ห้าหมื่น
เจ็ดหมื่น
เก้าหมื่น
แสนสอง
แสนห้า
หนึ่งล้าน!!
จำนวนเงินที่ได้ยินทำเอาคนทั้งห้องถึงกับเงียบสนิท นั่นเพราะไม่คิดว่าการขายผู้หญิงคนหนึ่งในค่ำคืนนี้ จะนำมาซึ่งเงินถึงหนึ่งล้านบาท นั่นเพราะที่ผ่านๆ มายอดเงินในการขายก็ไม่เคยเกินสองแสน
ผู้ชายกลัดมันทั้งหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ ต่างหันไปมองเจ้าของเงิน ที่เวลานี้นั่งไขว่ห้างพร้อมกับจิบวิสกี้รสเลิศไปด้วย ดูท่าทางเขาจะไม่ใช่คนธรรมดา นั่นเพราะข้างตัวล้วนแต่มีบอดีการ์ดร่างยักษ์สองคนคอยประกบ
“มีใครให้มากกว่านี้ไหมครับ หนึ่งล้านครั้งที่หนึ่ง” เสียงของชายที่ค่ำคืนนี้รับหน้าที่เป็นพิธีกรเอ่ยขึ้น เขาเก็บซ่อนความตื่นเต้นไว้แทบไม่อยู่ นั่นเพราะนี่คือประวัติศาสตร์การซื้อขายที่แพงที่สุดเท่าที่เคยมีมาก็ว่าได้
เวลานี้คู่แข่งรายแรกๆ ที่เปิดการขายด้วยเงินหลักหมื่นถึงกับพากันถอยไปตั้งหลัก นั่นเพราะแม้จะถูกอกถูกใจสาวสวยที่เวลานี้ยืนใส่ชุดบิกินี่โชว์สัดส่วนอยู่บนเวทีมากขนาดไหน แต่เงินมันก็ไม่หนาพอที่จะพาเธอนั้นขึ้นเตียงเพื่อทะลวงจิ้นได้ หลักหมื่นถอยส่วนหลักแสนนั้นลังเลจะไปต่อหรือพอแค่นี้เช่นกัน
“หนึ่งล้านครั้งที่สอง”
“หนึ่งล้านห้า” จู่ๆ ก็มีเสียงของชายคนหนึ่งดังสวนขึ้น เขาคือเจ้าพ่อคาสิโนที่นานๆ จะปรากฏตัวที่นี่สักครั้ง แต่ทุกครั้งที่มาเขามักจะได้ของดีสมราคากลับไปบำเรอกามเสมอๆ ถึงชายหนุ่มก็หมายตาหญิงสาวบนเวทีไว้แล้วเช่นเดียวกัน เธอดูหวาดกลัวจนเขาอยากจะปลอบให้หายตื่นตระหนกนัก
“หนึ่งล้านห้าแสนครั้งที่หนึ่ง มีใครให้มากกว่านี้ไหมครับ เพราะหญิงสาวในค่ำคืนนี้ของเรานั้นทั้งสวย ทั้งสด รับประกันว่าท่านได้ของดีแน่” พิธีกรของงานยังคงเชื้อเชิญด้วยถ้อยคำตรงไปตรงมา เหล่าผู้ชายนั้นต่างชื่นชอบแต่หญิงสาวบนเวทีกลับไม่รู้สึกเช่นนั้น
แม้ราคาค่าตัวของเธอจะหลักล้าน แต่เวลานี้เธอกลับคิดว่าตัวเองนั้นไร้ค่าไร้ราคา เธอร่ำร้องอยู่ในอกจนร่างบอบบางสั่นเทา ท่าทางนั้นทำให้เจ้าของเงินหนึ่งล้านที่กำลังเพ่งสายตามองอยู่สนใจใคร่รู้ว่านั่นคือของจริงหรือแค่การแสดงละครเรียกค่าตัว
อาจเพราะแสงไฟในคลับมันสลัวเกินกว่าจะมองสินค้าคุณภาพเยี่ยมได้เต็มๆ ตา บวกกับต้องการปั่นราคาค่าตัวให้ได้มากกว่านี้ เนื่องจากลูกค้าสองคนสุดท้ายนั้นต่างกระเป๋าหนัก พิธีกรของงานจึงส่งสัญญาณให้พนักงานเปิดสปอร์ตไลท์ข้างเวทีขึ้น
ทันทีที่แสงสปอร์ตไลท์สาดมาบนตัวสินค้าก็สร้างความฮือฮาให้ทุกคนที่อยู่ในห้องได้ทันที นั่นเพราะรูปร่างอัน อรชรที่ปกปิดไว้ด้วยบิกินี่แค่สองชิ้น มันกระตุ้นอารมณ์ได้ดีที่เดียว หน้าอกคู่สวยที่อวบอูมดันตัวภายใต้ผ้าชิ้นบางชวนให้อึดอัด ไหนจะเอวคอดกิ่วรับกับสะโพกผายนั่นอีก ขาก็เรียวสวยพอๆ กับใบหน้าที่จิ้มลิ้มลงตัว แบบนี้สิถึงคุ้มราคาให้สู้ต่อ
