เย็นวันศุกร์
เวลาทุ่มสิบนาที รถเก๋งสัญชาติญี่ปุ่นสีขาวแล่นเข้าไปหมู่บ้านจัดสรรในจังหวัดหนึ่งไม่ไกลจากเมืองหลวงนัก ผ่านทั้งสามซอยแรกที่เป็นบ้านแบบทาวน์เฮาส์ ตรงดิ่งไปยังท้ายซอยอันเป็นบ้านสองชั้น มีรั้วรอบขอบชิด มีพื้นที่จัดสวนให้พอได้หายใจหายคอ เป็นซอยเดียวที่บ้านแปดหลังในซอยนั้นราคาสูงที่สุดในโครงการแต่เพราะความเก่าของโครงการที่เนิ่นนานกว่ายี่สิบปีจึงทำให้บ้านสีขาวมันหม่นลง รั้วคอนกรีตมีรอยกระดำกระด่างตามกาลเวลา
รถยนต์คันนั้นจอดหน้ารั้วของบ้านหลังสุดซอย กดเลื่อนกระจกรถลง หยิบรีโมตประตูรั้วขึ้นมากดและมันค่อย ๆ เลื่อนเปิดอย่างเชื่องช้า เธอกดย้ำ ๆ ราวกับว่ามันจะเลื่อนไวขึ้นหากทำอย่างนั้น แต่ก็ไม่
คิ้วสวยได้รูปเหนือดวงตากลมโตสีน้ำตาลเข้มขมวดมุ่นอย่างหงุดหงิด ไม่ใช่แค่เรื่องประตูเลื่อนช้าหรอก แต่เพราะเรื่องอื่นสุมรุมอัดแน่นราวกับเธอเป็นถังขยะใบโตที่เทศบาลลืมมาเก็บ
เธอจอดรถในโรงรถด้านข้างรถยนต์เจ็ดที่นั่งที่พ่อของเธอพึ่งเอาคันเก่าที่พึ่งออกมายังไม่ทันถึงสองปีและแน่นอนว่ายังผ่อนไม่หมดแล้วนำไปเทิร์นคันใหม่มาเมื่อต้นปี ถัดไปเป็นรถยุโรปของแม่ที่ผ่อนไม่หมดเช่นเดียวกัน ถัดไปอีกเป็นรถ SUV สัญชาติญี่ปุ่นที่เสียแล้วไม่ยอมนำไปซ่อม จอดทิ้งไว้แบบนั้น
ส่วนเธอผู้เป็นลูกสาวนั้นโดยปกติจะพักที่คอนโดมิเนียมใกล้ที่ทำงานแล้วกลับบ้านเฉพาะวันหยุดเท่านั้น แต่ทั้งพ่อทั้งแม่ก็ยังดึงดันจะซื้อรถคนละคัน ทั้ง ๆ ที่ที่ทำงานก็อยู่โรงเรียนมัธยมประจำจังหวัดเดียวกันแท้ ๆ และไอ้รถเจ็ดที่นั่งนั่นก็กินน้ำมันเหลือเกิน แต่ก็อย่างที่พ่อกับแม่พูดเสมอแหละ
“ รถยนต์ทรัพย์สินมันเป็นหน้าเป็นตาให้เราได้นะ แกก็รู้จักซื้อรถยุโรปมาขับบ้าง ไม่งั้นก็เจ็ดที่นั่งก็ได้ นี่อะไร ขับรถเก๋งญี่ปุ่นคันเล็ก ๆ ไม่สมฐานะหัวหน้าฝ่ายเลย ลูกครูทองเปลวน่ะเขาพึ่งออกปาเจโร่ตัวใหม่มา สวยเชียว ”
เป็นหน้าเป็นตา สมฐานะ มีเกียรติ คำคำนี้ที่เธอมักจะได้ยินพ่อกับแม่พูดอยู่เสมอ จนบางครั้งต้องเดินหนีเพราะกลัวจะอ้วกเกียรติและศักดิ์ศรีออกมาเสียก่อน
เธอลงจากรถแล้วเปิดประตูรถด้านหลัง หอบกระเป๋าถือและกระเป๋าแล็ปท็อปไว้ในมือก่อนสาวเท้าผ่านต้นมะม่วงอกร่องที่ทั้งดอกทั้งใบร่วงเกลื่อนอยู่เต็มพื้นโดยปราศจากการกวาดเก็บ ต้นไม้ดอกไม้ที่ปลูกไว้รอบบริเวณบ้างก็เหี่ยวเฉา บ้างก็ยืนต้นตายเพราะขาดน้ำขาดการดูแล
เครื่องหน้าจิ้มลิ้ม ตาโต ปากนิด จมูกหน่อยภายใต้ใบหน้ารูปไข่ ผิวใสอมชมพูตามธรรมชาติ มันควรจะสดใสตามวัยยี่สิบเก้าขวบปีกำลังเป็นวัยเริ่มต้นชีวิต เป็นวัยผลิบานสู่ผู้ใหญ่ เป็นวัยสร้างอนาคตไฟแรงเจิดจ้า แต่ยามนี้มันกลับหม่นหมองเครียดขึ้ง ดวงตาหม่นแสง ไฟในกายที่มันควรจะโชติช่วงกลับริบหรี่ เธอรู้สึกว่าตัวเองแก่เกินอายุไปเป็นสิบ ๆ ปี
มิถุนา ศญารัตน์ หรือจูน คือหญิงสาวแบกทุกข์วัยยี่สิบเก้าผู้นี้
เธอสาวเท้าเข้าไปในประตูบ้านไม้สักแกะสลักรูปมังกรราคาเกินครึ่งแสนที่ ท่าน ผอ.ประชา ศญารัตน์ พ่อของเธอพึ่งจะสั่งมาเปลี่ยนเป็นครั้งที่สี่ทั้งที่ประตูเดิมก็ไม่ได้พังเสียหาย เหตุผลก็เพราะว่ารองผู้อำนวยการโรงเรียนพึ่งเปลี่ยนเพื่อฮวงจุ้ยบ้านที่ดี ตัวพ่อของเธอเองที่มีตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนก็เลยน้อยหน้าไม่ได้ ต้องสั่งที่ใหญ่กว่าและแพงกว่ามาเปลี่ยนบ้างจึงจะสมฐานะและตำแหน่งอันมีเกียรติ
