หญิงสาวจ้องมองใบหน้าตนเองในกระจกเงาตรงหน้า เพราะไม่อาจกลั้นน้ำตาได้ทำให้เธอต้องหลบมาอยู่ในห้องน้ำ แต่เมื่ออยู่คนเดียวก็ดันร้องไห้หนักเข้าไปอีก จนสุดท้าย ‘ธีรยา’ ตัดสินใจเช็ดเครื่องสำอางออก ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่กล้าออกจากห้องน้ำด้วยสภาพหน้าตาเลอะเครื่องสำอางแน่ๆ
อกหักที่ยังไม่ได้บอกรักมันเจ็บขนาดนี้เลยเหรอ แค่คิดน้ำตาของหญิงสาวเอ่อคลอขึ้นมาอีก ทั้งที่เธอก็พอรู้อยู่แล้วว่าพี่ก้องภพมีคนที่ ‘คุย’กันอยู่ แต่วันนี้พี่เขาประกาศเปิดตัวแฟนก็ทำให้เธออกหักอย่างเป็นทางการ ไม่น่าเอาวันหยุดมางานสัมมนาอะไรนี้เลย คิดว่าจะได้อยู่กับพี่ก้องภพมากขึ้นแต่กลับมาเจอเรื่องเซอร์ไพรแบบนี้ เธอน่าจะเอาวันหยุดไปทำอย่างอื่นดีกว่า... ดีกว่าอะไรเล่า ยังไงเรื่องพวกนี้เธอก็ต้องรับรู้ความจริงเข้าสักวัน มือเรียวหยิบกระดาษทิชชู่สั่งน้ำมูกแล้วล้างมือ เธอส่องตัวเองในกระจกอีกครั้งแล้วหยิบลิปสติกมาเติมริมฝีปาก ส่วนหน้าตาก็ช่างมันเถอะ โชคดีที่ไม่ได้ติดขนตาปลอมมา ไม่งั้นคงไม่ต่างจากซอมบี้สยองแน่ๆ
ธีรยาสวมแว่นตาแล้วสำรวจตัวเองในชุดเดรสกระโปรงยาวเหนือเข่าเล็กน้อยสีไวน์แดง ตั้งใจให้ตัวเองสวยในสายตาคนที่แอบชอบแต่สายตาเขามองเธอเป็นแค่ ‘น้องสาว’ เท่านั้น หรือเธอพยายามไม่พอนะ ถึงไม่เคยข้ามขั้นจากน้องสาวเป็นคนรักได้เลย หญิงสาวส่ายหน้าไปมาแล้วเดินออกมาจากห้องน้ำ งานเลี้ยงจัดที่ชั้นล่างของโรงแรมในส่วนที่เป็นสวนสวย หลังผ่านงานสัมมนาวิชาการหนักหน่วงมาก็ได้เจองานเลี้ยงเพื่อผ่อนคลายและกระชับความสัมพันธ์ของเพื่อนร่วมงาน
จะเรียกให้ถูกเธอคือแพทย์หญิงธีรยา เธอคือพยาธิแพทย์ (Pathologist) มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นหมอที่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับหนอนพยาธิ (อ่านว่า พะ-ยาด) แต่รู้หรือไม่ว่า คำว่า พยาธิ (อ่านว่า พะ-ยา-ทิ) ซึ่งเขียนเหมือนกันแปลว่า โรค หรือความเจ็บไข้ พยาธิแพทย์คือแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่งที่ทำหน้าที่ในการตรวจและวินิจฉัยโรคจากอวัยวะเนื้อเยื่อ เซลล์ และสารคัดหลั่งจากร่างกายมนุษย์ การวินิจฉัยโรคจึงเป็นงานหลักของพยาธิแพทย์ ไม่ใช่การรักษาผู้ป่วยโดยตรง นั้นเหมาะกับนิสัยของเธอ และการทำงานในโรงพยาบาลรัฐก็ไม่ได้เลวร้ายสำหรับชีวิตสาวโสดแถมยังเป็นกำพร้าอย่างเธอด้วย
หญิงสาวเติบโตในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ตอนเด็กๆ ค่อนข้างผอมบางและขี้โรคทำให้ไม่มีใครอยากอุปการะเด็กอย่างเธอซึ่งเป็นแรงผลักดันให้อยากเป็นหมอ เธอมุ่งมั่นจนสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์และเรียนจบเป็นที่เชิดหน้าชูตาของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า และทำงานในโรงพยาบาลรัฐใช้หนี้ทุนการศึกษา ช่วงที่เรียนอยู่เธอก็ทำงานพิเศษและมีเงินช่วยเหลือจากบ้านเด็กกำพร้า แม้ว่าทางบ้านเด็กกำพร้าจะไม่เรียกร้องเอาสิ่งใด แต่เมื่อเธอพอมีเงินเดือนก็เจียดเงินโอนไปให้สม่ำเสมอ อาจเพราะสถานที่แห่งนั้นเป็นเหมือน ‘บ้าน’ของเธอ แม้ตอนนี้เธอจะอยู่คอนโดขนาดเล็กที่กลายเป็น ‘บ้าน’ ของตัวเองแม้จะยังผ่อนอยู่ก็ตาม
ธีรยาเดินกลับเข้ามาในงานเลี้ยงแล้วหยิบแก้วเครื่องดื่มมาดื่มอย่างเหงาๆ อุตส่าห์เอาวันหยุดตัวเองมางานสัมมนาวิชาการนี้ก็เพราะอยากเจอก้องภพที่เป็นหมอประจำห้องฉุกเฉิน เธอรู้จักเขาตั้งแต่ตัวเองยังเป็นนักเรียนม.ปลาย เพราเขาเป็นรุ่นพี่เธอหลายปีและจบจากโรงเรียนเดียวกันและกลับมาทำกิจกรรมแนะแนวการศึกษาให้น้องๆ ได้รู้จักคณะต่างๆ ก่อนจะที่จะสอบเข้า เขาเป็นไอดอลของเธอเลยก็ว่าได้ แม้เขาอายุมากกว่าเธอหลายปี แต่ด้วยความที่ก้องภพเป็นคนคุยสนุกและเป็นกันเองจึงรู้สึกเหมือนพี่น้อง ซึ่งเธอคิดกับเขามากกว่า ‘พี่’ แต่ด้วยอะไรหลายๆ อย่างที่ไม่เคยกล้าเผยความรู้สึกในใจ บางทีเธอก็คิดว่าตัวเองคงกลัวว่าถ้าพูดออกแล้วความสนิทสนมที่เคยมีจะกลายเป็นห่างเหิน ซึ่งสุดท้ายแล้ว เธอก็ ‘อกหัก’ อยู่ดี
บทเวทีมีการแสดงของผู้ร่วมสัมมนา ธีรยาไม่ค่อยสนิทกับใครมากนัก เธอเลือกนั่งดื่มอยู่โต๊ะท้ายๆ แก้วแล้วแก้วเหล่า ดื่มอย่างไม่เคยดื่มมาก่อน แน่นอนว่าชีวิตเธอมันไม่มีโอกาสให้ดื่มแบบนี้นัก และยิ่งค่าใช้จ่ายที่มีเงินใช้อย่างจำกัดทำให้เธอตัดเรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอร์ไปได้เลย หญิงสาวรู้สึกตาพร่าและยิ่งเห็นภาพพี่ก้องภพนั่งคุยกับผู้หญิงที่เพิ่งประกาศตัวเป็นคนรัก ยิ่งทำให้เธอคว้าแก้วเครื่องดื่มมาดื่มอีก ราวกับรู้ว่ามีสายตาคู่หนึ่งจ้องมองอยู่ ก้องภพหันมาทางธีรยาที่นั่งคนเดียว เขาโบกมือเรียกหญิงสาวที่เอ็นดูเหมือนน้องคนหนึ่ง แต่ธีรยาที่วันนี้แต่งตัวสวยเป็นพิเศษลุกขึ้นยืนเดินโซเซออกไปด้านนอกงาน
