พวงกุญแจตุ๊กตาเน่าที่แขวนอยู่บนกระเป๋าเอกสารของเขานั้น เหมือนเป็นเครื่องย้ำเตือนว่าอดีตเมื่อสิบปีก่อนเขาเคยเจอใครมาก่อน
มาร์กัสหันมองนอกหน้าต่างนึกถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น ตอนที่เขาได้กลับมาอยู่กับครอบครัวตัวเองอีกครั้ง หลังจากที่ปู่และย่าพาตัวเขาไปเลี้ยงดูตั้งแต่เด็กๆ
ความทรงจำในวัยเยาว์นั้นเขามักจะได้คิดเสมอว่าตัวเขาอาจจะไม่ใช่ลูกรัก หรือลูกที่พ่อแม่ต้องการ ยามที่เห็นพี่และน้องมาเยี่ยมแล้ว พวกเขาสนิทสนมกันหัวเราะมีความลับต่อกัน
เขาก็มักจะคิดว่าตัวเองเป็นคนนอกเสมอ ถึงแม้ตอนหลังเขาได้กลับมาอยู่กับพ่อแม่แล้ว แต่เวลามันล่วงเลยผ่านไปสิบปี
เสียงเรียกของแอร์เพื่อรับเครื่องดื่มทำให้เขาหลุดจากความคิด หันมารับเครื่องดื่ม ในชั้นเฟิร์สคราสมองเห็นเด็กน้อยด้านหน้าเกตกำลัง วิ่งเล่นอยู่ตรงห้องน้ำ ความทรงจำครั้งเดิมก็กลับมาอีกครั้ง
สิบปีที่เขาได้บินกลับมาไทยพร้อมพ่อแม่ครั้งแรก ครั้งนั้นเขาเดินไปยังด้านหลังคิดจะเข้าห้องน้ำชั้นเฟิร์สคลาสแต่พบว่ามีคนเข้าอยู่แล้ว เขารู้สึกปวดหนักจึงเลือกเดินไปยังด้านหลังชั้นรองแทน มาถึงห้องน้ำก็มีคนเปิดประตูพอดี เขาจะเข้าแต่แล้วก็มีเด็กสาวที่ไหนไม่ทราบวิ่งเข้ามา ตัดหน้าเขาจากนั้นก็ปิดประตูใส่
“นี่คุณผมมาก่อนนะ” เขาพูดเป็นภาษาฝรั่งเศสแต่คนด้านในฟัง ไม่รู้เรื่อง
ปอฝ้ายพยายามที่จะเร่งมือไม่ถึงสองนาทีก็เปิดประตูออกแล้วบ่นกับคนตรงหน้า “เป็นผู้ชายเสียเปล่าทำไมไม่รู้จักเสียสละ” เธอพูดเป็นภาษาไทยเพราะคิดว่าอีกฝ่ายฟังไม่ออก
มาร์กัสหันมองหญิงสาวที่ใส่ชุดสีชมพูกำลังจะจากไปจึงพูดภาษาไทยให้เธอฟัง “แล้วเราล่ะคำว่ามารยาทรู้จักไหม”
ปอฝ้ายหันมองอีกรอบทำไมคนหน้าตาฝรั่งตรงหน้าถึงได้พูดภาษาไทยได้ กำลังจะพูดตอบเขาก็เข้าห้องปิดประตูใส่เหมือนที่เธอทำ
เธอยกแขนขึ้นกอดอกรู้สึกโมโห จนลืมไปว่าสิ่งที่เขาพูดนะพูดถูก และเพราะว่าเธอยังอยู่ทำให้ได้ยินเสียงปวดหนักจากคนด้านใน ที่แท้ก็โมโหเพราะปวดหนักนั่นเอง เสียงปู้ดป้าดยิ่งทำให้ปอฝ้ายกลั้นขำ
ผ่านไปสิบนาทีมาร์กัสก็ออกจากห้อง ก็เจอหญิงสาวยังอยู่
“เธออยู่ตั้งแต่เมื่อไร”
“ก็ตั้งแต่นายเข้าไปนั่นแหละ เลยได้ยินเสียงอะไรดีๆ เยอะเลย” จากนั้นก็ทำเสียงปู้ดป้าดให้เขาฟัง
“เธอนี่มัน” เขากำมัดแน่น แต่เมื่อคิดว่าต่อไปคงไม่ได้เจออีกก็เลยพยายามควบคุมอารมณ์
ปอฝ้ายหลังจากแกล้งจนพอใจแล้ว จึงถามชื่ออีกฝ่าย “นายชื่ออะไร”
เป็นมาร์กัสเองที่แปลกใจกับอารมณ์ของเด็กสาว “เธอจะรู้ไปทำไม”
“เราชื่อปอฝ้ายนะ”
คนที่หันหลังให้ไม่คิดจะบอกชื่อ ปอฝ้ายก็เหมือนเด็กสาวดื้อรั้น จึงเดินไปขวางทางอีกครั้ง “ไม่ให้ไปเราบอกชื่อแล้วนายต้องบอกชื่อตัวเองด้วย”
เขาไม่ได้อยากรู้ชื่ออีกฝ่ายเสียหน่อย มาร์กัสที่กำลังจะกลับไปที่นั่งก็ผลักเธอไปโดยไม่ตั้งใจ ทำให้ปอฝ้ายล้มลง
“โอ๊ย!!” เสียงเธอร้องดังลั่นคนทำเลยตกใจรีบก้มลงมาถาม
“เจ็บตรงไหนไหม” พอจะจับแขนเธอ เธอก็สะบัดหนีแล้วลุกขึ้น มาร์กัสก็เลยได้แต่ขอโทษในใจและบอกชื่อตนเองในใจ ถามว่าเธอได้ยินไหม แน่นอนว่าไม่
มาร์กัสกำลังจะลุกขึ้นก็มองเห็นมีของตกหล่นอยู่ เขาหยิบมันขึ้นมาก็พบว่าเป็นพวกกุญแจหน้าตาหน้าเกลียดหัวหยิกผมฟู เขาจึงลุกขึ้นเปิดผ้าเพื่อมองหาที่นั่งของเธอแล้วเอาไปให้ แต่มองเท่าไรก็มองไม่พบ เมื่อเสียเวลาไปมากแล้ว เขาจึงกลับไปยังชั้นตนเอง มองไปยังกระเป๋าสะพายของตนเองก็เลยหยิบพวงกุญแจคล้องไปกับกระเป๋า