ไอ้ประตูรีโมตหน้าบ้านนั่นก็เหมือนกัน เธอรู้สึกไม่ชอบใจเลยทั้งราคาที่แพงจนไม่สมเหตุสมผล ทั้งสภาพสินค้าที่ดูมะล้องก๊องแก๊ง ติดตั้งมาสามเดือนแต่ซ่อมไปแล้วสี่ครั้ง เหตุผลแค่เพราะแม่ของเธอต้องการอุดหนุนลูกศิษย์ที่พึ่งเปิดร้านทำประตูรีโมต ลูกศิษย์คนนั้นทั้งชมทั้งสรรเสริญยกยอให้ อาจารย์มนีญา ศญารัตน์ คนสวยและใจดีของศิษย์ลองติดตั้งดู เขาจะลดราคาให้เป็นพิเศษ แม้คนเป็นลูกสาวจะลองสืบค้นในอินเทอร์เน็ตดูแล้วว่าร้านอื่นในย่านจังหวัดที่อาศัยอยู่รวมทั้งจังหวัดใกล้เคียง พบว่าราคาเบากว่าลูกศิษย์แม่เกือบจะครึ่ง แต่ท่านก็ยืนยันว่าจะติดตั้งกับคนนั้นเพราะเขาบอกว่าสินค้าของเขาคุณภาพดีกว่าที่อื่น
ทั้งพ่อและแม่เป็นแบบนี้มาตลอด ใครจะมาขายอะไรให้ ขอแค่สรรเสริญเยินยอ แค่ป้อนคำหวานให้ถูกจิตถูกใจ ทั้งคู่ก็พร้อมจะทำได้ทุกอย่าง
ซึ่งอันที่จริงแล้วมิถุนารู้ดีว่าเหตุผลหลักที่ทั้งพ่อทั้งแม่เป็นแบบนี้ก็เพราะแค่ต้องการรักษาภาพลักษณ์ สร้างภาพให้ชาวบ้านชาวช่องเห็นว่าตัวเองดี ร่ำรวย น่านับถือ มีเกียรติอะไรก็ว่ากันไป
หรือที่เรียกง่าย ๆ ประสาชาวบ้านว่า หน้าใหญ่ นั่นแหละ
คนเดียวที่รู้ถึงความข้างนอกสุกใสข้างในเป็นโพรงของบุพการีก็มีแต่เธอเท่านั้น
เงินเดือนผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษและอาจารย์ชำนาญการพิเศษที่อีกสองปีจะเกษียณอายุนั้นถือว่าไม่ได้น้อย รวมสองคนก็แสนกว่าบาท แต่ใบรับรองเงินเดือนของทั้งคู่เหลือรับจริงไม่ถึงเดือนละสามพันบาทด้วยซ้ำไป
เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็เพราะกู้ยืมจนหมดทุกสถาบันการเงิน อย่างเดียวที่ไม่ได้กู้ก็เห็นจะมีแต่ระเบิด
ถามว่าเหลือแค่นั้นแล้วพอใช้ไหม คำตอบคือมันจะพอได้ยังไงล่ะในเมื่อทั้งคู่จมไม่ลง หน้าใหญ่ ออกงานสังคมบ่อย ชุดก็ใส่ซ้ำไม่ได้ โดยเฉพาะแม่ที่ต้องตัดผ้าไหมแพง ๆ ใหม่ทุกงาน ไหนจะค่ากินค่าอยู่ค่าน้ำค่าไฟค่าน้ำมัน ค่าอื่น ๆ อีกจิปาถะ เลยเกิดการกู้หนี้นอกระบบมาหมุนใช้ เอารถเข้าไฟแนนซ์ เอาที่ไปจำนองหรือไม่ก็ขายกินจนมรดกตกทอดจากปู่ย่าตายายไม่เหลือแล้ว
ภาระทั้งหมดก็เลยตกมาที่เธอ ลูกสาวคนเดียวที่โดนกรอกหูมาตั้งแต่จำความได้ว่าเกิดเป็นลูกต้องกตัญญูกตเวทีต่อบิดามารดา ไม่อย่างนั้นจะเป็นบาป ตกนรกหมกไหม้ชั่วกัปกัลป์ ทำงานได้เงินแล้วก็ต้องเอามาจุนเจือครอบครัวบำรุงดูแลพ่อแม่
มิถุนาไม่ติดใจเลยที่จะต้องกตัญญูดูแลพ่อแม่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือแม้จะลำบาก แม้รู้ดีว่าหนี้ท่วมหัว เงินเดือนไม่พอใช้แต่ทั้งคู่ก็ยังจมไม่ลง ใช้จ่ายเงินฟุ้งเฟ้อเกินตัว หาเงินมาให้เท่าไหร่ก็ถมไม่เต็ม เหมือนเทน้ำลงบนผืนทรายละลายหายไปในชั่วพริบตา แต่ถ้าไม่มีให้ก็จะหาว่าเป็นลูกทรพี
คำถามในใจของมิถุนาที่มีมาตลอด คือคนเป็นลูกต้องกตัญญูต่อพ่อแม่ แม้ว่าทั้งคู่จะทำเรื่องแย่กับคนเป็นลูกอย่างไรก็ตามงั้นหรือ ?