“น้องหมิว...” ก้องภพพึมพำขึ้นมาแล้วหันไปพูดกับเขมิกาคนรักของเขา “พี่ไปดูน้องหมิวสักเดี๋ยวนะ”
“ไปเถอะค่ะ” เขมิกายิ้มให้ เธอรู้จักธีรยาหรือหมอหมิวจากปากของคนรักเพราะเขามักชอบเล่าเรื่องที่ทำงานให้ฟังบ่อยๆ และเคยพูดคุยกับธีรยาอยู่บ้าง ‘ผู้หญิงด้วยกันย่อมดูออก’ ว่าสายตาที่ธีรยามีต่อก้องภพมากกว่าพี่น้องอย่างที่ก้องภพพูด แต่เธอเชื่อใจคนรัก ธีรยาเองก็ไม่เคยแสดงท่าทีเกินเลยกับก้องภพ ทำให้เธอเกลียดผู้หญิงคนนี้ไม่ลง
ธีรยาเห็นก้องภพโบกมือให้ แต่เธอไม่พร้อมที่จะยิ้มให้เขาจึงตั้งใจลุกออกมาและกลับห้องพักที่อยู่โรงแรมเดียวกับที่สัมมนาและจัดเลี้ยง ทว่าเพราะดื่มเข้าไปมากแต่ละก้าวจึงไม่มั่นคงนัก เธอกำลังจะเอื้อมมือไปกดลิฟต์แต่ร่างไปชนเข้ากับใครบางคนอย่างไม่ตั้งใจ
“ขอโทษค่ะ”
หญิงสาวพูดกับอกเสื้อสูทเนื้อดีและกลิ่นน้ำหอมที่เธอไม่รู้จักแต่มันแสนเย้ายวนจนทำให้เธอต้องค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองเป็นจังหวะเดียวกับชายหนุ่มก้มหน้าลงมองเธอ มือใหญ่จับไหล่ประคองไว้ไม่ให้ล้มลง
ดวงตาสีน้ำตาลหรี่ตามองใบหน้ารูปไข่ที่ไม่ได้แต่งหน้า แม้สวมแว่นตาแต่เห็นดวงตาคู่สวยได้ชัดเจน ริมฝีปากฉ่ำวาวด้วยหยาดน้ำที่เดาได้ว่าเป็นค๊อกเทลเพราะมีกลิ่นจางๆ จากลมหายใจอุ่นร้อน
“หมิว...”
เสียงคุ้นเคยทำให้ธีรยาสะดุ้งแล้วเผลอดึงเสื้อเขาไว้เป็นที่กำบัง อาศัยว่าอีกฝ่ายตัวสูงใหญ่กว่า แต่กระนั้นเธอก็ห่อไหล่ตัวทำตัวลีบ เสียงสัญญาณลิฟต์ดังขึ้นธีรยาสะดุ้งแต่ยังไม่ทันตั้งสติว่าจะทำอย่างไรต่อไป ไหล่ของเธอก็ถูกมือใหญ่จับไว้มั่นแล้วดันเข้าไปด้านในตามด้วยร่างสูงใหญ่ของคนแปลกหน้า และในวินาทีต่อมาเขาก็เอื้อมมือไปกดปิดประตูลิฟต์ทันที
“ชั้นไหน?”
“เอ่อ...” เธอขยับตัวถอยออกมาครึ่งก้าวแต่ร่างยังซวนเซอยู่ทำให้เขาเอื้อมมือไปจับไหล่เธอไว้ไม่ให้ล้มลง
“ถ้ายังดื่มไม่พอไปดื่มต่อห้องผมไหม?”
“คะ?”
หญิงสาวทำตาปริบๆ นี่เธอถูกผู้ชายชวนขึ้นห้องเหรอ?
ท่าทางซื่อๆของผู้หญิงตรงหน้าทำเอาชายหนุ่มหัวเราะในลำคอ เขาเอื้อมมือไปกดหมายเลขชั้นที่ต้องการ
“คุณไม่พูดผมจะถือเป็นคำตอบรับก็แล้วกัน”
ธีรยาหลุบตาลง อืม...แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน คืนนี้เธอไม่อยากอยู่คนเดียว แม้ที่ผ่านมาจะใช้ชีวิตโดดเดี่ยวจนเคยชินก็ตาม.