กระพริบตาหนึ่งครั้งเขาก็กลับมายังปัจจุบันดวงตาก็มองไปยัง เจ้าตุ๊กตาหน้าเกลียดหัวหยิกผมฟูที่อยู่ตรงกระเป๋าแล้วก็ยกยิ้มขึ้นโดย ไม่รู้ตัว
“จะได้เจอกันแล้วนะยัยเด็กหัวหยิก”
เสียงบรรเลงบทเพลงรักดังไปทั่วห้องนอน สองคนขับประสานกันส่งผ่านความสุขให้แก่กัน ชายหนุ่มรูปร่างราวเทพบุตรซาตาน ดวงตาคมเต็มไปด้วยแววตากระหายหื่น
เขายืนอยู่ปลายเตียงในมือมีเชือกเส้นใหญ่ ร่างเทพบุตรซาตานนั้นค่อยคืบคลานเข้ามาหาหญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียง สองมือจับรวบที่ขาเธอจากนั้นก็แยกขามัดไว้กับเสาเตียงทีละฝั่ง ก่อนจะขยับไปยังด้านบนนำมือสองข้างมารวบติดเอาไว้
“มันจะเจ็บไหม”
มุมปากคนถูกถามยกยิ้มแต่ไม่ตอบ ซาตานตนนั้นเดินวนรอบเตียงก่อนจะเดินไปหยิบแสสีดำขึ้นมา จากนั้นก็ฟาดลงบนตัวของเธอ
“อ๊ะ” เสียงหญิงสาวร้องด้วยความตกใจ ไม่คิดว่าเขาจะรุนแรงกับเธอแบบนี้ ความหวาดกลัวกับเกมรักที่เขาบอกว่าสนุก เธอเริ่มไม่อยากสนุกด้วยแล้ว
“มาร์คัสหยุดเถอะ เกตุเริ่มกลัวแล้ว” เกตุแก้วมองชายหนุ่มที่ไม่มี ทีท่าว่าจะหยุด ภายนอกเขาเป็นหนุ่มเจ้าสำราญ เสเพล และเอาแต่ใจ แต่ใครจะคิดว่าบนเตียงเขาจะร้อนแรงกว่าอามรณ์เสียอีก
“ไม่ต้องกลัว สิ่งเหล่านี้จะกระตุ้นอารมณ์ให้เกตุยิ่งต้องการมากขึ้น” ใจเธอหวาดหวั่นกับเกมรัก พยายามขยับตัวหนีแต่มือและขาที่ถูกรั้งเอาไว้ก็ไม่อาจทำให้เธอหลุดพ้นเขาได้
เทพบุตรซาตานตนนั้น เริ่มขยับเข้าหาเธอ ใบหน้าซาตานก้มลงจูบปลอบให้เธอคลายความกังวลกับเกมรักที่ยังไม่ทันเริ่ม ริมฝีปากสากบดขยี้จนเธอเริ่มอ่อนลง สองมือสากก็ลูบไล้ไปตามร่างกาย ก่อนจะขยับล้วงเข้าไปยังด้านในกางเกงในตัวจิ๋ว
หญิงสาวสะดุ้งผวา ปล่อยจูบอันร้อนแรงเปิดตามองเขาให้ชัด เมื่อนิ้วเขาเริ่มคืบคลานเข้าไปในร่างกายของเธอ “เดี๋ยวก่อน” เธอยังไม่ได้เตรียมตัวเลย
แต่เทพบุตรซาตานตรงหน้าก็ไม่สนสิ่งใด กดมันลงไปจากนั้นก็บดขยี้จนร่างเธอแทบแหลกละเอียด เธอเพิ่งเข้าใจก็ตอนนี้ว่าเชือกพวกนั้น มีประโยชน์อะไร
พอเธอขยับคิดจะหนีก็ทำไม่ได้ ความเสียวซ่านความถูกพันธนาการที่ถูกรัดแน่น ทำให้เธอ “อ๊ะ” ร่างบางสั่นเทา นิ้วมือที่สอดเข้าไปรับรู้ถึงน้ำรักที่กำลังไหลออกมา
“บอกแล้วว่าเธอต้องชอบ”
“นายไปรู้วิธีพวกนี้มาจากไหน”
มุมปากมาร์คัสยกยิ้ม “มันอยู่ในสายเลือด” สายเลือดมาเฟียอย่างเขาไม่ต้องบอกต้องสอนก็สามารถถ่ายทอดทางสายเลือดอยู่แล้ว
หญิงสาวมองแผ่นอกราวกับเทพบุตร ความต้องการปรารถนาในกายเขาของเธอก็ยิ่งอยากมีมากขึ้น “ได้โปรด”
คนได้ยินเสียงขอร้องไม่ได้เร่งรีบตามเธอ เขาถอดนิ้วออกมาจากนั้นก็ลุกขึ้น หมายคิดจะถอดกางเกงชิ้นสุดท้ายออก หวังให้เธอได้เห็นสิ่งที่เรียกว่า เทพบุตรของจริง
ก๊อกๆๆๆ เสียงเคาะประตูทำให้คนที่กำลังจะถอดกางเกงขมวดคิ้ว ใครกันที่กล้ามาขัดจังหวะเขาตอนนี้ ในเมื่อกำลังจะได้มีความสุขเขาก็ทำไม่ได้ยิน
ก๊อกๆๆๆ เสียงเคาะรอบที่สอง ตามมาด้วยเสียงหนึ่งที่ทำให้เขาสะดุ้ง “มาร์คัส นายจะออกมาไหม วันนี้มีสอบไฟล์นอลวันสุดท้าย ถ้านายไม่รีบไปตอนนี้นายเรียนไม่จบแน่”
เสียงบ่นเหมือนแม่นั้นจะใคร นอกจากยัยปอฝ้ายเพื่อนสนิทของเขาที่กล้าหาญมาเคาะเขาถึงห้อง “ออกมา ถ้าไม่มาภายใน 1-10 ฉันจะไปแล้ว”
จบกันเกมรักที่เขาคิดจะสร้าง ปัง!! ดูเหมือนมือไม่พอเพราะตอนนี้ตามด้วยเท้า “รู้แล้ว” เสียงพูดไปอย่างรำคาญ จากนั้นก็รีบไปหยิบเสื้อผ้านักศึกษามาสวมใส่แทน