ตั้งแต่จำความได้ตั้งแต่อนุบาล มิถุนาต้องทำงานบ้านทุกอย่าง ตื่นเช้ามาต้องกวาดถูบ้านก่อนไปโรงเรียน เย็นกลับมาต้องรดน้ำต้นไม้ หุงข้าว ล้างจาน โตขึ้นมาอีกนิดเข้าชั้นประถมพอที่จะใช้ไฟได้ก็ต้องรับหน้าที่หัดทำกับข้าวด้วย เสาร์อาทิตย์อย่าหวังจะได้ไปเล่นกับเพื่อนในหมู่บ้านเหมือนเด็กทั่วไป เพราะเธอต้องซักรีดเสื้อผ้าของคนทั้งครอบครัว ทำความสะอาดบ้านขนานใหญ่ทั้งนอกและในบ้าน ตัดต้นไม้ ตัดรั้ว และอีกจิปาถะ
และอีกเหตุผลที่พ่อแม่ไม่ให้เธอไปเล่นกับเพื่อน ๆ ก็เพราะว่า เธอเป็นลูกใคร จะไปเล่นกับลูกชาวบ้านสกปรกมอมแมมได้ยังไง มันไม่สมเกียรติลูกสาวอาจารย์และท่าน ผอ.
ซึ่งมิถุนาเองก็ไม่เข้าใจว่าชาวบ้านชาวช่องเขาไม่มีเกียรติตรงไหน เกียรติไม่ได้ขึ้นอยู่แค่หน้าที่การงานหรือตำแหน่ง เกียรติไม่อยู่ที่อายุหรือผมหงอกบนศีรษะ แต่เกียรติขึ้นอยู่กับการกระทำของคนคนนั้นต่างหาก
บ่อยครั้งที่เด็กหญิงมิถุนาตัวน้อยนั่งกอดเข่าเจ่าจุกอยู่ลำพังเพราะพ่อแม่ไปออกงานกลับบ้านดึก เสาร์อาทิตย์ก็แทบไม่อยู่ติดบ้าน ทิ้งเงินไว้ให้เธอร้อยสองร้อยให้ใช้จ่ายทั้งอาทิตย์ก็มี ขอเพิ่มก็โดนด่าหาว่าใช้จ่ายไม่ประหยัด พ่อแม่มีหนี้มีสินกว่าจะสร้างตัวมาได้ขนาดนี้
เด็กหญิงมิถุนาเรียนรู้ที่จะประหยัดอดออม เมนูประจำบ้านคือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกับไข่ เรียนรู้ที่จะปลูกผักสวนครัวไว้หลังบ้านเพื่อที่จะนำมาผัดใส่ไข่ราดข้าวกินบ้าง ขนมขบเคี้ยวอย่าไปใฝ่ฝันถึง
เพราะความไม่ค่อยมีเพื่อนทำให้มิถุนาชอบขลุกอยู่ในห้องสมุด อ่านหนังสือเล่มแล้วเล่มเล่า เจอสูตรผักชุบแป้งทอดกรอบก็ลองเอามาทำดูบ้าง รู้สึกว่ามันอร่อยแทนขนมขบเคี้ยวได้ ก็เริ่มประยุกต์เอาโน่นเอานี่มาชุบแป้งทอด หัดทำอาหารจากสูตรในหนังสือที่พอจะหาวัตถุดิบง่าย ๆ ได้ พอได้คลายความอยากและความเหงาของเด็กน้อยได้บ้าง
แต่ก็นั่นแหละ มันช่วยได้เพียงชั่วครู่ชั่วยาม สุดท้ายเธอก็เป็นแค่เด็กที่ต้องการความรักความอบอุ่นในครอบครัวเหมือนคนอื่นเขา
เธอเหนื่อย เธอเหงา มีการบ้านที่ไม่เข้าใจอยากจะให้พ่อแม่สอน แต่พอเข้าไปถามก็ถูกดุถูกด่า หาว่าพยายามไม่พอ ไม่มีความอดทน แค่พ่อแม่ออกไปทำงานก็เหนื่อยพอแรงแล้วยังจะเอาปัญหามาให้อีก ถ้ายังเรียนไม่รู้เรื่องก็ให้พยายามมากกว่านี้ ถ้าผลการเรียนตกจะโดนตีในข้อหาที่ทำให้พ่อแม่ผู้ทรงเกียรติเสียหน้าเสียตา
เธอต้องรับหน้าที่เป็นลูกที่ดี รับบทบาททุกอย่างภายในบ้านตั้งแต่เด็กโดยคนเป็นพ่อแม่ให้เหตุผลว่าต้องการฝึกให้ลูกรู้จักหน้าที่ เธอต้องเป็นนักเรียนที่ดี เรียนได้ที่หนึ่งของสายชั้นตลอด ทั้งที่เวลามีปัญหาไม่เคยมีใครอยู่เคียงข้าง ปรึกษาอะไรทีก็มีแต่ซ้ำเติมดุด่า บอกให้หัดแก้ปัญหาด้วยตัวเอง
ไม่มีใครเลยรู้ว่าเด็กหญิงมิถุนาตัวน้อย ๆ ในตอนนั้นจะรับมือความเหน็ดเหนื่อย ความเหงา ปัญหาที่รุมเร้าได้เท่าไหร่ หัวใจดวงน้อย ๆ จะทนแรงกระแทกได้สักแค่ไหนกันเชียว
คนภายนอกมองว่าเธอโชคดี เกิดมาในครอบครัวครบพร้อม พ่อแม่เป็นครู มีบ้านหลังใหญ่ มีรถคันโต แต่ใครเลยจะรู้ว่าเธอต้องเจอกับปัญหาอะไรบ้าง ความสมบูรณ์พร้อมมันเป็นเพียงภาพลวงตา