“ล้านเจ็ดแสน” ชายคนที่สามลุกขึ้นสู้บ้าง แต่รูปร่างนั้นช่างอวบอ้วนขี้เหร่จนหญิงสาวบนเวทีหวาดกลัว
“หนึ่งล้านเจ็ดแสนครั้งที่หนึ่งครับ”
“สองล้าน” เจ้าพ่อคาสิโนเสนอจำนวนเงินอีกครั้ง โดยมั่นใจว่าคราวนี้ไม่มีใครกล้าสู้แน่นอน
ม่านมุกคือหญิงสาวที่ยืนตัวลีบอยู่บนเวทีในขณะนี้ เธอแทบไม่กล้าสบตาผู้ชายคนไหนเลย แม้จะมองไปตรงหน้าแต่ก็เลือกที่จะไม่โฟกัสภาพ แต่หารู้ไม่ว่าเวลานั้นมีใครบางคนกำลังมองเธออยู่ เขาคือชายที่เสนอเงินล้านเพื่อซื้อเธอเป็นคนแรก ภาพของเธอมุมนี้ แววตาแบบนี้ ใบหน้าแบบนี้ทำไมถึงได้เหมือนเธอคนนั้น ราวกับภาพสองภาพถูกนำมาซ้อนกัน
“สองล้านครั้งที่หนึ่ง สองล้านครั้งที่สอง มีใครให้มากกว่านี้ไหมครับ สองล้านครั้งที่สะ...” ยังไม่ทันที่พิธีกรจะเอ่ยคำว่าสาม ยอดเงินห้าล้านก็ถูกเสนอขึ้นโดยชายที่ยังคงนั่งดื่มวิสกี้เหมือนครั้งแรก
“ห้าล้าน”
“ห้าล้านครั้งที่หนึ่ง ห้าล้านครั้งที่สอง ห้าล้านครั้งที่สาม ขายครับ ขายที่ห้าล้านบาท” การขายสิ้นสุดลงในเวลาอันรวดเร็ว นั่นเพราะกลัวลูกค้าใจป้ำจะเปลี่ยนใจยกเลิก เพราะไม่อย่างนั้นกำไรที่ลอยมาตรงหน้าคงหายวับไปกับตาเป็นแน่แท้
เจ้าพ่อคาสิโนดูจะเสียดายที่พลาดไม่ได้สินค้าชิ้นงามมาครอง แต่ก็ต้องถือกติกาเป็นสำคัญ เอาไว้แก้ตัวครั้งต่อไป ส่วนชายอวบอ้วนนั้นถอดใจไปนานแล้ว
“ยินดีกับคุณ...” พิธีกรส่งสัญญาณจะถามชื่อผู้ชนะเพื่อจะได้ประกาศถูก แต่ลูกน้องหน้าโหดของชายเจ้าของเงินห้าล้านกลับส่งสัญญาณมือว่าไม่จำเป็น นั่นทำให้พิธีกรของงานต้องรีบเปลี่ยนประโยคทันที
“ยินดีกับผู้ชนะในค่ำคืนนี้ของเราด้วยครับ แต่ท่านอื่นที่พลาดก็ไม่ต้องเสียใจ ที่นี่มีของดี ของเด็ดมาให้ท่านได้เลือกซื้ออีกแน่นอน แล้วพบกันใหม่ในอีกหนึ่งชั่วโมงข้างหน้าครับ” เอ่ยจบพิธีกรก็หมุนตัวกลับเข้าไปหลังเวทีด้วยใจที่เริงร่าและคำว่าห้าล้าน ห้าล้านในหัว
แสงจากสปอร์ตไลท์ถูกปิดไปแล้ว แต่ม่านมุกก็ยังต้องยืนอยู่กับที่ กระทั่งม่านหน้าเวทีถูกปิดลง ร่างเล็กๆ ที่ยืนอยู่บนเวทีแค่ไม่กี่นาทีก็ถึงกับอ่อนจนต้องทรุดลงไปนั่งกับพื้น พร้อมกับคว้าเสื้อคลุมขึ้นมาคลุมตัวเองไว้ทันที เสียงอื้ออึงยังคงดังขึ้นภายในคลับซึ่งส่วนใหญ่แล้วล้วนแต่เป็นเสียงของผู้ชาย กลิ่นบุหรี่คละคลุ้งไปทั่วจนเธอนั้นแทบจะหายใจไม่ออก
แม้ที่นี่จะดูหรูหราแต่มันคือสถานที่อโคจรของจริง ม่านมุกก้มมองตัวเองแล้วก็จุกอยู่ในอก นั่นเพราะไม่คิดไม่ฝันว่าชีวิตนี้จะทำอะไรแบบนี้ลงไปได้ แต่ในเมื่อทำแล้วเธอก็ต้องยอมรับผลที่จะตามมา เมื่อครู่นี้เธอคือสินค้าที่ถูกขายไปแล้ว ยามที่ถูกสายตาจากผู้ชายคนนั้นคนนี้จ้องมองความรู้สึกที่เกิดขึ้นราวกับเข็มนับล้านๆ เข็มทิ่มแทงบนตัวเธอ
จะมียกเว้นก็เพียงจากผู้ชายคนนั้นคนที่ซื้อเธอด้วยเงินห้าล้านนั่น เขามองเธอด้วยแววตาอันเฉยชา หวังว่าหลังจากนี้เธอกับเขาจะตกลงอะไรกันได้