สายตาก็หันมองคนบนเตียง “นายจะไปไหน”
“ไปสอบ ก็เห็นแล้วว่าเพื่อนเธอพูดอะไร”
เกตุแก้วมองบนกับคนขัด เธอกำลังจะลิ้มรสความสุขปอฝ้ายก็เข้ามาขัดทุกรอบ สายตามองเขาที่สวมกระดุมเม็ดสุดท้าย จากนั้นก็หันไปหยิบกระเป๋าสะพาย
“เดี๋ยวมาร์คัสปล่อยฉันก่อน”
มาร์คัสหันมองคนถูกพันธนาการ ก็จัดการปลดเชือกตรงมือให้จากนั้นก็วิ่งออกจากห้องอย่างรวดเร็ว เมื่อออกไปก็ได้ยินเสียงบ่นของ ปอฝ้ายดังต่ออีก
“นายทำอะไรชักช้า”
“เออน่าเธออย่าอยากรู้เลย”
“เมื่อวานก็เตือนแล้วว่าวันนี้สอบเก้าโมง ตอนนี้กี่โมงแล้วนายไม่ดูนาฬิกาหรือไง” ปอฝ้ายยังบ่นไม่หยุดตั้งแต่หน้าห้องเขาจนกระทั่งถึงประตูลิฟท์ด้านล่าง
“แม่คูณหยุดบ่นเถอะ” สีหน้าคนถูกห้ามมองอย่างเหนื่อยใจ เดินตามเข้าไปยังรถที่จอดอยู่ด้านนอก ขนาดคนขับรถเขายังไม่กล้าปลุก ต้องโทรให้เธอมาเรียกถึงคอนโด
เธอไม่ใช่แม่เขาสักหน่อย อีกอย่างเธอไม่อยากจะขัดพวกเขา สองคน ปอฝ้ายนึกถึงเสื้อผ้าที่เห็นตกอยู่บนพื้นใกล้ประตู ก็รู้ว่าต้นเหตุของการสายนี้คืออะไร
“ตอนนี้นายคบใครอยู่หรือเปล่า”
เมื่อขึ้นมาบนรถแล้ว ปอฝ้ายก็ถามมาร์คัส ชายหนุ่มหันมองแล้วปฏิเสธทันที “เปล่า” เสียงสูงแบบนี้แสดงว่ามี
ในเมื่อไม่อยากบอกเธอก็ไม่ถามแล้วกัน รอจนถึงมหาวิทยาลัยสอบจนเสร็จ ตอนที่พวกเราจะกลับกันนั้น เสียงมือถือก็ดังขึ้น
“เกตุแก้ว” ปอฝ้ายมองเบอร์เพื่อนที่เคยเรียนเชียงใหม่ด้วยกัน จำได้ว่าเมื่อหลายเดือนก่อนอีกฝ่ายบอกว่าจะมาหางานทำที่กทม. แต่หลังจากนั้นก็เงียบไปเลย
“ว่าไงเกตุ”
“ฝ้ายเหรอ ตอนนี้เราอยู่กทม. ทำงานที่ผับหนึ่งอยู่ วันนี้เป็นวันหยุดพอดีมาเจอกันหน่อยไหม”
ปอฝ้ายนัดแนะอีกฝ่าย ก่อนจะจบที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งที่ใกล้มหาลัย กำลังจะขึ้นรถเมล์รถของมาร์คัสก็จอดแล้วลดกระจก
“เธอจะไปไหน”
“ไปห้าง” ปอฝ้ายบอกชื่อห้าง มาร์คัสที่หมดอารมณ์ตั้งแต่เช้าและอยากตอบแทนที่เธอทำให้เขามาสอบทัน
“เดี๋ยวไปส่ง ขึ้นมาสิ ตอนนี้ฉันว่างพอดี”
คำว่าว่างพอดีของเขา ทำให้คิ้วเธอกระตุกเตือนว่าต้องมีอะไร สักอย่าง และก็เป็นอย่างที่เห็น “นายอยากจะมาหลีสาวก็บอกเถอะ”
“เอาน่าแยกกันข้างหน้าก็ได้ ส่วนเธอจะไปไหนก็ไป” พอแบบนี้ เธอก็หมดความหมาย หัวใจที่เจ็บจี้ดเหมือนเตือนว่าเธอควรหยุดคิดกับเขาแบบอื่นได้แล้ว
“ฝ้าย” เสียงใสหนึ่งดังขึ้นทำให้ปอฝ้ายหันมอง พบว่าเป็นเกตุแก้วจริงๆ หญิงสาวดูสีหน้าตกใจเล็กน้อย จากนั้นก็เดินมาหาเธอก่อนจะหันมองคนข้างตัวเธอ
“เจอกันอีกแล้วนะ”
ปอฝ้ายหันมองมาร์คัสที่นิ่งเงียบผิดปกติ “พวกเธอสองคนรู้จักกัน?” เป็นคำถามที่มาร์คัสเองไม่อยากตอบ
เมื่อคืนเขาไปเที่ยวผับแล้วก็ได้เจอกับเกตุแก้วก่อนที่พวกเราจะจบกันบนเตียง และเขาก็ให้เธอได้ลิ้มรสบทรักที่แสนร้อนแรงตอนเช้า แต่ไม่จบเพราะมีคนมาขัดเสียก่อน
เกตุแก้วยิ้มแล้วถามปอฝ้าย “แฟนฝ้ายหรือเปล่า”
ปอฝ้ายรีบส่ายหน้าปฏิเสธอย่างรวดเร็ว “เปล่าเขาเป็นเพื่อนฝ้าย”
“ออ อย่างนั้นถ้าเกตุจะขอจีบพ่อหนุ่มคนนี้ได้ไหม” มุมปากเกตุแก้วยิ้มอย่างมีเลศนัย
ปอฝ้ายหันมองคนข้างหลัง ก่อนจะมองเกตุแก้วอีกรอบ และนั่นก็ทำให้พวกเขาสองคนได้คบกัน โดยที่เธอเองก็ไม่มีสิทธิที่จะปริปากบอกความรู้สึกตัวเองได้อีกเลย
พวกเขาไปด้วยกันแล้ว แต่เธอก็ยังนั่งอยู่ร้านกาแฟต่อ คิดจะหยิบหนังสือมาอ่านเล่น สมองก็ดูเหมือนจะไม่ทำงาน สายตาหันมองผู้คนที่รถ ที่กำลังวิ่งไปมา