มิถุนาเติบโตมาด้วยความกดดันและทุกข์โศกเพียงลำพัง ทำให้มีนิสัยเงียบขรึม ไม่ชอบสุงสิงกับใครมากนัก มีเพื่อนที่คุยด้วยแค่คนสองคนเท่านั้น
เรื่องดีอย่างเดียวกับการที่ต้องโตมาแบบนั้นคือเธอเรียนรู้ที่จะต่อสู้กับปัญหาด้วยตัวเอง ฝึกฝนที่จะฮีลใจให้ดีขึ้นด้วยตัวเอง เพราะเธอรู้แล้วว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตน อย่าได้หวังไปพึ่งคนเป็นพ่อเป็นแม่ เพราะแค่ที่ทำให้เกิดมากับที่ให้เงินใช้จ่ายเท่านั้นก็ถือเป็นบุญคุณท่วมหัวแล้ว
ความอบอุ่นของครอบครัวเป็นอย่างไร เธอไม่เคยรู้ เธอเริ่มที่จะรู้สึกดีเวลาได้อยู่บ้านคนเดียว เมื่อไหร่ที่ได้ยินเสียงรถของพ่อแม่กลับมา เธอจะเกร็งไปหมด รอฟังว่าเมื่อไหร่จะโดนด่าว่าทำไมเก็บตรงนั้นไม่ดี ตรงนี้ไม่สะอาด ชุดนี้รีดยังไงของแกทำไมไม่เรียบ เอาเตารีดนาบสองทีหรือไง นี่แกไม่ได้รีดชุดนอนสีน้ำเงินให้ฉันเหรอยัยจูน โง่เง่า สอนเท่าไหร่ก็ไม่เคยจำ แกนี่มันภาระฉันจริง ๆ เลย ฯลฯ ทั้งที่เธอก็ทำสุดความสามารถแล้วเท่าที่เด็กเล็ก ๆ คนหนึ่งจะทำได้
สำหรับเธอแล้ว ทำดีเท่าไหร่ก็ไม่มีวันดีพอสำหรับพวกท่าน เวลาที่จะได้รับคำพูดดี ๆ ด้วยก็แค่ยามที่อยู่ต่อหน้าคนอื่น พ่อแม่ของเธอจะอ่อนโยนพูดจาไพเราะเป็นผู้ดิบผู้ดีเป็นพิเศษ แต่พออยู่กันลำพังทุกสิ่งอย่างก็กลับไปเหมือนเดิม
บางทีมิถุนาไม่เข้าใจว่าเธอทำอะไรผิดนักหนา พ่อแม่เคยรักเธอบ้างไหม เธอใช่ลูกจริง ๆ ของพวกท่านหรือเปล่าหรือแค่เด็กที่เก็บมาเลี้ยง อดคิดไม่ได้ว่าสิ่งที่พวกท่านกระทำกับเธอมันเหมือนเจ้านายกับคนรับใช้มากกว่า
แต่ก็นั่นแหละ จะพูดอะไรได้ ในเมื่อเธอเป็นลูก พวกท่านเป็นพ่อเป็นแม่ก็ได้แต่ก้มหน้ารับต่อไป ขืนพูดอะไรออกไปก็คงได้กลายเป็นนังเด็กอกกตัญญู ลูกทรพีที่บังอาจต่อล้อต่อเถียงพ่อแม่ผู้มีพระคุณ
มิถุนาตั้งใจเรียน เป็นเด็กเรียนดีอันดับต้น ๆ ของชั้นปีมาตลอด แต่เธอก็ยังไม่ฉลาดพอที่จะสอบเข้าคณะแพทย์ศาสตร์อย่างที่พ่อแม่ต้องการ เธอโดนด่าเสียไม่มีดีเพราะพลาดโอกาสที่พ่อแม่จะเอาไปคุยโวโอ้อวด ที่เสียหน้ามากกว่าคือลูกของอาจารย์สมิหราในโรงเรียนเดียวกันดันสอบเข้าทันตแพทย์ได้ มันหยามกันสิ้นดี
อันที่จริงมิถุนาไม่ได้อยากจะเรียนหมอ เธอกลัวเลือดชนิดที่ว่าเห็นแล้วจะเป็นลม เธอชอบเรียนภาษาอังกฤษ จึงเลือกที่จะสอบเข้าคณะศิลปศาสตร์ของมหาวิทยาลัยมีชื่ออันดับต้น ๆ ของประเทศและเธอก็สมหวัง กระนั้นพ่อแม่ก็ยังไม่พอใจ
เพราะเงินเดือนพ่อแม่เหลือน้อยจึงส่งให้เธอใช้แค่เดือนละสี่พัน แน่นอนว่ามันไม่พอใช้หรอก แต่มิถุนาก็ดิ้นรนหางานพิเศษทำ ทั้งเด็กเสิร์ฟในร้านอาหาร ทำงานในร้านฟาสต์ฟู้ด รับทำรายงานให้เพื่อน พอขึ้นปีสองก็รับสอนพิเศษให้กับเด็ก ๆ ซึ่งนั่นเป็นโชคดีของเธอที่ทำให้ได้เงินเป็นกอบเป็นกำ และพอพ่อกับแม่รู้ว่าเธอหาเงินได้มากก็เริ่มไม่ส่งเงินให้และลำเลิกบุญคุณเอาบ้าง
