ที่ตำหนักหลวง องค์ชายหลี่หยวนเจ๋อผู้นำที่เย็นชาและเคร่งครัดในหน้าที่ รู้ดีว่าการหมั้นหมายกับเหวินจิ่นไม่ใช่เรื่องของความรัก มันเป็นเพียงแผนการทางการเมืองที่ช่วยเสริมสร้างอำนาจของราชวงศ์ แต่สิ่งที่ทำให้เขาสนใจคือการเปลี่ยนแปลงของเหวิ่นจือหยูหลังจากอุบัติเหตุ นางดูมีความฉลาดและกล้าหาญขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และการที่นางไม่ได้พยายามเอาอกเอาใจเขาไม่ได้หาเรื่องมาคลอเคลียเขาเกินงามเหมือนแต่ก่อน กลับทำให้นางน่าดึงดูดมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว
วันหนึ่งเหวิ่นจือหยูหรือวาดรวีถูกเชิญให้ไปพบกับองค์ชายหลี่หยวนเจ๋อเป็นอีกครั้งหลังจากฟื้นตัวจากอุบัติเหตุ เมื่อเธอเดินเข้ามาในห้องโถงใหญ่ของตำหนักหยวนเหอ สายตาขององค์ชายหยวนเจ๋อก็จับจ้องเธอทันที ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความสงสัย
“เจ้าเปลี่ยนไป” เขาเอ่ยเรียบๆ แต่มีความคาดคั้นอยู่ในน้ำเสียงเหมือนอยากจับผิด
วาดรวียิ้มบางๆ “เพคะ ข้าคิดว่าบางครั้งการเผชิญหน้ากับความตายทำให้เราต้องคิดใหม่และตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตให้ดีขึ้นกว่าเดิม”
คำตอบนั้นทำให้องค์ชายหยวนเจ๋อรู้สึกประหลาดใจ เขาไม่ได้คาดหวังว่าจะได้ยินคำพูดที่เฉียบคมและมีความหมายเช่นนี้จากเหวิ่นจือหยูที่เคยโง่เง่าและหยิ่งยะโส
“ถ้าเจ้าประสบอุบัติเหตุสมองกระทบกระเทือนแล้วคิดดีได้แบบนี้ เจ้าน่าจะเป็นตั้งนานแล้วจะดีกว่านะข้าว่า”
“ท่าน ก็น่าจะโดนบ้างนะ จะได้นิสัยอ่อนโยนกับผู้หญิงบ้าง” เหวิ่นจือหยู หรือวาดรวีว่าให้
“เจ้า…”
ในขณะเดียวกัน เหวิ่นลี่หยา น้องสาวของเหวิ่นจือหยู เริ่มรู้สึกไม่พอใจที่พี่สาวของเธอดูมีความมั่นใจและสามารถดึงดูดความสนใจขององค์ชายได้มากขึ้น
“องค์ชายเพคะ ข้านำพัดผืนนี้มาถวายท่าน ข้าปักด้วยมือของข้าเอง ท่านจะโปรดรับไว้หรือไม่เพคะ” เสียงของเหวิ่นลี่หยาดังขึ้นก่อนที่องค์ชายจะทันได้พูดอะไร นางถือพัดผ้าไหมที่ประดับด้วยลวดลายงดงาม เดินเข้ามาหาองค์ชายหลี่หยวนเจ๋ออย่างอ่อนหวาน นางพยายามยิ้มอย่างอ่อนโยนและพูดด้วยเสียงอ่อนนุ่ม
หยวนเจ๋อมองพัดผ้าไหมที่นางยื่นให้โดยไม่ได้ตอบอะไร แววตาของเขาเย็นชาและห่างเหิน “ข้าไม่จำเป็นต้องใช้” เขาตอบเรียบๆ
เหวิ่นลี่หยารู้สึกหน้าชา แม้จะรู้สึกเสียหน้าต่อพี่สาวเหวิ่นจือหยูที่นั่งอยู่ แต่ยังคงพยายามต่อ “แต่ท่านอาจต้องใช้ในวันที่อากาศร้อนมาก ข้าแค่หวังจะช่วยให้ท่านสะดวกสบายยิ่งขึ้นเพคะ”
“ไม่จำเป็น ข้ามีคนดูแลเรื่องนี้อยู่แล้ว” หลี่หยวนเจ๋อตอบเสียงเย็นชา ก่อนจะหันไปทางวาดรวีหรือเหวิ่นจือหยูที่นั่งอยู่ด้วยกัน “เจ้าเองจือหยู มีสิ่งใดที่ต้องการจากข้าหรือไม่”
