“พี่สาว แม่ทัพจางอี้หลงมาสู่ขอท่าน”
ลี่ชินหยูวิ่งทะเล่อทะล่าเข้ามาด้านใน
ลี่ชินเหอกำยาเม็ดไว้ในมือแน่น
“เบาๆ หน่อยเจ้าไม่สำรวมสักนิดดูรึ ท่านแม่ถึงได้บ่นว่าเจ้าชอบทำตัวไม่รู้จักโตเสียที”
ลี่ชินเหอปรามน้องสาวร่วมบิดาเบาๆ ลี่ชินหยูสีหน้าสลดลงในทันที แม้จะมีแววตาสดใสแต่ทว่าไม่ช่างพูดเท่าที่ควรความจริงนางมักจะเป็นคนที่พูดมากยามอยู่กับคนสนิทอย่างเสี่ยวจูหรืออวิ้นจูสาวใช้ข้างกายวัยไล่เลี่ยกัน
มารดามักจะก้าวล่วงนางมากไปบางทีก็พูดว่าที่ชินหยูเป็นแบบนี้เพราะมารดาเป็นเพียงคนต่ำชั้นผิดกับเหอหยินที่นางเป็นถึงองค์หญิงแต่งมาในตำแหน่งฮูหยินเสนาบดีกรมคลังที่ยิ่งใหญ่ ทั้งประทานงานสมรสและข้าวของมากมาย แต่ในที่สุดใต้เท้าลี่บิดาก็ยังคงมีลี่ชีหยูฮูหยินรองที่สดใสน่ารักเหมือนซินหยู
ของเรา
“พี่สาว เสี่ยวจูบอกข้าว่าท่านแม่ทัพดูดีที่สุดหล่อเหลาที่สุด อีกทั้งยังให้เกียรติพี่สาวยิ่ง เพิ่งจะกลับจากการนำทัพหลวงรบชนะมายังวังหลวง ฝ่าบาทประทานงานสมรสขอเพียงเลือกหญิงงามที่ต้องการไว้เป็นฮูหยินแม่ทัพ พี่สาวรู้ไหมว่าท่านแม่ทัพ… เอ่ยชื่อท่านก่อนใคร”
เว้นระยะให้อีกคนรู้สึกตื่นเต้น
แววตาเคลิ้มฝันของชินหยู ทำให้ชินเหอยิ้มบางๆ มือของซ้ายบีบมือข้างขวาด้วยความตื่นเต้นทว่า ไม่ได้แสดงอาการดีใจจนออกนอกหน้าเพราะถูกอบรมมาเช่นนั้น
“ท่านแม่ฮูหยินใหญ่ให้ข้ามาช่วยพี่สาวแต่งกาย ให้งดงามจะได้ไว้ให้ท่านแม่ทัพได้เห็นว่าพี่สาวของข้างดงามเพียงใด”
ปากก็พูดมือก็สาละวนกับการดึงมวยผมที่ยุ่งเหยิงจากการที่เพิ่งตื่นนอน ชินเหอนางแม้จะเพียบพร้อม แต่หาใช่ผู้ที่ต้องใช้แรงงานไม่ชินเหอมีหน้าที่เพียงวางท่าดังคุณหนูของตระกูลลี่เท่านั้น ผิดกับชินหยูที่ทุกอย่างล้วนต้องลงมือกระทำ ด้วยมารดาเพียงแค่อนุอีกทั้งยังฐานันดรต่ำต้อย
วางสีชาดลงบนปากบาง ชินเหองับเอาสีชาดบางเบาริมฝีปากสีแดงสวย ชินหยูยิ้มกับผลงานของตัวเอง พี่สาวช่างอ่อนหวานงดงามยิ่งกว่าหยกล้ำค่าน่าทะนุถนอมยิ่งนัก ไม่แปลกใจเลยว่าบุรุษใดได้พบนางเพียงครั้งแรกจึงยากจะลืมเลือน
“คุณหนูรองเจ้าขา ฮูหยินใหญ่ให้มาเร่งท่านพาคุณหนูใหญ่ออกไปพบหน้าท่านแม่ทัพจาง”
เสียงสาวใช้ที่ถูกใช้ให้มาเร่ง
ชินหยูสะบัดอาภรณ์สีฟ้าสวย ห่มคลุมร่างอ้อนแอ้นของพี่สาว ดึงสายรัดเอวให้ตึง ส่งให้เอวคอดกิ่วยิ่งน่ามอง
