เสียงรถดังฝ่าความเงียบสงัดของราตรีกาล กระทั่งมาเบรกเอี๊ยดตรงหน้าบ้านหลังใหญ่ ทำให้คนที่นอนเอกเขนกอยู่บนเตียงพร้อมกับถือหนังสือในมือต้องวางมันลงข้างตัว หล่อนนิ่งฟังความเคลื่อนไหวด้านนอก จนมั่นใจว่าคนมาใหม่ได้เข้ามาในบ้านแน่นอนแล้ว จึงหย่อนเท้าลงกับพื้นเย็นเฉียบ แล้วตรงไปกดปิดสวิตช์ไฟข้างประตู
ความมืดปกคลุมทั่วห้องขนาดกว้างขวางหากจะคิดว่ามีเพียงหล่อนที่อาศัยอยู่คนเดียว ณิชาใช้แสงสว่างจากด้านนอกที่ยังลอดผ่านขอบล่างของบานประตูเข้ามา นำทางกลับไปยังเตียงนอนที่เข้ามายึดไว้เป็นเวลากว่าปีแล้ว
ดวงตาหวานเพ่งมองหนังสือนิยายโรมานซ์เล่มหนา หน้าปกสวยงามดูคลาสสิกที่ยังเห็นในความสลัว หยิบมันมาถือไว้แล้วถอนใจยาว บ่นพึมพำตามลำพัง
“คืนนี้ไม่ได้ทำงานอีกแล้ว ใกล้จะถึงเดดไลน์ แต่ยังแปลงานส่ง บก.ครึ่งแรกไม่ได้เลย ตายแน่ๆ ยายนิดเอ๊ย! ถ้าจับงานสำนักพิมพ์นี้ไว้ไม่ได้ อนาคตเธอมืดมนแน่”
เจ้าของเสียงบ่นหย่อนกายนั่งแกว่งเท้าอยู่ขอบเตียง แล้วนิ่วหน้าเมื่อได้ยินเสียงห้าวเคล้ากับเสียงของหญิงสาวที่เธอไม่คุ้นเคย
จะให้คุ้นได้อย่างไร ในเมื่อผู้หญิงที่เข้ามาในบ้านแต่ละคืนไม่เคยซ้ำหน้ากันเลย และจะเป็นอย่างนี้ทุกครั้งยามที่แพทริเซีย แพทย์หญิงคนเก่งที่เป็นลูกติดของแม่เลี้ยงเธอไม่อยู่
ณิชากัดริมฝีปากแน่น นึกชิงชังเจ้าของเสียงห้าวนั้นเหลือเกิน ครั้งแรกหล่อนเจ็บปวดหัวใจเหลือจะกล่าวเมื่อรู้ว่าบ้านที่เป็นสมบัติตกทอดมาตั้งแต่ต้นตระกูลของมารดาต้องตกอยู่ในมือของคนอื่น แต่ก็ยอมรับความจริง หญิงสาวพอจะทำใจได้ ถึงแม้ต้องกล้ำกลืนฝืนทนก็ไม่ดึงดันละว่าบ้านที่อาศัยมาตั้งแต่จำความได้ ตอนนี้กลายเป็นสิทธิ์เด็ดขาดของคนข้างนอกนั่นไปแล้ว
แต่ยังมีสิ่งที่ทำให้เธอปวดร้าวอยู่ทุกคืนวัน ไม่อาจทำใจยอมรับได้สักครั้ง เมื่อเห็นตำตาว่าคนที่เข้ามาครอบครองใหม่ไม่เคยจะให้เกียรติบ้านหลังนี้เลย
เขาทำเหมือนบ้านที่เคยเป็นของครอบครัวเธอไม่มีความหมาย บ้านที่พ่อกับแม่รักนักหนาคงกลายเป็นแค่สมบัติชิ้นหนึ่งในจำนวนไม่รู้ตั้งเท่าไรของเขา จึงได้ทำตามใจปรารถนา โดยไม่ใส่ใจอะไรเลย
ณิชาเอนกายลงกลางเตียง หลังจากลังเลอยู่เป็นครู่ว่าจะเปิดไฟหัวเตียงแล้วนั่งทำงานเงียบๆ มีความมืดห้อมล้อมเป็นเกราะกำบังดีไหม แต่สุดท้ายเมื่อหูยังแว่วเสียงหัวเราะคิกด้านนอกอยู่ จึงรู้ว่าให้ตายอย่างไร สมาธิทำงานคงไม่เกิดแน่ในคืนนี้
หญิงสาวหลับตา พร่ำถามกับตัวเองเหมือนเช่นทุกคืนวัน
เมื่อไหร่เหตุการณ์ซ้ำๆ แบบนี้จะจบลงสักทีนะ เมื่อไหร่สวรรค์จะหาทางออกให้เธอเจอ หรือเมื่อไหร่เขาคนนั้นจะจากที่นี่ไปเอง…
สายมากแล้ว หน้าต่างในห้องนอนชั้นล่างที่หันไปทางด้านหลังของบ้านหลังโอ่โถงถึงถูกผลักเปิดรับแสงสว่างให้สาดส่องเข้ามา ณิชาหรี่ตาลงเมื่อม่านตายังไม่สามารถปรับรับแสงจ้าได้ทันที