สี่ปีที่ผ่านมา ความรู้สึกที่เธอให้เขาแม้จะไม่ปริปากบอกแต่เธอก็คิดว่าเขาอาจจะรับรู้ แต่สุดท้ายเธอก็เป็นได้แค่เพื่อนของเขาเท่านั้น
แบบนี้แล้วเธอควรหยุดคิดและเริ่มต้นใหม่ได้แล้ว กับใครสักคน ก็ได้ หรือจะเป็นคนผู้ชายสักคนที่เข้ามาทักเธอตอนนี้ เธออาจจะเลือกคบเขาก็เป็นได้
“ฝ้าย” เสียงเรียกชื่อนั้นทำให้คนคิดเล่นๆ สะดุ้ง เมื่อหันมองก็พบว่าเป็นพี่มาร์กัส พี่ชายของมาร์คัส
ชายหนุ่มอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวกางเกงสเลคสีดำผู้เนคไทสีน้ำเงิน หากเทียบแล้วพี่ชายเขาคงเป็นเทพบุตร ส่วนมาร์คัสก็คงเป็นซาตานร้ายๆ
“พี่มาร์กัสมายังไงคะ”
“พี่ซื้อของให้มาดาม” สายตาคมหันมองเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม
“พี่นั่งได้ไหม”
“ค่ะ” ปอฝ้ายรีบเชิญเขา ลืมเรื่องที่คิดเล่นๆ ว่าจะคบคนแรกที่เข้ามาทักไปสนิท
“โชคดีจังที่เจอฝ้าย เพราะพี่มีเรื่องปวดหัวอยู่” มาร์กัสยิ้มก่อนจะหยิบกระดาษขึ้นมาหนึ่งใบที่ยาวพอสมควร “รายการซื้อของของมาดาม”
ปอฝ้ายอ่านตั้งแต่ด้านบนจนด้านล่าง มีของบางอย่างที่ผู้หญิงอย่างเราถึงจะเข้าใจ “แล้วทำไมป้าแอนนาไม่มาซื้อเองล่ะค่ะ” คิดยังไงถึงได้ใช้ลูกชาย
แววตามาร์กัสเหมือนมีพิรุธนึกถึงตอนที่ชิงกระดาษจากมือมารดามาแล้วบอกว่าจะซื้อให้เมื่อชั่วโมงก่อน “พอดีมาดามติดธุระด่วน ส่วนพวกนี้ก็ด่วนเหมือนกัน ฝ้ายช่วยพี่ซื้อของพวกนี้ได้ไหม”
ปอฝ้ายยิ้ม “ได้ค่ะ ฝ้ายไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว” คนที่กำลังเซ็งกับอารมณ์รีบรับปากจากนั้นก็เริ่มซื้อของตามลิส ที่จดมา
คนเข็นรถเข็นตามหลังเดินอย่างมีความสุข แม้ว่าแผนนี้จะมาอย่างฉุกละหุก แต่เขาก็พอใจกับผลลัพธ์ของมัน
ปอฝ้ายเดินเข้าร้านโน่นร้านนี้จนเลือกของจนเสร็จ หันมองก็พบว่าตะวันตกดินพอดี “ให้พี่เลี้ยงอาหารเย็นเราเป็นการตอบแทนนะ”
หญิงสาวคิดจะปฏิเสธ แต่พอเห็นสีหน้าชายหนุ่มก็ปฏิเสธไม่ลง จึงยอมกินอาหารมื้อค่ำไปด้วยกัน เอาตรงๆ สำหรับมาร์คัสแล้วเขาเหมือนความมืดในยามกลางคืน และมาร์กัสคือแสงตะวันในตอนกลางวัน สองพี่น้องตระกูลมาร์เรนนิสัยไม่เหมือนกันจริงๆ
ปอฝ้ายมองครอบครัวของมาร์คัส กำลังพูดคุยอย่างสนุกสนานก่อนจะมองภาพของเกตุแก้วเพื่อนสาวกับมาร์คัส ที่ตอนนี้สองคนกลายเป็นแฟนกัน ความรู้สึกเศร้าทำให้เธอเดินออกมารับลมด้านนอก
ที่จริงแล้วเธอควรจะชินได้แล้ว สี่ปีที่ผ่านมามาร์คัสก็เปลี่ยนแฟนไปนับไม่ถ้วน แต่ทำไมเธอยังเศร้าอยู่ก็คงเพราะอยากเป็นเธอบ้างก็เท่านั้นเอง แต่เธอเองก็รู้เช่นกันว่าไม่มีวัน
“นั่งทำอะไรอยู่”
ปอฝ้ายหันมองตามเสียงเป็นพี่มาร์กัส อีกฝ่ายนั่งลงเก้าอี้ใกล้กัน
“ว่าไงตกลงมาทำอะไรตรงนี้”
“นั่งรับลมค่ะ แล้วพี่มาร์กัสล่ะ”
ชายหนุ่มแล้วบอก “รับลมเหมือนกัน” ปอฝ้ายหันมองไปยังด้านใน มองคู่สามีภรรยาคุณเจด้าและคุณพีรพัฒน์กำลังเดินเข้าห้อง ส่วนคุณน้าแอนนากับคุณลุงมาร์โกก็เหมือนจะออกไปด้านนอก
ตอนนี้จึงเหลือเพียงคู่ของเกตุแก้วและมาร์คัสด้านในบ้านที่นั่งหยอกล้อบนโซฟา เธอจึงหันมาคุยกับมาร์กัสต่อ
“ว่าแต่ตอนนี้โรงงานไปถึงไหนแล้วค่ะ”
“ตอนนี้โครงสร้าง เครื่องจักร การตกแต่งภายใน ก็เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว แต่ก็ยังไว้วางใจไม่ได้ พี่เลยต้องเข้าไปคุมงานทุกวัน”
ปอฝ้ายพยักหน้า “ตอนนี้ฝ้ายก็รอผลสอบอยู่ ถ้าไม่ติดปัญหาอะไรก็คงเรียนจบ ถ้าอย่างนั้นพี่มาร์กัสอยากได้เด็กฝึกงานใหม่ไหม?”