“ พ่อกับแม่เลี้ยงแกมาตั้งแต่เกิด หมดเงินไปเท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ เคยคิดบ้างไหม ยิ่งตอนเรียนมหาลัยยิ่งแล้ว ต้องกู้ค่าเทอม ค่ากินค่าอยู่ทุกที มันถึงเวลาแล้วที่แกจะต้องตอบแทนพ่อแม่บ้าง ”
นั่นแหละ เป็นจุดเริ่มต้นของการเป็น เดอะแบก ของนางสาวมิถุนา
เธอต้องทั้งเรียน ทั้งรับสอนพิเศษให้มากขึ้น เธอตั้งใจจนกระทั่งจบด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง โพรไฟล์ดี บวกกับหน้าตาสะสวยจิ้มลิ้ม ผิวขาวอมชมพู ความสูงร้อยเจ็ดสิบกับสัดส่วน 36 – 25 – 38 พ่วงดีกรีดาวคณะศิลปศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ โทภาษาญี่ปุ่น มันมีส่วนกรุยทางให้เธอได้งานในตำแหน่งฝ่ายขายของบริษัทเครื่องจักรเครื่องยนต์โรงงานที่มีการร่วมทุนระหว่างไทยกับญี่ปุ่นที่มีฐานผลิตอยู่ในประเทศไทยอันมีชื่อแห่งหนึ่ง
เฉพาะเงินเดือนก็ตอนนี้ก็อยู่ที่หกหลัก นอกจากนั้นยังมีค่าคอมมิชชันจากการจำหน่ายสินค้า เครื่องจักรแต่ละชิ้นราคาไม่ใช่น้อย ความสามารถทางภาษาทั้งอังกฤษ ญี่ปุ่น ทำให้นอกจากลูกค้าคนไทยที่เธอจะปิดดีลได้แล้ว ยังติดต่อสื่อสารกับบริษัทต่างประเทศที่สนใจได้อีก ค่าคอมที่เธอได้รับก็มากตามไปด้วย
ตอนนี้แหละที่ชีวิตเธอมีความสุขที่สุด ได้มีเงินซื้อข้าวของที่เคยอยากได้ กินของที่เคยอยากกิน ทำงานไปด้วย ลงเรียนปริญญาโทบริหารธุรกิจสาขาการตลาดไปด้วย
พ่อแม่พึ่งจะเห็นว่าเธอเป็นคนดีก็ตอนนี้ ตอนที่มีเงินให้พวกท่านถลุงมากขึ้นนี่แหละ
คำพูดคำจาของพวกท่านจะอ่อนโยนอบอุ่นขึ้นเท่าไหร่ ก็ขึ้นอยู่กับเงินที่เธอมีให้เท่านั้น ไหนจะเอาไปคุยโวว่าส่งลูกจนเรียนจบโทอีกเล่า ทั้งที่มีแต่เธอที่มุมานะทำงานส่งตัวเองเรียนทั้งนั้น
“ อ้าว ยัยจูน มาแล้วเหรอ ทำไมไม่ได้ยินเสียงเลย ”
แม่ของเธอที่กำลังสาละวนแกะถุงพัสดุห้าหกถุงที่กองอยู่บนโต๊ะหน้าโซฟาห้องนั่งเล่นอยู่ เงยหน้ามาทักทายลูกสาวแว้บหนึ่งก่อนก้มลงไปเหมือนเดิม
“ สวัสดีค่ะแม่ ” เธอกล่าวทักทายพร้อมวางข้าวของพะรุงพะรังในมือบนโต๊ะกินข้าวในห้องนั่งเล่น ก่อนจะเดินมาหยิบรีโมตเบาเสียงโทรทัศน์ลง
“ ก็เสียงทีวีมันดังขนาดนี้ แม่จะได้ยินได้ยังไง ขโมยเข้ามายกเค้าก็คงไม่ได้ยินค่ะแบบนี้ แล้วนี่สั่งอะไรมาเยอะแยะคะ ” ถามพร้อมกับกวาดตาลงมองกองพัสดุที่แม่พึ่งจะแกะสำเร็จหนึ่งกล่อง ท่านลุกขึ้นพร้อมกับอวดชุดเดรสผ้าไหมสีฟ้ากรุลูกไม้กรุยกรายแขนตุ๊กตาในมือ
“ ก็สั่งชุดน่ะสิ เดือนนี้ลูกครูที่โรงเรียนแต่งงานสอง ลูกศิษย์ขึ้นบ้านใหม่หนึ่ง แล้วฉันก็ไม่มีชุดใส่ไปทำงานแล้วมันก็ต้องซื้อใหม่ ” มิถุนาลอบถอนใจเบา ๆ ไอ้ที่ว่าไม่มีชุดใส่ไปทำงานของแม่นั้น คือตู้เสื้อผ้าในห้องแต่งตัวมีทั้งหมดห้าตู้และชุดอะไรต่อมิอะไรเต็มเอี๊ยดไปหมด ถ้าเอาออกมากองด้านนอกก็คงเต็มห้องชนิดไม่มีพื้นที่เดิน บางชุดก็ซื้อแล้วสวมเพียงครั้งสองครั้งก็เบื่อและไม่หยิบขึ้นมาใส่อีกเลย
แม่ของเธอมีอาชีพเป็นครู สอนเด็กนักเรียนให้เป็นคนดี รู้จักประหยัดอดออม แต่สิ่งที่สอนนั้นตนเองกลับทำไม่ได้เลย
“ สวยมะ ”
“ สวยค่ะ ชุดเท่าไหร่คะ ”
“ ก็ไม่เท่าไหร่หรอก แค่เจ็ดพันกว่าบาท ”
“ แพงนะน่ะแม่ ”