โจวเจียอีหรือที่รู้จักกันอีกชื่อคืออีริค ชายหนุ่มลูกครึ่งจีน-ไทย มารดาของเขาเป็นคนไทย หลังจากบิดาเสียชีวิตเขาคือผู้รับช่วงต่อกิจการทั้งหมด ส่วนมารดาที่ไม่มีญาติหรือเพื่อนสนิทที่จีนอยากกลับมาใช้ชีวิตที่เมืองไทย เขาก็ตามใจผู้เป็นแม่ จัดหาบ้านช่องห้องหับที่ปลอดภัยเพราะตัวเขาไม่ได้มาอยู่ที่นี่ด้วย แต่เทียวไปเทียวมาเพราะเรื่องธุรกิจและเป็นห่วงมารดา เช่นวันนี้เขามาเซ็นสัญญาทางธุรกิจและมีเลี้ยงต้อนรับ ตัวเขาไม่ชอบงานเลี้ยงนักแต่ก็ต้องอยู่จนจบงาน
ชายหนุ่มปลีกตัวออกมาและเดินลงมาว่าจะหาอะไรดื่มสักเล็กน้อยค่อยกลับขึ้นห้องไปนอนพัก และเตรียมตัวเดินทางกลับ แต่บังเอิญพบหญิงสาวคนหนึ่งเขา รู้สึกถูกชะตาตั้งแต่เธอเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา อยู่มาจนอายุสามสิบปีเพิ่งเคยรู้สึกแบบนี้กับผู้หญิงเป็นครั้งแรก เห็นเพียงแวบเดียวก็รู้สึกอยากครอบครองขึ้นมาทันที เขาเห็นเธอต้องการหลบผู้ชายที่เดินตามมาอยู่จึงฉวยโอกาสพามาที่ห้องของเขา
ชายหนุ่มโบกมือไล่บอดี้การ์ดที่ยืนเฝ้าอยู่ให้ถอยห่าง คนตัวเล็กซุกซบในอกกว้างเดินแทบไม่ไหว เมื่อเข้ามาในห้องแล้ว เธอก็เตะรองเท้าออกจากปลายเท้าแล้วเดินไปที่ริมระเบียงของห้องสวีทสุดหรูที่เขาพักอยู่
“สวยจัง” เธอพูดเสียงอ้อแอ้ “ห้องฉันอยู่ชั้นล่าง มองเห็นวิวทะเลนะ แต่ไม่สวยเท่านี้”
“นี่ห้องสวีทก็ต้องสวยกว่าอยู่แล้ว” เขาพูดพลางถอดเสื้อนอกออกตามด้วยเนคไท “ผมมีไวน์แดงปี1980อยู่ คุณดื่มได้ไหม หรืออยากดื่มอย่างอื่นผมจะสั่งให้”
“เอาสิ ฉันไม่เคยลอง”
เธอตอบแล้วหันมายิ้มจนดวงตาเป็นประกายก่อนจะเดินตัวเซมาทางเขา ชายหนุ่มส่ายหน้าแล้วจูงมือเธอมานั่งที่เก้าอี้ริมระเบียงแล้วเดินกลับไปรินไวน์สองแก้วของตัวเขาและคนแปลกหน้าของคืนนี้ มือเรียวเล็กยื่นไปรับแล้วประคองด้วยสองมือราวกับมันเป็นแก้วกาแฟ เธอจ้องมองอยู่ครู่หนึ่งก่อนเงยหน้าขึ้นเห็นเขายกแก้วไวน์ขึ้นดื่มด้วยท่าทีผ่อนคลาย เธอจึงยกแก้วขึ้นดื่มบ้าง
“อ่า...รู้สึกฝาดๆ ลิ้นจัง”
“ดื่มแบบนั้นจะไปรู้รสอะไร” เขาหัวเราะอารมณ์ดี ทั้งที่วันนี้เคร่งเครียดมาทั้งวัน เขาเติมไวน์ให้เธอและของตัวเองก่อนพูดต่อ
“หมุนวนแก้วไวน์ เพื่อให้ไวน์ขยายวงกว้างขึ้น ทำแบบนี้จะเพิ่มการสัมผัสกับอากาศของไวน์ ทำให้กลิ่นของไวน์เข้มข้นขึ้น ต้องหมุนไวน์โดยจับแก้วที่ฐานหรือก้าน”
เขาพูดพลางสาธิตให้เธอดู
“ดมไวน์ในขณะที่คุณหมุนวน เพื่อให้ได้กลิ่นหอม กลิ่นทั่วไปของไวน์ จะมีกลิ่นของผลไม้ เครื่องเทศ สมุนไพร และดอกไม้ต่างๆ ไวน์จะดีที่สุดเมื่อจิบและลิ้มรส เมื่อเทียบกับการกลืนลงไป จิบไวน์ขนาดเล็กถึงปานกลาง และอมไว้ตรงกลางลิ้นก่อนกลืน วิธีนี้จะช่วยให้คุณได้ลิ้มลองรสชาติที่ซับซ้อนของไวน์...”