ก้มมองใบหน้าที่แต่งแต้มงดงามก่อนจะพยักหน้ากับกระจกเงา
“พี่สาวสวยแล้วสวยที่สุดในสามโลก”
ชินเหอลุกขึ้นช้าๆ มีชินเหอและสาวใช้ช่วยพยุงไปยังห้องรับรองแขกบ้าน
ห้องกว้างที่บัดนี้ เสนาบดีลี่ ฮูหยินใหญ่ไร้ซึ่งมารดาของชินเหอที่ไม่เคยได้รับอนุญาตให้มานั่งรับรองแขก ร่างสูงของแม่ทัพจาง ที่ยืนเอามือไพล่หลังทั้งตื่นเต้นและร้อนใจ กลัวว่าชินเหอจะไม่ยอมออกมาพบหน้าในเมื่อเป็นเขาที่ใฝ่ฝันถึงนางมาตลอด รอเวลาที่จะมาสู่ขอ
“มาแล้ว ชินเหอของแม่”
เสียงฮูหยินใหญ่เหอหยิน เอ่ยปากดังๆ เรียกสติของจางอี้หลงให้กลับมา
ร่างสูงในอาภรณ์สีขาวสะอาด องอาจผึ่งผายอีกทั้งร่างสูงใหญ่บึกบึนสมกับตำแหน่งแม่ทัพที่กรำศึกเหนือใต้ หันหน้ามาช้าๆ ชินหยูอ้าปากค้าง กับใบหน้าหล่อเหลา ราวมิใช่ผู้ที่ต้องทำศึกเหนือใต้แต่หล่อเหลาราวกับองค์ชายในวัง ผิดแต่ไร้ท่าทีสำอางดังเช่นองค์ชาย อกผึ่งผายอัดแน่นด้วยมัดกล้าม แทบจะเดาได้ทันทีว่าภายใต้อาภรณ์นั้นต้องเต็มไปด้วยเนื้อหนันและร่องรอยแผลเป็น สายตาแสดงความพึงพอใจเมื่อมองมายังชินเหอ ที่ไม่ยอมเงยหน้าให้อีกคนได้เห็นความงดงามอ่อนหวาน เพียงแต่ใบหน้าแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย
“ชินเหอ ท่านแม่ทัพอยากพบเจ้า”
ใต้เท้าลี่เอ่ยปากเสียงดัง
ชินเหอจึงได้เงยหน้าขึ้นช้าๆ ดวงตาคมจ้องไม่กะพริบแววตาเหมือนจะยิ้มได้ ชินหยูยิ้มบางๆ อยากพบชินเหอแต่ทุกคนมาเพื่อได้พบท่านแม่ทัพเป้นการยืยันความสัมพันธ์ว่าท่านแม่ทัพเป็นที่เชื่อถือของทุกคนในบ้านลี่
เหมาะสมกันยิ่งนักทั้งสองคน …กิ่งทองใบหยก…อย่างปฏิเสธไม่ได้ชินหยูนึกวาดภาพ แม่ทัพที่มีหลังบ้านคอยปรนนิบัติด้วยความอ่อนหวานอ่อนโยน และฮูหยินแม่ทัพที่ใครเห็นจะต้องอิจฉากับความงามและความเพียบพร้อม ชินหยูย่อกายลงช้าๆ หันหลังก้าวเดินออกจากตรงนั้นไป
ทุกอย่างสำเร็จแล้วเหลือเพียงงานมงคลก็เท่านั้น จะดีเพียงใดหากพี่สาวชินเหอแต่งงานออกเรือนไปเสียทีกับคนดีดีที่หญิงงามทั้งหลายต่างหมายปอง
สามวันผ่านไป
"อาภรณ์ในวันแต่งงานของพี่สาวเจ้าที่มอบให้เจ้าตัดเย็บเรียบร้อยหรือยัง"
"
เสียงเข้มของฮูหยินใหญ่ทำเอาชินหยูเสียบเข็มเข้ากับนิ้วมือบางจนสะดุ้ง
"ใกล้แล้วค่ะฮูหยินใหญ่"น้ำเสียงอ่อนหวาน