มือเรียวขาวยกขึ้นปกป้องดวงตา หลายสิบวินาทีถึงค่อยๆ ลดลงพร้อมกับปรือเปิดเปลือกตาขึ้นมาใหม่ จนเมื่อสายตาปรับโฟกัสรับภาพเบื้องหน้าได้ ดวงตาหวานก็เบิกโต
ผู้ชายร่างสูงในเสื้อทีเชิ้ตสีเทากับกางเกงยีนส์สีน้ำเงินเข้มอยู่ในซุ้มกล้วยไม้ที่กำลังออกดอกสะพรั่งนั้นทำให้เธอไม่อาจละสายตา มองข้ามไปได้
มันไม่ใช่ภาพชวนมอง ให้ตายอย่างไรณิชาก็ไม่ปรารถนาให้ผู้ชายคนนั้นมาปรากฏอยู่ในคลองจักษุของตัวเองแน่ หากเมื่อเขาเข้าไปอยู่ในสถานที่สุดรักสุดหวง และด้วยท่าทางไม่น่าไว้วางใจก็ทำให้คนในห้องส่วนตัวต้องจับตามองอย่างระแวง
ครั้นมือหนาเอื้อมแตะกลีบดอกคัทลียาที่ห้อยย้อยเป็นพวงจากกระถางเหนือศีรษะ คนเฝ้ามองตาไม่กะพริบต้องกลั้นลมหายใจ และแค่ไม่กี่วินาทีต่อมา หัวใจของเธอก็โลดแรงขึ้น
ดอกกล้วยไม้สีขาวบอบบางถูกปลิดหลุดจากขั้วมาอยู่ในมือของเขา ณิชาอยากกรีดร้องให้สุดเสียง ถ้ามันทำให้หัวใจที่อัดแน่นด้วยความเกลียดชังบรรเทาลงได้ แล้วดอกไม้ช่อสวยก็ร่วงลงสู่พื้น เขาก้าวข้ามอย่างไม่ไยดี จนคนเฝ้ามองสุดจะทนอีกต่อไป
“คุณไม่มีสิทธิ์เข้าไปในซุ้มกล้วยไม้”
เจ้าของเสียงหวานใส ที่ไม่รู้ตัวเองเหมือนกันว่าโผล่พรวดมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไรกระชากเสียงถาม อย่างที่ไม่ต้องเดาอารมณ์ละว่ากำลังเป็นแบบใด
คนร่างสูงใหญ่ที่เมื่อเข้าไปยืนใกล้ ก็ยิ่งรับรู้ว่ายิ่งสูงกว่าที่เธอคิดนักค่อยเบือนหน้ามา ชั่ววินาทีณิชาถึงกับกลั้นลมหายใจเมื่อสบเข้ากับนัยน์ตาคมที่ล้อมกรอบด้วยขนตาหนาที่จ้องมาทางเธอ
“เธอว่าอะไรนะ ใครไม่มีสิทธิ์”
เสียงห้าวทุ้มเปล่งเบาๆ หากกระแสเสียงช่างเขย่าขวัญคนในชุดเสื้อกล้ามกระชับลำตัวกับกางเกงเนื้อผ้านุ่มที่เกาะเกี่ยวเอวกลมกลึงลู่ผ่านสะโพกผายตึงนั้นนัก...และเจ้าของดวงตาคมก็ไม่พลาดที่จะมอง
ผิวกายของณิชาร้อนวูบเมื่อถูกสายตาจ้วงจาบโลมไล้ทั่ว แต่เมื่อพาตัวเองมาอยู่ตรงนี้แล้ว สิ่งที่ทำได้คือเร่งเรียกความกล้าออกมา ก่อนจะทำเรื่องน่าอายโดยการหันหลังกลับเสียดื้อๆ
“ฉันเคยขอหมอแพทว่าซุ้มกล้วยไม้จะเป็นพื้นที่ส่วนตัวของฉัน ห้ามพวกคุณยุ่งเกี่ยว หมอแพทก็รับปาก...ดังนั้นคุณไม่ควรเหยียบย่างเข้ามาด้วย”
“ทำไมฉันถึงเข้ามาในนี้ไม่ได้ ในเมื่อทุกตารางนิ้วในบ้านเป็นสิทธิ์ของฉัน และการที่เธอบอกว่าขอแพทเอาไว้ มันก็ไม่ได้เกี่ยวกับฉัน ฉันเป็นฉัน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับใคร”
คนตัวโตที่มีรูปลักษณ์เป็นฝรั่งเสียครึ่งค่อนย้ำเสียงเข้มอย่างช้าๆ ชัดๆ มันชัดเสียจนคนฟังนึกโมโหอย่างไร้เหตุผล
“แต่...พวกคุณ”
หญิงสาวเค้นเสียงได้แค่นั้นก็หยุดลง สมองเชื่องช้าอย่างน่าขัดใจ คงเพราะเรือนกายหนาใหญ่ที่เห็นหลอกตาว่าสูงเพรียวนั้นช่างข่มขวัญ อีกทั้งดวงตาคมกริบที่จ้องมองเธอก็ทอประกายประหลาด