วาดรวีมองเขาด้วยสายตาแน่วแน่และตอบอย่างตรงไปตรงมา “ไม่มีเพคะ ข้าเพียงแค่ต้องการเวลาของท่านในการพูดคุยเรื่องสำคัญอื่นๆ”
เหวิ่นลี่หยากัดฟันแน่น รู้สึกโกรธที่พี่สาวของเธอกลายเป็นคนที่ได้รับความสนใจจากองค์ชายแทน
ที่ห้องบรรทมขององค์ชายหลี่หยวนเจ๋อ ความเงียบสงัดปกคลุมทั้งห้อง มีเพียงแสงแดดที่สาดส่องผ่านบานหน้าต่างเล็กๆ เข้ามาอาบร่างของชายผู้สวมชุดยาวสีดำปักลายมังกรทองที่นั่งอยู่ข้างโต๊ะไม้สูง ดวงตาของเขามองไปที่เอกสารราชการบนโต๊ะตรงหน้า แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความว้าวุ่น
องค์ชายหลี่หยวนเจ๋อผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ รู้สึกกดดันจากสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เขาถูกบังคับให้หมั้นหมายกับเหวิ่นจือหยู บุตรสาวของแม่ทัพเหวินผู้มีอำนาจ แม้ว่าหลี่หยวนเจ๋อจะเป็นองค์ชายที่ได้รับการยอมรับจากคนทั่วทั้งแคว้นว่าเป็นผู้นำที่ฉลาดปราดเปรื่อง แต่เขากลับไม่สามารถขัดขืนคำสั่งของฮ่องเต้ผู้เป็นพระบิดาได้
เขาไม่เคยมีความรู้สึกต่อเหวิ่นจือหยูเลย นางเป็นเพียงหญิงสาวที่โง่เง่าไม่รู้หนังสือเอาแต่ชอบแต่งตัวสวยการบ้านการเรือนไม่เอา โมโหร้ายเป็นที่สุด แม้หลังๆที่เจอกันสองครั้งหลังเกิดอุบัติเหตุของนางดูนางจะเปลี่ยนไปก็ตามทีเถอะ การหมั้นหมายครั้งนี้เป็นเพียงเรื่องการเมืองที่ถูกวางแผนขึ้นเพื่อสร้างพันธมิตรกับตระกูลเหวิ่น ความรู้สึกของเขาหรือของเหวิ่นจือหยูไม่เคยถูกนำมาพิจารณา
เสียงประตูเปิดเบาๆ ขัดจังหวะความคิดขององค์ชาย หญิงรับใช้คนสนิทของเขาเดินเข้ามาอย่างเงียบๆ พร้อมกับถาดชาที่ถือไว้ในมือ
“องค์ชายเพคะ ชาท่านเตรียมไว้แล้วเพคะ” นางพูดเบาๆ ด้วยความเคารพก่อนจะก้มศีรษะให้
หลี่หยวนเจ๋อพยักหน้าเบาๆ เป็นการตอบรับ แต่ก็ไม่ได้มองนาง เขากลับจมอยู่กับความคิดของตัวเอง
“ข้าต้องการสิ่งนี้หรือ” เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ
หากเป็นไปได้ เขาอยากใช้ชีวิตที่เขาเลือกเอง แม้ว่าจะต้องอยู่ภายใต้ภาระหน้าที่ในฐานะองค์ชาย แต่เขาไม่ต้องการถูกบีบบังคับให้แต่งงานกับคนที่เขาไม่มีความรู้สึกรักหรือรู้สึกดีด้วยเลย อย่างไรก็ตาม คำสั่งของฮ่องเต้เป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
“เจ้าคิดว่าการแต่งงานครั้งนี้จะเป็นอย่างไร” เขาถามขึ้นโดยไม่ได้หันไปมองหญิงรับใช้ นางหยุดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบด้วยความระมัดระวัง
“บ่าวไม่อาจกล่าวอะไรได้เพคะ แต่อาจเป็นประโยชน์ต่อแคว้นและราชวงศ์ของท่านเพคะ”