"หือ เจ้าจงใจทำให้ล่าช้าหรือไม่ เห็นได้ชัดว่า ใช้เวลาถึงสามวันป่านนี้ยังตัดเย็บไม่แล้วเสร็จ"
"ชินหยูเร่งมือแล้วเจ้าค่ะ"
"หากไม่ติดว่า ฝีมือตัดเย็บของเจ้าดีกว่าคนอื่นข้าคงให้ใครทำแทนไปแล้วชินหยูเอ๊ยชินหยูข้าให้ความสำคัญเจ้าเพียงนี้"
"เจ้าค่ะฮูหยินใหญ่"
ไม่ต่อคำคิดเสียว่าเป็นการตักเตือนสั่งสอนด้วยความหวังดีในทุกๆครั้งที่ถูกว่ากล่าว
ร่างท้วมก้าวเดินจากไป
"ท่านแม่ ท่านแม่เจ้าขาข้าข้าไม่อยากเข้าหอกับท่านแม่ทัพจาง"
"หือเจ้าพูดจริง หรือแค่เพียงความเขินอาย"
"ท่านแม่ท่านก็รู้ว่าชินเหอ…ป่วยไข้มาตั้งแต่กำเนิดอีกทั้งยังไม่อาจ ให้กำเนิดบุตรได้เพราะชินเหอ บกพร่องเรื่องบนแท่นนอน"
"เจ้าเพียงแต่กลัว ใครกันบอกเจ้าว่าเจ้าเป็นเช่นนั้น"พยายามสร้าง กำลังใจให้ชินเหอด้วยนางขาดความมั่นใจในตัวเองต่างจากชินหยู ที่กล้าคิดกล้าพูด
"ท่านแม่ลูกแม้กระทั่งรอบเดือนลูกยังไม่เคยจะมีกับคนอื่นเขา"
"เหลวไหล เรื่องแบบนี้ใครให้เจ้าป่าวประกาศ ฮูหยินแม่ทัพ หญิงใต้หล้าล้วนมุ่งหวัง เรื่องสมควรพูดจึงพูดเรื่องไม่สมควรพูดเก็บงำไว้เสีย"ส่งเสียงลอดไรฟัน
"แต่ท่านแม่ ข้าไม่อาจให้ความสุขสมกับท่านแม่ทัพได้ ท่านแม่ข้า ข้า"ไม่ทันจะพูดจบมารดาเอื้อมมือบิดที่แขนเล็กอย่างแรง
"ท่าแม่ได้โปรดเถิด ชินเหอ กลัวว่าท่านแม่ทัพจะ…ขอหย่าถ้าหากรู้ว่า.."
"เจ้าก็ยอมๆ เขาหน่อยเรื่องแบบนี้ในครั้งแรกก็จะตื่นกลัวแต่พอนานเข้า เจ้าจะต้องร่ำร้อง"แม้จะไม่ค่อยมั่นใจนักแต่ก็จำต้องพูดให้ชินเหอ วางใจ
"ท่านแม่ชินเหอ.. กลัว ไม่ต้องเข้าหอในคืนแรกจะได้ไหมรอให้ข้ากับ…ท่านแม่ทัพจางคุ้นชินกันก่อน"
"หาใช่สิ่งที่ควรกระทำไม่ ผัวเมียคืนเข้าหอจะละเลยเรื่องบนแท่นนอนไม่ควรกระทำยิ่งคืนเข้าหอ ถือว่าเป็นคืนที่สำคัญที่สุด เจ้าอยุ่ต่อหน้าผู้อื่นวางตัวดียิ่ง แต่เวลาต่อหน้าข้าเช่นไรจึงไม่สำรวมเหมือนต่อหน้าคนอื่นเล่า"
ชินเหอก้มหน้าโดนดุกลายๆ มารดาหาเคยเข้าใจไม่ เรื่องอื่นใดล้วนมีแต่แม่รองมารดาของชินหยูที่ใส่ใจเรื่อยมา
มารดาแค่เพียง สั่งให้ทำตามใจด้วยถือยศถือศักดิ์และชอบกะเกณฑ์ไม่เหมือนมารดาของชินหยูที่คอยตามใจและไม่เคยดุด่า
จวนแม่ทัพ
จางอี้หลงรอรับฮูหยินคนใหม่ด้วยใจจดจ่อ
เกี้ยวที่ประดับไปด้วยสีแดงดอกไม้สีแดงริ้วผ้าสีแดง ชุดเจ้าสาวสีแดงริมฝีปากก็ยังสีแดง