“ยากจัง” เธอเบ้ปากก่อนยกดื่มรวดเดียวหมด “อ๊า! ไม่อร่อย”
โจวเจียอีมองหญิงแลบลิ้นสีชมพูออกมา ท่าทางเหมือนแมวน้อยทำให้เขาหลุดหัวเราะอย่างไม่เคยทำมาก่อน เสียงทุ่มต่ำของเขาทำให้เธอกำหมัดชกไปที่แผ่นอกอีกฝ่าย แต่เพราะมึนเมาอยู่จึงไม่แรงนัก
ชายหนุ่มคว้าข้อมือเธอแล้วออกแรงเพียงเล็กน้อยก็ดึงเธอมานั่งบนตักได้อย่างง่ายดาย และก่อนที่หญิงสาวจะรู้ตัว เขาก็จัดการถอดแว่นตาของเธอออก ฝ่ามือใหญ่ลูบแก้มเนียนเบาๆ แต่ธีรยาเห็นแววตาคู่นั้นเหมือนมีลูกไฟอยู่จึงผงะถอยหนี ทว่าเขาใช้มือเพียงข้างเดียวประคองท้ายทอยเธอไว้และใช้มืออีกข้างยกแก้วไวน์ที่เหลือดื่มแล้วประกบริมฝีปากที่เผยอขึ้นอยู่ก่อน
ไวน์แดงไหลเข้าปากของธีรยา ดวงตากลมเบิกกว้างราวกับต้องมนตร์จากดวงตาสีน้ำตาล ลิ้นของเขาเกี่ยวกระหวัดกับลิ้นของเธอ มอบรสหวามที่เธอไม่เคยสัมผัส การจูบตอบแบบเงอะงะทำเอาชายหนุ่มเลิกคิ้วเล็กน้อย เขาผละจากริมฝีปากอิ่มสวยแล้วเอ่ยถาม
“จูบแรก?”
เหมือนจะสางเมาในทันที เธอไม่รู้จะตอบยังไงจึงได้แต่กัดริมฝีปากรู้สึกหน้าร้อนขึ้นมา ก็ชีวิตเธอมีแค่เรียนกับเรียน เรียนจบก็ทำงานและทำงาน คนที่แอบชอบก็เป็นแค่คนที่แอบชอบไม่เคยได้ใกล้ชิด อย่างมากก็แค่จับมือโอบไหล่แต่ก็เป็นแบบพี่น้อง แต่นี่...ผู้ชายที่เจอกันไม่กี่นาที...
เขายื่นนิ้วโป้งมาแตะริมฝีปากอิ่มสวย
“อย่ากัด”
“คะ?”