หลี่หยวนเจ๋อเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้นอีกครั้ง “แต่ถ้าข้าไม่ต้องการมันล่ะ”
“การที่ท่านไม่ต้องการ อาจไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้เพคะองค์ชาย” นางตอบเบาๆ น้ำเสียงนอบน้อม
หลี่หยวนเจ๋อถอนหายใจแรงกว่าเดิม ในขณะที่เขาพยายามจะหาคำตอบในใจ เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังขึ้นจากด้านนอกของประตู ไม่นานนัก องครักษ์ส่วนพระองค์ของเขาเข้ามาก้มกราบอย่างนอบน้อม
“องค์ชายพะยะค่ะ ฮ่องเต้ทรงเรียกพระองค์ให้ไปพบที่พระตำหนักในห้องโถงใหญ่พะยะค่ะ”
หลี่หยวนเจ๋อหลับตาแน่น เขารู้ทันทีว่าการพูดคุยครั้งนี้จะเกี่ยวกับการหมั้นหมายของเขาโดยตรง
เมื่อร่างสูงสง่าขององค์ชายหลี่หยวนเจ๋อเดินเข้ามาในห้องโถงใหญ่ของพระราชวัง สายตาของหลี่หยวนเจ๋อก็พบกับร่างของฮ่องเต้ผู้ทรงเกียรติที่ประทับอยู่บนบัลลังก์สีทอง ภายในห้องโถงมีบรรดาข้าราชการและราชสำนักนั่งอยู่โดยรอบ บรรยากาศเต็มไปด้วยความเคร่งขรึม
“องค์ชายหลี่หยวนเจ๋อลูกข้า” ฮ่องเต้เอ่ยขึ้นทันทีที่เขาเดินเข้ามา น้ำเสียงของพระองค์สงบนิ่งและหนักแน่น “เจ้าเตรียมตัวสำหรับการหมั้นหมายแล้วหรือไม่”
องค์ชายค้อมศีรษะลงเล็กน้อยเพื่อแสดงความเคารพ แต่ในใจกลับรู้สึกหนักอึ้ง “กระหม่อมเตรียมพร้อมตามพระบัญชาของฝ่าบาทพะยะค่ะ” เขาตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ฮ่องเต้ทรงพยักหน้าเล็กน้อย แววตาเข้มขรึมของพระองค์มองตรงไปที่บุตรชายของตน “นี่ไม่ใช่เรื่องของความรักหรือความต้องการส่วนตัว แต่เป็นเรื่องของความมั่นคงในราชวงศ์และแคว้น เจ้าจำเป็นต้องเข้าใจสิ่งนี้ในฐานะองค์ชาย”
องค์ชายหลี่หยวนเจ๋อรู้ดีว่าพระบิดาไม่เคยใส่ใจเรื่องความรู้สึกส่วนตัวของเขา แต่ในขณะที่เขาเงียบและยอมรับคำสั่งนี้ ส่วนลึกของจิตใจกลับเต็มไปด้วยความต่อต้าน แม้จะเป็นองค์ชาย เขาก็ยังมีความฝันและความต้องการของตัวเอง
“ฝ่าบาท กระหม่อมเข้าใจถึงความสำคัญของการหมั้นหมายครั้งนี้” เขาพูดอย่างระมัดระวัง “แต่กระหม่อมเพียงขอเวลาสักหน่อย เพื่อทำความเข้าใจกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น”
ฮ่องเต้เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “เจ้ามีเวลามากพอแล้วหยวนเจ๋อ อีกไม่นานพิธีหมั้นจะเกิดขึ้น เจ้าต้องยอมรับมันและทำหน้าที่ของเจ้า”
“แต่ถ้ากระหม่อมไม่เต็มใจล่ะพ่ะย่ะค่ะ” คำถามนี้หลุดออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่เขาก็ไม่สามารถดึงมันกลับไปได้
ทั้งห้องโถงเงียบกริบ ข้าราชบริพารหลายคนต่างเงยหน้าขึ้นมององค์ชายอย่างตกใจ ฮ่องเต้จ้องมองบุตรชายของตนด้วยสายตาที่เย็นเยียบ