ร่างบอบบางค่อยๆ ก้าวลงจากเวทีด้วยขาที่สั่นเทา แต่ทันทีที่กลับเข้าหลังม่านได้ ก็เจอกับสายตาหยามเหยียดจากบรรดาผู้หญิงที่กำลังรอขึ้นประมูลเป็นคนถัดไป
“ผู้หญิงเหลือเดนแท้ๆ ทำไมถึงได้เงินมากมายขนาดนั้น” เสียงๆ หนึ่งแว่วเข้าหูให้ได้ยินอย่างจงใจ มันเสียดแทงความรู้สึกของคนฟังจนแทบจะกลั้นใจตายเสียตรงนี้
“นั่นสิ โสเภณีเด็กน้อยนั่นมีดีอะไร ถึงขายได้ราคา คิดแล้วเจ็บใจ”
“ผู้ชายคนนั้นก็หล่อมาก ดูท่าจะรวยไม่น้อยด้วย ถ้าฉันถูกเขาประมูลบ้าง จะจับไม่ปล่อยเลย”
“ใช่” เสียงเออออขานรับกันอย่างถูกคอ ตามมาด้วยเสียงหัวเราะที่ยังคงแฝงความดูแคลน แม้ว่าพวกเธอจะทำงานเช่นเดียวกับม่านมุก แต่กลับคิดว่าตัวเองนั้นเลิศเลอกว่าใคร
ม่านมุกยืนตั้งสติพร้อมกับสูดอากาศเข้าปอดลึกๆ แล้วเดินตรงไปขอส่วนแบ่งที่เธอควรจะได้อย่างไม่รีรอ ซึ่งคนที่พาเธอมาที่นี่ก็ไม่ใช่ใครอื่น โมเดลลิ่งที่เธอเซ็นสัญญาด้วย โมเดลลิ่งที่หลอกพาเธอไปถ่ายแบบชุดชั้นในเพื่อแลกเงินแค่ไม่กี่หมื่น แต่ผลของการกระทำครั้งนั้น ทำให้เธอถูกตราหน้าว่าเป็นแค่...
ผู้หญิงไร้ค่า
ผู้หญิงไร้ยางอาย
ผู้หญิงใจแตก
ผู้หญิงที่ซื้อได้ด้วยเงิน และอีกมากมายคำกล่าวหา ยังไม่รวมถึงผู้ชายบางจำพวกที่จ้องแต่จะแทะโลมหรือไม่ก็
หวังซื้อเธอเพื่อไปขึ้นเตียง ประโยคที่ม่านมุกเจอบ่อยๆ คือ ‘เท่าไหร่ สดได้ไหม ประตูหลังได้หรือเปล่า’
แฟนที่คบหากันมาสองปีก็บอกเลิก เพื่อนสนิทที่คบหากันมาตั้งแต่สมัยเรียนก็ตีจาก ม่านมุกบอกตัวเองว่าห้ามผิดซ้ำสอง แต่สุดท้ายโชคชะตากลับเล่นตลกให้เธอหวนกลับเข้าสู่เส้นทางที่ต้องการหลักหนีอีกครั้ง หวนกลับมาขอความช่วยเหลือจากคนที่ร้ายกาจใส่เธออย่างไม่น่าให้อภัย
“เกลขอส่วนแบ่งค่ะ”
“ส่วนแบ่งอะไรจ๊ะเกล” อันดาสาวใหญ่วัยสี่สิบปีไหวไหล่ราวกับไม่รู้อะไรทั้งนั้น ทั้งๆ ที่เธอกินอยู่กับปากอยากอยู่กับท้อง
“ก็เงินที่ผู้ชายคนนั้นซื้อ...เกล เกลขอตามที่เราตกลงกัน” ม่านมุกเอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือ นั่นเพราะรู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรบางอย่างจุกอยู่ที่ลำคอจนพูดแทบไม่ออก ชีวิตคนเรามีทางให้เลือกเดินมากมาย แต่เธอจำเป็นต้องเลือกทางนี้ นั่นเพราะอีกหนึ่งชีวิตที่รอเธออยู่ รอให้เธอนำเงินไปเติมลมหายใจให้
การต้องหาเงินสามแสนภายในหนึ่งอาทิตย์มันไม่ใช่เรื่องง่าย อย่าว่าแต่หลักแสนเลยขนาดหลักหมื่นม่านมุกก็แทบไม่รู้จะบากหน้าไปพึ่งพาใคร เพราะนอกจากแม่แล้วญาติที่ไหนเธอก็ไม่มี
“แต่ลูกค้ายังไม่เซ็นเช็คให้นี่ ฉันจะเอามาจากไหนให้เธอเล่า”
“คุณอันดาสำรองจ่ายให้เกลก่อนก็ได้ ลูกค้าคนนั้นเขาดูรวยและคงไม่เบี้ยวหรอก จริงไหม” ม่านมุกวิงวอน นั่นเพราะเธอจำเป็นต้องใช้เงิน ยิ่งได้เงินมาเร็วเท่าไหร่ชีวิตแม่ของเธอก็จะยิ่งปลอดภัยเร็วเท่านั้น