คราวนี้เขายื่นหน้ามาใกล้ สบตากับดวงตาเหมือนกระต่ายของเธอก่อนกดริมฝีปากจูบเธออีกครั้ง แรงขบเม้มเบาๆ เรียกร้องให้เธอเปิดกลีบปากให้เขาแทรกเรียวลิ้นเข้าไปกวาดชิมความหวานในโพรงปากสาว ลมหายใจอุ่นร้อนเจือกลิ่นไวน์และ...เอ่อ...บุหรี่สินะ ร่างอ่อนนุ่มอ่อนระทวยไปกับสัมผัสที่เขามอบให้
โจวเจียอีจำไม่ได้แล้วจูบผู้หญิงครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่กัน เขาไม่ขาดแคลนผู้หญิงบำเรอใคร่ แต่เขาไม่จูบกับผู้หญิงเหล่านั้น เขาอายุสามสิบแล้วแต่ยังไม่ได้แต่งงาน ผู้หญิงที่คบหาก็เพราะเรื่องของธุรกิจเรียกว่าคนรักคงไม่ได้ เพราะเขาไม่เคยรู้สึกแบบนั้นกับใคร แต่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกต้องการผู้หญิงอย่างที่ไม่อาจควบคุมตัวเองได้ เป็นความปรารถนาอย่างรุนแรง
กระโปรงร่นขึ้นมาเล็กน้อยเผยให้เห็นเรียวขาสวย ฝ่ามือเลื่อนไปลูบต้นขาขาวเนียนปลุกเร้าให้อีกฝ่ายตอบรับความต้องการเช่นเดียวกันเขา ร่างอ่อนนุ่มเอนตัวเข้าหาสองมือเปะปะไปบนแผ่นอกกำยำ เพียงปลายนิ้วแตะจุดอ่อนไหวแม้สัมผัสผ่านกางเกงชั้นในก็ทำให้เธอหลุดเสียงครางแม้ริมฝีปากจะถูกจูบดูดดื่มอยู่ก็ตาม นิ้วกร้านสัมผัสรอยเปียกชื้น เขาถอนริมฝีปากแล้วยิ้มร้ายที่มุมปาก
“คุณเปียกแล้วนี่”
จูบของเขาปล้นสติของเธอไปหมดสิ้น สมองมึนงงอยู่จนกระทั่งเขาช้อนตัวอุ้มร่างบอบบางมาวางบนเตียงแล้วจึงเพิ่งรู้สึกตัว ดวงตากลมจ้องมองร่างสูงโปร่งที่กำลังปลดกระดุมเสื้อเชิ้ต สายตาของเขาจ้องมองลิ้นน้อยๆที่แลบออกมาเลียริมฝีปากของตน เขาถอดเสื้อโยนลงพื้นตามด้วยปลดเข็มขัด คราวนี้เธอหลุบตาลงไม่กล้ามองอีก เสียงหัวเราะทุ่มต่ำในลำคอทำให้เธอลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาทาบตัวลงมากดทับร่างของเธอสองมือลูบไล้เรือนร่างปลุกเร้าเลือดในกายให้เดือดพล่าน ชุดเดรสถูกถอดไปอย่างง่ายดาย เสียงลมหายใจสูดลึกทำให้เธอไม่มั่นใจว่าเขาคิดอย่างไรอยู่ สองมือยกขึ้นปิดหน้าอกที่มีบราเซียลูกไม้สีแดงปกปิด ปกติเธอมีแต่เสื้อผ้าสีเรียบ แต่สำหรับชุดชั้นในนั้นอาจเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยเดียวที่เธอให้อนุญาตให้ตัวเองทำได้
ชายหนุ่มเต็มไปด้วยความปรารถนาจะครอบครอง เขาโน้มหน้าลงจูบกลีบปากหวานฉ่ำอีกครั้ง สัมผัสเรือนร่างเธออีกหนแต่เท่าไรก็เหมือนไม่พอ ริมฝีปากร้อนพรมจูบที่ลำคอก่อนจะปลดชุดชั้นในเธออกเผยทรวงอกอวบอิ่ม ความเมามายอาจทำให้ธีรยาใจกล้าและปลดปล่อยตัวเองกับความต้องการลึกเร้นอยู่ภายใน เพียงริมฝีปากเขาครอบครองปลายถัน ร่างบางก็สั่นระริกขึ้นมา เสียงครางหวานหลุดจากปากสวย ปลายลิ้นรัวที่ปลายอดอกสลับดูดดึงและยิ่งใช้มือบีบเคล้นจนเธอแทบคลั่ง