การทำงานอาจจะทำให้เธอหายเศร้า ส่วนเขาที่กำลังจะชวนพอดีจึงถือโอกาสนี้รับโดยไม่ลังเล “ว่าแต่ฝ้ายพอจะช่วยอะไรตรงไหนได้บ้าง”
“เราเรียนจบวิศวกรนะ ตอนนี้งานด้านนี้มีให้ทำเยอะแยะ ที่มีอยู่ก็แทบงานล้นมือ คิดว่าทำได้ไหมล่ะ”
ปอฝ้ายพยักหน้าอีกครั้ง ยิ้มกว้างรู้สึกว่าตัวเองมีประโยชน์ขึ้นมาแล้ว แต่ก็นะอย่างน้อยโรงงานนี้พ่อของเธอก็เป็นหุ้นส่วนด้วย เธอจึงรู้สึกว่าต้องรักและดูแลมันเช่นกัน
“มาคุยอะไรกันสองคนตรงนี้” มาร์คัสมาขัดจังหวะสองคน ก่อนเห็นภาพปอฝ้ายกำลังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ความรู้สึกก็เหมือนขัดใจชอบกล
“นายจะกลับแล้ว?” เป็นมาร์กัสพี่ชายที่ถามต่อ
“ครับ ว่าจะไปส่งเกตุแก้วที่บ้านและคงยาวเลย” ยาวของเขาอาจจะไม่ได้ไปส่งเกตุแก้ว แต่อาจจะจบที่อื่น แม้แต่ปอฝ้ายยังเข้าใจ
มาร์กัสพยักหน้ารับรู้ ส่วนคนเป็นน้องหันมองปอฝ้ายอีกรอบ
“ว่าแต่เราก็อย่ากลับดึก” พูดจบก็เดินไปสองก้าว ก่อนจะเดินกลับมาใหม่ “หรือว่าจะให้เราไปส่ง ไหนๆ ก็ทางผ่านอยู่ งั้นกลับเลยไหม”
ปอฝ้ายอ้าปากจะปฏิเสธ เพราะไม่อยากไปกับพวกเขาสองคน แต่มาร์คัสก็พูดเองเออเอง จากนั้นก็ลากเธอกลับบ้านจนได้
มาร์กัสมองท่าทางของน้องชายคิ้วหนาก็ขมวดเข้าหากัน น้องชายกำลังทำตัวเป็นหมาหวงก้างทั้งที่ตัวเองมีแฟนอยู่แล้ว
คนที่กลายเป็นคนนอกอย่างปอฝ้ายกำลังนั่งอยู่หลังรถ มอง พวกเขาสองคนคุยกันอย่างสนุก ก่อนที่เกตุแก้วจะหันมาชวนคุยต่อ
“ว่าแต่ฝ้ายเถอะ เรียนจบแล้วจะมาอยู่เชียงใหม่เลยไหม”
“อืม ก็วางแผนแล้วว่าจะทำโรงงานที่จะเปิดใหม่”
เกตุแก้วยิ้มแล้วหันไปถามมาร์คัสต่อ “แล้วนายล่ะ สรุปจะมาอยู่เชียงใหม่ไหม”
มาร์คัสหันมองเกตุแก้ว “ไม่แน่ใจคงต้องดูก่อน เพราะธุรกิจที่ กทม. ก็ต้องมีคนดูแล เท่าที่คุยกับมาดามท่านอยากให้เราอยู่ที่ กทม.มากกว่า”
พอเกตุแก้วได้ยินแบบนั้นก็ทำเสียงง้องอนใหญ่ ปอฝ้ายเหล่มองเพื่อนจากนั้นก็หันมองกระจกด้านนอก นายไม่มานะดีแล้วเพราะเธอ ไม่อยากเห็นภาพของพวกเขาสองคนบ่อยๆ
รถจอดถึงบ้านปอฝ้าย เธอลงจากรถจากนั้นก็เข้าบ้านไป เมื่อขึ้นไปยังห้องตัวเองก็เดินไปยังโต๊ะหนังสือ เปิดลิ้นชักออกมาในนั้นมีภาพของเธอและมาร์คัสอยู่
ความสัมพันธ์ของพวกเราคงเป็นมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว เธอควรจะตัดใจได้แล้ว เมื่อคิดแบบนั้นเธอก็เก็บมันใส่กล่องแห่งความทรงจำแล้ววางไว้บนตู้เสื้อผ้า คิดว่าไม่นานก็คงลืม
สามวันถัดมาเธอก็ได้มาทำงานที่โรงงานจริงๆ หันมองป้ายโรงงาน M & A RICEMILL CO., LTD. ที่เด่นอยู่เบื้องหน้าก็รู้สึกว่าตัวเองคิดไม่ผิด
“ตกใจใช่ไหม” มาร์กัสที่ขับรถหันมองคนนั่งข้าง ปอฝ้ายจึงพยักหน้ารับ
“ไม่คิดว่าของจริงจะใหญ่แบบนี้ ทั้งหมดกี่ไร่คะ”
“พื้นที่ทั้งหมดประมาณ 1 พันไร่ แต่ตอนนี้ตัวโรงงานมีประมาณ แค่ครึ่งเดียว คงต้องค่อยๆ ขยายไป”
ก็เยอะมากจริงๆ พ่อเธอที่มีหุ้นส่วนแค่สิบเปอร์เซ็นต์ก็ดูยิ่งใหญ่กับขนาดโรงงาน เมื่อเข้าไปด้านในก็พบว่ามาร์กัสจัดห้องทำงานให้เธอ เป็นห้องฝั่งตรงกันข้าม
“ลองดูว่าขาดเหลืออะไรไหม ถ้ามีก็แจ้งเลขาได้เลย พี่เข้าไปเคลียร์งานตอนเช้าก่อน”
ปอฝ้ายพยักหน้าเข้าใจ จากนั้นก็เดินสำรวจห้องตัวเอง ก่อนจะเปิดแฟ้มเพื่อตรวจสอบเครื่องจักรที่นำเข้ามาใช้ในโรงงานแล้ว