“ แพงอะไรวะ ชุดผ้าไหมมันก็ราคานี้ คนอื่นเขาตัดกันเป็นหมื่น ๆ ใจคอแกจะให้แม่ใส่ชุดเก่าไปออกงานหรือไง อายเขาตาย ”
“ ชุดแม่เยอะแยะ เฉพาะผ้าไหมออกงานมีเป็นสามสิบสี่สิบชุด ใครเขาจะไปจำได้คะ ”
“ จำได้สิ ครูคนอื่นก็คอยจับจ้องฉันทั้งนั้นแหละ ไม่ได้หรอก ฉันจะต้องสวยที่สุด เดี๋ยวมันเอาไปเม้ามอยกันทีหลัง ” มิถุนาขี้เกียจจะเถียง เถียงไปก็เท่านั้นไม่มีวันชนะ เลยถามเรื่องอื่นแทน
“ แล้วนี่พ่อไปไหนคะ ”
“ ไปตีกอล์ฟกับท่านอำเภอคนใหม่ แดดร้อนฉันขี้เกียจไป
เออ แกจำยัยพราวด์ลูกครูพิรุณได้ไหม ”
“ ใช่ที่ตัวเล็ก ๆ ใส่แว่นไหมคะ ”
“ เออนั่นแหละ เขาไปทำงานต่างประเทศนะ อยู่บนเรือสำราญมั้งแล้วได้ผัวฝรั่งเป็นเจ้าของธุรกิจ นี่กลับมาปลูกบ้านให้พ่อแม่หลังเบ้อเริ่ม สไตล์นอร์ดิกสวยเชียว ”
เริ่มแล้ว มิถุนาคิดอยู่ในใจ
เธอนิ่งเงียบ ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป เพราะรู้ดีเหลือเกินว่าบทสนทนาต่อไปจะต้องเป็นอะไรที่วกกลับมาที่เธอแน่นอนอยู่แล้ว
“ บ้านเรามันก็เก่ามากแล้วนะจูน แกไม่คิดจะซื้อหรือสร้างใหม่ให้พ่อกับแม่บ้างเลยเหรอ ”
“ จริง ๆ จูนว่าบ้านเราโครงสร้างก็ยังแข็งแรงดีมากนะคะ ถ้ารีโนเวทสักนิด ปรับปรุงสักหน่อยก็จะสวยขึ้นอีกมากเลย ”
“ นี่ใจคอแกจะให้พ่อแม่อยู่บ้านเก่า ๆ นี่ไปจนตายหรือไง ไม่อายเขาเหรอ ”
“ ทำไมจะต้องอายใครด้วยล่ะคะ บ้านเราก็ยังดีอยู่ ถ้าทำความสะอาดบ่อย ๆ มันก็น่าอยู่แล้ว อีกอย่างจูนก็พึ่งจะโปะหนี้บ้านไปหมดยังไม่ถึงปีเลยด้วยซ้ำ แถมตอนนี้จูนก็ยังต้องส่งรถที่พ่อพึ่งเอามาอีก ทั้งคอนโดอีก ให้จูนได้หายใจหายคอบ้างเถอะค่ะแม่ ”
“ ถ้าไม่มีปัญญาหาเองก็รีบแต่งกับตาบดินทร์ไว ๆ ทางนั้นเขาสมบัติเยอะแยะ จะได้ขายที่ขายทางมาปันทางเราบ้าง ”
“ นั่นมันสมบัติของทางบ้านเขา มาเกี่ยวอะไรกับเรา ”
“ สมบัติผัวก็เหมือนสมบัติเมียนั่นแหละ ตาบดินทร์เขารักแกจะตายไป อ้อน ๆ หน่อยให้ผัวรักผัวหลง ขี้คร้านมีอะไรจะยกให้ทุกอย่าง เร่งให้เขารีบแต่งเข้า ”
มิถุนาลอบถอนใจออกมาเบา ๆ แม่ของเธอคิดว่าทุกสิ่งอย่างจะง่ายดายราวกับดีดนิ้วไปเสียหมด
“ อ้าว ทำไมเงียบ ยังไง เคยคุยกันบ้างหรือยังเรื่องแต่งน่ะ ”
“ เคยค่ะ แต่พี่บดินทร์บอกว่ายังไม่พร้อม อยากทำตำแหน่งขึ้นก่อน ”
“ แล้วเมื่อไหร่จะได้ขึ้น ”
“ ไม่รู้ค่ะ บอกไม่ได้หรอก มันต้องทำหลายอย่าง ต้องเขียนหนังสือเผยแพร่ ต้องมีผลงานโน่นนี่ ”
“ งั้นก็บอกให้เขาแต่งก่อนแล้วค่อยทำก็ได้นี่ ถ้าเผื่อมันไม่ได้สักทีไม่แก่หง่อมกันก่อนหรือไง นี่แกก็จะสามสิบแล้ว ”
“ เคยพูดแล้วค่ะ แต่เขาไม่ว่ายังไง ” แม่ของเธอหรี่ตามองเธออย่างจับผิด
“ หรือว่าแกไปนอนกับเขาแล้ว ผู้หญิงง่าย ๆ น่ะนะ ผู้ชายพอมันได้แล้วมันก็เบื่อ มันเลยไม่อยากมาแต่งไง ” ประโยคนั้นทำให้เธอหันขวับไปหาแม่ทันทีอย่างไม่เชื่อหู
“ แม่ นี่แม่กำลังดูถูกลูกสาวตัวเองอยู่นะ ”
“ ฉันก็พูดไปตามเนื้อผ้า ไม่งั้นมันจะมีเหตุผลอะไรที่เขาไม่อยากมาตบมาแต่งล่ะ ”
“ จูนไม่ได้ทำตัวง่ายขนาดนั้นหรอก ”
“ เหรอ แล้วถ้าแกมีคุณค่านักหนา ทำไมบดินทร์มันถึงไม่เห็นค่าสักทีล่ะ ”