"อาภรณ์ที่นางสวมใส่ ช่างงดงามสมกับนางเหลือเกิน"ดวงตาเป็นประกาย
จางอี้หลงเอ่ยปากชื่นชม
"ฝีมือเย็บปักของคุณหนูชินเหอ ที่ให้ความสำคัญกับอาภรณ์ในวันพิเศษยิ่งนัก"
แม่สื่อรีบพูดส่งเสริมลี่ชินเหอ.. จางอี้หลงยิ้ม อาภรณ์สีแดงสดงดงามสายรัดเอวคอดกิ่วสะโพกพายรับกระโปรงบานสีแดงอ่อนกว่าัวเสื้อขลิบด้วยดิ้นสีทองอร่ามตา เนื้อผ้าพลิ้วตามสายลม นางช่างใส่ใจกับอาภรณ์ที่จะสวมใส่ให้ดูงดงามที่สุดในวันพิเศษนี้
“แม่ทัพจางคุณหนูชินเหองดงามเพียงนี้ท่านแม่ทัพจะต้องทะนุถนอมนางในคืนแรกหน่อยนะเจ้าค่ะ”เสียงแม่สื่อพูดทีเล่นทีจริง
จางอี้หลงยิ้มอ่อนโยน ครั้งแรกที่เขาพบนาง ในงานแสดงดอกไม้ไฟนางเยื่องย่างดังนางหงส์ บนอาภรณ์สีเหลืองสว่างในครานั่น โลกทั้งใบของจางอี้หลงมืดมิดมีเพียง ที่ที่ชินเหอยืนอยู่เท่านั้นจึงสว่างสดใส เขาแทบจะหยุดหายใจ
ต่อมาจึงรู้ว่านางคือบุตรีใต้เท้าลี่ ที่ยังไม่ทันจะออกเรือนด้วยวัยสาวสะพรั่งงดงามราวดอกไม้แรกแย้มเขามีหรือจะไม่อยากดอมดม
จางอี้หลงหมายมั่นว่าหากเขากลับจากการรบครั้งนี้ สิ่งแรกที่จะทำคือสู่ขอนางมาเป็นฮูหยินแม่ทัพเสีย ฝ่าบาทย่อมไม่ปฏิเสธเพราะเขาไม่เคยขอสิ่งใดเมื่อรบชนะ
ขยับเสื้อคลุมแน่นให้เข้ารูปก่อนจะสาวเท้ายังห้องหอที่เคยเป็นห้องนอนของเขาแต่บัดนี้ดัดแปลงเป็นเรือนหอที่สุดจะงดงามตระการตาผ้าห่มสีแดงแท่นนอนสีแดงและผ้าม่านสีแดงที่มีดคมสีแดงวางไว้ข้างๆ
“ท่านแม่ทัพได้เวลาแล้ว ขอรับ”
บ่าวรับใช้นามตงเฟิงเอ่ยปาก พร้อมกับประสานมือด้วยความนอบน้อม
“นางอยู่ในห้องแล้วใช่ไหม” กระดกสุราลงคอย้อมใจ ดวงตายิ้มได้ส่งประกายตามั่งหวัง
“ขอรับนายท่าน”
พยุงจางอี้หลงลุกขึ้นกลัวว่าเขาจะเซถลาเพราะดื่มไปมากเสียจนสุราหมดไปหลายไห จางอี้หลงโบกมือห้ามก่อนจะเดินเองเพียงลำพังไปยังห้องนอนที่ดัดแปลงเป็นห้องหอ
ขยับเสื้อคลุมแน่นให้เข้ารูปก่อนจะสาวเท้ายังห้องหอที่เคยเป็นห้องนอนของเขาแต่บัดนี้ดัดแปลงเป็นเรือนหอที่สุดจะงดงามตระการตาผ้าห่มสีแดงแท่นนอนสีแดงและผ้าม่านสีแดงที่มีดคมสีแดงวางไว้ข้างๆ
เขาเองนับว่าตรากตรำทำการรบแม้จะผ่อนคลายร่างกายหาทางปลดปล่อยบ่อยครั้งจนซ่ำชอง การรบพุ่งที่เหนื่อยหนักบางครั้งก็ต้องหาทางระบายอารมณ์เช่นบุรุษทั่วไป