เสียงมือถือดังขึ้น ทำให้มาร์กัสหันมองโต๊ะทำงาน ตอนนี้โรงงานแปรรูปยังไม่เข้าที่เข้าทาง อีกทั้งเกิดเรื่องต่างๆ มากมายไม่เว้นแต่ละวัน ช่วงที่เขาปวดหัวกับปัญหาอยู่นั้น ก็เลยไม่รับโทรศัพท์ที่ดังอยู่
แต่หนึ่งรอบกว่ามากแล้ว แต่นี่เล่นโทรไม่หยุดเขาจึงตัดปัญหากดรับสายปลายทาง “มาร์คัสพี่ทำงานอยู่” เสียงเข้มบอกเลยว่ากำลังอารมณ์ไม่ดี
ส่วนปลายสายก็รีบบอก “พี่เจนล้มตอนนี้กำลังอยู่ในห้องผ่าตัด เด็กหัวใจเต้นอ่อนลงหมอกำลังเร่งช่วยชีวิตทั้งเด็กและแม่อยู่ ตอนนี้ผมกำลังติดงานมหาวิทยาลัยอยู่ อาจจะไปสนามบินเพื่อบินไปภูเก็ตช้ากว่าสักชั่วโมงหนึ่ง”
มาร์กัสได้ยินก็นิ่งงันอย่างตกใจ “งั้นพี่ล่วงหน้าไปก่อน” มาร์กัสรีบวางสายจากนั้นก็จัดเตรียมกระเป๋าของจำเป็นกำลังจะสะพายกระเป๋าก็มีคนโผล่เข้ามา
ปอฝ้ายหันมองหุ้นส่วนธุรกิจ “พี่มาร์กัสจะไปไหนหรือคะ”
“พอดีพี่เจนเกิดเรื่องต้องเข้าห้องฉุกเฉิน พี่ต้องไปภูเก็ตด่วน”
พี่เจด้าเกิดเรื่อง ถ้าจำไม่ผิดไม่กี่วันพี่เจด้าก็ถึงกำหนดคลอดแล้ว ถ้าเกิดเรื่องตอนนี้ก็ยิ่งอันตรายทั้งแม่และลูก
“ฝ้ายขอตามไปด้วยนะคะ”
มาร์กัสเงยหน้ามองคนขอตามไปด้วย “ยังไงก็ต้องบินไปกรุงเทพอยู่แล้ว ให้ปอฝ้ายไปเยี่ยมพี่เจนก่อนแล้วเดี๋ยวค่อยบินวนกลับมามหาลัย”
ถ้าไม่เพราะผิดพลาดเรื่องงานชิ้นสุดท้าย ตอนนี้เธอคงได้ตั้งใจทำงานเรียบร้อยแล้ว พอเกิดเรื่องก็ต้องกลับไปแก้ใหม่อีกรอบรู้สึกเสียเวลาการทำงานจริงๆ
สองคนจึงพร้อมใจกันออกจากโรงงาน ขึ้นไปยังชั้นดาดฟ้าด้านบนสุดที่เป็นที่จอดเฮลิคอปเตอร์ ตอนที่แม่วางแผนลานจอดเฮลิคอปเตอร์ตอนนั้นเขามองว่าเป็นเรื่องน่าขำ
แต่ตอนนี้เริ่มคิดว่าแล้วถ้ามีเรื่องจำเป็นด่วนสิ่งนี้ก็ถือว่าเป็นความสะดวกอันดับแรก
เจลโล่ที่กลายมาเป็นบอดี้การ์ดส่วนตัวของเขา จอดเฮลิคอปเตอร์ได้สำเร็จ แม้อย่างนั้นเขาก็รู้สึกกังวลกับเฮลิคอปเตอร์คันนี้อยู่ดี เพราะเป็นเครื่องใหม่ที่พึ่งได้มาไม่นานและยังไม่ได้เช็คทดสอบเลย แต่พอคิดว่าเป็นเครื่องใหม่เอี่ยมก็เลยคิดว่าคงไม่มีปัญหาอะไร
“ไปกันเถอะ” ถ้าเดินทางตอนนี้สองชั่วโมงเราก็คงถึงภูเก็ต
มาร์กัสหันไปหยิบหูปิดเสียง ให้ปอฝ้ายจากนั้นก็สวมให้อีกฝ่าย หยิบที่คาดนิรภัยจัดให้หญิงสาวเพื่อเตรียมพร้อมขึ้นบิน
ปอฝ้ายยิ้มขอบคุณจากนั้นก็หันมองเครื่องบินที่กำลังบินขึ้นท่ามกลางสายฝนที่เริ่มเทลงมากะทันหัน
“จะเป็นอะไรมากไหมคะ” เสียงเธอเอ่ยขึ้นเพราะนี่เป็นครั้งแรก ที่เธอได้ขึ้นเครื่องบิน
มาร์กัสหันไปปลอบคนกลัวที่ไม่ค่อยได้เห็นนัก
“ไม่เป็นไร พี่นั่งครั้งแรกก็กลัวแบบนี้แหละ”
คนขับเครื่องบินมองกระจกไปยังด้านหลังคนพูด เขาหูฝาดหรือว่าภาพหลอนกันแน่ คุณมาร์กัสเคยกลัวอะไรด้วยหรือ ว่าแต่น้ำเสียงอ่อนแบบนี้เขาก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน
สองคนนี้เป็นไงมาไงกันนะ แต่เพราะตอนนี้เขาต้องเร่งความเร็วเพื่อไปให้จุดหมายปลายทาง จึงหันมาสนใจขับเฮลิคอปเตอร์ต่อ สายฝนก็ไม่ยอมหยุด ยังคงตกหนักและดูเหมือนจะหนักขึ้นเรื่อยๆ
เพี๊ยงๆ เสียงฟ้าผ่าลงมากลางอากาศทำให้ปอฝ้ายตกใจแล้วก้มหน้าปิดตาเอาไว้ สองมือก็ท่องพุธโธเพื่อให้เธอไปถึงที่หมายโดยเร็ว หวังเพียงให้ตัวเองมีชีวิตรอดก็พอ