ชายหนุ่มก้าวขยับไปหาก้าวหนึ่ง ณิชาก็ถอยกรูดโดยอัตโนมัติ ยกสองมือขึ้นกอดอกเป็นเชิงปกป้องตัวเอง...ทั้งที่เมื่อครู่ยังรู้สึกเหมือนผิวกายถูกไฟสุมหมาดๆ แต่ตอนนี้เธอกลับหนาวคล้ายจะจับไข้ขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
“พวกคุณ? เธอหมายถึงใคร”
ไรวินทร์ยกมือเท้าเอวสอบ ท่อนขากางออกน้อยๆ ท่าทางราวกับราชสีห์ที่พร้อมตะครุบแม่กวางน้อยที่ทะเล่อทะล่าเข้ามาในกรงเล็บ
“ซุ้มกล้วยไม้เป็นของรักของคุณพ่อ ฉันไม่ต้องการให้ใครเข้ามาวุ่นวาย และฉันก็ดูแลกล้วยไม้ทุกกอทุกกระถางอย่างดี แต่คุณมาเด็ดมันทิ้ง คุณทำลายมันทำไม”
“แค่นี้นะเหรอที่ทำให้เธอเป็นเดือดเป็นร้อน” เขาอุทานเสียงสูง เรียวคิ้วหนาเลิกขึ้น แลคล้ายประหลาดใจ แต่ณิชารู้หรอกว่าเสแสร้งชัดๆ จนเมื่อคำท้ายหลุดออกมา ดวงหน้าเธอถึงกับร้อนผ่าว
“ไร้สาระจริงๆ”
แล้วเรือนร่างบอบบางทว่ากลมกลึงได้สัดส่วนที่ยืนนิ่งอยู่นั้นถึงกับผงะเซแทบล้ม เมื่อกายหนาเคลื่อนเฉียดกระแทกออกไป ไม่ต้องให้ใครบอกณิชาก็รู้ว่าเขาตั้งใจทำหยาบคายกับเธอ
หล่อนหันมองตามคนที่ย่างเท้าออกไปอย่างมั่นใจ มือบางกำแน่น เนื้อตัวสั่นเทาเมื่อไม่อาจทำอะไรเขาได้
“คนจิตใจหยาบกระด้าง จอมทำลาย น้ำหน้าอย่างคุณไม่เหมาะที่จะเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้ คุณมันคนหยาบ ไม่คู่ควรจะเข้ามาอาศัยด้วยซ้ำ”
ได้ผลชะงัดนัก เมื่อได้ปล่อยคำที่อัดอยู่ในอกออกไป คนร่างใหญ่ถึงกับชะงักเท้า ณิชาเกร็งตัวรับสถานการณ์ ถ้าเลือกได้หล่อนก็ไม่โง่ที่จะต่อกรกับคนคนนี้ซึ่งหน้า แต่ถ้าให้ทนอยู่นิ่งเฉย ทั้งที่เห็นอยู่ตำตาว่าข้าวของของพ่อแม่ที่เหลือไว้ให้ดูต่างหน้า ให้เธอเป็นกำลังใจนั้นถูกเขาย่ำยีอยู่ทุกวี่วัน โดยไม่คิดทำอะไรเลย เธอคงเป็นลูกอกตัญญูเกินไป
แต่สิ่งที่ณิชานึกหวั่นก็ไม่ได้เกิดขึ้น ผู้ชายคนนั้นแค่หยุดนิ่ง เขาหยุดหลายวินาที นานพอจะให้เธอต้องกลั้นลมหายใจรอจนปวดแสบในอก ก่อนเดินต่อเข้าบ้านเสียอย่างนั้น ทิ้งให้หญิงสาวยืนมองตามแผ่นหลังกว้างด้วยหัวใจเต้นระรัวอยู่ลำพัง
จนก้อนเนื้อเท่ากำปั้นที่ฝังตัวอยู่ในอกซ้ายสงบลง ณิชาจึงผ่อนลมหายใจยาวเหยียด
“ช่างเขา เราพูดความจริงนี่ จะโกรธก็ช่าง”
ณิชากลับเข้าห้องนอน หรือจะเรียกให้ถูกคงเป็นห้องส่วนตัวที่เธอใช้ทำทุกอย่าง ไม่ว่าจะหมกตัวทำงาน เธอสามารถขังตัวเองให้อยู่ในนี้ได้เป็นวันๆ ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ออกไปพบใคร เว้นแต่คนรับใช้เก่าแก่ที่อยู่ด้วยกันตั้งแต่สมัยพ่อแม่ยังอยู่
ในแต่ละวันถ้าจะออกไปก็เพื่อรดน้ำดูแลซุ้มกล้วยไม้ ซึ่งเป็นงานที่เธอไม่ยอมปล่อยให้อยู่ในมือของใครอื่น นับจากพ่อได้จากไป ณิชาก็เฝ้ามอง ดูแลมันด้วยตัวเองตลอดมา เพราะเป็นสิ่งเดียวที่หล่อเลี้ยงหัวใจของเธอให้คงอยู่