“ไม่มีใครเขาจ่ายเงิน จนกว่าจะได้นอนกับเธอหรอกนะ”
“ว่าไงนะคะ”
“ฉันรู้ว่าเธอเข้าใจ” อันดากอดอกมองม่านมุกอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์สักเท่าไหร่ อารมณ์ดีเพราะมีเช็คเงินสดห้าล้านอยู่ในกระเป๋าได้ไม่กี่นาที ตอนนี้กลับต้องมาอารมณ์เสีย
“แต่ตอนที่คุณอันดาบอกเกลมันไม่ใช่แบบนี้นี่ บอกว่าหลังจากเอ่อ...ขายเสร็จลูกค้าก็จะโอนเงินให้ทันที”
“คราวนี้ลูกค้าเป็นคนขอมา” อันดายื้อเวลา นั่นเพราะแม้ในกระเป๋าตอนนี้จะมีเช็คเงินสดพร้อมแล้ว แต่เธอก็อยากให้เงินหลักห้าล้านมันนอนเล่นในบัญชีนานสักหน่อย
“แล้วนานแค่ไหน เกลถึงจะได้เงิน”
“อาจจะเจ็ดวันหรือมากกว่านั้น”
“ไม่ได้เด็ดขาด เกลรอนานขนาดนั้นไม่ได้” ม่านมุกส่ายหน้าปฏิเสธ นั่นเพราะชีวิตของแม่เธอคงรอนานขนาดนั้นไม่ได้แน่นอน
“ไม่ได้ก็ต้องได้จ้ะ”
“ถ้าอย่างนั้นคุณอันดาพอจะโอนเงินให้เกลก่อนสักสามแสนไหมคะ เกลต้องใช้จริงๆ”
“ฉันไม่ได้มีเงินมากมายขนาดนั้นหรอกนะ” ต่อให้มีเงินแต่ก็ยังไม่ใช่เวลาที่อันดาจะให้ม่านมุกในตอนนี้ นั่นเพราะถ้าให้ไปก็กลัวเธอหนี เกิดม่านมุกหนีขึ้นมาเธอก็แย่สิ
“แต่ว่า...” ม่านมุกน้ำตาเอ่อ นั่นเพราะหวังไว้ว่าหลังจากลงมาบนเวทีแล้วเธอจะได้เงินค่าตัวในทันที
“ชาติพาเกลไปขึ้นรถลูกค้าได้แล้ว” เอ่ยจบชาติก็เข้ามาล็อกตัวม่านมุกไว้ทันที
“คุณอันดา คุณไม่ทำตามคำพูด ปล่อยเกลนะ ปล่อย”
“หยุดแหกปากโวยวาย ไม่งั้นฉันจะยิงเธอให้ตายอยู่ตรงนี้ คิดดูสิว่าถ้าตายไป แม่เธอที่ป่วยเป็นมะเร็งและกำลังรอเงินเพื่อเอาไปเป็นค่าผ่าตัดจะอยู่ยังไง” คำขู่ของอันดาทำให้ม่านมุกถึงกับหยุดดิ้นรนขัดขืน โชคชะตาช่างเล่นตลกนั่นเพราะมันมักจะชักพาคนร้ายๆ เข้ามาทำลายเธออยู่เสมอๆ
เมื่อเห็นท่าทีของม่านมุกที่ยอมสงบเพราะคำขู่จากปากเธอไปเมื่อครู่นี้ แทนที่จะหยุดอันดากลับพูดจาเสียดสีให้คนฟังต้องเจ็บช้ำน้ำใจ
“อย่าทำเป็นเล่นตัวเหมือนยังไม่เคยเสียตัวมาก่อนนักเลย ทั้งๆ ที่เธอก็รับงานพวกนี้ออกตั้งหลายครั้งหลายหน”
“เกลไม่เคยทำ”
“ไม่เคยทำได้ยังไง ทั้งชื่อ ทั้งรูป ทั้งเบอร์โทรศัพท์ของเธอโชว์หราอยู่บนกลุ่มไลน์สาวไซด์ไลน์ซะขนาดนั้น” คำพูดของอันดาเหมือนคำสารภาพผิด นั่นเพราะม่านมุกไม่เคยทำอะไรแบบนั้นมาก่อน
ทุกคำที่ได้ฟังนำมาประติดประต่อกับเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ที่มีผู้ชายแปลกหน้าเดินตรงเข้ามาหาเธอ พร้อมคำพูดห่ามๆ แสนหยาบคาย เน้นย้ำแต่เรื่องบนเตียงอย่างนั้นอย่างนี้ รวมทั้งขอเลี้ยงดูเลยก็มี พลอยทำให้เธอสับสนว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เจอหลายคนเข้าทำให้เธอถึงกลับไม่กล้าออกไปไหนจากบ้าน กลายเป็นคนระแวงผู้ชายทุกคนที่เข้าใกล้ ที่แท้ก็เพราะแบบนี้สินะ