“เจ้าคิดว่าเจ้ามีทางเลือกหรืออย่างไร” พระสุรเสียงของฮ่องเต้กดดันและเต็มไปด้วยอำนาจ "การที่เจ้าเป็นองค์ชาย เจ้าต้องเสียสละเพื่อแคว้นและราชวงศ์ เรื่องส่วนตัวของเจ้าไม่มีความหมายเมื่อเทียบกับความมั่นคงของประเทศนี้"
คำพูดนั้นทำให้หลี่หยวนเจ๋อรู้สึกหนาวสะท้าน แต่เขาก็รู้ดีว่าไม่อาจขัดพระบิดาได้
องค์ชายหลี่หยวนเจ๋อเงยหน้ามองพระบิดาด้วยแววตาที่หนักแน่น แม้ภายในจะเต็มไปด้วยความขัดแย้ง แต่เขารู้ว่าการเผชิญหน้าครั้งนี้ไม่มีทางเลือกอื่น นี่คือหน้าที่ที่ถูกวางไว้สำหรับเขาตั้งแต่วันแรกที่เขาเกิดมา สายตาคมมองแม้กระทั่งฮองเฮาผู้เป็นพระมารดาที่นั่งอยู่เบื้องบนข้างกายพระบิดายังไม่สามารถช่วยอะไรเขาได้
“กระหม่อมเข้าใจพ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ” องค์ชายตอบด้วยน้ำเสียงที่สงบ แต่ในใจกลับรู้สึกกดดันและเหนื่อยล้า “กระหม่อมจะทำตามพระบัญชาของฝ่าบาท”
ฮ่องเต้พยักหน้าอย่างพอใจ “ดีแล้ว เจ้าต้องจดจำว่าเจ้าไม่ใช่เพียงลูกชายของข้า แต่เจ้าเป็นตัวแทนของราชวงศ์หลี่ หญิงจากตระกูลเหวิ่นเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการสร้างพันธมิตร เจ้าไม่ควรปล่อยให้เรื่องนี้ล้มเหลว”
หลี่หยวนเจ๋อรับฟังด้วยความเคารพ แม้ใจลึกๆ จะรู้สึกขมขื่น เขาไม่อาจปฏิเสธความจริงที่ว่าตระกูลเหวิ่นนั้นมีอำนาจมาก การหมั้นหมายกับเหวิ่นจือหยูไม่เพียงแต่เป็นเรื่องส่วนตัวของเขา แต่มันเป็นการผูกมัดราชวงศ์เข้ากับผู้สนับสนุนที่สำคัญในยามที่แคว้นต้องเผชิญกับศัตรูจากภายนอก
“อีกสามวันจะเป็นพิธีหมั้น” ฮ่องเต้กล่าวสรุป “เจ้าไปเตรียมตัวให้พร้อม อย่าให้มีเรื่องผิดพลาดที่ไม่งามเกิดขึ้นเด็ดขาด”
“รับบัญชาพะยะค่ะฝ่าบาท” องค์ชายหลี่หยวนเจ๋อค้อมศีรษะรับคำสั่ง จากนั้นก็หันหลังกลับเดินออกจากห้องโถงใหญ่ ความกดดันที่หนักหน่วงตามเขาออกมาเหมือนเงาที่หลีกหนีไม่พ้น ทุกย่างก้าวของเขาหนักอึ้ง ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะเขารู้ว่าเขาต้องเผชิญกับสิ่งที่ไม่ได้มาจากหัวใจของตัวเอง
เมื่อกลับมาถึงตำหนักของเขา หลี่หยวนเจ๋อนั่งลงที่เก้าอี้ไม้ตัวใหญ่ เสียงรองเท้ากระทบพื้นทำให้ห้องที่เงียบสงัดมีเสียงสะท้อนเล็กน้อย สายตาของเขาจ้องมองไปยังภาพวาดภูเขาที่แขวนอยู่บนผนัง ราวกับจะหาเส้นทางที่จะหลบหนีจากสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น
“ข้าจะทำยังไงดี”เขาพึมพำกับตัวเอง ความรู้สึกที่ถูกกดดันมานานทำให้เขาอยากจะปลดปล่อยความคิดในใจออกมา
เสียงขององครักษ์ส่วนตัวดังขึ้นจากนอกประตู “องค์ชายพะยะค่ะ คุณหนูเหวิ่นจือหยูได้ส่งสารขอเข้าพบพระองค์พะยะค่ะ”