จางอี้หลงสาวเท้ายาวๆ ยังห้องหอที่ประดับตกแต่งงดงามราวกับสวรรค์ย่อมๆ
แสงไฟสลัวสีแดงที่ประดับไว้ สร้างบรรยากาศรัญจวนใจ กลิ่นกำยานหอมอบอวล จนเขารู้สึกว่าสมองเขากับโล่งจนกลวงเปล่า ทว่าร่างกายกลับรู้สึกร้อนรุ่ม
ตรงกึ่งกลางร่างกายที่อัดแน่นไปด้วยมัดกล้ามกับขมึงเกลียวจนปวดจุก ความรู้สึกอยากจะปลดปล่อยบางอย่างออกจากร่างกาย เมื่อก้าวเข้ามาในห้องนี่เขาเป็นอะไรไปเมามากไปหรือ แม้จะนึกถึงหน้าตาอันหวานหยดของชินเหอยังนึกไม่ออก สาวเท้าไปหยุดยืนที่แท่นนอนหอมกรุ่นนั้น กลิ่นกำยานเข้มข้นจนเขาขมวดคิ้วกลิ่นหอมหวานยิ่งอยากจะสูดดม
ชินเหอนางไม่ได้นั่งรอเขาเปิดผ้าคลุมหน้า ทว่ากลับนอนเหยียดยาว จางอี้หลงลูบฝ่ามือที่ร้อนระอุลงบนเรือนร่าง ในอาภรณ์สีแดงรู้สึกขัดใจเมื่อไม่พบเนื้อเนียนควรจะเปลือยเปล่านุ่มเนียนจนเขาอดใจไม่ไหวนั่นต่างหากเล่า เอื้อมมือปลดแกะอาภรณ์ของร่างเล็กที่นอนยาวเหยียดบนแท่นนอนด้วยมืออันสั่นเทา บางอย่างตรงกลางลำตัวขมึงเกลียวจนอดใจไม่ไหว มือเล็กกลับปลดป้ายปัดเปิดเผยอกอูมออกมาให้เขาได้ยล จางอี้หลงรีบดึงอาภรณ์ออกจากร่างเล็กที่นอนบิดตัวไปมา
“งดงามเหลือเกิน”เสียงแหบพร่าจนกลายเป็นสั่นกระเส่า
ร่างบางขาวโพลนใต้แสงไฟ จางอี้หลงพรมจูบไปทั่วใบหน้างดงามไล่ลงมาที่ไหล่บางท่อนแขนเรียวและเอวคอดกิ่ว ปลดอาภรณ์ของตัวเองออกจนเปลือยเปล่าเช่นกัน ร่างกายอัดแน่นเต็มไปด้วยมัดกล้าม รอยแผลเป็นชวนสัมผัสทั่วร่างที่แน่นหนัน จางอี้หลงทิ้งตัวลงไปตะแคลงกอดร่างเปลือยจากด้านหลังกระซิบข้างหูแผ่วเบา ร่างเล็กปรือตามองเขา ก่อนจะขยับกายน้อยๆ เปล่งเสียงครางผะแผ่วเมื่อเขา จูบที่ซอกคอ
ชินหยูรู้สึกร้อนไปทั่วร่าง จำได้ว่ารู้สึกง่วงงุนคิดว่าเป็นเพราะกรำงานหนักในวันวิวาห์ของชินเหอมาทั้งวัน แต่ทว่ากลับรู้สึกร้อนวูบวาบ ดึงมือปลดอาภรณ์ที่อกเสื้อออก เพื่อคลายร้อนแต่ทำไมกลับรู้สึกว่าอกอูมของตัวเองล้นทะลักออกมา สัมผัสอุ่นจากมือหนาของใครบางคนที่บีบเคล้นเต้าอูมไว้ไม่ปล่อย ร่างบางหนักอึ้งแต่อบอุ่น สัมผัสแปลกใหม่กับร่างใหญ่ที่ทาบทับพยายามลืมตาแต่ก็ไม่เป็นผล จูบชวนหวาบหวามที่ซอกคอ ทำเอาส่งเสียงครางน่าเกลียด สมองกลวงโล่งขาวโพลน แต่กลับรู้สึกพึงพอใจกับสัมผัสอบอุ่นหนักอึ้งนั้น ร่างสูงใหญ่ของใครบางคนพลิกร่างบางให้นอนหงาย เขย่าขย่มอยู่บนร่างเล็กของชินหยู แม้จะบิดตัวหนีด้วยความเจ็บปวดในครั้งแรก แต่อาการเคลิบเคลิ้มล่องลอยคล้ายคนเมาชวนให้กอดรัดอีกคนไว้