คำถามนั้นทำให้มิถุนาจุกอก
นั่นสินะ หรือจริง ๆ แล้วเธอไม่เคยมีคุณค่าสำหรับเขาเลย
เมื่อเห็นว่าลูกสาวเงียบ ไม่เถียง แม่ก็เปลี่ยนเรื่องคุยทันที
“เออ เดือนนี้ขอเงินสักแสนสิ ปิดเทอมเดือนหน้าพวกครูเขานัดกันจะซื้อทริปไปเที่ยวญี่ปุ่น ”
“ โอ้โฮแม่ จูนจะเอาที่ไหนมาให้ตั้งแสน ส่งให้พ่อแม่เดือนละสามหมื่นแล้ว ที่เหลือก็ค่าผ่อนคอนโดผ่อนรถอื่น ๆ อีกเยอะแยะ ”
“ แกไม่ได้มีแค่เงินเดือน ค่าคอมแกตั้งหลายแสนบางทีเป็นล้านทำไมฉันจะไม่รู้ ”
“ แม่ ค่าคอมบางทีก็ไม่ได้ทุกเดือนนะ จูนก็ต้องเผื่อเงินไว้ในเดือนที่ขายไม่ได้บ้าง ”
“ ไม่ใช่ว่าเอาเงินไปสุรุ่ยสุร่ายกินเวอร์ใช้เว่อร์จนหมดเหรอ ”
“ สุรุ่ยสุร่ายอะไรแม่ จูนประหยัดทุกอย่างเท่าที่จะประหยัดได้ แม่รู้หรือเปล่าว่าเสื้อผ้าที่จูนซื้อใส่ทั้งไปทำงาน ไปพบลูกค้าเนี่ย จูนยังไม่กล้าซื้อชุดละเกินพันบาทเลย ”
“ นี่แกจะว่าฉันสุรุ่ยสุร่ายซื้อเสื้อผ้าแพงเหรอ ให้มันน้อย ๆ หน่อยนะ กว่าฉันจะเลี้ยงแกมาโตขนาดนี้หมดไปตั้งเท่าไหร่ ตอนเด็ก ๆ งอแงขี้โรคอย่างกับอะไรไม่เคยได้นอนเต็มตาสักคืน พอมีขึ้นมาก็คิดจะทิ้งพ่อทิ้งแม่ ”
“ ทิ้งพ่อทิ้งแม่อะไรกันคะ จูนกลับบ้านมาเกือบทุกอาทิตย์ก็ซื้อกับข้าวกับปลาของกินของใช้ไว้ให้ตลอด เงินก็ให้ แบ่งให้จ้างแม่บ้านมาทำความสะอาดบ้านอีก ”
“ นี่แกลำเลิกบุญคุณฉันเหรอยัยจูน ” แม่ของเธอทิ้งชุดลงบนโซฟาแล้วเงยหน้ามาถลึงตาใส่คนเป็นลูกสาว
“ พอหาเงินได้แล้วปีกกล้าขาแข็งสินะ ”
“ จูนไม่ได้ลำเลิกบุญคุณอะไรทั้งนั้น แค่อธิบายให้แม่รู้ว่าจูนไม่ได้แย่อย่างที่แม่พูด ”
“ อ๋อ นี่แกหาว่าฉันใส่ร้ายแกว่างั้น ระวังนะปากจะเท่ารูเข็ม พ่อแม่บอกสอนไม่ฟัง เถียงฉอด ๆๆ ”
“ จูนเปล่า ”
กริ๊งงงงง !!!!
เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือของแม่ดังขึ้นตัดบทสงครามที่กำลังก่อเกิด ท่านค้อนขวับก่อนหันไปหยิบมือถือขึ้นมากดรับ เสียงที่กรอกตามสายแปรเปลี่ยนชนิดหลังตีนเป็นหน้ามือทันที
“ สวัสดีค่ะคุณน้องเรยา อุ๊ย เหรอคะ พี่ไม่ทราบว่าคุณน้องจะไปด้วยก็เลยให้ ผอ. ไปคนเดียว ”
เสียงสนทนาเบาลงเมื่อแม่เดินออกไปนอกบ้าน มิถุนาถอนหายใจยาวเฮือกใหญ่ ขอบตาร้อนผ่าวไปหมด
ดวงตากลมโตรื้นน้ำตากวาดมองสภาพบ้าน ฝุ่นจับชนิดที่ว่าเดินไปที่ไหนก็เป็นรอยเท้าไปทั่ว ใบไม้ร่วงเกลื่อนตัวบ้าน ต้นไม้สวนผักเหี่ยวเฉาแห้งตายไปเกือบหมด ไอ้เงินที่เธอให้ไว้จ้างแม่บ้านมาทำความสะอาดก็คงโดนแม่พ่อถลุงจนหมดสินะ บ้านเลยอยู่ในสภาพนี้
บ้านแทบจะไม่เป็นบ้านอยู่แล้ว เหมือนบ้านร้างที่ไม่มีคนอยู่ดูแลเอาใจใส่ เธอไม่เคยได้สัมผัสความอบอุ่นอะไรจากบ้านหลังนี้ได้เลย
ป่วยการณ์ที่จะพูดจะอธิบายอะไรทั้งนั้น สิ่งเดียวที่ทำแล้วจะได้เป็นลูกคนดีแสนกตัญญูก็คือ ให้เงินแม่มากตามที่ท่านต้องการ
เธอหอบข้าวของของตัวเองเดินเข้าห้องนอนส่วนตัว วางมันลงบนโต๊ะเขียนหนังสือ ดึงผ้าคลุมเตียงกันฝุ่นสีขาวออกมาพับแล้ววางไว้บนโต๊ะก่อนจะทิ้งตัวลงบนเตียงหนานุ่ม หลับตาลงอย่างอ่อนล้า ปล่อยให้น้ำตาอุ่นไหลรินลงที่หางตา