หลี่หยวนเจ๋อหันมองประตูด้วยแววตาสงสัย เขาไม่เคยได้ยินเหวิ่นจือหยูขอเข้าพบเขาเองมาก่อน นางมักจะทำให้บิดาของนางพามาตลอดหรือไม่ก็ดักพบเขาข้างนอกและไม่เคยเข้ามายุ่งเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของเขา
“ให้นางเข้ามา” เขาออกคำสั่งแม้จะไม่แน่ใจว่านางต้องการอะไร
ไม่นานนัก เหวิ่นจือหยูก้าวเข้ามาในห้อง นางสวมชุดผ้าไหมเรียบง่าย สีขาวอ่อนประดับด้วยลวดลายปักด้วยมือที่งดงาม ท่าทางของนางยังคงเรียบเฉยและสงบเสงี่ยมเช่นเดิม แต่ดวงตาของนางกลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
“ถวายบังคมองค์ชายเพคะ” วาดรวีในร่างของเหวิ่นจือหยูกล่าวพร้อมคำนับอย่างนอบน้อม
“ลุกขึ้นเถิด เจ้ามีอะไรจะพูดกับข้า” เขาถามตรงไปตรงมา ไม่ได้แสดงท่าทางเป็นมิตรหรือเย็นชา
เหวิ่นจือหยูยืนขึ้นตรง นางมองตรงไปที่องค์ชายหลี่หยวนเจ๋อด้วยดวงตาที่แน่วแน่ “ข้าแค่อยากถามองค์ชายเพคะ... ท่านต้องการการหมั้นหมายครั้งนี้จริงๆ หรือไม่”
คำถามตรงๆของเหวิ่นจือหยูทำให้องค์ชายผู้หยิ่งและเย็นชาอย่างหลี่หยวนเจ๋อเงียบไปครู่หนึ่ง เขาไม่คาดคิดว่านางจะกล้าถามเรื่องนี้ตรงๆ ขนาดนี้ ในใจของเขาเต็มไปด้วยความแปลกใจที่เห็นเหวิ่นจือหยูไม่ใช่หญิงสาวที่เคยทำตัวอ่อนแอใช้มารยาหญิงเก่งและไม่กล้าหาญต่อหน้าเขาเหมือนที่เขาเคยเข้าใจ
“เจ้าถามเพราะเหตุใด สมใจเจ้าแล้วนี่” เขาย้อนถาม นัยน์ตาเขาสำรวจนางอย่างลึกซึ้ง
เหวิ่นจือหยูสูดลมหายใจเข้าลึกๆอย่างต้องการที่จะระงับอารมณ์ก่อนตอบ “ข้ารู้ว่าท่านไม่ได้ต้องการข้า ข้าเองก็ไม่ได้ต้องการการหมั้นหมายนี้เช่นกัน มันเป็นเพียงข้อบังคับทางการเมือง แต่ข้าคิดว่าเราอาจจะหาทางออกที่เหมาะสมกว่านี้ได้”
คำพูดนั้นทำให้หลี่หยวนเจ๋อต้องคิดลึกขึ้นอีกครั้ง “เจ้าหมายความว่าอย่างไร”
เหวิ่นจือหยูมองเขาด้วยความตั้งใจ “ข้าเพียงอยากจะบอกท่านว่า หากท่านต้องการหาทางออก ข้ายินดีที่จะช่วยเหลือ เราอาจจะสามารถทำบางสิ่งเพื่อให้การหมั้นนี้ล้มเหลว โดยไม่ทำให้ตระกูลของเราถูกตำหนิได้ ข้าไปล่ะ”พูดจบเหวิ่นจือหยูก็เดินออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว
องค์ชายหลี่หยวนเจ๋อมองตามนางด้วยความประหลาดใจ นี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาคาดคิด นางไม่ใช่หญิงสาวที่เขาเคยรู้จัก
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในตระกูลเหวิ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในตระกูลที่ทรงอำนาจที่สุดในแคว้น ตระกูลนี้มีลูกสาวสองคนจากแม่ต่างฐานะ ลูกสาวคนโตคือ เหวิ่นจือหยู ซึ่งเป็นบุตรสาวของภรรยาเอก ส่วนลูกสาวคนเล็กคือ "เหวิ่นลี่หยา" ซึ่งเกิดจากภรรยารอง แม้ทั้งสองจะเป็นพี่น้อง แต่ความสัมพันธ์ของพวกนางกลับเต็มไปด้วยความขัดแย้งและความริษยา โดยเฉพาะเรื่องขององค์ชายหลี่หยวนเจ๋อ ผู้เป็นคู่หมั้นของเหวิ่นจือหยู