คิ้วมาร์กัสก็ขมวดเช่นกัน ดูเหมือนสภาพอากาศวันนี้จะเลวร้ายพอสมควร หลังจากที่ประเมินแล้วดูเหมือนพวกเราต้องหาที่จอดก็เลยบอกคนขับเฮลิคอปเตอร์ด้านหน้า
เจลโล่รับคำพยายามจะเลี้ยวกลับไปยังโรงงานดังเดิมหรือไม่ก็ขอลงจอดที่สนามบินที่เชียงใหม่แทน แต่จังหวะเลี้ยวกลับนั้นจู่ๆ ก็มีเสียงสัญญาณเตือน จากนั้นเสียงฟ้าผ่าลงมาใกล้หู
ชิปหายแล้ว เจลโล่มองสัญญาณใบพัดด้านบนเสียหายไปสองใบ หันมองมาร์กัสที่เริ่มหยิบร่มชูชีพขึ้นมาอย่างรวดเร็วให้พวกเราใส่เอาไว้ จากนั้นก็เตรียมตัวให้พร้อมเมื่อเครื่องบินกำลังสั่นขึ้นเรื่อยๆ เสียการ ทรงตัวอย่างหนัก
“บินไปภูเขาลูกโน่น” แม้จะฝนตกแต่ก็พอมองเห็นว่าภูเขาลูกนั้นโล่งเตียนพอที่จะสามารถลงจอดได้ แต่แล้วไม่ทันจะหักเลี้ยวพายุลูกใหม่ ก็พัดเข้ามาทำให้เฮลิคอปเตอร์หมุนเข้าไปในพายุดังกล่าว
จากนั้นเสียงร้องของปอฝ้ายก็ดังขึ้น มาร์กัสโอบหญิงสาวไว้ในอกจากนั้นทุกอย่างก็ดับวูบไป....
หรือว่าพวกเราตายแล้วตอนที่มาร์กัสรู้สึกตัวลืมตาขึ้นมาก็พบว่าตัวเองอยู่ท่ามกลางความมืด และเหมือนอยู่บนรถอะไรสักอย่างข้างกายมีปอฝ้ายนอนสลบไม่ได้สติ
ส่วนเขาเองก็รู้สึกเจ็บที่ขาและแขน มองดูผ้าพันแผลที่พันลวก ก่อนจะลืมตาขึ้นให้ชัดอีกครั้งก็พบว่ามีปืนจ่อตรงหน้าเขาตอนนี้ถึงสี่คน
จากนั้นเขาก็พบว่าคนพวกนั้นล้วนพูดภาษาไทยไม่ได้แต่เหมือนจะเป็นภาษาพม่ามากกว่า เขาหันมองรอบกระบะก็ไม่พบเจลโล่มีเพียงแค่พวกเราสองคน
หลังจากประเมินสถานการณ์ตรงหน้าแล้วตอนนี้เขาทำได้ อย่างเดียวก็คือ ตามน้ำไปก่อน
รถกระบะเคลื่อนย้ายไปตามทางของถนนดินแดงไม่นานก็จอดที่หมู่บ้านกลางป่าแห่งหนึ่ง มาร์กัสหันมองปอฝ้ายที่ฟื้นขึ้นมาพอดี หญิงสาวจะร้องแต่อีกฝ่ายก็เรียกสติ
“เงียบอย่าเสียงดัง” ไม่ให้เธอเสียงดัง เธอที่กลัวอยู่แล้วก็รีบหุบปากเพราะกระบอกปืนยาวกำลังจ่ออยู่ตรงหน้า
ปอฝ้ายลงจากรถพร้อมกับมาร์กัส จากนั้นพวกคนที่จับตัวพวกเรามาก็พาพวกเราไปขังที่กระท่อมไม้เหมือนกรงขัง จากนั้นก็คล้องโซ่พวกเราเหมือนหมูตัวหนึ่ง ตอนนั้นเองที่พวกเราได้สังเกตว่ามีคนอยู่ด้านหลัง อีกสองสามคน
มาร์กัสจึงเดินสำรวจกรงหมู คนที่ถูกจับมาก่อนก็พูดขึ้น
“คุณหนีไม่พ้นหรอก ถ้าหนีแล้วพวกมันจับได้ก็มีแต่ตายกับตายเท่านั้น”
เสียงคนไทยที่ถูกจับมาก่อนพูดขึ้น ทำให้มาร์กัสเดินมาหาปอฝ้ายอีกรอบ ก่อนจะหาที่นั่งที่มุมซ้ายของกระท่อมพยายามคิดหาวิธีหนีจากกลุ่มโจรพม่าพวกนี้
คนที่ถูกจับมาก่อนสำรวจมองผู้หญิงคนเดียวในนี้ จากนั้นก็เอ่ยเตือนคนที่มาด้วยกัน “ระวังนะพ่อหนุ่ม สาวๆ แบบนั้นพวกมันจะจับไปเป็นเมีย”
มาร์กัสหันมองสีหน้าปอฝ้ายที่ซีดเผือดทันที “มีผมอยู่ผมจะ ไม่ยอมให้เกิดเรื่องแบบนั้นแน่นอน”
เธอก็หวังจะเป็นอย่างนั้นตอนนี้เขาคือความหวังสุดท้ายของเธอ ที่จะพาเธอให้รอดกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันครั้งนี้ ปอฝ้ายจึงขยับแนบชิด กับตัวเขา
พอเสียงประตูโซ่ดังขึ้นเธอก็ผวาสะดุ้งอย่างตกใจ มองคนที่เดิน เข้ามาถือปืนแล้วมองรอบกระท่อมจากนั้นก็ใช้ปืนเล็งมาที่พวกเราสองคน
“ออกมา!!” เสียงขู่เป็นภาษาไทยทำให้พวกเรารีบลุกขึ้น จากนั้นก็ถูกพวกมันพาไปยังกระท่อมที่ดูสภาพดีกว่าที่พวกเราอยู่ เมื่อขึ้นไปถึงด้านบนก็พบว่ามีคนนั่งอยู่บนโซฟาสีดำเก่าในมือก็มีปืนถืออยู่เช่นกัน
