ตอน 1

เมืองซ่ง แคว้นฉางอัน บนเวทีลานประหารที่ตั้งอยู่กลางเมืองนั้น มีนักโทษประมาณสิบคนถูกจับปิดตามัดมือมัดเท้าอยู่ด้านบน ด้านหน้านักโทษเหล่านั้นล้วนมีเชือกผูกติดกับไม้ห้อยลงมาโดยรอบเวที

ส่วนด้านหลังมีเก้าอี้และโต๊ะนายอำเภอนั่งอยู่ บุรุษที่อยู่บนนั้นเอ่ยวาจาดังกึกก้องไปทั่วลานประหาร

“ครอบครัวผู้ตรวจการบัญชีสกุลเพ่ย รับสินบนจากพ่อค้าจางเพื่อไม่ให้บุตรชายของตนถูกเกณฑ์ไปรบกับเมืองต้าเหลียง กระทำผิดกฎของแคว้นฉางอัน มีโทษประหารทั้งตระกูล”

น้ำเสียงนั้นไม่มีความปรานีเลยสักนิด ในกลุ่มคนที่มุงดูนั้น มีคนผู้หนึ่งยืนน้ำตาไหลริน จ้องมองนายอำเภอเกาฟงเสิน จอหงวนคนล่าสุดของแคว้นฉางอัน ใบหน้าที่หล่อเหลาราวกับแจกันเคลือบแก้ว ใบหน้าเรียบนิ่งไม่แสดงสีหน้า เขาเอื้อมหยิบไม้ตัดสินโทษขึ้นมา บนไม้สีแดงชาดนั้นมีคำว่า “ประหาร” ปรากฏอยู่

เพ่ยลู่เสียนเบิกตากว้าง น้ำตาเอ่อล้นออกมา ปากกำลังจะเอ่ยห้าม แต่ก็ถูกสาวใช้เอื้อมมือปิดปากเอาไว้ แล้วดึงไปหลบในซอกของร้านอาหารที่อยู่ใกล้กัน

“คุณหนูจะแสดงตัวไม่ได้นะเจ้าคะ”

“เหตุใดจะไม่ได้ ในเมื่อนายอำเภอเกาเข้าใจผิด ท่านพ่อข้าไม่เคยรับสินบน ตลอดสามสิบปีที่รับใช้ทางการล้วนซื่อสัตย์ เงินสักอีแปะก็ไม่เคยรับ”

เพ่ยลู่เสียนพูดไปน้ำตาไหลอาบแก้มไป แต่น้ำเสียงนั้นกลับแข็งกร้าวไม่ยอมคน พูดจบก็จะออกไปด้านนอก คิดจะตายในวันนี้ให้ได้

จิวฟง สาวใช้ของนางรีบดึงแขนเอาไว้ “คุณหนูจำที่นายท่านพูดไม่ได้แล้วหรือเจ้าคะ เป็นตายร้ายดียังไงคุณหนูก็ต้องมีชีวิตรอดเพื่อล้างมลทินให้ตระกูลเพ่ยให้ได้”

“สิบชีวิตแลกกับหนึ่งชีวิตของข้า จิวฟง เจ้าจะให้ข้าหลับตาลงนอนได้เยี่ยงไร ข้าไม่ใช่คนขี้ขลาดเยี่ยงนั้น” พูดจบก็จะออกจากที่ซ่อน แต่จิวฟงรีบกอดเอวเอาไว้

“คุณหนูอย่าให้ชีวิตนายท่านต้องสูญเปล่าเลยเจ้าค่ะ คำว่าแก้แค้นสิบปีไม่สาย คุณหนูต้องท่องเอาไว้นะเจ้าคะ” สองคนฉุดดึงกันไปมาจนกระทั่งได้ยินเสียงดังตึงด้านนอก เพ่ยลู่เสียนดิ้นเต็มแรงจนหลุดจากสาวใช้ เมื่อออกไปก็พบว่าบิดามารดา และครอบครัวสกุลเพ่ยล้วนถูกแขวนคอไปแล้ว

“มะ” ไม่ เสียงกรีดร้องนั้นหายไปเพราะถูกจิวฟงปิดปากไว้ทัน แล้วลากเข้าไปยังในซอกเดิม เพ่ยลู่เสียนน้ำตาอาบหน้าหวีดร้องทั้งที่มือของสาวใช้ยังปิดปากไว้ ก่อนจะทรุดลงพื้นดินมองชาวบ้านหยิบก้อนหิน ผัก และดินขึ้นมาปาใส่บิดาของนาง

สามสิบปีที่ท่านพ่อทุ่มเทกับงานที่ตัวเองทำ

สี่สิบปีกับการยึดมั่นในอุดมการณ์ของสกุลเพ่ย

ซื่อสัตย์ สุจริต มีเมตตา คือคำยึดมั่นของสกุลเพ่ยที่สืบทอดมายาวนาน ต้องถูกตัดสินโทษว่าเป็นคนติดสินบนทั้งที่ไม่ได้ทำ นายอำเภอเกาฟงเสินผู้นั้นมาถึงก็รีบสร้างผลงาน ไม่ตรวจสอบให้แน่ชัด ใช้หลักฐานปลอมใส่ร้ายสกุลเพ่ย ทำให้ถูกตัดสินประหารทั้งครอบครัว

นับจากนี้ ข้า เพ่ยลู่เสียนขอสาบาน แม้ตายถูกฝังอยู่ในหลุมก็จะฟื้นขึ้นมาลากเกาฟงเสินลงนรกไปด้วยกัน อย่าคิดว่าเขาจะได้อยู่สุขสบายบนกองเลือดสกุลเพ่ย