แม้กระทั่งห้องรับประทานอาหารที่จัดไว้อย่างหรูหราสมเกียรติที่ครอบครัวเคยใช้ประจำ ณิชาก็ไม่เฉียดใกล้มานานแล้ว เพราะมันได้กลายเป็นห้องหนึ่งที่เจ้าของคนใหม่กับแขกไม่ซ้ำหน้าของเขาใช้ประจำแทบทุกวัน ใช้จนเกินคุ้มทีเดียว
โต๊ะรับประทานอาหารสำหรับณิชาจึงเปลี่ยนเป็นโต๊ะม้าหินอ่อนในห้องครัวเก่า...สถานที่ที่มีคนรับใช้เก่าแก่ห้อมล้อมเธออยู่ ที่แห่งเดียวที่ไม่ทำให้เธอรู้สึกว่าเหลือตัวคนเดียวโดดเดี่ยว
หญิงสาวหยิบผ้าขนหนูในตู้เสื้อผ้าแล้วเข้าห้องน้ำ ชำระร่างกายอย่างไม่อ้อยอิ่ง ตลอดเวลาที่ทำธุระส่วนตัว หัวใจยังไม่อาจกลับเข้าสู่ปกติ เหตุปะทะคารมกับผู้ชายคนนั้นยังตรึงอยู่ในหัว ไม่บ่อยนักหรอกที่เธอจะยอมเข้าใกล้เขา และครั้งนี้ณิชาก็ได้รับสัญญาณเตือนชัดเจน...มันมาพร้อมรังสีอันตรายจากกายของเขาเอง
ยิ่งเข้าใกล้ ยิ่งรับรู้เรื่องของไรวินทร์มากขึ้น ก็ยิ่งทำให้ณิชาจมอยู่กับความเครียด มองไม่เห็นทางออกของปัญหา
การจะให้เขาออกไปจากบ้าน มันไม่ง่ายหรอก หล่อนไม่เห็นทางอื่น...นอกจากรอให้เขาจากไปเอง
แต่จะด้วยเหตุผลอะไรล่ะ เมื่อบ้านเป็นของเขา เขามีสิทธิ์ครอบครองเต็มๆ เธอต่างหากที่กลายเป็นผู้อาศัย หรืออาจต่ำต้อยกว่าตรงที่การอยู่ของเธอเป็นการดึงดันไม่ยอมย้ายออกไปเอง
จะเรียกตัวเองว่าเป็นกาฝากได้ไหม
ณิชาหลับตา รับรู้ถึงหยาดน้ำใสจากดวงตาที่เอ่อท้นออกมาปนกับสายน้ำ
ทำไมชีวิตต้องจนมุมอย่างนี้ด้วยนะ อีกกี่วันกี่ปี ถึงจะเห็นแสงสว่างกัน
น้ำเย็นกระทบผิวกายขาวผ่อง ไหลลู่ตามส่วนโค้งเว้าของเรือนกายเป็นสาย ขณะที่เจ้าของร่างยังยืนนิ่ง จมอยู่กับความคิด พลันสีหน้าหม่นหมองก็เพิ่มความเคร่งเครียดขึ้น...เงินก้อนสุดท้ายที่เคยคิดจะใช้เป็นทุนรอนในอนาคต เงินก้อนเดียวที่เหลืออยู่ก็หายไปแล้ว...หายไปพร้อมกับผู้ชายที่พร่ำบอกว่าเข้าใจและเห็นใจในสิ่งที่เธอต้องเจอ
พีระ...ผู้ชายที่บอกจะอยู่เคียงข้าง ช่วยทำให้ฝันของเธอเป็นจริง แต่แค่ไม่ถึงขวบปีจากนั้น เธอก็ได้เห็นธาตุแท้ของเขาว่าเป็นคนอย่างไร ถ้อยคำที่บอกเป็นการสัญญา แท้จริงก็แค่ลมปาก ไม่มีความหมายอะไรเลย แต่เธอกลับโง่พอที่จะหลงเชื่อตาม
ณิชาเชื่อไปได้อย่างไรว่าลูกชายของนายตำรวจใหญ่แห่งเมืองเชียงราชคนนั้นจะรักมั่นถึงขั้นเสียสละความฝันของตัวเองเพื่อให้ความฝันของเธอเป็นจริง แล้วยังไงล่ะ หลังจากพ่อของเธอเสียชีวิตไม่ถึงเดือน เธอก็เสียทั้งหัวใจรักและเงินก้อนใหญ่ไปพร้อมเขาอีก
‘นิดก็รู้ว่าทุกอย่างไม่เหมือนเดิมแล้ว พีชจะบอกทางบ้านให้ยอมรับนิดยังไงดี พีชหาเหตุผลไม่ได้จริงๆ ...หรือนิดคิดให้ได้ล่ะ’
คำพูดก่อนเขาจะหันหลังจากไปยังก้องอยู่ในหัว...