พวกเขาถูกผลักลงคุกเข่ากับพื้น มาร์กัสมองโดยรอบอย่างระวังก่อนจะมองปืนที่พวกเขาถือเอาไว้ ดูเหมือนจะเป็นปืนไรเฟิลรุ่นเก่า
จากนั้นไม่นานก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาแล้วนั่งลงใกล้กับคนที่เป็นหัวหน้า คนเป็นหัวหน้าพูดภาษาพม่ากับผู้หญิงไม่นานอีกฝ่ายก็หันมาแปลให้ฟัง
“พวกคุณเป็นใคร ทำไมถึงตกเครื่องบินราคาแพงนั้นใช่เศรษฐีไหม”
มาร์กัสเงยหน้ามองคนถาม ถ้าบอกว่าเศรษฐีได้โดนเรียกค่าไถ่แล้ว “พวกเราสองคนเป็นผัวเมียกัน กำลังจะขับเครื่องบินไปส่งให้คนซื้อไม่ใช่เจ้าของเอง”
ผู้หญิงที่พูดไทยได้หันไปแปลคำของมาร์กัสให้คนข้างตัวฟัง อีกฝ่ายก็ตะโกนเสียงดังเหมือนไม่เชื่อสิ่งที่เขาพูด จากนั้นคนถือปืนก็ตรงเข้ามา เขามองเห็นอีกฝ่ายกำลังจะยิงปืนก็ลุกขึ้นจากนั้นก็จับปืนดึงมาเป็นของตัวก่อนจะแกะสลายแยกเป็นชิ้นส่วน
ความเร็วที่เขาทำทำให้หัวหน้าโจรพวกนั้นรู้สึกตกใจ จึงหันไปพูดกับหญิงสาวข้างตัว “คุณประกอบปืนเป็นแล้วยิงปืนเป็นไหม”
มาร์กัสส่ายหน้าลูกมาเฟียแบบเขาถูกฝึกยิงปืนตั้งแต่ห้าขวบ ถ้ายิงไม่เป็นก็เสียชื่อแย่ “เป็น”
อองยี้หัวหน้าก็พูดขึ้นอีกหนึ่งประโยค ชบาจึงพูดต่อ “นายอยากให้คุณพิสูจน์คำพูดว่าจริงไหม ถ้าโกหกผู้หญิงคนนั้นจะต้องเป็นเมียนาย”
สีหน้าของชบาดูไม่ชอบคำสุดท้าย เมื่อก่อนตัวเองเป็นผู้หญิง ที่สวยที่สุดในค่าย มาตอนนี้กลับมีอีกคนเข้ามาแทนที่ ดังนั้นเธอจึงเอาใจช่วยคนที่บอกว่าเป็นผัว
มาร์กัสถูกลากมาที่ลานฝึกอาวุธ เขามองปืนไรเฟิลที่แยกประกอบอยู่ตรงหน้า ชายหนุ่มรวบรวมสมาธิเพียงหนึ่งนาทีจากนั้นก็ประกอบมัน ไม่ถึงห้าสิบวินาทีด้วยซ้ำ
คนที่มองดูเวลาแล้วตกใจ และตกใจยิ่งกว่าเมื่ออีกฝ่ายใช้ปืน ไรเฟิลที่ประกอบยิงเป้าทั้งหมด 5 เป้าถูกภายในหนึ่งนาทีโดยไม่ต้องเล็งเลยด้วยซ้ำ
ความสามารถแบบนี้พอจะเลี้ยงอีกฝ่ายเป็นคนฝึกอาวุธให้กองกำลังของเขาได้ ดังนั้น จึงต้องทำดีกับอีกฝ่ายหน่อย
“นายจะให้คุณฝึกอาวุธพวกเรา และให้กระท่อมคุณอยู่อย่างสบาย แต่คุณห้ามหนีเด็ดขาดไม่งั้นตายศพไม่สวยแน่”
มาร์กัสมองหน้าที่ที่ได้รับ แม้จะเป็นงานถนัดแต่ก็ไม่ถูกต้องเท่าไร ที่ฝึกให้กับพวกโจรเก่งขึ้นมา แต่ตอนนี้เขาไม่มีทางเลือกก็เลยยอมรับข้อเสนอไปก่อน
ไม่นานผู้หญิงคนนั้นก็พาไปยังกระท่อมใกล้กับกระท่อมของนาย รอบด้านมีคนคุ้มกันแน่นหนา “ฉันชื่อชบานะ ถ้ามีอะไรขาดเหลือก็บอกได้”
ชบาเดินมายืนตรงหน้าปอฝ้าย “ฉันขอเตือนคุณก่อนนะ สิ่งไหนที่คุณโกหกแล้วก็ทำให้เป็นจริงด้วย เพราะถ้านายเกิดจับได้ขึ้นมาผู้หญิง ของคุณไม่ได้มีผัวคนเดียวแน่”
มาร์กัสหันมองหญิงสาวก่อนมองรอบกายที่มีผู้ชายยืนมอง ไม่วางตา เขาจึงรีบให้เธอขึ้นไปบนกระท่อมจากนั้นก็ปิดประตูที่เปิดอยู่ให้สนิทกว่าเดิม
“ยังไงก็ต้องตามน้ำไปก่อน”
ตามน้ำไปก่อนหมายความว่ายังไง “หมายถึงฝ้ายต้องนอนกับพี่จริงๆ ใช่ไหม”
เจอโจรก็ว่าแย่แล้ว ต้องมามีผัวที่ไม่พร้อมอีกปอฝ้ายก็ยิ่งหน้าซีดเผือดมากกว่าเดิม “ไม่ต้องถึงขนาดนั้นแค่ทำเสียงประกอบก็พอ”
เสียงประกอบก็พอ หมายถึงยังไง ปอฝ้ายรู้สึกเรื่องที่เจอหนักที่สุดในชีวิตแล้วนะ ยังต้องมาทำเสียงครางกระเส่าหลอกคนด้านนอกอีกเธอจะบ้าตาย!!!