ตอน 2

จิวฟงเห็นเจ้านายคล้ายสติหลุดก็รีบดึงแขน แล้วหาทางหนีออกจากเมืองซ่งทันที โชคดีที่ได้พ่อบ้านเก่าจัดเตรียมรถม้าสำหรับหลบหนีนอกเมืองไว้เรียบร้อยแล้ว

“คุณหนูรีบไปเถอะขอรับ”

เพ่ยลู่เสียนหันมองกำแพงเมืองซ่งอีกครั้ง ครั้งนี้นางต้องหนีเพื่อเอาตัวรอด แต่ครั้งหน้านางจะกลับมาแก้แค้นนายอำเภอซ่งให้จงได้

ทิ้งความแค้นฝังลึกไว้ในใจแล้วรีบเร่งหนี จนกระทั่งถึงเมืองเฉินตู พวกเขาก็แวะพักที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง

“อีกนานกว่าจะถึงแคว้นหนิงอัน คืนนี้พวกเราพักที่นี่ก่อนเถอะ”

ที่เมืองตงหยางนั้นมีญาติของพ่อบ้านฮุ่ยอยู่ ฮุ่ยเถียนเสนอให้พวกนางไปหลบซ่อนที่นั่นก่อน พอเรื่องเงียบแล้วค่อยกลับมาอีกครั้ง

เพ่ยลู่เสียนเห็นดีด้วย เพราะถึงอย่างไรนายอำเภอเกาฟงเสินผู้นั้นก็ไม่รู้จักใบหน้าของนาง หากกลับเข้าเมืองอีกครั้งก็ย่อมไม่เป็นที่ผิดสังเกต หากจะแก้แค้นก็สามารถทำได้

รถม้าจอดเทียบหน้าโรงเตี๊ยม พ่อบ้านฮุ่ยลงจากรถม้าแล้วผูกเชือกกับเสาผูกม้าด้านหน้า ก่อนจะไปซื้อหญ้ามาเป็นอาหารให้ม้าตัวใหญ่

เพ่ยลู่เสียนใช้ผ้าปิดบังใบหน้าพร้อมกับหมวกโต่วลี่[ หมวกไม้ไผ่สาน] มีผ้าโปร่งสีขาวปิดทับอีกชั้นหนึ่ง จิวฟงลงจากรถม้าก่อนจะส่งมือให้คุณหนูจับเพื่อก้าวลงมา

เพ่ยลู่เสียนเงยหน้ามองโรงเตี๊ยมไม้สองชั้น ด้านล่างเป็นร้านอาหาร ห้องพักด้านในประเมินด้วยสายตาแล้วคงมีไม่ต่ำกว่าสิบห้อง เมื่อเข้าไปด้านในก็พบว่ามีแขกนั่งอยู่เกือบเต็ม ทั้งหมดในร้านล้วนเป็นชายทั้งสิ้น นางมองหาโต๊ะว่างที่อยู่มุมในสุดเพื่อหลบสายตาคน

“หาอะไรกินก่อนเถอะ แล้วค่อยขึ้นห้อง” จิวฟงรับคำสั่งโบกมือเรียกเสี่ยวเอ้อร์ ไม่นานเสี่ยวเอ้อร์ก็รีบวิ่งเข้ามาพร้อมกับหยิบผ้าเช็ดโต๊ะ และหิ้วกาน้ำชาติดมือมาวางให้ด้วย

“คุณหนูจะรับอะไรขอรับ”

“ขอเป็นของกินง่าย ๆ เร็ว ๆ อย่างหมั่นโถว เซาปิ่ง แล้วก็ขอห้องพักใกล้บันไดหนึ่งห้อง”

“ได้ขอรับ พอดีตอนนี้ทางเถ้าแก่เนี้ยกำลังฉลองที่บุตรชายแต่งงานออกเรือน จึงมีหมี่หยกมังกรไม่คิดเงิน ข้าน้อยจะยกมาให้นะขอรับ”

เพ่ยลู่เสียนไม่ค่อยสนใจ จึงพูดปฏิเสธไป แต่เสี่ยวเอ้อร์ก็ไม่ฟัง ยกมาให้อยู่ดี ระหว่างกำลังรออาหาร ก็มีกลุ่มลูกค้าใหม่เข้ามาอีกกลุ่ม

เพ่ยลู่เสียนมองกลุ่มคนพวกนั้นที่ล้วนแต่งกายด้วยชุดของทางการ เหมือนเป็นพวกมือปราบหรือพวกองครักษ์ที่มีฝีมือ พอเห็นแบบนั้นนางก็รีบหลบสายตา แล้วขยับหมวกให้ปิดลงมากว่าเดิม

ทางด้านผู้มาใหม่นั้น คนที่ยืนอยู่หน้าสุดกำลังกวาดสายตามองรอบร้าน ก่อนจะเห็นโต๊ะว่างที่อยู่เกือบหลังสุด ใกล้กับโต๊ะที่มีหญิงสาวสวมหมวกปิดหน้ากับสาวใช้นั่งอยู่ จึงมุ่งหน้าไปทางนั้น

เสียงฝีเท้าที่เดินเข้ามานั้นทำเอาหัวใจเพ่ยลู่เสียนเต้นไม่เป็นจังหวะ หรือว่าคนพวกนี้มาตามหานาง แต่นางแน่ใจว่าตอนนางหลบหนีออกมานั้น ไม่มีผู้ใดพบเห็นนางเลย ช่วงจังหวะที่คิดว่าตัวเองจะหนียังไงนั้น คนพวกนั้นก็หันไปนั่งโต๊ะข้างเคียงแทน