มือบางลูบไล้แผ่นหลังแน่นไปด้วยเนื้อหนันและรอยแผล บุรุษแกร่งกล้าเช่นนี้เองหรือมิน่าเล่าจึงต้องยอมสยบกับร่างสูงใหญ่ที่ขย่มเขย่าบนร่างเล็ก
ชินหยูแปลกใจยิ่งนักนี่ชินหยูเป็นอะไรไป จึงไร้เรี่ยวแรงอีกทั้งยังรู้สึกชื่นชอบ กับบทรักของคนที่กำลังมอบความรู้สึกแปลกใหม่ให้กับชินหยู
แก่นกายถูกชำแรกแทรกลงกลางลำตัวเล็กที่บิดเร่าเล็บยาวจิกลงบนแผ่นหลังแต่จางอี้หลงหาสะทกสะท้านไม่ กับกอดรัดร่างบางไว้แนบอก เมื่อร่างเล็กสะท้อนขึ้นมาด้วยความเจ็บปวด ชินหยูเขินอายเมื่อเปล่งเสียงร้องครางน่าเกลียดยิ่งนักทั้งยังกอดรัดร่างแน่นไม่ปล่อยราวกับหญิงที่ไร้ยางอายต้องการให้เขากระทำศซ้ำแล้วซ้ำเล่าสุขสมจนเผลอร้องคราง ความรู้สึกแปลกใหม่แต่อักนแน่นจะล้นทะลักออกมาชินหยูจูบตอบริมฝีปากอุ่นที่ใช้ลิ้นนุมลื่นกระหวักรัดรึงหวานฉ่ำ จนแทบจะขาดใจกระน้นก้ยังไม่หนำใจชินหยูกลับรุ็สึกว่าตัวเองทำตัวไร้ยางอายแสงท่าทีเหมือนว่าอยากให้ขา แสดงลบทรักทั้งคืน
แสงไฟสลัวอ่อนแสงลง รอยหยดเลือดมองเห็นชัดเจนบนผ้าขาว
จางอี้หลงพลิกกายลงข้างๆ ร่างเล็กแต่ยังใช้มืออุ่นวางประทับกอดรัดไว้เหมือนกลัวว่าอีกคนจะหายไป กลิ่นกำยานยวนใจยังลอยคละคลุ้ง จางอี้หลงอยากจะลุกขึ้นมา จัดการกับร่างบางอีกครั้งแต่กลับรู้สึกง่วงงุนเสียแล้ว
ร่างเปลือยสองร่างกอดก่ายกันหลับไปภายใต้แสงไฟสลัวในยามอิ๋น (03.00-04-59น.)
ชินหยูลืมตาตื่นมาจากแท่นนอนด้วยความอ่อนเพลียร่างกายเหมือนถูกทำร้าย อาการป่วยไข้กำลังเกิดขึ้น มารดาเช็ดตัวให้อย่างเบามือสายตาอ่อนโยนยิ่งนัก
“ท่านแม่”
ลี่ชีหยู ยิ้มบางๆ
“เจ้าตื่นแล้ว”
“ทำไมลูกรู้สึกว่า มีบางอย่างแปลกไป”
“อาจเป็นเพราะเจ้าอ่อนเพลียจากการเตรียมงาน วิวาห์ของคุณหนูใหญ่”
ชินหยูอยากจะอธิบายมากกว่านั้นแต่
“ชินหยู พี่สาวแวะมายกน้ำชาพร้อมกับพี่เขยเจ้าไม่ออกไปต้อนรับหน่อยหรือ”
เสียงเล็กแหลมของฮูหยินใหญ่ดังมาจากหน้าห้อง ชินหยูพยุงกายลุกจากแท่นนอนช้าๆ
สวมเสื้อคลุมทับไปกับอาภรณ์ในชุดนอนที่ บัดนี้กลับหันมองไปด้านหลังกระโปรงที่เปรอะไปด้วยเลือดสีแดงเป็นหย่อมๆ