เราเข้าไปให้ห้องกันเถิดเพคะ พี่หญิง” ซิงเยียนพยักหน้าให้น้องสาว ก่อนจะพากันเข้าไปในห้อง และนำม้วนกระดาษขึ้นมาอ่าน จากหนึ่งม้วน ก็กลายเป็นห้าม้วน สิบม้วนไปเรื่อยๆ

สองพี่น้องใช้เวลาร่วมห้าวัน ในการอ่านพิจารณาปัญหาบ้านเมืองทั้งหมด จนพบว่าปัญหาส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับการร้องขอความเป็นธรรมให้ตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการถูกขโมยของ การถูกตัดสินโทษโดยมิเป็นธรรม ซึ่งซิงเยียนคิดว่าประเด็นเหล่านี้ให้ท่านลุงของเขาจัดการน่าจะดีกว่า

“พี่คิดว่าปัญหาเรื่องอุทกภัยน่าสนใจไม่น้อย เจ้าว่าอย่างไร…หนิงเซียน” ซิงเยียนเงยหน้าขึ้นมาจากม้วนกระดาษ ก็พบว่าน้องสาวของนางกำลังนั่งหลับ ร่างเล็กโอนเอนไปมาอย่างน่าเอ็นดู

พี่สาวที่แสนดีอย่างซิงเยียนจึงเอื้อมไปหยิบพู่กันขึ้นมาแต้มลงบนใบหน้ากลม จากหนึ่งจุดบนจมูกงอน ก็เริ่มลากเส้นตรงลงแก้มเนียนถึงสามเส้น

“อื้อ อ๊ะ! พี่หญิง ทำอันใดเพคะ” สองมือของหนิงเซียนสัมผัสถึงความชื้นบนใบหน้า ก็รับรู้ว่าตนเองถูกพี่สาวกลั่นแกล้งเสียแล้ว

“ฮ่าๆ เพราะเจ้าแอบหลับ ทิ้งพี่ให้อ่านข้อร้องเรียนอยู่ผู้เดียว น้องพี่จึงได้กลายเป็นลูกกระต่ายไปเสียแล้ว คิกๆ”

“พี่หญิงล่ะก็ นี่จะเข้ายามจื่อแล้วนะเพคะ (23:00 – 00:59 น.) หาว~” ว่าไป ปากเล็กก็หาวไปด้วย

“พี่ก็บอกแล้วว่ามิต้องอยู่เฝ้า” ซิงเยียนว่าพลางใช้ผ้าเช็ดหน้าทำความสะอาดรอยหมึกให้น้องสาว

“ได้อย่างไรเพคะ เสี่ยวหงกับเสี่ยวเฟินไม่อยู่ ผู้ใดจะรินน้ำชาให้พี่หญิงของน้อง”

“หึๆ พี่มิเห็นจะได้ดื่มน้ำชาจากเจ้าสักจอก” หญิงสาวหัวเราะเล็กน้อย แท้จริงแล้ว เป็นหน้าที่ของเสี่ยวหงและเสี่ยวเฟินที่จะคอยเฝ้า ยามที่นางอ่านตำรา แต่ด้วยมารดาของทั้งคู่สิ้นลม จึงพากันออกจากวังเพื่อไปจัดการพิธีศพ หนิงเซียนจึงอาสามาอยู่ปรนนิบัตินาง ยามอ่านตำรา

“โถ่ ข้าทำอยู่นี่อย่างไร…ไม่ว่าพี่หญิงจะทำสิ่งใด ขอให้รู้ไว้ว่าข้าจะสนับสนุนท่านทุกทาง”

“รวมถึงเรื่องที่พี่คิดจะนั่งบัลลังก์ด้วยใช่หรือไม่” ซิงเยียนเอ่ยเรื่องนี้ทีไร หนิงเซียนก็เป็นอันต้องหน้าซีดเผือด

“มิใช่ว่าข้ามิอยากให้พี่หญิงนั่งบัลลังก์ แต่เราเป็นหญิงนะเพคะ ข้ากลัวว่า…” หนิงเซียนกลัวว่า หากดื้อรั้นคิดทำการใหญ่เกินตัว อาจนำภัยมาสู่พี่สาวได้

“หึๆ เด็กน้อย คิดว่าพี่จะกบฏหรือ ฮ่าๆ”

“พี่หญิง! ท่านกลั่นแกล้งข้าอีกแล้ว”

“โอ๋ๆ พี่มิได้คิดจะทำการใหญ่เช่นนั้นหรอก พี่เพียงจะทำให้ท่านพ่อแต่งตั้งพี่เป็นองค์รัชทายาท หรือไม่ก็…” ซิงเยียนนิ่งไป ก่อนจะยกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์

“…”

“หรือไม่ก็...ชายาเอกขององค์รัชทายาท”

“!!!” หนิงเซียนถึงกับตาโต นี่พี่สาวของนางมีบุรุษในใจแล้วหรือ

ผู้ใดกัน!