เพ่ยลู่เสียนพ่นลมหายใจออกมาอย่างเบาที่สุด แล้วพยายามทำตัวให้สงบนิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแทน แต่เงี่ยหูฟังกลุ่มคนพวกนั้นสนทนา

“คืนนี้พวกเราพักที่นี่ดีไหมขอรับ องครักษ์ชุน” ชุนเยียนมองลูกน้องของตนแล้วปฏิเสธ

“ตอนนี้แคว้นฉางอันกับต้าเหลียงทำสงครามกัน อยู่นานไม่ดีแน่ พวกเราต้องรีบเร่งกลับไปรายงานตัวที่เมืองซ่ง”

ลูกน้องทำสีหน้าเหมือนขัดใจ “ท่านไม่คิดจะโต้ตอบคนของหัวหน้าบ้างเลยหรือขอรับ ที่พวกเราโดนย้ายงานไปอยู่เมืองกันดารอย่างเมืองซ่งนั่นก็เพราะเขา”

สีหน้าชุนเยียนเหมือนไม่รู้สึกอะไร “ก็แล้วอย่างไรเล่า ถึงอย่างไรตอนนี้เขาได้เป็นใหญ่แล้ว ประจวบเหมาะกับที่เมืองฉางอันต้องทำสงคราม ดีไม่ดีเขาอาจจะได้รับตำแหน่งใหญ่โตไปสร้างผลงานก็ได้ พวกเจ้าก็รู้ดี ว่าเมืองต้าเหลียงมีกองกำลังมากกว่าขนาดไหน”

น้ำเสียงนั้นเหมือนยอมรับโทษที่ตัวเองได้รับ แต่แท้จริงแล้วกำลังสะใจกับคนที่ทำให้เขาเป็นแบบนี้ เพราะต้องไปออกหน้าในสนามรบแทน

ลูกน้องในกลุ่มอีกคนก็พูดขึ้น “จริงสิขอรับ เช่นนั้นแล้วข้านึกสภาพของหัวหน้าจางยกดาบขึ้นมาแล้วฆ่าศัตรูไม่ออกเลยจริง ๆ คงติดพุงกลม ๆ นั้นจนยกไม่ขึ้นแน่นอน” พูดจบทุกคนในโต๊ะก็หัวเราะชอบใจกัน

“น้ำชาขอรับ” เสียงเสี่ยวเอ้อร์ทำให้เพ่ยลู่เสียนได้สติ หันมองอาหารบนโต๊ะ แต่สภาพนางตอนนี้ไม่อาจกินดื่มได้สะดวก

“ข้าเปลี่ยนใจแล้ว ยกขึ้นไปกินบนห้องแทน” เสี่ยวเอ้อร์พยักหน้ารับแล้วรีบนำขึ้นไปยังห้องที่จองไว้ก่อนหน้า จังหวะที่ลุกขึ้นนั้นเพ่ยลู่เสียนก็ได้เห็นใบหน้าองครักษ์ชุนชัดขึ้น

ใบหน้านั้นดูองอาจ มุมปากเชิดขึ้นบอกลักษณะว่าเป็นคนถือตัว คิ้วคมเข้มดุจกระบี่ ดวงตาแข็งกร้าวราวพร้อมประหัตประหารคนที่คิดจะเป็นศัตรูตน จมูกโด่งเป็นสัน

เพียงครู่เดียวเท่านั้นที่อีกฝ่ายสบตานาง เพ่ยลู่เสียนรีบหลบตาทันควัน ก่อนจะขยับเดินขึ้นบันไดไป ปล่อยให้องครักษ์ชุนมองตามตาไม่กะพริบ

คนที่นั่งอยู่ด้วยก็หันมองตาม “อย่าบอกว่าท่านรู้จักนาง”

คนถูกถามส่ายหน้า “ข้าไม่ใช่เทพสามตาที่จะเห็นหน้าใต้ผ้าที่ปิดบังได้ เพียงแต่คนที่ไม่ยอมเปิดเผยตัวตนเช่นนี้อาจจะเป็นหญิงงามเมือง หรือไม่ก็โจร” คนมองเปรียบเทียบให้เห็นภาพ

ส่วนคนถูกว่าเป็นโจรก็ชะงักเท้า ก่อนจะปรับสติตัวเองให้ก้าวเดินอย่างมั่นคง คืนนั้นพวกนางนอนได้ค่อนคืนก็ได้ยินเสียงด้านนอกดังขึ้น

จิวฟงเปิดหน้าต่างออกดู ท่ามกลางแสงจันทร์ก็เห็นคนจำนวนมากเดินอยู่ที่ถนนหน้าโรงเตี๊ยม

“มีอะไรรึ”

“คนมาจากไหนไม่ทราบเจ้าค่ะ ให้บ่าวไปสืบให้ไหมเจ้าคะ” เพ่ยลู่เสียนมองไปทางมุมคอกม้า เห็นคนเริ่มเยอะขึ้น และดูวุ่นวาย ก่อนจะหันมองไปยังกลุ่มคนที่จะพยายามเข้ามาในโรงเตี๊ยม ทันใดนั้นเสี่ยวเอ้อร์ก็วิ่งมาเคาะประตู

“ตอนนี้ชาวบ้านแถวชายแดนต่างหลบหนีสงครามอยู่หน้าโรงเตี๊ยมขอรับ ข้าน้อยคิดว่าคุณหนูหนีไปก่อนดีไหมขอรับ หากอยู่นานกว่านี้อาจจะได้รับอันตราย กลุ่มคนพวกนี้มองแล้วเหมือนไม่ได้หวังดีเท่าใด”

คำว่าสงครามไม่ได้ทำให้ใครดีขึ้น มีแต่จะทำให้ผู้คนล้มตาย ลำบากยากแค้นและอดอยากปากแห้ง และแน่นอน นางต้องรีบเดินทาง

เสี่ยวเอ้อร์นำทางไปยังประตูด้านหลังของโรงเตี๊ยม ก่อนจะขึ้นรถม้าแล้วออกจากโรงเตี๊ยมแห่งนั้น โดยไม่ได้สังเกตว่ามีคนกลุ่มหนึ่งกำลังมองรถม้าของตนอยู่

“ตามไป” เสียงทุ้มต่ำสั่งพลางขยับลุกขึ้นเดินไปที่รถม้าคันใหญ่ ด้านในนั้นมีหญิงสาวถูกมัดมือมัดเท้าอยู่ด้วย!!