“ฝีมือคุณเองหรอกเหรอ คุณใช่ไหมที่ทำให้ฉันเจอกับผู้ชายโรคจิตพวกนั้นไม่หยุดหย่อน” แววตาของม่านมุกแข็งกร้าวขึ้น
“ใช่...ฉันเอง” อันดาเอ่ยรับอย่างไม่คิดจะปิดบังอะไรอีก นั่นเพราะมั่นใจว่าหลังจากนี้ม่านมุกจะไม่กลับมาที่นี่อีก การถูกซื้อโดยชาวต่างชาติที่เป็นใครมาจากไหนก็ไม่รู้ มันไม่ใช่เรื่องสนุกหรือสวยงามราวกับเทพนิยายนักหรอก ดีไม่ดีหลังจากหมดสนุกเธออาจกลายเป็นศพอยู่ที่ไหนสักแห่ง
“คุณทำได้ยังไง คุณทำกับเกลแบบนั้นได้ยังไง” ม่านมุกเอ่ยน้ำตาคลอเบ้า แม้ที่ผ่านมาจะเสียความรู้สึกที่ถูกหลอกไปถ่ายแบบชุดชั้นในมาแล้ว แต่คราวนี้มันมากกว่านั้นมาก เธอผิดที่รนหาที่เดินเข้ามาติดบ่วงเอง
“ทำไมฉันจะทำไม่ได้ ในเมื่อเธอไม่ได้เป็นอะไรกับฉันสักหน่อย” ประโยคที่ได้ยิน ทำเอาม่านมุกถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่หัวเราะเย้ยยันตัวเอง ที่ใสซื่อเกินจะตามผู้หญิงตรงหน้าได้ทัน
“อยากรู้ไหมว่าวันไหนที่มีลูกค้าเจาะจงจะใช้บริการเธอ ฉันแก้ปัญหายังไง” อันดาเอ่ยถามแต่แทบไม่รอฟังคำตอบจากม่านมุกก็เฉลยขึ้นเสียเอง
“ฉันก็จัดการส่งเด็กสาวคนอื่นๆ ไปแทน พร้อมกับกำชับบอกลูกค้าว่าเธอชอบเล่นเซ็กซ์แบบมืดๆ ถ้าเปิดไฟเธอจะกลับทันที แค่นี้ทุกอย่างก็จบ เธอนี่ก็ช่างใสซื่อ แต่ก็ดีเพราะมันทำให้ฉันขายเธอได้ราคา อ้อ...รวมถึงครั้งนี้ด้วย”
“สารเลว”
“ขอบใจที่ชมฉันจ้ะสาวน้อย พาตัวไปได้แล้วชาติ” อันดาไม่ได้ยี่หระกับคำแสลงหูที่ได้ยินสักเท่าไหร่นัก นั่นเพราะเธอได้ยินมันจนชินชาเสียแล้ว
“เกลไม่ไป ปล่อยเกล” ม่านมุกดื้อดึงไม่ยอมเดินตามคนของอันดาไปโดยง่าย นั่นเพราะอันดาทำลายความเชื่อใจของเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่จะโทษใครได้นอกจากตัวเองที่รู้ทั้งรู้ว่าอาจถูกหักหลัง แต่ก็ยอมเดินเข้ามาติดกับ
“ปล่อยเธอชาติ”
“ครับ” เสียงทุ้มของชาติ ชายผู้เป็นมือขวาของอันดาเอ่ยรับ จากนั้นก็ปล่อยตัวม่านมุกให้เป็นอิสระทันที
“นู่นประตู ถ้าจะไปก็ไปซะ แต่อย่าหวังว่าจะได้เงินแม้แต่สตางค์แดงเดียว อ้อ...อีกอย่าง ถ้าเธอหนีไปตอนนี้ ฉันรับรองได้ว่าเธอหนีไม่ได้ไกลนักหรอก สงสารแม่เธอบ้างไหมไหนบอกว่าอยากได้เงินไปช่วยแม่ไง อีกอย่างผู้ชายคนนั้นคนที่ซื้อเธอด้วยเงินห้าล้านก็ดูเหมือนจะรวยไม่เบา ยังดูหนุ่มแน่นเสียด้วยถ้าเธอเอาใจเขามากๆ ไม่แน่กลับมา เธออาจได้เงินเป็นกอบเป็นกำ จนตั้งตัวได้สบายๆ เลยก็ได้ เสียตัวให้เขายังได้เงิน ดีกว่าไปเสียตัวให้ผู้ชายฟรีๆ เธอคิดเองแล้วกันว่าต่อจากนี้ควรทำอะไร” เอ่ยจบอันดาก็เดินจากไป ไม่ขวางหากม่านมุกจะหนีออกไปจากคลับ การลองใจครั้งนี้มันเสี่ยงไม่น้อยทีเดียว
ทุกคำพูดของอันดาเสียดแทงความรู้สึกของม่านมุกจนน้ำตาริน เธอยืนนิ่งงันไปชั่วขณะกระทั่งตัดสินใจเดินตรงไปยังประตูหน้าคลับ ชาติที่ยืนมองอยู่ห่างๆ กำลังจะเข้าไปชาร์ตตัวแต่ถูกอันดารั้งต้นแขนเอาไว้เสียก่อน