ยิ่งได้ยินเสียงครวญครางยิ่งทำให้ชายหนุ่มพึ่งพอใจ เขาซุกไซ้ทรวงอกอวบอิ่มพอดีมืออย่างหิวกระหาย ร่างบิดเร้าไปมายิ่งบดเบียดเสียดสีกระตุ้นให้แท่งเอ็นของเขาแข็งขันราวกับเสาหินที่รอตอกกระแทกในร่องสวาทที่เปียกแฉะ แต่มันยังไม่ชื้นเปียกแฉะมากพอ เพียงใช้นิ้วสัมผัสก็รับรู้ได้ว่าช่องทางนี้ช่างคับแคบนักจะนำพาเอ็นอุ่นของเขาเข้าไปเขาต้องเตรียมเธอให้พร้อมกว่านี้
“อึก...คุณ...คุณ...” ธีรยาส่ายหน้าไปมาจนเส้นผมสยาย นิ้วร้ายกาจแทรกเข้าไปในส่วนที่ไม่เคยมีใครสัมผัส เพียงการขยับนิ้วเข้าออกก็ทำให้เธอเสียวซ่านไปทั่วร่าง
“อีริค” เขาพูดเสียงพร่า “เรียกชื่อผม”
“อื้อ...คุณ...อึก..อีริค..ฉัน...อื้อออ”
นิ้วเรียวยาวสำรวจภายในร่องสีสวย เรียวขาแยกออกอย่างไม่รู้ตัวสะโพกส่ายรับจังหวะเข้าออกของนิ้วกร้าน เสียงหอบหายใจถี่กระชั้นทำให้เราเร่งรัวนิ้วจนน้ำสวาทไหลเปียกชุ่มนิ้ว เขาเพิ่มนิ้วเข้าไปอีกเป็นสองนิ้ว
“แฮ่กๆ มะ..ไม่..ไม่ไหวแล้ว”
“อีกนิดนะ ...ของคุณแคบมาก จะรับของผมเข้าไปไม่ไหว อื้มม ตรงนี้สินะ คุณชอบใช่ไหม น้ำออกมาเยอะเลย”
ร่างขาวเนียนเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อและร้อนรุ่มราวป่วยไข้ เหงื่อชื้นซึมออกมา โจวเจียอีพอใจกับแรงตอดรัดที่นิ้วมือทุกครั้งที่เขาชักนิ้วเข้าออก เขาก็ดูดดึงปลายยอดอกของเธอไปพร้อมกัน
“ไม่..ไม่ไหวแล้ว อึก...อ๊า”
ธีรยาหวีดร้องออกมาเมื่อถูกเขาเร่งเร้าไปถึงจุดสุดยอด ร่างเกร็งกระตุกและร่องรักตอดรัดสอง ไม่สิ สามนิ้วของเขา ชายหนุ่มผละจากทรวงอกที่ดูดเม้มจนเป็นรอยช้ำแล้วยิ้มมุมปาก เขาถอนนิ้วออกจากร่องสาวแล้วส่งเข้าปากชิมความหวานจากกายสาว ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบถุงยางอนามัยที่อยู่บนหัวเตียง
บรรยากาศในห้องร้อนเร่าเพราะสองร่างเปลือยเปล่าที่กอดรัดกันบนเตียงกว้าง ตามเนื้อตัวมีร่องรอยสีแดงเต็มไปหมด โจวเจียอีประคองลำเอ็นที่สวมปราการเรียบร้อยแล้วค่อยๆ กดเข้าไปในร่องรักที่เปียกแฉะ น้ำฉ่ำวาวช่วยให้เขากดปลายหัวบากเข้าไปได้ง่ายแต่กระนั้นมันก็ยังคับแคบจนเขาต้องค่อยๆ เคลื่อนไหวดุนดันเข้าไปที่ละน้อย แต่นั้นยิ่งทำให้ธีรยาหวาบหวามปั่นป่วนไปหมด เรียวขาแยกกว้างมากขึ้นและยกสะโพกขึ้นเพื่อให้เขากดลำเอ็นเข้ามาลึกกว่าเดิม