เสียงล้อบดพื้นถนนกับเสียงฝีเท้าม้าที่ตามมาด้านหลัง ทำให้พ่อบ้านฮุ่ยรีบเร่งบังคับม้าให้เร็วกว่าเดิมเพื่อไปให้ถึงชายแดนแคว้นหนิงอัน

“คุณหนูขอรับ มีคนตามมา”

คำว่าตามมาทำให้เพ่ยลู่เสียนเปิดผ้าม่านออกไปมอง ก็พบว่ามีรถม้าขับตามมาจริง ๆ ฟังจากฝีเท้าแล้ว เหมือนเขากำลังเร่งม้าเช่นเดียวกับพวกนาง

“อาจจะเร่งเดินทางเหมือนเราหรือเปล่า” จิวฟงมองโลกในแง่ดี ต่างกับเพ่ยลู่เสียนที่สัมผัสถึงอันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้น

“เจ้าไม่เห็นหรือ ว่ากลุ่มคนที่โรงเตี๊ยมนั้นล้วนเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง ต้องการหาอาหารและที่พักแรมถึงได้ยึดโรงเตี๊ยมเอาไว้ แต่รถม้าด้านหลังที่ตามเราอยู่นี้กลับไม่รู้จักคำว่าเหน็ดเหนื่อยสักนิด เสียงม้านั่นเหมือนกำลัง...” เพ่ยลู่เสียนเบิกตากว้างเมื่อคิดได้

“พ่อบ้านฮุ่ย ท่านรีบเร่งม้าเร็วขึ้นอีกหน่อย” น้ำเสียงร้อนใจนั้นทำให้พ่อบ้านรู้ว่าตัวเองชักช้าไม่ได้เสียแล้ว จึงขยับบังเหียนเร่งเจ้าม้าตัวใหญ่ขึ้นไปอีก

แต่ม้าที่เพิ่งได้พักหายใจไม่ทันหายเหนื่อยยิ่งวิ่งก็ยิ่งหมดแรง จนกระทั่งรถม้าด้านหลังตามมาทัน เมื่อพวกนางพยายามหลบหนี พวกมันก็ยกธนูขึ้นยิงม้า

ฮี้!!

ม้าร้องตกใจพร้อมกับยกเท้าหน้าขึ้นฟ้า มันตกใจจนวิ่งเตลิดออกจากเส้นทาง เพ่ยลู่เสียนที่อยู่ในรถม้ากับจิวฟงตัวโยกไปมาจนหัวโขกผนังรถหลายรอบ ต่างร้องเสียงดังด้วยความตกใจ จนกระทั่งม้าตัวใหญ่สะบัดบังเหียนและรถที่ลากมาหลุดแล้วหนีเข้าป่าไป ทิ้งให้พวกนางเผชิญชะตากรรมอยู่ในรถม้า นั่นทำให้เพ่ยลู่เสียนรีบคว้าดาบที่ติดมาถือเอาไว้ในมือ

จิวฟงรีบหลบด้านหลัง เพราะตัวเองไม่มีฝีมือดาบยิงธนูเหมือนกับคุณหนู เมื่อผ้าม่านเปิดออก เพ่ยลู่เสียนก็พุ่งดาบออกไปหมายปักที่กลางอกของผู้ร้าย

แต่บุรุษผู้นั้นดูเหมือนรู้จังหวะ ร่างนั้นรีบหลบ แล้วจับข้อมือนางแน่น ก่อนจะกระชากนางตกลงมาที่พื้นด้านล่าง ทำให้หมวกโต่วลี่ที่สวมอยู่หลุดออกมา จิวฟงที่อยู่ด้วยก็ถูกลากลงมาเช่นกัน เมื่อถึงพื้นก็รีบวิ่งมาตามปกป้องนายสาว สองมือยกขึ้นอ้อนวอนพวกนั้น

“ละเว้นคุณหนูด้วย อย่าทำอะไรคุณหนูเลยเจ้าค่ะ”

“ฮึ ได้ของดีเสียด้วย สวยทั้งนายทั้งบ่าว แบบนี้ต้องขายได้ราคาดีแน่” คนที่ดูมีอำนาจมากสุดยกมือขึ้นลูบปากอย่างหื่นกระหาย ก่อนจะเดินเข้ามาที่พวกนาง

จังหวะนั้นพ่อบ้านฮุ่ยก็หยิบไม้ขึ้นมาหมายฟาดหัว แต่พวกมันด้านหลังก็คว้าเอาไว้ได้ ก่อนใช้ดาบแทงสวน

“พ่อบ้านฮุ่ย!!” เสียงพวกนางร้องเรียกชื่ออีกฝ่าย ดวงตาเบิกกว้างเมื่อเห็นเลือดแดงฉาน

“คุณหนูรีบหนีไป” สิ้นคำก็กระอักเลือดออกมาแล้วล้มลงพื้น เลือดไหลนองเต็มพื้นนั้นเป็นภาพที่เพ่ยลู่เสียนไม่อาจลืมได้