ม่านมุกยกมือขึ้นคว้าที่จับตรงประตูเพื่อจะผลักออกด้านนอก แต่เธอกลับไม่ได้ออกแรงที่จะเปิดประตูบานนั้น ราวกับว่ามีลมหายใจเฮือกสุดท้ายของผู้เป็นแม่รั้งขาทั้งสองข้างของเธอไว้ แม้มันจะแลกมาด้วยความสุขทั้งชีวิตของเธอก็ตาม นั่นทำให้ม่านมุกค่อยๆ ปล่อยมือจากประตู จากนั้นก็เดินกลับเข้ามาภายในอีกครั้ง ภาพที่เห็นทำให้อันดายิ้มออกมา ในที่สุดม่านมุกก็หนีไปไหนไม่รอด
“นึกว่าจะแน่”
เวลานี้ร่างเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวของม่านมุก กำลังนั่งซุกตัวอยู่ในรถคันหรูหราที่กำลังเคลื่อนตัวไปบนถนนยามค่ำคืน แอร์ภายในรถที่เย็นฉ่ำจนทำให้เธอหนาวเข้าถึงกระดูก แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่เพียงแค่แอร์เท่านั้นที่ทำให้เธอรู้สึกเช่นนี้ เพราะชายหนุ่มที่นั่งอยู่ถัดไปไม่ห่างก็ทำให้เธอรู้สึกกลัว
เธอกับเขาเหมือนคนแปลกหน้ากันก็ว่าได้ ม่านมุกไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาชื่ออะไร อายุเท่าไหร่และทำอะไรมาบ้าง แต่จะว่าไปเรื่องเหล่านั้นอาจไม่จำเป็นที่ต้องรู้ เพราะรู้ไปก็คงไม่ได้อะไร
“เธอชื่ออะไร” ประโยคคำถามที่เป็นภาษาไทยดังขึ้นทำลายความเงียบ นั่นทำให้ม่านมุกค่อนข้างแปลกใจไม่น้อยที่ชายตรงหน้าออกเสียงพูดได้ชัดเจนขนาดนี้ เพราะคิดว่าเขาจะพูดไทยไม่ได้ด้วยซ้ำ
“เกลค่ะ”
“เรียนจบหรือยัง”
“จบแล้วค่ะ” ม่านมุกเอ่ยตอบกลับไป
“ดี” เขาเอ่ยรับแค่นั้นและก็ไม่ได้หันมาคุยอะไรกับม่านมุกต่ออีกเลย กระทั่งเธอตัดสินใจเป็นฝ่ายถามขึ้นเอง
“เราจะไปไหนกันคะ”
“กระบี่”
“กระบี่เหรอคะ” สีหน้าของม่านมุกเต็มไปด้วยความตระหนกตกใจ
“ใช่...หรือว่าเธอมีปัญหาอะไร” แม้จะเอ่ยถามแต่ชายคนข้างๆ กลับไม่แม้แต่จะหันมามองหน้าของผู้หญิงหนึ่งเดียวในรถด้วยซ้ำไป
“คือ...ไม่มีใครบอกเกลว่าเราจะไปกระบี่กัน”
“นั่นมันปัญหาของเธอ ไม่ใช่ของฉัน” น้ำเสียงห้วนๆ ตอบกลับมาให้คนฟังยิ่งสลด มันไม่ใช่ปัญหาของเขาจริงๆ อย่างที่ว่านั่นแหละ
“ล่ะ...แล้วต้องไปกระบี่กี่วัน”
“เจ็ดหรืออาจจะมากกว่านั้น”
“เกลขอตามไปทีหลังได้ไหมคะ”
“ทำไม!” คราวนี้จากที่นั่งไม่มองหน้า อลันก็ถึงกับเหลียวมามองหน้าสาวน้อยที่มีค่าตัวถึงห้าล้านทันที แววตาของเขาที่ดุดันสะท้อนแสงไฟจากริมถนนนั่นทำให้ม่านมุกกลัวอย่างบอกไม่ถูก แต่นี่คือผลจากการที่เธอได้เลือกแล้วจึงจำต้องยอมรับมันต่อไป
“คืดว่าเกล”
“หรือยังไม่ได้ล่ำลาคนรักของเธอ ฝากบอกเขาว่าฉันเอาเธอมานอนด้วยแค่ไม่กี่วันเดี๋ยวก็ส่งคืนให้แล้ว อาจมีอะไรบุบสบายไปบ้าง แต่คงแค่นิดๆ หน่อยๆ ยังไงฉันจะจ่ายค่าชดเชยให้”
“คุณจะเอาเกลไปฆ่าทิ้งหรือเอาไปทำอะไรก็ได้เพราะนั่นมันเป็นสิทธิ์ของผู้ซื้ออย่างคุณ แต่ที่เกลขอตามไปทีหลังไม่ใช่เพราะเรื่องจะไปล่ำลาใครนอกจาก...”