“ฮ่าๆ มาช่วยพี่ดูปัญหาอุทกภัยของหัวเมืองทางตะวันออกดีกว่า ดูเหมือนว่าปัญหานี้ถูกร้องเรียนมาทุกปี แต่ก็มิได้รับการแก้ไข มีเพียงส่งเสบียงไปเยียวยาเท่านั้น” ซิงเยียนคิดว่าเรื่องนี้สมควรจะถูกแก้เสียที

เห็นทีคืนนี้นางจะไม่ได้นอนอีกแล้ว

ตอน 3

ในรัชสมัยขององค์ฮ่องเต้จวิ้นหลงไท่ ผู้คนต่างอยากเข้ามาเป็นขุนนาง บุตรพ่อค้าแม่ขายต่างหวังอยากมีโอกาส ได้สอบเข้ามารับใช้ราชสำนักกันทั้งนั้น ทว่ามิใช่เพราะพวกเขาจงรักภักดีต่อเหล่าเชื้อพระวงศ์ แต่เหตุผลหลัก คืออยากหนีจากความยากจน และการถูกกดขี่จากเหล่าขุนนางรับใช้แผ่นดิน

“กระหม่อมได้ยินมาจากชาวบ้านว่าอยากมีที่สักการบูชาพระแม่กวนอิม ในเมืองหลานฮั่วพ่ะย่ะค่ะ”

“เช่นนั้นก็จัดงบประมาณลงไป”

“เอ่อ มีเรื่องการทำถนนหนทางไปสู่หมู่บ้านหลังเขาด้วยพ่ะย่ะค่ะ”

“งั้นหรือ หากเสนาบดีหลิวเห็นว่าสมควร ก็จัดการตามนั้นเถิด คาดการณ์งบประมาณไว้เท่าใด ก็ยื่นเรื่องให้กรมการคลังจัดการ” เสนาบดีหลิว เสนาบดีกรมโยธาที่ควบตำแหน่งพ่อตา ก้มคำนับบุตรเขยผู้สูงศักดิ์ ก่อนจะยกยิ้มสำราญใจ บุตรสาวคนโตได้เป็นถึงฮองเฮา บุตรสาวคนรองก็เป็นสะใภ้ของสกุลหม่า ที่ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกรมการคลัง เช่นนี้จะมีผู้ใดสุขใจไปกว่าเขาอีกเล่า

องค์ฮ่องเต้จวิ้นหลงไท่ มิได้เป็นกษัตริย์ทรราชที่มิใส่ใจความเป็นอยู่ราษฎร เพียงแต่พระองค์มิเคยรับรู้เลย ว่างบประมาณที่ได้จัดสรรไปนั้น มิได้นำไปช่วยเหลือชาวบ้าน แต่อยู่กับเหล่าขุนนางที่อมเบี้ยหวัดของหลวงจนพุงแทบแตก

“ฝ่าบาท มีชาวบ้านมาร้องเรียนเรื่องเตรียมการรับมือกับอุทกภัยอีกแล้วพ่ะย่ะค่ะ” หวังป๋อเหวินเอ่ยขึ้น

“เหตุใดเสนาบดีหวังมิจัดการเตรียมเสบียงเพื่อเยียวยาเล่า เรื่องเพียงเท่านี้ยังให้มากวนใจฝ่าบาทอีกหรือ”

“ใต้เท้าเอ่ยเช่นนี้ เห็นชีวิตของราษฎรเป็นผักเป็นปลาหรืออย่างไร ในเมื่อเรื่องยังมิเกิด เราก็ควรหาทางแก้ไข จะปล่อยให้ชาวบ้านล้มตายกันก่อนหรือ” เมื่อได้ยินเสนาบดีหวังว่าดังนั้น ขุนนางทั้งหลายก็หน้าเจื่อนกันเป็นแถบ ท่านเสนาบดีกล่าวเช่นนี้ก็เหมือนเป็นการต่อว่าพวกเขากลายๆ