เหวิ่นจือหยู แม้จะเป็นบุตรสาวคนโต แต่กลับมีนิสัยเย่อหยิ่ง อวดดี และไม่ค่อยเคารพใคร บางครั้งก็เกรี้ยวกราดโมโหร้ายเวลาโดนขัดใจ เหวิ่นจือหยูชอบการแต่งตัวสวยงดงาม ไม่ชอบเล่าเรียนหาความรู้ ไม่ชอบการทำงานบ้านงานเรือนเยี่ยงสตรีชั้นสูงต้องทำ นางได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีในฐานะบุตรสาวของภรรยาเอก ทำให้นางเชื่อว่าตัวเองเหนือกว่าน้องสาวคนเล็กที่เกิดจากภรรยารองเสมอ นางถูกกำหนดให้เป็นคู่หมั้นขององค์ชายหลี่หยวนเจ๋อตั้งแต่อายุยังน้อย แต่ด้วยนิสัยที่ดื้อรั้นและการไม่ใส่ใจต่อความรู้สึกของผู้อื่น หลี่หยวนเจ๋อจึงไม่เคยชื่นชอบนาง แต่นางก็ชอบที่จะหาเรื่องมาคลอเคลียเขาเพื่อที่จะเขาชนะน้องสาวเสมอ
เหวิ่นลี่หยา น้องสาวของเหวิ่นจือหยู กลับตรงกันข้ามกับพี่สาวโดยสิ้นเชิง นางเป็นหญิงสาวที่มีลักษณะเป็นกุลสตรีอย่างแท้จริง มีความอ่อนโยนและเรียบร้อยเสมอ การกระทำทุกอย่างของเหวิ่นลี่หยาถูกควบคุมและจัดการด้วยความระมัดระวัง นางรู้วิธีทำให้ทุกคนรอบตัวประทับใจ โดยเฉพาะองค์ชายหลี่หยวนเจ๋อ
แม้เหวิ่นลี่หยาจะไม่ใช่คู่หมั้นอย่างเป็นทางการ แต่เธอกลับมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับองค์ชายมากกว่าเหวิ่นจือหยูด้วยความที่นางมักจะอยู่ใกล้ชิดและพยายามเข้าหาองค์ชายเสมอ ทำให้หลายครั้งองค์ชายรู้สึกว่านางมีความน่าชื่นชมในแบบที่เหวิ่นจือหยูไม่เคยมี การที่นางทำตัวเป็นกุลสตรีอย่างเคร่งครัดและพูดคุยด้วยความอ่อนโยน ทำให้หลี่หยวนเจ๋อเริ่มสงสัยว่าทำไมเขาถึงต้องถูกบังคับให้หมั้นหมายกับพี่สาวที่เขาไม่ชอบ ขณะเดียวกัน เหวิ่นลี่หยาก็มักจะใช้โอกาสนี้เข้าหาองค์ชายหลี่หยวนเจ๋ออย่างสุภาพ นางพูดจาด้วยถ้อยคำที่นุ่มนวลและแสดงให้เห็นถึงความเคารพต่อเขาเสมอ ทำให้หลายครั้งหลี่หยวนเจ๋ออดเปรียบเทียบระหว่างพี่น้องคู่นี้ไม่ได้ น้องสาวผู้เรียบร้อยและอ่อนโยน กับพี่สาวที่หยิ่งผยองและไม่เคยเห็นหัวใคร ทำไมไม่ให้เขาหมั้นกับเหวิ่นลี่หยาแทน
แต่คำพูดเหลิ่นจือหยูเมื่อครู่เหมือนไม่เเคร์ไม่อยากจะหมั้นหมายกับเขาทำเอาองค์ชายหลี่หยวนเจ๋อตั้งตัวไม่ทัน นางสมองกลับแล้วหรือไร ปกติแข่งขันกับน้องสาวแทบเป็นเเทบตายที่จะได้อยู่ใกล้เขา แต่วันนี้นางพูดเหมือนกับว่าไม่อยากหมั้นกับเขาแล้วนี่เหวิ่นจือหยูก็ยังคงแสดงท่าทางที่เย่อหยิ่ง ไม่แยแสให้เขาสนใจอีกเป็นแน่