“นอกจาก อะไร”
“แม่...”
“แน่ใจเหรอว่าแค่แม่”
“แน่ใจ แต่ถ้าคุณจะไม่เชื่อก็ตามใจ”
“อย่าสำคัญตัวเองผิด เธอเป็นใครทำไมฉันถึงต้องเชื่อ” อลันมองม่านมุกนิ่งๆ ไม่ได้แสดงท่าทีจะสนอกสนใจอะไรเธอเป็นพิเศษ
“ค่ะ...เกลรู้ตัวเองดีว่าเป็นแค่ของ...ชิ้นหนึ่งเท่านั้น”
“รู้ก็ดี”
“ขอร้องเถอะค่ะ เกลแค่อยากไปบอกแม่ว่าจะไปกระบี่กับคุณ แม่จะได้ไม่ต้องเป็นห่วง ขอแค่นี้ได้ไหมคะ” ม่านมุกเอ่ยขอร้องชายตรงหน้าด้วยน้ำเสียงอันสั่นเครือ อันที่จริงเธอโทรศัพท์ไปบอกแม่ก็ได้แต่กลับไม่ทำแบบนั้น เพราะอยากกลับไปกอดแม่ด้วย
“เกลขอร้อง เกลไหว้คุณก็ได้” เอ่ยจบม่านมุกก็ยกมือไหว้เขาทันที แต่อลันกลับเมินใส่เธอ เขาปล่อยให้รถขับต่อไปเรื่อยๆ โดยคนขับรถซึ่งก็คือลูกน้องคนสนิทคอยมองเจ้านายผ่านกระจกมองหลังเป็นระยะๆ ว่าจะมีคำสั่งอะไรเปลี่ยนแปลงหรือไม่
รถคันหรูยังคงเคลื่อนตัวต่อไปเรื่อยๆ ม่านมุกได้แต่นั่งก้มหน้าถอนหายใจอยู่เงียบๆ นั่นเพราะรู้สึกหมดหวังที่จะได้กลับบ้านเพื่อบอกแม่เข้าแล้วจริงๆ แต่จู่ๆ เสียงทุ้มก็เอ่ยขึ้น
“บอกทางไปบ้านเธอให้ลูกน้องฉันรู้ซะ”
“ขอบคุณค่ะ” ม่านมุกหันมายิ้มรับทั้งที่มีน้ำตาอาบแก้มอยู่ แต่รอยยิ้มของเธอมันยิ่งทำให้อลันหงุดหงิด ผู้หญิงอะไรเปลี่ยนอารมณ์ได้เร็วนัก
เมื่ออลันอนุญาตม่านมุกก็ไม่รีรอ เธอรีบบอกลูกน้องของเขาที่เวลานี้ทำหน้าที่ขับรถอยู่ให้รู้ว่าบ้านของเธอนั้นอยู่ที่ไหนทันที ไม่นานรถคันหรูมูลค่าหลักสิบล้านก็เปลี่ยนพิกัด โดยย้อนกลับเข้ากรุงเทพฯ พร้อมมุ่งหน้าไปยังบ้านของม่านมุกทันที
ผ่านไปไม่นานรถหรูคันใหญ่ก็จอดเทียบหน้าบ้าน ที่เป็นกึ่งปูนกึ่งไม้หลังขนาดกลาง ด้วยความที่เป็นหมู่บ้านเก่าแก่รวมถึงตอนนี้มืดมากแล้วส่งให้บรรยากาศรอบๆ เงียบสนิทออกจะติดไปทางวังเวงเสียด้วยซ้ำ เพื่อนบ้านที่อยู่หลังไกลๆ ก็ต่างพากันแยกย้ายเข้านอนแล้ว
“ฉันให้เวลาเธอสิบนาที”
“ค่ะ” เอ่ยรับเสร็จม่านมุกก็ออกไปจากรถ เธอเดินคล่องแม้รอบๆ ตัวแทบจะมองอะไรไม่เห็น ซึ่งทันทีที่เปิดประตูเหล็กเก่าๆ หน้าบ้านเสร็จ แสงไฟจากในตัวบ้านและตรงทางเดินก็สว่างขึ้น
“กลับมาแล้วเหรอเกล” เสียงของคนเปิดไฟเอ่ยถามขึ้น นั่นเพราะมานั่งรอลูกสาวมาตั้งแต่หัวค่ำจนถึงตอนนี้ ซึ่งเกือบจะตีสองเข้าไปแล้ว
“ค่ะแม่ ขอโทษนะคะพอดีวันนี้งานมันติดพัน” ม่านมุกจำเป็นต้องโกหกอีกครั้ง
“ไม่เป็นไรลูก ว่าแต่กินข้าวกินปลามาหรือยัง” คนเป็นแม่ที่เวลานี้ร่างกายซูบผอมลงไปมากเดินมายิ้มให้ พร้อมกับยื่นมือหยาบกร้านและผอมแห้งเพราะมีแค่หนังหุ้มกระดูกขึ้นมาลูบใบหน้าสวยหวานของบุตรสาว นั่นทำให้ม่านมุกรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ มันตื้ออยู่ในอกจนอยากร้องไห้แต่ต้องกลั้นไว้
ตั้งแต่จำความได้เธอก็มีแม่และพี่สาวอีกคน แม่กับพี่รวมถึงบ้านหลังนี้คือโลกทั้งใบของเธอ พอโตหน่อยถึงได้รู้ความจริงว่าพ่อนั้นหนีไปมีครอบครัวใหม่ที่รวยกว่า ทอดทิ้งแม่ให้เลี้ยงดูเธอกับพี่มาอย่างยากลำบาก
ภาพที่เห็นจนชินตามาตั้งแต่เด็กคือแม่ทำงานทุกวันทำทุกอย่าง ล้างจาน เย็บผ้า ขายของ กระทั่งแม่ได้งานประจำที่โรงงาน แต่เพราะทำที่นั่นมานาน ทำหามรุ่งหามค่ำและขาดการดูแลตัวเอง ส่งผลให้เคมีจากโรงงานสะสมในร่างกาย จนแม่เธอป่วยเป็นมะเร็งชนิดหายากให้การรักษายากตามไปด้วย รวมไปถึงค่ายาที่แพงลิบลิ่วที่ส่วนใหญ่เป็นยานอกเวชระเบียนทั้งนั้น
เธอเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย ในขณะที่พี่สาวนั้นเลือกที่จะทำงานอย่างเดียว ซึ่งม่านมุกเองก็รู้ว่าพี่ทำงานอะไร แบบไหน นานๆ จะกลับมาบ้านหรือส่งเงินให้สักครั้ง งานที่ว่าเป็นงานสบายๆ ที่เธอก็ถูกพี่สาวชักชวนให้ไปทำ
“เป็นเมียน้อยแล้วไง ฉันไม่แคร์ เพราะความรักสำหรับฉันมันกินไม่อิ่มท้องหรอกยัยเกล”
“แต่เกลไม่อยากให้พี่หลงผิด เลิกได้ก็เลิกเถอะนะพี่เบล”
“อืม...ไว้ฉันจะคิดดูแล้วกัน” ม่านไหมพยักหน้ารับไปอย่างนั้นเอง เธอมาที่บ้านเพื่อเกลี้ยกล่อมน้องสาวให้ไปทำงานเหมือนเธอ นั่นเพราะมีนายตำรวจใหญ่ท่านหนึ่งซึ่งคือเพื่อนสนิทของชายที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีของเธอ เคยเห็นหน้าม่านมุกตอนที่เธอนัดน้องสาวไปกินข้าวเกิดสนใจอยากเลี้ยงดู ไม่ใช่มานั่งฟังน้องเทศนาแบบนี้
คิดย้อนไปแล้วม่านมุกก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาหนักๆ แต่สุดท้ายสิ่งที่เธอหนีมันก็หวนเข้ามาในเส้นทางชีวิต เพราะตอนนี้เธอก็เลือกจะขายตัวให้ใครสักคนเพื่อ…เงิน
“เรียบร้อยแล้วค่ะ แม่คะ...คือเกลต้องไปทำงานที่ต่างจังหวัดสักเจ็ดวันนะคะ” ม่านมุกบอกกำหนดเวลาคร่าวๆ ที่เธอพอจะบอกได้ก่อน
“งานอะไร ทำไมไปนานขนาดนั้นกัน…หืม” สีหน้าของดาหลาแสดงออกถึงความกังวลอย่างเห็นได้ชัด นั่นเพราะเธอไม่เคยอยู่ห่างกับม่านมุกนานแบบนี้มาก่อน มากสุดก็แค่สองวันหนึ่งคืน ผิดกับม่านไหมลูกสาวคนโตรายนั้นห่างกันจนชินเสียแล้ว
“งานด่วนนะค่ะ ได้เงินมามากโขทีเดียว ถ้าเกลได้เงินก้อนนี้มา แม่ก็เข้าผ่าตัดได้แล้ว แม่อดทนรอเกลกลับมานะคะ” แม้จะยิ้มให้ผู้เป็นแม่ แต่ภายในใจของม่านมุกนั้นกำลังร่ำร้อง เพราะเธอรู้ว่างานที่ว่าคืองานอะไรแต่ก็พูดออกไปไม่ได้ ส่วนพี่สาวก็โยนภาระเรื่องนี้ให้เธอรับผิดชอบเพียงคนเดียวมาตั้งแต่ต้น ขอความช่วยเหลืออะไรก็บ่ายเบี่ยงบอกแค่ว่าไม่มีไม่มีท่าเดียว