คนที่ดูเป็นหัวหน้านั้นก็ขยับเดินเข้ามาหาพวกนางอีก จิวฟงรีบพยุงเพ่ยลู่เสียนขึ้นมาจะหนี แต่พอหันหลังพวกมันก็ล้อมไว้หมดแล้ว

“หนีไปไหนไม่พ้นหรอก ไปกับพวกข้าเสียดี ๆ” จบคำมันก็ก้าวเข้ามาอีก แต่จิวฟงกลับเอาตัวเองบังเอาไว้ จนมันคว้าข้อมือจิวฟงเอาไว้

“อยากหาเรื่องใช่ไหม ได้ ข้ากำลังหิวพอดี” เสียงกระเหี้ยนกระหือรือนั้นดังพร้อมกับเสียงขอร้องของเพ่ยลู่เสียน เมื่อเห็นจิวฟงถูกพวกนั้นโยนลงพื้นหญ้าข้างทาง จากนั้นก็ฉีกเสื้อผ้าสาวใช้ผู้ภักดีออก

“จับนางสิพวกโง่ อย่าทำให้สินค้าข้าเสียหายล่ะ” เพราะเพ่ยลู่เสียนงดงามกว่า มันจึงเลือกที่จะทำลายจิวฟง

“ปล่อยนาง อย่าทำอะไรนางเลย”

โจรชั่วพวกนั้นยกมือขึ้นบีบปากจิวฟง “หากไม่อยากให้นายเจ้าถูกกระทำเช่นเดียวกัน ก็ร่วมมือกับข้าเสีย”

จิวฟงร้องไห้ เสียงสะอื้นดังออกมา ก่อนจะลดเสียงลงเมื่อได้ยินคำขู่ ตั้งแต่เด็กจนโตนางล้วนได้รับการดูแลจากคุณหนูมาตลอด วันนี้นางถือว่าได้ตอบแทนแล้ว

“พวกเจ้าต้องสัญญาว่าจะไม่ทำร้ายคุณหนูของข้า”

มุมปากโจรกระตุกยิ้มเหี้ยมแล้วพูดออกมา “แน่นอน ข้าจะเลือกหอคณิกาที่ดังที่สุดให้เอง” โจรก็คือโจร ย่อมไม่มีสัจจะ เสียงจิวฟงร้องดังออกมา

เช่นเดียวกับเพ่ยลู่เสียนที่กรีดร้องทั้งที่ปากถูกปิดสนิท น้ำตาอาบแก้ม ดวงตาเคียดแค้นอย่างที่สุด นางถูกโยนเข้าไปในรถม้าคันนั้น ก่อนพบว่าด้านในมีหญิงที่ถูกจับตัวมาอีกหลายคน

ได้ยินเสียงจิวฟงร้องอย่างทรมาน นางก็ทรมานแทบขาดใจเช่นกัน จนกระทั่งเสียงนั้นเงียบหายไปรถม้าก็ขยับตาม เพ่ยลู่เสียนพยายามขยับมองไปนอกรถม้า แต่ไม่สามารถทำได้ ได้ยินเสียงโจรเหี้ยมนั่นพูดขึ้น

“น่าเบื่อนัก สตรีอะไรบอบบางเช่นนี้ ข้าโยกไม่กี่ครั้งก็ตายตาเหลือกแล้ว เสียของจริง ๆ”

จิวฟงตายแล้ว!! ตายเพราะปกป้องนาง รวมทั้งพ่อบ้านฮุ่ยด้วย ไม่สิ ครอบครัวที่นางรักทั้งหมดล้วนต้องมาตายเพราะคนที่ชื่อว่า

“เกาฟงเสิน”

ชาตินี้หากข้าไม่ตาย ท่านก็อย่าหวังว่าจะได้อยู่อย่างสงบ!!

ตอน 3

“หน้าตาไม่เลว เอาไปขังที่เรือนตะวันตก”

เสียงเข้มดุดันดังอยู่ด้านนอก เพ่ยลู่เสียนที่อยู่กลางห้องพยายามทำตัวให้เงียบที่สุด

“เข้าไป!”

คำสั่งแข็งกร้าวมาพร้อมกับแรงเหวี่ยง ทำให้ร่างบอบบางของสตรีคนนั้นซวนเซล้มลงไปเบื้องหน้า ดวงตากลมปิดแน่นทั้งที่ถูกผ้าสีหม่นปิดเอาไว้ คนถูกกระแทกลงพื้นสัมผัสกับความนุ่มนิ่มที่ไม่ต้องใช้สายตามองก็รับรู้ได้ว่าเป็นเรือนร่างด้านหน้าของสตรีในช่วงโตเต็มวัย

“เป็นอะไรหรือไม่”

เสียงอ่อนโยนของเจ้าของอกอวบนุ่มเอ่ยถาม หญิงสาวที่ดูหวาดผวานั้นก็น้ำตาไหลลงอาบแก้มอีกครั้ง

“ซีหว่าน รีบแก้มัดให้นางก่อน”

เสียงสตรีที่ดังขึ้นอีกครั้งทางด้านขวาทำให้คนมาใหม่คาดเดาได้ว่า เวลานี้รอบตัวนางมิได้มีแค่นางกับเจ้าของอกนุ่มเพียงสองคนเท่านั้น และยามเมื่อผ้าสีหม่นถูกแกะออก หัวใจของคนมาใหม่ก็รู้สึกคลายกังวลลงมาได้หนึ่งส่วน เมื่อพบว่าในเรือนตะวันตกหลังนี้มีผู้อื่นอยู่ด้วยจริง ๆ