เหนื่อย เธอเหนื่อยเหลือเกิน
เธอนอนอยู่แบบนั้นจนกระทั่งผล็อยหลับไป แต่ต้องตื่นขึ้นเพราะเสียงเคาะห้องรัว ๆ
“ ยัยจูน ทำอะไรอยู่ หลับหรือไง ” เสียงเรียกพร้อมเคาะดังเป็นแม่ของเธอเอง มิถุนารีบลุกขึ้นไปเปิดประตูกว้าง พบว่าแม่อาบน้ำอาบท่าแต่งหน้าแต่งตัวสวย
“ จูนเผลอหลับค่ะ ”
“ มาถึงก็จะหลับเลยนะ ระวังจะตัวเป็นขนเอา สันหลังจะยาวออก ๆ ” มิถุนาขี้เกียจจะเถียงคำค่อนขอดของแม่ที่ว่าเธอขี้เกียจสันหลังยาวตัวเป็นขนเอาแต่นอน ทั้งที่ลูกทำงานเหนื่อยมาทั้งวัน เลิกงานก็รีบขับรถบึ่งกลับบ้านจึงรีบถามออกไป
“ แม่เรียกจูนทำไมคะ ”
“ อ๋อ คุณนายท่านนายอำเภอน่ะ โทรมาชวนฉันไปทานมื้อเย็นที่บ้าน ”
“ ค่ะ แม่ไปเถอะค่ะ ” พูดไปแบบนั้นทั้งที่เจ็บแปลบที่หัวใจ
แม้จะถูกกระทำย่ำยีทางความรู้สึกแต่มิถุนาก็รักและห่วงใยพ่อกับแม่ ตั้งใจกลับบ้านมาทุกวันหยุด เพื่อหวังจะได้กินข้าวกินปลาพร้อมหน้าพร้อมตากันบ้าง แต่ดูสิ่งที่ได้กลับมาสิ
พวกท่านคงไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรกับความห่วงใยของลูกสาวคนนี้นักหรอก ก็อย่างที่ว่า สิ่งที่ดีที่สุดที่พวกท่านต้องการมันไม่ใช่เธอ ไม่ใช่ความรัก ไม่ใช่ความห่วงใย
มันคือเงินเท่านั้น
เธอคาดหวังอะไรอยู่เหรอมิถุนา หวังในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้มันก็สมควรจะผิดหวังเช่นนี้แหละ
แม่ของเธอแบมือออกมาตรงหน้าพร้อมรอยยิ้มฉีกกว้างที่มองดูหลอนอย่างประหลาด
“ ขอสักสามพันสิ ”
เพราะไม่อยากต่อความอะไรกับแม่ มิถุนาเดินไปหยิบกระเป๋าสตางค์ หยิบธนบัตรสีเทาสามใบมายื่นให้ท่านตามต้องการโดยไม่พูดอะไรสักคำ ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าเงินนั้นจะต้องถูกเอาไปถลุงในวงไพ่ของเหล่าภรรยาคนใหญ่คนโตทั้งหลายนั่น
เงินน้ำพักน้ำแรงจากการทำงานของลูกนี่แหละ
“ ขอบใจนะลูกรัก ” ท่านรับมาพร้อมรอยยิ้มก่อนจะหันหลังเดินจากไป ไม่มีสักคำที่จะถามว่าลูกหิวไหม กินอะไรมาหรือยัง ทำงานเป็นยังไงบ้าง เหนื่อยหรือเปล่า
เธอได้คำว่ารักกลับมาทันทีที่มีเงินให้
เมื่อถูกปลุก มิถุนาก็หลับไม่ลงอีกต่อไป เธอรู้สึกหิวจึงเดินเข้าครัวไปหาอะไรกิน ไม่ต้องหวังว่าจะมีกับข้าวกับปลาอะไรอยู่ในนั้น เปิดตู้เจอบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสต้มยำกุ้งเหลืออยู่สองซอง ไข่ในตู้เย็นห้าฟอง หยิบมันออกมาสองฟอง และผักคะน้าเหี่ยว ๆ จึงหยิบออกมาเลือกเฉพาะที่ใช้ได้แล้วผัดทั้งหมดนั่นกิน
พออิ่มท้องเรี่ยวแรงก็กลับมา เธอเก็บกวาดขยะจากการแกะห่อพัสดุของแม่แล้วกองไว้ส่ง ๆ บนพื้นโซฟาและพื้นห้อง เก็บกวาดล้างชามในซิงก์ล้างจานในครัวที่แห้งกรังกองพะเนินคงเพราะสะสมไว้หลายวัน ไหนจะแก้วน้ำถ้วยกาแฟที่วางไปทั่ว กวาดถูทำความสะอาดบ้าน ดีหน่อยที่เสื้อผ้าของพ่อและแม่ส่งร้านซัก ไม่อย่างนั้นก็คงกองพะเนินเทินทึกเกลื่อนบ้าน
กว่าจะเรียบร้อยก็ปาเข้าไปสี่ทุ่มกว่า มิถุนาอาบน้ำอาบท่าแล้วทิ้งตัวลงบนเตียงก่อนหลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อนอย่างรวดเร็ว