“เท่าที่ข้ารู้ เมืองจี๋ฉวนมักมีน้ำท่วมทุกปีใช่หรือไม่ เกิดขึ้นเพราะเหตุใด”

“เกิดขึ้นเพราะช่วงวัสสานฤดู มีฝนตกหนัก และบางหมู่บ้านในเมืองจี๋ฉวนเป็นพื้นที่ราบลุ่มพ่ะย่ะค่ะ”

“อืม…สร้างเขื่อนกั้นน้ำดีหรือไม่” เรื่องนี้เป็นปัญหาที่ทำให้ฮ่องเต้จวิ้นหลงไท่ถึงกับนิ่งคิด จริงอย่างที่หวังป๋อเหวินว่า ปัญหานี้ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนทุกปี แต่พระองค์ก็ยังแก้ไขมิได้

“ฝ่าบาทโปรดพิจารณาด้วยพ่ะย่ะค่ะ การสร้างเขื่อนต้องใช้งบประมาณมากมาย ทั้งยังต้องใช้เวลานาน การสร้างเขื่อนอาจจะไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ดีนัก” เหล่าขุนนางต่างพยักหน้าเห็นด้วยกับสิ่งที่ขุนนางชั้นผู้น้อยกล่าว

“กระหม่อมเห็นด้วยว่าการสร้างเขื่อนคงไม่เหมาะสักเท่าใด ที่จริงแล้ว กระหม่อมเคยได้ยินเรื่องการขุดบ่อพักน้ำพ่ะย่ะค่ะ”

“ขุดบ่อพักน้ำ เป็นอย่างไรหรือ เสนาบดีหวัง”

“เรื่องนี้ข้ามิรู้แน่ชัด” ป๋อเหวินหันไปตอบขุนนางเฒ่าที่เอ่ยถาม

“มิรู้ แล้วเหตุใดจึงเอ่ยขึ้นมา” คิ้วเข้มของเจ้าแผ่นดินขมวดเข้าหากันแน่น

“ขอประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะ เรื่องนี้กระหม่อมได้ยินมาจากองค์หญิงสี่และองค์หญิงเจ็ดพ่ะย่ะค่ะ ทั้งสองพระองค์เอ่ยว่าการแก้ปัญหาอุทกภัย ทำได้โดยการขุดบ่อพักน้ำ แต่กระหม่อมมิได้สืบความต่อ จึงมิรู้รายละเอียดพ่ะย่ะค่ะ” สิ้นเสียงของป๋อเหวิน ผู้คนในท้องพระโรงต่างหันมองหน้ากันอย่างงุนงง พวกเขามิคิดมาก่อนว่าเหล่าองค์หญิงจะรับรู้ปัญหาของราษฎรด้วยเช่นกัน

“เช่นนั้น ข้าจะไปถามเอาความกับพวกนางเอง” เมื่อองค์กษัตริย์ว่าดังนั้น ผู้นำสกุลหวังอย่างป๋อเหวินก็ลอบยิ้มอย่างพอใจ เพียงเท่านี้ทุกอย่างก็เป็นไปตามแผนการที่กำหนดเอาไว้

ปลาใหญ่ว่ายมากินเหยื่อล่อเสียแล้ว

ซิงเยียนและหนิงเซียนกำลังนั่งเล่น พูดคุยกันอยู่บนศาลากลางสวนหลวง ข้างกายมีเสี่ยวหงและเสี่ยงเฟินที่พึ่งกลับมาจากพิธีศพของมารดาคอยปรนนิบัติพัดวีอยู่

หลายวันมานี้พวกนางแทบมิได้พักจากการอ่านตำรา เพื่อสืบเสาะหาข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการปัญหาเรื่องอุทกภัย ทั้งตำราที่อาจารย์เคยสั่งสอน และตำราที่จดบันทึกมาจากคำบอกเล่าของป้าสะใภ้

“พี่หญิงคิดว่าเรื่องที่ป้าสะใภ้มาจากกาลข้างหน้า เป็นเรื่องจริงหรือไม่”

“เหตุใดจู่ๆ จึงสงสัยขึ้นมาเล่า พี่เห็นยามที่ป้าสะใภ้เล่าเรื่องราวต่างๆ เจ้าก็ดูตื่นตาตื่นใจ เชื่อไปเสียทุกสิ่ง หึๆ” ซิงเยียนหัวเราะขำน้องสาวต่างมารดาที่เติบโตมาด้วยกัน