เรียวปากอิ่มของหญิงสาวเม้มแน่น หัวใจบีบรัดตามอารมณ์ที่พุ่งสูง
ในตอนนั้นเธอยังหน้ามืดตามัว เศร้าเสียใจที่ผู้ชายลวงโลกคนนั้นตีจาก จนไม่ทันเอะใจถึงเงินก้อนเดียวที่เขาหยิบยืมใช้เป็นทุนรอนไปเรียนภาษาในประเทศอังกฤษเมื่อตอนเรียนจบวิทยาลัยกันหมาดๆ
กว่าจะนึกได้ กว่าจะตั้งตัวทัน เธอก็ควานหาตัวผู้ชายคนนั้นทั่วเชียงราชไม่เจอแล้ว
ไม่อยากเชื่อเลยว่าเธอทั้งโง่และซื่อให้นายพีระหลอกอย่างง่ายดาย...ณิชากำมือแน่น ปล่อยให้เล็บจิกเนื้อจนรู้สึกเจ็บ
“ผู้ชายน่ารังเกียจทุกคน!”
ให้ตายยังไง เธอจะไม่ยอมตกอยู่ในสภาพผู้หญิงจนตรอก ไร้อนาคตและหมดเนื้อหมดตัวนานแน่!
“คุณนิดตื่นแล้วหรือคะ ดูสิ วันนี้ป้ามีขนมจีนแกงไตปลาของโปรดคุณนิดด้วย ไว้มื้อเที่ยงค่อยกินนะคะ”
เสียงเจื้อยแจ้วของป้าสดใส แม่ครัวเก่าแก่ที่ถูกปลดระวางโดยเจ้าของบ้านคนใหม่กระวีกระวาดมาตั้งโต๊ะ เมื่อเห็นว่าคุณหนูของตนได้มานั่งประจำโต๊ะม้าหินอ่อนในห้องครัวแล้ว
ณิชามองอาหารเช้าตรงหน้าอย่างสงสัย แล้วเงยหน้าถาม
“ทำไมล่ะป้า กินขนมจีนแกงไตปลาตอนนี้ไม่ได้เหรอ อร่อยกว่าข้าวต้มหมูถ้วยนี้ตั้งเยอะ นิดอยากกินแล้ว”
“โธ่ เช้าขนาดนี้กินของรสจัด เดี๋ยวแสลงท้องค่ะ รับเป็นข้าวต้มก่อนดีกว่า อีกอย่างป้ายังไม่ได้เตรียมผักลวกกะทิให้คุณนิด จะกินให้อร่อย ต้องใจเย็นๆ ให้เวลาป้าเตรียมของโปรดให้พร้อมดีกว่าค่ะ”
“งั้นก็ได้ค่ะ ขอผักลวกกะทิเยอะๆ นะคะ นิดชอบผักบุ้ง ถั่วฝักยาว โอ๊ย! แค่คิดก็น้ำลายไหล”
คำสาธยายถึงอาหารสุดโปรดของคุณหนูกับแม่ครัวใหญ่ทำให้เด็กรับใช้ชาวเชียงราชแท้ๆ ต้องมองอย่างสงสัย แค่ผักพื้นๆ นำมาต้มลวกกะทิ คุณนิดจะอยากกินขนาดนี้เลยหรือ
หากพ้อหวานนั่งสงสัยได้ไม่นาน ก็ต้องสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงงวดของหญิงชรา
“ไป ช่วยป้าล้างผัก รีบทำให้เสร็จ ใกล้เที่ยงต้องช่วยคุณหริเตรียมมื้อเที่ยงให้คุณไรวินทร์อีก วันนี้เธอมีแขกมาบ้าน”
พ้อหวานลุกจากเก้าอี้มุมห้องทันที รี่ไปทำงานตามที่แม่ครัวชราสั่งอย่างไม่อิดออด หากถ้อยคำนั้นทำให้คนที่ตักข้าวต้มเข้าปากต้องชะงักมือ
เรียวปากสวยเบ้ออกเมื่อได้ยินชื่อของคนคนนั้น
เชอะ! มาอยู่ไม่นานก็มีแขกเข้าบ้านทั้งกลางวันกลางคืนเชียว อยากรู้นักว่าแม่สาวทรงสะบึมคนไหนที่ได้รับเกียรติจากนายไรวินทร์ให้เข้าบ้านตั้งแต่ตะวันยังส่องตรงหัว นอกจากแม่พวกที่ขนมามั่วสุมตอนกลางค่ำกลางคืน แล้วจากไปก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น!
ดวงตาหวานของเจ้าของความคิดเหลือบขึ้นมองชั้นบนของบ้าน มั่นใจว่าเขาคงอยู่ในอาณาจักรส่วนตัว ชั้นบนของบ้านกึ่งตึกที่สมัยพ่อกับแม่ยังอยู่จะแบ่งพื้นที่เป็นปีกซ้ายและขวา ทั้งอาณาเขตของปีกซ้ายจะเป็นของหล่อน ส่วนพ่อกับแม่จะยึดครองอีกฝั่ง
ณิชายังจำบรรยากาศกรุ่นกลิ่นไอความรัก บางคืนเธอหอบหมอนกับผ้าห่มไปเคาะประตูห้องนอนของพ่อแม่ ความอบอุ่นและปลอดภัยที่มีท่านสองคนคอยปกป้องคุ้มครอง ทำให้ณิชาไม่เคยหวั่นถึงอนาคตว่าหากมันเปลี่ยนไปแล้วเธอจะเดินต่ออย่างไร
จนเมื่อแม่เสียชีวิตลงโดยโรคมะเร็งเต้านมตอนเธออายุสิบสามปี เด็กหญิงที่ย่างเข้าสู่วัยรุ่นอย่างเธอถึงกับเสียหลัก ณิชายึดพ่อเป็นที่พึ่งหนึ่งเดียว กระนั้นพ่อที่เธอเห็นว่าเป็นคนเก่งและมั่นคงพร้อมจะเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้กับทุกคนนั้นกลับเปลี่ยนไป พ่อกลายเป็นคนไม่สนใจอะไรอีกเลย พ่อเมาเหล้ากลับมาบ้านทุกวัน ไม่ไยดีกับเธอเหมือนก่อน วันทั้งวันพร่ำหาแต่แม่ที่จากไปอย่างไม่หวนคืน
แต่ไม่นาน...แม่ของเธอขึ้นสวรรค์ไม่ทันครบขวบปี พ่อกลับมีผู้หญิงคนใหม่ นัยว่ารู้จักเพราะติดต่องาน สุดท้ายผานิตม่ายสาวที่มีลูกติดหนึ่งคนก็เข้ามาแทนที่แม่ของเธอโดยสมบูรณ์ เข้ามาอยู่ในบ้านพร้อมกับแพทริเซีย นักศึกษาแพทย์หญิงที่ดูงดงามและสมบูรณ์แบบ อย่างที่ณิชามองแล้วรู้สึกว่าตัวเองด้อยลง กลายเป็นแค่ฝุ่นผงในพริบตา
พ่อกลับมาเป็นเหมือนก่อน คงเพราะมีกำลังใจให้หยัดยืนได้เหมือนเดิม ต่างกับณิชา เธอเริ่มเก็บตัวเงียบ ไม่เหลือกำลังใจ พ่อที่เคยเป็นของเธอเพียงหนึ่งเดียวกำลังมีคนอื่นเข้ามาแบ่งปันความสำคัญ นับจากนั้นความสุขก็ไม่เคยทอประกายให้เห็นในแววตาของณิชาอีกเลย
ช่วงวัยนั้น ณิชาเป็นแค่เด็กมัธยมต้น หลังเลิกเรียนแต่ละวันเธอจะยื้อเวลากลับบ้าน โดยไปหมกตัวอยู่ในหอพักนักเรียนของบัวบูชา เพื่อนซี้ที่ยอมเปิดใจคบหาเพียงคนเดียว
แต่ทุกสรรพสิ่งในโลกนี้ก็ยังหมุนเวียนเปลี่ยนไปไม่ยอมหยุดนิ่ง เมื่อณิชาจบมัธยมปลายก็เข้าเรียนในวิทยาลัยนานาชาติแห่งเชียงราชที่ค่าเรียนแพงลิบลิ่ว ช่วงปีสุดท้ายของชีวิตนักศึกษา ณิชาก็ต้องพบข่าวร้ายที่ทำให้หัวใจแตกสลายอีกครั้ง รถที่พ่อกับแม่เลี้ยงนั่งประสบอุบัติเหตุตกเหวระหว่างเดินทางไปติดต่อกับลูกค้าทางฝั่งพม่า เนื่องจากคนรถเลือกใช้เส้นทางลัดแทนที่จะเป็นเส้นทางปกติอย่างที่ใช้ประจำอยู่ เพราะหวังจะให้ทันนัดลูกค้าสำคัญ
แม่เลี้ยงเสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ ขณะที่พ่ออยู่ในอาการโคม่า รักษาตัวในห้องไอซียูของโรงพยาบาลชั้นนำของเชียงราช...นานนับเดือนก็สิ้นลมตาม
แพทริเซียโศกเศร้ากับการจากไปของสองคน แต่ไม่นานก็ยืนขึ้นมาได้ใหม่เพราะมีญาติสนิททางกรุงเทพและแพทย์หนุ่มคู่หมายคอยประคับประคองจิตใจ ทำให้ผ่านพ้นช่วงชีวิตที่ยากลำบากได้
ต่างกับณิชา...เธอไม่เหลือใครอีกแล้ว มองไปทางไหนก็เห็นแต่คนแปลกหน้า ไม่มีใครยื่นมือมาให้คว้าเป็นหลักเลย
“เป็นอะไรไปคะคุณนิด ทำไมไม่กินข้าวต้ม เย็นชืดจะไม่อร่อยนะคะ”
เสียงทักของป้าสดใสทำให้คนที่หลุดอยู่ในภวังค์ต้องสะดุ้งรู้สึกตัว ตักข้าวต้มเข้าปากอีกคำ ก่อนวางช้อนลงเมื่อรู้สึกว่าฝืดคอเกินจะฝืนกลืนได้อีก
“หรือวันนี้ป้าทำไม่อร่อย ทำไมทานแค่นี้” หญิงชราถามพร้อมสีหน้าสีตาที่ทำให้ณิชาต้องพยายามหาคำพูดมาบอกเพื่อรักษาน้ำใจ
“อร่อยค่ะป้า ฝีมือป้าไม่ตกหรอก ระดับนี้เป็นเชฟมือหนึ่งสำหรับนิดเลย แต่เช้านี้นิดรู้สึกตื้อ กินไม่ลงจริงๆ ค่ะ”
“ตายจริง ถ้าอย่างนั้นป้าจะเร่งมือทำขนมจีนแกงไตปลาให้เสร็จนะคะ กินมันมื้อเช้านี่แหละ ดีกว่าปล่อยท้องว่าง”
“ไม่เป็นไรค่ะ ไม่ต้อง” ณิชารีบคว้าแขนแม่ครัวเอกไว้ อ้ำอึ้งจะหาเหตุผล หากคราวนี้เมื่ออีกฝ่ายเห็นสีหน้าเธอชัดเจนก็ถอนหายใจยาว
“คิดมากพานเครียดอีกน่ะสิ ไม่ดีเลยนะคะ” หญิงชราว่าอย่างอ่อนใจ และพอสังเกตเครื่องแต่งกายของณิชาว่าอยู่ในชุดแปลกตากว่าทุกวัน จึงถาม “คุณนิดจะออกไปข้างนอกหรือ แต่งตัวสวย ดูเรียบร้อยเชียวค่ะ”
“แสดงว่าทุกวันนิดแต่งตัวดูไม่ได้เลยใช่ไหมคะป้า” ณิชายังมีแก่ใจกระเซ้าพร้อมรอยยิ้มที่เปิดกว้าง ทำให้คนถามรู้สึกดีขึ้น “นิดจะออกไปสมัครงาน เมื่อสองวันก่อนเดินเล่นในห้างกับบัว เห็นป้ายประกาศรับสมัครพนักงานขายในร้านเสื้อผ้า”
เธอบอกชื่อแบรนด์เสื้อผ้าหรู คุณภาพสมกับราคาที่แพงลิบลิ่วซึ่งเจาะกลุ่มลูกค้าหนุ่มสาววัยทำงาน เชียงราชแม้จะมีพื้นที่ไม่ใหญ่ แต่ด้วยความเป็นเมืองเปิดใหม่ ทำเลเป็นประตูการค้า จึงทำให้กลายเป็นศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่ เงินตราสะพัดในพื้นที่ค่อนข้างสูง รายได้ต่อหัวของคนทำงานในเชียงราชมากเกินสองเท่าเมื่อเทียบกับผู้คนในตัวเมืองจังหวัดซึ่งมีพื้นที่ใหญ่กว่า ดังนั้นทั้งสินค้าและเครื่องใช้ราคาแพง แบรนด์ดังคุ้นหูก็แห่กันมาเปิดสาขาในห้างสรรพสินค้าประจำเมือง ที่สำคัญกิจการของแต่ละร้านก็ไปได้สวยด้วยสิ
แต่ดูว่าสิ่งที่เธอบอกจะทำให้คนฟังรู้สึกคาใจอยู่
“คุณนิดจะไปเป็นพนักงานขายของในห้างหรือคะ คุณนิดจะทำได้ยังไง แล้วงานอื่นที่สมัครไปล่ะ”
“ยังไม่มีที่ไหนเรียกเลยจ้ะ” ณิชาถอนหายใจอย่างนึกปลง แต่แม้จะตกงาน ก็ถือว่าโชคยังเข้าข้างอยู่ตรงที่มีงานแปลนิยายโรมานซ์ให้ทำ ไม่แน่ว่าหากต้องตกงานยาว เธออาจหันมายึดงานนี้เป็นอาชีพจริงๆ ก็ได้ “แปลกดีนะ ใครๆ ก็ว่าเมืองเชียงราชเศรษฐกิจดี จีดีพีสูงกว่าเมืองอื่น แต่ทำไมถึงมีคนเตะฝุ่นอยู่ในบ้านนี้ได้เนอะ ป้า”
“เดี๋ยวงานก็มาค่ะ ของทุกอย่างมันมีจังหวะของมัน รออีกหน่อยนะคะ ใจเย็นๆ”
“จังหวะของนิดนานจัง ตั้งปีกว่าแล้ว”
ณิชาลุกขึ้นยืน ฝืนยิ้มให้แม่ครัวเก่าแก่ ไม่อยากให้ใครต้องกังวลไปกับตน...หากทำได้เพียงยกมุมปากแย้มนิดเดียว
คนร่างเพรียวบางในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงเนื้อผ้าสีดำเข้ารูปเดินออกจากห้องครัว โดยมีสายตาของหญิงชรามองตาม แววตาคู่นั้นทอความห่วงใยอยู่เสมอ และเวลานี้ยังเพิ่มความลังเลและเคร่งเครียดปนเข้ามาด้วย
ป้าสดใสถอนใจยาว บ่นพึมกับตัวเอง
“เฮ้อ! ไม่มีโอกาสบอกคุณนิดกันสักที”
ณิชาเปิดประตูรั้วเล็กด้านข้าง แล้วจูงสกูตเตอร์สีส้มคู่ใจออกไป นึกขัดใจกับสายตาของผู้ชายตัวใหญ่ในชุดสีดำแลดูทะมึนสองคนที่จ้องเขม็งมา พวกเขายืนนิ่งอยู่ใต้ร่มไม้ริมกำแพงสูง หากไม่สังเกตก็คงไม่เห็น แรกๆ ณิชารู้สึกอึดอัด บางขณะก็นึกหวั่นว่าคนแปลกหน้าท่าทางดุดันจะเข้ามาคุกคามถึงในบ้าน แต่พอนานวันเข้าก็ค่อยๆ เบาใจเมื่อเห็นว่าคนเหล่านั้นไม่ได้ย่างกรายเข้าไปใกล้เขตแม้สักครั้งเดียว...ซึ่งคงด้วยคำสั่งเด็ดขาดของเจ้านายพวกเขานั่นละ
นายไรวินทร์...ผู้ชายที่เธอรู้เพียงชื่อเท่านี้!
เมื่อผ่านพ้นประตูรั้ว ณิชาก็ต้องหยุดตัวเองเมื่อรถหรูคันสีดำมันปลาบแล่นมาจ่อใกล้ประตูรั้วใหญ่ โดยไม่เสียเวลารอ ประตูรั้วบานนั้นก็เคลื่อนออกอัตโนมัติ ณิชาเขม้นมองหวังจะให้ทะลุผ่านฟิล์มหนาทึบ เพราะมั่นใจว่าคนในรถต้องเป็นแขกของนายไรวินทร์นั่นเอง
ณิชาไม่ต้องพยายามเลย เมื่อกระจกตอนหน้าฝั่งผู้โดยสาร ฝั่งที่เธอยืนอยู่ถูกลดลง เผยให้เห็นคนในรถที่ส่งยิ้มมาให้ และทำให้ณิชาถึงกับยืนตัวแข็ง...
หล่อนไม่ได้ยิ้มรับการทักทายนั้นเพราะกำลังจุกแน่นในอก จนกระจกรถเลื่อนปิดและรถก็เคลื่อนผ่านประตูรั้วเข้าไปข้างใน สู่ตัวบ้านที่ตั้งตระหง่านด้วยระยะทางนับร้อยเมตร
เรียวปากของหญิงสาวเม้มแน่น หล่อนกำลังสกัดกลั้นอารมณ์อ่อนไหวและอ่อนแอไม่ให้หลุดออกมา...รอกระทั่งคิดว่าตนเข้มแข็งพอ พร้อมจะเดินหน้าต่อในเส้นทางที่เลือกแล้ว จึงขึ้นนั่งบนพาหนะคู่ใจ ขับเคลื่อนออกไปยังเป้าหมาย