“เจ้าชื่ออะไร ทำไมจึงถูกจับตัวมา แล้วจดจำสิ่งใดได้บ้าง”

สตรีอีกคนหนึ่งรูปร่างสูงเพรียวยืนอยู่หน้าประตูเรือนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ทว่าในแววตากลับมีแรงกดดันคาดคั้นบางอย่าง ราวกับนางเป็นเจ้าหน้าที่จากกรมอาญาที่กำลังไต่สวนพยาน เจียงหว่านหนิงมอง ทำให้เด็กสาวที่มาใหม่ตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว ขยับตัวไปหลบด้านหลังมู่ซีหว่านทันที

“หว่านหนิง เจ้ากำลังทำให้นางกลัว”

“ข้าเพียงอยากรวบรวมข้อมูลเพื่อจะได้ใช้วางแผนหลบหนีเท่านั้น ขออภัยด้วยหากทำให้เจ้าตกใจ” เพ่ยลู่เสียนเอ่ยขึ้นมาเพื่อให้อีกฝ่ายคลายกังวล ก่อนจะเห็นแววตาวาววับเปล่งประกายอย่างมีความหวัง

“ข้าชื่อ อู๋สือซว่าน ข้าจำได้เพียงว่าชายที่จับตัวข้ามามีรอยสักรูปอินทรีที่อกขวา”

อู๋สือซว่านตอบไม่เต็มเสียงนัก เพราะเจ็ดวันมานี้นางถูกปิดตาเอาไว้ตลอด แม้มีดวงตาที่แจ่มแจ้งก็คล้ายมืดมนราวกับเป็นคนตาบอดผู้หนึ่ง ไม่อาจสังเกตสิ่งใดได้เลย

“เช่นนั้นก่อนหน้านี้เจ้าอยู่ที่ไหน เดินทางมาจากทิศใด ใช้เวลากี่วัน มาถึงที่นี่ด้วยวิธีไหน” เพ่ยลู่เสียนพยายามค้นหาว่าสถานที่ที่ตนถูกจับอยู่ที่ใด ก่อนสำรวจอู๋สือซว่านที่ดูคลายความกังวลขึ้นกว่าเดิมแล้วเล่าต่อ

“ก่อนหน้านี้ข้าอยู่ที่ค่ายตงหยาง เดินทางด้วยเท้าเจ็ดวันจึงมาถึงที่นี่เจ้าค่ะ แต่ทิศทางใดนั้นข้ามองไม่เห็น”

น้ำเสียงอู๋สือซว่านแผ่วเบาลงเมื่อไม่สามารถตอบคำถามของอีกฝ่ายได้ครบทุกประโยค

มู่ซีหว่านเห็นท่าทางของเด็กสาวก็รู้สึกเอ็นดูและเห็นใจ จึงกระชับมือเล็ก แล้วตบที่หลังมือของนางเบา ๆ

“ไม่ต้องกังวลไป พี่ลู่เสียนเพียงถามดูเพื่อจะได้หาตำแหน่งที่ตั้งของพวกเราเท่านั้น”

เพ่ยลู่เสียนขีดบางสิ่งลงบนพื้นดินกลางเรือน คิ้วเรียวของนางขมวดมุ่นอย่างใช้ความคิด ก่อนจะเงยหน้าเอ่ยบอก

“ชานเมืองอันฉิน”

อู๋สือซว่าน และสตรีอีกสามนางเดินมารวมตัวกันที่กลางเรือน มองรอยที่เพ่ยลู่เสียนขีดเขียนลงบนพื้นดินด้วยความสนใจ

“พี่ลู่เสียน ท่านเก่งขนาดนี้ สนใจร่วมลงทุนวาดแผนผังเมืองขายกับข้าหรือไม่”

“หลี่เฟิ่งเซียน เจ้าหยุดคิดเรื่องเงินก่อนได้หรือไม่”

มู่ซีหว่านเอ่ยพลางตีไปบนไหล่ของสหาย อู๋สือซว่านมองความสนิทสนมของพวกนางแล้วเผลอยิ้มกว้าง ลืมความทุกข์ใจไปชั่วคราว

“เท่าที่ข้าแอบฟังมา อีกสามวันพวกมันจะขายเราเข้าหอนางโลม พี่ลู่เสียน ท่านวางแผนหลบหนีไว้อย่างไร”

เจียงหว่านหนิงมีความสามารถในเรื่องวรยุทธ แม้ตอนนี้จะเกิดเรื่องให้นางไม่อาจใช้วรยุทธได้ดังเดิม แต่เรื่องความสามารถในการลอบฟังผู้อื่นยังคงใช้ได้ดีเช่นยามปกติ

“หากข้าคาดเดาไม่ผิด คนพวกนี้คงขายเราให้กับหอวารีแคว้นต้าโจว เพราะเป็นเขตที่ใกล้เมืองอันฉินที่สุด เส้นทางจากเมืองอันฉินไปยังแคว้นต้าโจวเป็นภูเขา ไม่อาจใช้รถม้า และไม่มีแม่น้ำไหลผ่าน ต้องเดินเท้าเท่านั้น มีเพียงโอกาสนี้ที่พวกเราจะหลบหนีได้” เพ่ยลู่เสียนพูดสิ่งที่ตัวเองคิดอยู่

“เช่นนั้นข้าจะรั้งท้ายสกัดพวกมันเอาไว้เอง พวกท่านเร่งหนีให้เร็วที่สุดก็พอ”

เจียงหว่านหนิงเอ่ยอาสาด้วยท่าทางจริงจังหนักแน่น กลับเป็นมู่ซีหว่านที่กังวลแทน

“หว่านหนิง ตอนนี้ร่างกายของเจ้าไม่อาจใช้วรยุทธได้ มิเช่นนั้น...”

“ข้ามีสหายเป็นหมอเทวดา ยังจะต้องกังวลเรื่องใดอีก”

เพ่ยลู่เสียนหันมองรอบกาย อู๋สือซว่านที่มาใหม่นั้นก็ดูบอบบางไม่ได้ความ เจียงหว่านหนิงแม้ไม่เคยเห็นนางต่อสู้ แต่ฟังจากประโยคที่ไร้ความกังวลแม้ต้องเผชิญกับศัตรูไม่ทราบจำนวน ก็คาดเดาได้ว่าอีกฝ่ายต้องมีฝีมือไม่ธรรมดา มู่ซีหว่านนอกจากรูปร่างที่โดดเด่นแล้ว ฟังจากคำพูดของเจียงหว่านหนิงและอู๋สือซว่าน ก็มั่นใจว่านางย่อมมีฝีมือการแพทย์ไม่ธรรมดา ส่วนหลี่เฟิ่งเซียน แม้ยามนี้นางไม่แสดงความสามารถที่โดดเด่น แต่ท่าทางไร้ความกังวลแม้ตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากและอันตราย ก็ชี้ชัดว่านางเป็นสตรีที่ไม่อาจดูแคลนผู้หนึ่ง ดูแล้วคงมีแต่อู๋สือซว่านที่ดูจะไร้ประโยชน์ และเป็นภาระของผู้อื่น

“ซีหว่าน เจ้าสนใจร่วมเปิดโรงหมอกับข้าหรือไม่”

เพ่ยลู่เสียนกลอกตามองบนเมื่อได้ยินหลี่เฟิ่งเซียนเอ่ย ในสถานการณ์เช่นนี้อีกฝ่ายยังคิดถึงเรื่องเงินทองอีก

“เฟิ่งเซียนถ้าต้องแลกเงินกับชีวิตเจ้าจะเลือกอันไหน”

“แน่นอน ข้าเลือกเงินก่อนจะเลือกชีวิตต่อ ถึงอย่างไรข้าก็ไม่ขาดทุนแน่นอน”

เพ่ยลู่เสียนได้ยินแล้วก็คิดว่าตอนนี้นางอยู่ที่ไหนกันแน่ สวรรค์แกล้งนางใช่ไหม ถึงได้มาเจอคนพวกนี้

สามวันต่อมาเหล่าพ่อค้าทาสก็เปิดประตูเรือนตะวันตกแล้วเข้ามาจับพวกนางมัดมืออีกครั้ง ก่อนจะใช้เชือกเส้นยาวร้อยรัดมัดโยงพวกนางต่อกันเป็นแถวตอนเดียว

“เดินตามมาดี ๆ อย่าได้คิดตุกติก ไม่เช่นนั้นกระบี่ในมือข้าอาจจะพลาดไปถูกคอพวกเจ้าได้”

เพ่ยลู่เสียนที่อยู่ด้านหลังสุดมองไปด้านหน้าก็เห็นอู๋สือซว่านออกอาการสั่นเทาน้อย ๆ ด้วยความตื่นกลัว มู่ซีหว่านรับรู้ได้ถึงความหวาดหวั่นของเด็กสาว ร่างเล็กพลันขยับก้าวมาบดบังนางจากสายตาเหล่าชายฉกรรจ์ทั้งแปดคน พร้อมกับกระซิบเสียงเบา

"มีพี่สาวคนนี้อยู่ ไม่ต้องกังวล"

อู๋สือซว่านได้ยินคำมั่นของมู่ซีหว่านก็พยักหน้ารับอยู่บนแผ่นหลังบาง

จากนั้นเพ่ยลู่เสี่ยนก็หันมองรอบด้านเพื่อสังเกตว่ามีอะไรที่พอจะหลบหนีได้บ้าง

“รีบพาพวกนางออกมารวมกับพวกด้านหน้า”

ชายชุดดำที่โพกหน้าไว้เอ่ยเสียงกร้าวทรงอำนาจมาจากหน้าเรือน มันคือคนที่ทำร้ายจิวฟงและพ่อบ้านฮุ่ย ยิ่งเห็นนางก็ยิ่งกำมือแน่นด้วยความแค้นใจ มองคนแปดคนทำท่าทางนอบน้อมก็นึกอยากชิงดาบมาฆ่าปักหัวใจพวกมันเสียตอนนี้

“ขอรับ”

หลังจากที่ถูกพามารวมที่ด้านหน้า เพ่ยลู่เสียนมองหญิงสาวที่กองอยู่เต็มลาน นับจำนวนแล้วมีไม่ต่ำกว่าสามสิบคน คนพวกนี้เหิมเกริมมากไปแล้ว

“พวกเรือนตะวันตกพาไปส่งที่หอวารีแคว้นต้าโจว เรือนตะวันออกส่งไปหอสราญรมย์ เรือนหลังนั่นส่งไปที่โรงบำเรอทาส”

แม้ว่าตัวนางจะไม่เคยมาแคว้นหนิงอัน แต่ก็พอจะทราบว่าหอวารีแคว้นต้าโจวเป็นหอคณิกาอันดับหนึ่งของต้าโจว เลื่องลือขึ้นชื่อเรื่องหญิงงาม เป็นที่ที่บุรุษจากชนชั้นสูงนิยมมาหาความสำราญ ส่วนหอสราญรมย์เป็นหอคณิกาสามัญ ในขณะที่โรงบำเรอทาสคือหอนางโลมชั้นต่ำ รองรับลูกค้าที่มีรสนิยมดิบเถื่อน