“ข้าเพียงคิดว่ามันจะมีจริงหรือไม่เท่านั้นเพคะ หากว่ามีจริงคงจะดีไม่น้อย” ทั้งเรื่องที่สามารถพูดคุยกันได้แม้จะอยู่คนละแผ่นดิน เรื่องที่สามารถเดินทางไปที่ไกลๆ ได้ในไม่กี่ชั่วยาม ทั้งยังมีเรื่องการแพทย์ที่เจริญรุ่งเรือง หากว่านางและมารดาไปอยู่ในยุคสมัยนั้น มารดาของนางคงจะมีชีวิตอยู่

“อาจจะจริง หรืออาจจะไม่จริง เรามิมีทางรู้ได้ เพียงแต่พี่มิเคยคิดว่าท่านป้าวิปลาส”

“ข้าก็มิเคยคิดเช่นนั้น นอกจากจะมิวิปลาสแล้ว ยังเก่งกาจเหนือใคร ที่ทำให้ท่านลุงทั้งรักทั้งหลงเช่นนั้น คิกๆ”

“ฮ่าๆ ไว้พี่สมรสเมื่อใด พี่จะไปขอกลยุทธ์ท่านป้าไว้บ้าง”

“บุรุษใดได้อภิเษกสมรสกับองค์หญิงทั้งสองของหม่อมฉัน ย่อมต้องรัก ต้องหลงองค์หญิงอยู่แล้วเพคะ”

“จริงอย่างพี่เสี่ยวหงว่า คิกๆ” เสียงหัวเราะของนายบ่าวดังไปทั่วสวนหลวง แต่ไม่นานก็ค่อยๆ เงียบลง เมื่อเห็นว่าองค์หญิงสามและองค์หญิงห้าของแคว้น เดินมาทางศาลาที่พวกนางอยู่

“เห็นทีเราต้องรับศึกหนักแล้วกระมัง มากันเป็นคู่เช่นนี้” คู่ที่ว่า คือจวิ้นซูหนี่และจวิ้นเลี่ยงหรู คนหนึ่งเป็นธิดาของฮองเฮา ส่วนอีกคนกำเนิดจากครรภ์ของสนมขั้นหวงกุ้ยเฟย ฟังดูก็รู้ว่ามีบารมีเพียงใด

“พวกเจ้ารีบออกไปเสีย ข้ากับพี่หญิงซูหนี่จะนั่งที่ศาลานี้” เสียงแหลมของเลี่ยงหรูเอ่ยไล่พี่น้องต่างมารดา

“ข้ามาก่อน เหตุใดต้องหลบหลีกให้พวกเจ้าด้วย แต่หากอยากนั่งด้วยกันที่ตรงบันไดก็ว่างอยู่ เชิญ!” นอกจากจะมิยอมลุกออกไป ซิงเยียนยังถดตัวลงนอนอย่างมิรู้ร้อนรู้หนาว หญิงสาวหลับตาพริ้ม ส่วนหนิงเซียนก็เอาแต่ก้มหน้าก้มตา จนคนที่เข้ามาทีหลังนึกโมโห ตวัดสายตาออกคำสั่งกับนางกำนัลคนสนิท

“พี่หญิงระวังเพคะ โอ๊ย!” จอกชาถูกนางกำนัลชั้นต่ำหยิบขึ้นมาสาดใส่ซิงเยียนนี่นอนอยู่ ทว่าผู้ที่รับเคราะห์กลับเป็นหนิงเซียน ที่ยกแขนขึ้นมากันเอาไว้

“องค์หญิง!!!”

“หนิงเซียน! เจ็บหรือไม่…กำนัลชั้นต่ำเช่นเจ้า กล้าดีอย่างไรมาทำร้ายเชื้อพระวงศ์” ทั้งเสี่ยวหง เสี่ยวเฟิน และซิงเยียนต่างรีบเข้ามาดูหนิงเซียน

“คิๆ องค์หญิงที่เกิดจากสนมชั้นต่ำ จะมีความหมายอันใด เสด็จพ่อจำชื่อน้องสาวเจ้าได้หรือยังก็มิอาจรู้ได้” ซูหนี่ยกมือขึ้นปิดปากหัวเราะ

“แต่น้องสาวข้าก็มีค่ากว่านางกำนัลพวกนี้กระมัง” ไม่ว่าเปล่า ซิงเยียนเปิดฝากาน้ำชา แล้วสาดเข้าใส่ใบหน้าของนางกำนัล คนที่สาดชาร้อนใส่หนิงเซียน

“กรี๊ดดดดด ร้อนๆ หม่อมฉันร้อนเหลือเกินเพคะองค์หญิงสาม ช่วยหม่อมฉันด้วย ฮื่อ!” ทั้งใบหน้าและลำคอของนางกำนัลผู้นั้น เริ่มขึ้นสีแดงจนน่ากลัว ซูหนี่และเลี่ยงหรูเห็นดังนั้นก็มิพอใจเป็นอย่างมาก ทำร้ายคนของนาง ย่อมตีความว่ามิให้เกียรติพวกนางแม้แต่น้อย

“ระวังไว้เถิด หากคราหน้ายังคิดรังแกพวกข้าอีก จะเป็นใบหน้างามๆ ของพวกเจ้าที่ถูกชาราดแทน”

“เจ้ากล้าข่มขู่ข้าหรือซิงเยียน เสด็จแม่มิปล่อยเรื่องนี้ไปแน่!”

“เกิดเรื่องอันใดขึ้น” เสียงทุ้มเข้มดังขึ้น ทำให้ผู้คนในศาลาต่างหันไปมองผู้มาใหม่

“เสด็จพ่อ! มิ- มิมีสีสิ่งใดเพคะ ลูกเพียงเข้ามาทักทายน้องสาวตามประสา” ซูหนี่ค้อมตัวเล็กน้อย ก่อนจะพูดจาเสียงอ่อนเสียงหวาน

“ไม่มีสิ่งใดก็ดีแล้ว พวกเจ้ากลับไปก่อน ข้ามีเรื่องจะพูดคุยกับซิงเยียนและหนิงเซียน” เมื่อเป็นคำสั่งขององค์ฮ่องเต้ จึงมิมีผู้ใดคิดจะขัด ต่างพากันกลับออกไปจากศาลา เว้นก็แต่เหล่าธารกำนัลของฮ่องเต้และซิงเยียนก็ยืนรออยู่ล่างศาลา

“เสด็จพ่อมีสิ่งใดรับสั่งกับลูกและน้องหรือเพคะ”

“พ่อจะพูดคุยเรื่องที่พวกเจ้าออกความเห็น เกี่ยวกับแก้ปัญหาอุทกภัยในเมืองจี๋ฉวน”

“หากเป็นเรื่องนี้ เสด็จพ่อคงต้องถามพี่หญิงแล้ว ลูกเพียงออกความเห็นเล็กน้อย และคอยรับฟังเท่านั้น” หนิงเซียนมิได้ถ่อมตน แต่เรื่องนี้นางเพียงรับฟังผู้เป็นพี่ หากว่าจะรับเอาความดีความชอบมาเป็นของตนด้วย ก็ดูจะเกินไปเสียหน่อย อีกอย่างนางมิได้อยากเป็นที่สนใจ นางเพียงอยากสนับสนุนพี่สาวอยู่ด้านหลังเท่านั้น

“เช่นนั้นหรือ”

“เพคะ อย่างไรลูกขอไปพบเสด็จแม่ก่อนได้หรือไม่เพคะ ออกมานอกตำหนักเสียนาน” ซิงเยียนสบตากับน้องสาว ก็พอจะเข้าใจว่าหนิงเซียนต้องการหลีกทางให้ตน ได้แสดงความสามารถให้เสด็จพ่อเห็นอย่างเต็มที่

“อืม ไปเถิด”

“อย่าลืมทายาด้วยเล่า” ซิงเยียนกระซิบกระซาบกับน้องสาว นัยน์ตามองตามหลังของหนิงเซียนไปจนลับสายตา แล้วจึงหันกลับมาสนทนากับพระบิดา

หลักการและวิธีการแก้ปัญหาที่ซิงเยียนได้ศึกษามา ถูกถ่ายทอดผ่านน้ำเสียงที่จริงจังและมุ่งมั่น จนโอรสสวรรค์แปลกใจในบุตรีผู้นี้ กว่าจะพูดคุยปรึกษากันแล้วเสร็จ น้ำชาก็หมดไปหลายกา

“วันพรุ่ง พ่อจะให้เจ้าเข้าไปร่วมฟังการประชุมเช้าที่ท้องพระโรง เตรียมการให้พร้อม อย่าให้เกิดข้อผิดพลาด”

“เพคะเสด็จพ่อ ลูกจะทำให้ดีที่สุด” ร่างเล็กยอบกายส่งเสด็จองค์กษัตริย์ของแผ่นดิน ก่อนจะยกยิ้มกับตนเอง

ประชุมเช้าในท้องพระโรงวันพรุ่ง คงสนุกไม่น้อย

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED