"เขาเป็นอะไรมากไหมครูพุทธ"
"หน้าเขาซีดมากเลยนะครู"
"น่าสงสารจังเลยพ่อคุณ ยังหนุ่มยังแน่น เป็นฝรั่งเสียด้วย"
"พวกเราลองไปดูรอบ ๆ หรือยังว่ายังมีคนอื่นอีกไหม?"
"ครูพุทธช่วยเขาได้ไหม เขายังไม่ตายนะครู"
ผมได้ยินเสียงจ้อกแจ้กจอแจดังแว่วมาในโสตประสาท แต่ไม่สามารถขยับร่างกายหรือลืมตาได้
นี่ผมเป็นอะไร?
ผมอยู่ที่ไหน?
แล้วผมตายหรือยัง?
คำถามต่าง ๆ มากมายผุดเข้ามาในมโนสำนึก แล้วภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ก็ไหลเข้ามาในความทรงจำ ผมจำได้ว่าถูกยิงจนรถเกิดอุบัติเหตุพลิกคว่ำแล้วไอ้จอนนี่กระเด็นออกจากนอกรถไป หลังจากนั้นผมก็ไม่รู้อะไรอีกเลย จนกระทั่งมาได้ยินเสียงคนพูดคุยกันอยู่ในขณะนี้
"ดูเหมือนเขาจะรู้สึกตัวแล้วนะครูพุทธ"
ครูพุทธอีกแล้ว? ใครคือครูพุทธ?
"หนูดูจากสภาพภายนอกแล้วเขาไม่น่าจะเป็นอะไรมากนะลุงแสง กระดูกไม่ได้หัก โชคดีที่รถคันนี้มีระบบรักษาความปลอดภัยอย่างดีเลยทำให้เขาบาดเจ็บน้อยกว่าที่ควรจะเป็น แต่เราต้องรอให้เขาฟื้นก่อน เพราะไม่รู้ว่าสมองได้รับการกระทบกระเทือนอะไรมากไหม หนูให้นายเขียวไปเตรียมเปลแล้วค่ะ เราต้องย้ายเขาเข้าหมู่บ้านโดยให้เขากระทบกระเทือนน้อยที่สุด"
เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้น ถึงแม้ว่าผมจะไม่เห็นหน้า แต่แค่ฟังเสียงดูก็คิดว่าเธอน่าจะเป็น "ครูพุทธ" ที่ใคร ๆ เรียกชื่อกัน เพราะดูแล้วเธอมีความรู้ในเรื่องการปฐมพยาบาลพอสมควรและที่สำคัญ เสียงของเธอไพเราะกินใจผมมาก
---------------
"คุณ..คุณคะ ได้ยินเสียงของฉันไหม"
ผมได้ยินเสียงหวาน ๆ ที่ผมเคยได้ยินเมื่อคราวก่อนดังขึ้นข้าง ๆ หู เธอเอ่ยถามผมเป็นภาษาอังกฤษ คงเป็นเพราะเห็นว่าผมเป็นชาวต่างชาติ ผมยิ่งมั่นใจว่าเธอคือครูพุทธ ที่คนอื่น ๆ เขาเรียกชื่อกัน
"นะ..น้ำ.. ผมขอน้ำหน่อย" ผมเอ่ยขอน้ำดื่มจากเธอเพราะรู้สึกคอแห้งเหลือกำลัง
"อ้อ.. คุณพูดภาษาไทยได้เหรอคะ รอสักครู่นะคะ" เสียงเธอกล่าวตอบรับพร้อมกับเสียงก็อก ๆ แก๊ก ๆ และเสียงน้ำตกกระทบภาชนะดังขึ้น ผมค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างยากลำบากเพราะรู้สึกแสบตากับแสงจ้าที่ส่องเข้ามา
"ค่อย ๆ ลุกนะคะคุณ" เสียงของเธอเอ่ยบอกผม และช่วยประคองร่างของผมให้ลุกขึ้นมานั่งเพื่อให้ดื่มน้ำได้สะดวก
"ค่อย ๆ จิบก่อนนะคะ อย่าเพิ่งดื่มเยอะเดี๋ยวจะสำลักเอาได้" ผมลืมตาขึ้นมาก็มองเห็นขันน้ำใบเล็ก ๆ กำลังจ่ออยู่ที่ปากพอดี จึงค่อย ๆ ดื่มน้ำโดยมีเธอป้อนให้ เมื่อดื่มน้ำเสร็จแล้วก็รู้สึกดีขึ้นกว่าเดิมแต่รู้สึกปวดเมื่อยเนื้อตัวเหลือกำลัง
"เป็นยังไงบ้างคะ เจ็บตรงไหนบ้างหรือเปล่า?" เสียงเอ่ยถามผมอีกครั้ง ทำให้ผมที่กำลังก้มหน้าก้มตาอยู่ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมามองเธอ แล้วสิ่งที่อยู่ตรงหน้าของผมตอนนี้ก็ทำให้ผมถึงกับตกตะลึงจนลืมความเจ็บปวดไปชั่วขณะ
ภาพที่อยู่ตรงหน้า คือผู้หญิงสาวคนหนึ่งอายุราวๆ 22-23 ปี ใบหน้าเรียวรูปไข่ ผมยาวประบ่า ดวงตากลมโตสีน้ำตาลเข้มที่ประดับด้วยแพขนตาดกหนา คิ้วโค้งสวยรับกับจมูกโด่งเล็ก และริมฝีปากกระจับสีชมพูระเรื่อ ผิวของเธอขาวอมชมพูจนเห็นได้ชัดว่าแก้มนวลนั้นสุกปลั่งจากเลือดฝาดตามธรรมชาติโดยไม่ได้แต่งเติมใด ๆ ผมนั่งจ้องมองเธออยู่เนิ่นนานโดยลืมคำถามของเธอไปเสียสิ้น
"คุณ..คุณคะ? ได้ยินฉันหรือเปล่า"
"อ่อ..ครับ" ผมรีบขานตอบกลับเธอไปทันทีที่ได้สติ แต่ก็ยังไม่วายที่จะจ้องมองใบหน้าสวย ๆ และปากกระจับได้รูปนั้นไม่วางตา
"คุณเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ แล้วตกลงมา จำได้ไหมคะ?" เธอเอ่ยถามพร้อมกับคลี่ยิ้มบาง ๆ มาให้ ... น่ารักจัง
"จะ..จำไม่ได้ครับ" ผมตัดสินใจบอกไปแบบนั้นเพราะอยากรู้ว่าเธอจะพูดอย่างไรต่อ ร่างเล็กขยับเข้ามาใกล้มากกว่าเดิมเล่นเอาหัวใจของผมเต้นรัวเป็นกลองเพล
"คุณเพิ่งฟื้นขึ้นมาอย่าเพิ่งนั่งนานดีกว่านะคะ เดี๋ยวจะเวียนหัวเอาได้" เธอขยับตัวเข้ามาช่วยพยุงให้ผมนอนลงอย่างแผ่วเบา ใบหน้าเล็กของเธออยู่ใกล้กับใบหน้าผมจนรับรู้ถึงลมหายใจของกันและกัน กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากตัวของเธอกระทบเข้ากับปลายจมูกโด่ง เล่นเอาเลือดลมของผมพลุ่งพล่าน แต่เธอคงไม่รู้อะไรหรอก มีแต่ผมนี่แหละที่เผลอคิดไปไกลโดยที่ไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับใครมาก่อน
"ฉันชื่อพุทธมิกานะคะ หรือจะเรียกว่าพุทธก็ได้ค่ะ แล้วคุณชื่ออะไร"
พุทธมิกา.... ชื่อเพราะมาก
"ผมชื่อ.. เอ่อ วิลล์ครับ"
"ชื่อวิลล์เฉย ๆ หรือว่ามีคำอื่นต่อท้ายอีกคะ?"
"เอ่อ.. ผมจำได้แค่ชื่อวิลล์" ผมตัดสินใจบอกเธอไปแบบนั้น ด้วยไม่อยากเปิดเผยตัวเองให้คนอื่นรู้ในตอนนี้เพราะไม่รู้ว่าพวกที่มันประสงค์ร้ายกับผมมันเป็นพวกไหน ต้องการอะไร ถ้าหากพวกมันอยากจะเก็บผมและรู้ว่าผมยังไม่ตายมันก็อาจจะตามมาจัดการ จนทำให้คนที่นี่เดือดร้อนไปด้วยก็ได้ ผมเลยจำเป็นต้องปิดบังตัวตนที่แท้จริงเอาไว้ก่อน เธอมีสีหน้าตกใจเล็กน้อย แต่พักหนึ่งเธอก็ปรับสีหน้าเป็นปกติแล้วส่งยิ้มหวานให้กับผม .. รู้ไหมว่ามันน่ารักขนาดไหน
"ไม่เป็นไรค่ะ คุณตกลงมาจากเหวที่สูงเกือบสองร้อยเมตร โชคดีมากเลยที่คุณไม่เป็นอะไรมาก ตอนนี้คุณอาจจะยังมึนงงอยู่บ้าง อีกเดี๋ยวก็จะดีขึ้นเอง ไม่ต้องกังวลนะคะ" เธอปลอบใจผมพร้อมกับยกถาดอาหารมาวางไว้บนโต๊ะใกล้ ๆ กับเตียงที่ผมนอนอยู่
"ทานข้าวต้มหน่อยนะคะ จะได้มีแรง" เธอพูดพร้อมกับยกชามข้าวต้มร้อน ๆ นั้นขึ้นมาแล้วคนไปมาเพื่อไล่ความร้อน กลิ่นข้าวต้มกระทบปลายจมูกเล่นเอาท้องผมร้องประท้วงด้วยความหิว
"ที่นี่อยู่บนเขา ห่างจากในเมือง เลยไม่ค่อยมีเนื้อสัตว์ให้ทาน นอกจากเนื้อปลาค่ะ แต่ถ้าเป็นพวกเนื้อหมูเนื้อวัวก็จะมีแบบตากแห้งและทำเค็มไว้ทานได้นาน ๆ แต่ฉันเห็นว่าคุณเพิ่งฟื้น ไม่เหมาะจะทานอาหารที่ย่อยยาก เลยทำข้าวต้มปลามาให้แทน คุณทานได้ไหมคะ?
"ทานได้ครับ แต่ผมปวดกล้ามเนื้อไปหมด เหมือนจะไม่ค่อยมีแรง"
"ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวฉันป้อนให้ก็ได้ค่ะ เสร็จแล้วจะได้ทานยา" ผมยิ้มแล้วกล่าวขอบคุณ เธอส่งยิ้มให้พร้อมกับตักข้าวต้มในชามมาเป่าไล่ความร้อนแล้วค่อย ๆ จ่อมันที่ปากของผม ผมอ้าปากรับอย่างเต็มใจ ข้าวต้มมื้อนี้ถึงแม้จะไม่ได้มีหมู ไก่ หรือกุ้งตัวโตๆ อย่างที่ผมเคยทาน แต่มันกลับเป็นข้าวต้มที่อร่อยที่สุดเท่าที่ผมเคยทานมาเลยทีเดียว
Write Talk: แหม... ร้ายไม่เบาเลยนะพี่วิลล์ ขนาดป่วยแบบนี้ยังมีแรงอ้อนสาวอีกนะ น่าหยิกชะมัด
"ทานข้าวเสร็จแล้ว ทานยาหลังอาหารก่อนนะคะ" พุทธมิกาวางชามข้าวต้มลงบนโต๊ะแล้วหยิบยาหลังอาหารพร้อมกับน้ำดื่มส่งให้วิลสัน เขาเอื้อมมือมารับยาแล้วส่งเข้าปากพร้อมกับดื่มน้ำตามทันที ก่อนที่ครูพุทธจะรับแก้วน้ำแล้ววางลงบนโต๊ะข้าง ๆ กับชามข้าวต้มที่ถูกทานจะเกลี้ยงชาม
"ทานอาหารได้เยอะแบบนี้อีกไม่นานคุณวิลล์ก็หายดีค่ะ" ครูพุทธส่งยิ้มให้คนป่วยที่ตอนนี้ยังคงนั่งนิ่ง ดวงตาสีเทาของเขาจ้องมองใบหน้าสวยหวานของเธอไม่วางตา เล่นเอาคนถูกจ้องมองถึงกับเกิดอาการประหม่า
"ที่นี่ที่ไหนเหรอครับ ผมพอจะจำได้ว่าจะมาทำธุระที่หมู่บ้านผาเดือนแต่เกิดอุบัติเหตุเสียก่อน" วิลสันเอ่ยถามในขณะที่เธอช่วยพยุงเขาให้นั่งพิงหัวเตียง
"ที่นี่คือหมู่บ้านผาเชิงดาวค่ะ หมู่บ้านผาเดือนห่างจากที่นี่ไปอีกเกือบสิบกิโลเมตร ตรงที่รถคุณตกลงมาเป็นหน้าผา เรียกว่าผาเชิงดาว" พุทธมิกาบอกกับชายหนุ่มตรงหน้า ซึ่งเขาก็พยักหน้าตอบรับว่าเข้าใจ
"คุณวิลล์ต้องการให้ทางเราติดต่อกลับที่บ้านให้ไหมคะ ทุกสัปดาห์ฉันจะต้องเข้าไปในเมืองเพื่อหาซื้ออุปกรณ์การเรียนและสิ่งของจำเป็นสำหรับเด็ก ๆ และชาวบ้านในหมู่บ้าน ฉันจะได้ติดต่อญาติให้"
"นอกจากชื่อของตัวเองแล้ว ตอนนี้ผมยังจำเรื่องราวอื่น ๆ ของตัวเองไม่ได้เลยครับ" วิลสันตัดสินใจพูดปดคำโตออกไป เพราะตอนนี้เขาต้องการให้ฝ่ายที่ประสงค์ร้ายกับเขาเข้าใจว่าตัวเองได้ตายหรือหายสาปสูญไปแล้ว พวกมันจะได้เลิกไล่ล่า อย่างน้อยถ้าเขาจะกลับไปก็ควรจะแข็งแรงมากกว่านี้เสียก่อน สิ่งที่เขาเป็นห่วงที่สุดในตอนนี้คือมัมเคธี่กับทุกคนในครอบครัว ป่านนี้พวกท่านคงเป็นห่วงเขามาก วิลสันคิดไว้ว่าถ้าตัวเองแข็งแรงเมื่อไร จะหาทางส่งข่าวให้ทางบ้านได้รู้ว่าเขาเองปลอดภัยดี พวกท่านจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง
"ฉันขอโทษด้วยค่ะที่ถามไปแบบนั้น เพราะคิดว่าคุณคงกังวลและอยากติดต่อกลับทางบ้าน ถ้าอย่างนั้นตอนนี้อยู่พักที่นี่ให้หายก่อนแล้วถ้าคุณจำได้หรือต้องการให้ฉันช่วยอะไรก็บอกได้เลยนะคะ" พุทธมิกาพูดพร้อมกับส่งยิ้มให้เหมือนเคย รอยยิ้มของเธอทำให้วิลสันรู้สึกสดชื่นและสดใสทุกครั้งที่ได้เห็น มันทำให้เขากระชุ่มกระชวยหัวใจแบบแปลก ๆ
"ถ้าอย่างนั้นคุณวิลล์พักผ่อนดีกว่าค่ะ เดี๋ยวฉันต้องขอตัวไปสอนหนังสือเด็ก ๆ ก่อน ตอนกลางวันจะแวะมาอีกครั้งนะคะ" ครูพุทธเอ่ยบอกพร้อมกับยกชามอาหารออกจากห้องไป
@ คฤหาสน์โจเซฟ
"เป็นไงบ้างคะ ได้ข่าวตาวิลสันบ้างไหม?" มัมเคธี่รีบเดินไปหาสามีที่เพิ่งกลับมาจากการค้นหาลูกชายโดยมีวิลเซนต์ และฟาบริซกับฟาเบียนเดินตามมาข้างหลัง
"ตอนนี้เราเจอจอนนี่แล้ว แต่ยังไม่เจอวิลสัน จากรอยไหม้ของยางรถที่ติดอยู่บนถนน รถน่าจะตกเหวลงไป ตอนนี้พวกเรากำลังเร่งมือตามหากันอยู่" แด๊ดโจเซฟนั่งลงที่โซฟาแล้วหลับตาลงอย่างอ่อนล้า
"โธ่.. ตาวิลล์ลูก ป่านนี้ลูกจะเป็นยังไงบ้างมัมใจจะขาดแล้ว" มัมเคธี่ซบหน้าลงกับฝ่ามือของตัวเองแล้วร้องไห้โฮ จนวิลเซนต์เองต้องเข้ามากอดปลอบ
"มัมทำใจดี ๆ ไว้นะครับ ไอ้วิลสันจะต้องปลอดภัย ผมยังสัมผัสถึงมันได้ ไอ้วิลเซอร์ก็รู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน มัมเชื่อผมนะ" วิลเซนต์บอกผู้เป็นมารดา เพราะทั้งเขาและวิลเซอร์ต่างก็มั่นใจว่าวิลสันจะต้องปลอดภัยและอยู่ในที่ไหนสักแห่งอย่างแน่นอน
"แล้วเรื่องของวิลเซอร์เรียบร้อยแล้วใช่ไหม?" แด๊ดโจเซฟเอ่ยถามมัมเคธี่ถึงวิลเซอร์ที่ตามไปช่วยสิมิลัน ภรรยาสาวที่กำลังท้องแก่ เธอถูกจับตัวไปในขณะที่อยู่ที่ห้างหนึ่งในจังหวัดพังงา และเป็นวันเดียวกันกับที่วิลสันถูกยิง โดยคาดว่าน่าจะเป็นฝีมือของไอ้ฟรองซ์ ลูกชายของนายสเกนเช่นเดียวกัน
"ตาวิลเซอร์กับยัยมารตีจัดการไอ้ฟรองซ์กับพวกของมันหมดแล้ว หนูเก้ากับลูกในท้องปลอดภัยดี ส่วนอัลเฟรดถูกยิงเพราะเข้าไปบังกระสุนให้ตาวิลล์ ตอนนี้ทั้งสองคนพักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาล ตาครีย์ยอนบินไปดูอาการด้วยตัวเองแล้วค่ะ"
มัมเคธี่บอกกับสามีพลางเอามือเช็ดน้ำตาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ กระทบกระเทือนจิตใจของเธอมากเกินกว่าหัวใจของคนเป็นแม่จะรับไหว มัมเคธี่ถึงขั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับ ร่างกายซูบผอมไปภายในระยะเวลาแค่ไม่กี่วันเพราะเป็นห่วงวิลสันที่ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร
"ผมว่ามัมขึ้นไปพักผ่อนก่อนดีกว่านะครับ วันนี้ผมกับแด๊ดลงมาจัดการย้ายจอนนี่มารักษาที่โรงพยาบาลของไอ้ครีย์แล้ว มันจะบินกลับมาดูให้ทันทีที่กลับจากพังงา ถ้าจอนนี่ฟื้น เราอาจได้ข้อมูลของวิลสันเพิ่ม มัมต้องทานข้าวแล้วพักผ่อนให้ร่างกายแข็งแรง ถ้าเจอไอ้วิลสันแล้ว ผมจะพามัมไปหามันทันที ดีไหมครับ"
วิลเซนต์บอกกับมารดา มัมเคธี่พยักหน้าทั้งน้ำตา เธอลุกขึ้นยืนโดยมีแด๊ดโจเซฟประคองไว้ แล้วพาเดินขึ้นไปพักผ่อนที่ชั้นบนของคฤหาสน์ โดยแด๊ดโจเซฟได้บอกให้ทุกคนแยกย้ายกันไปพักผ่อน เพราะวันพรุ่งนี้วิลเซนต์ต้องกลับไปที่เชียงรายเพื่อติดตามเรื่องของวิลสัน ส่วนแด๊ดโจเซฟต้องอยู่ที่นี่เพื่อดูแลงานที่บริษัทแทนลูกชายทั้งสามคน
Write Talk: สงสารครอบครัวพี่วิลล์จังเลย มีแต่เรื่องเศร้ารุมเร้า เป็นกำลังใจให้ครอบครัวทริปเปิ้ลวิลล์กันด้วยนะคะทุกคน
** เหตุการณ์ที่น้องเก้าถูกจับตัวไป อยู่ในเรื่องหลักของพี่วิลเซอร์กับน้องเก้านะคะ ติดตามอ่านได้ใน หลงกลรักมาเฟีย มีทั้งแบบรายตอนและอีบุ๊คจ้า
.
.
.