ระหว่างที่นางคิดหาทางหนีนั้นก็เห็นอู๋สือซว่านร้องไห้ออกมา หยาดน้ำใสไหลลงอาบแก้ม เม้มปากสะอื้นเบา ๆ ก็ยิ่งนึกถึงสาวใช้ของนาง และแค้นใจพวกพ่อค้าทาสพวกนั้นขึ้นไปอีก

"ดูแล้วสิ่งที่พี่ลู่เสียนคาดเดาคงไม่ผิดนัก เจ้าไม่ต้องกลัวไป"

คำพูดของมู่ซีหว่านทำให้อู๋สือซว่านคลายความกังวลใจลงเล็กน้อย นางเลื่อนสายตามองหญิงสาวทั้งสี่ด้วยความซาบซึ้งใจ ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือ

“พี่ซีหว่าน แต่ข้ากลัว...”

มู่ซีหว่านหันไปมองหญิงสาวด้วยความห่วงใย อย่างไรนางก็เป็นหญิงสาววัยสิบห้าปี ตลอดชีวิตคงมิเคยพบพานเรื่องเลวร้าย จะตื่นกลัวเช่นนี้ก็ไม่แปลกนัก

“ไม่ต้องกลัว พี่ลู่เสียนไม่เคยคาดการณ์สิ่งใดพลาด”

อู๋สือซว่านพยักหน้ารับ สองเท้าก้าวเดินตามแผ่นหลังของมู่ซีหว่านไม่ห่าง จนกระทั่งตะวันเคลื่อนย้ายมาตรงกลางศีรษะ ชายฉกรรจ์ที่นำทางมาทั้งหกคนก็หยุดเท้าให้พวกนางหยุดพัก

“พี่รอง...จะว่าไปแล้วพวกนางก็งดงามกันไม่น้อย ตอนนี้นายใหญ่ไม่อยู่ ข้าว่าพวกเราหาเรื่องสนุกทำกันดีหรือไม่”

ชายคนหนึ่งเอ่ยเสียงหื่นกาม สายตาเต็มไปด้วยไฟปรารถนาจ้องมองหญิงสาวทั้งห้า

“นั่นสิพี่รอง ท่านเองก็พอใจเด็กสาวผู้นั้นมิใช่หรือ อย่างไรพวกนางก็ต้องไปเป็นหญิงนางโลมที่หอวารี พวกเราเล่นสนุกกับพวกนางคนละรอบสองรอบคงไม่เสียหายอะไร”

เมื่อถูกบรรดาสหายชั่วยั่วยุ ผู้ที่ถูกเรียกขานว่าพี่รองก็เริ่มไขว้เขว ยิ่งได้เห็นท่าทางตื่นกลัวของเด็กสาวผู้นั้น ในใจของเขาก็ฮึกเหิมเร่าร้อน หากได้ครอบครองนางสักครั้งสองครั้งคงสุขสมไม่น้อย

“เช่นนั้นพวกเจ้าก็เบามือหน่อย และอย่าได้ทิ้งร่องรอยชัดเจนจนเกินไป”

เมื่อได้รับอนุญาตจากผู้มีอำนาจที่สุด เหล่าชายฉกรรจ์ทั้งหกก็พุ่งตรงไปหาหญิงงามทั้งห้า ทว่าในจังหวะที่ชายคนแรกถึงตัวเจียงหว่านหนิง เชือกที่ข้อมือนางก็หลุดออกเศษถ้วยแตกที่ซ่อนเอาไว้ในปลอกแขน แล้วปาดเข้าที่ลำคอของชายตรงหน้าทันที

“สารเลว ต่ำช้า! บุรุษเช่นพวกเจ้าสมควรตายให้หมด”

ทันทีที่ร่างของบุรุษคนแรกล้มลง คนที่เหลือก็ถอยไปตั้งหลัก ชักกระบี่ขึ้นมาทันที

"สตรีแพศยา เจ้ากล้าลงมือกับอาฉาย ข้าจะไม่ให้เจ้าได้ตายดี"

เจียงหว่านหนิงยกมุมปากขึ้นเย้ยหยันกับคำข่มขู่ที่ได้ยิน เท้าเล็กสะกิดกระบี่บนเอวของร่างชายไร้ลมหายใจขึ้นมาถือ แล้วขยับเท้าเข้าหา ยามที่นางพลิกฝ่ามือคราหนึ่ง ลมหายใจของบุรุษชั่วก็ดับลงไปอีกหนึ่งคน

ในขณะที่เจียงหว่านหนิงก้าวเท้าสังหารพ่อค้าทาสต่ำช้า หลี่เฟิ่งเซียนก็รีบทรุดตัวลงนั่ง วางมือบนร่างที่ไร้ลมหายใจ เร่งสอดส่ายมือควานหาถุงเงินของอีกฝ่าย ยามที่จับได้ถุงเงินใบโตดวงตาของนางก็เปล่งประกาย หากแต่ในจังหวะที่นางกำลังจะปลดถุงเงินสีดำบนเอวหนา แขนเล็กก็ถูกดึงรั้งจนถุงเงินใบโตหลุดมือ

"พี่ลู่เสียน ถุงเงินของข้า"

“รักษาชีวิตของเจ้าก่อนดีหรือไม่”

เป็นเพ่ยลู่เสียนที่เอ่ยตำหนิเสียงดัง พร้อมกับออกแรงฉุดดึง

หลี่เฟิ่งเซียนได้แต่มองถุงเงินด้วยสายตาอาลัย หากแต่ก็จำใจต้องทอดทิ้งลาภก้อนใหญ่ของตนไป

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED