ตอนที่ 1 พบเจอ
ต้นหอมหรือหนูหอม เธอเป็นลูกครึ่งอิตาลี มีคุณแม่เป็นคนไทย ส่วนคุณพ่อเป็นคนอิตาลี เธออายุ 22 ปี เพิ่งเรียนจบออกจากรั้วมหาวิทยาลัยมาเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้เอง เธอเกิดและโตที่ประเทศไทย ยังไม่เคยไปเหยียบแผ่นดินเกิดของผู้เป็นบิดามาก่อน
คุณแม่ของเธอเสียชีวิตไปหลายปีแล้วด้วยโรคร้าย ต้นหอมจึงอยู่กับคุณพ่อแค่สองคนมาตลอด และแล้วคุณพ่อของเธอท่านก็ได้ล้มป่วยลง คุณหมอบอกว่าคุณพ่อของเธอน่าจะอยู่ได้อีกไม่กี่วัน
"ฮึก! ถ้าคุณพ่อไม่อยู่แล้วหอมจะอยู่กับใครคะ" ตอนนี้ต้นหอมเหลือแค่คุณพ่อเพียงคนเดียวเท่านั้น เธอไม่มีญาติหรือพี่น้องที่ไหนเลย
"หอม...หอมลูก อย่าร้องไห้ หอมยังมีคุณอาราฟ เขาจะดูแลหอมแทนพ่อนะลูก"
"ราฟไหน หอมไม่รู้จัก ฮึก!" ต้นหอมน้ำตาไหลร้องไห้สะอึกสะอื้น เมื่อเห็นอาการของคุณพ่อไม่ค่อยสู้ดีนัก แต่ท่านก็พยายามพูดกับลูกสาว ถึงแม้ว่าจะเหนื่อยแต่ท่านก็ฝืนพูด เพราะกลัวว่าอีกไม่นานท่านก็จะไม่ได้พูดแล้ว
มือของคุณพ่อมีอาการสั่นๆอย่างเห็นได้ชัดยกขึ้นลูบศีรษะลูกสาวเบาๆเป็นการปลอบ
"หอมจำไว้นะลูก พ่อรักหอมที่สุด สิ่งที่พ่อตัดสินใจทำลงไปทั้งหมด เพราะพ่อหวังดีกับหอม...หอมอย่าโกรธพ่อได้มั้ย" ท่านเขียนพินัยกรรมฉบับหนึ่งเอาไว้ เรื่องนี้ต้นหอมยังไม่รู้ จนกว่าท่านจะไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้แล้ว
"ฮึก! หอมไม่มีวันโกรธคุณพ่อค่ะ" ถึงน้ำเสียงของคุณพ่อจะทั้งแผ่วทั้งเบา แต่ต้นหอมก็ได้ยินชัดทุกคำที่คุณพ่อพูด แต่เธอกำลังเสียใจและกลัว กลัวว่าอีกไม่นานคุณพ่อจะไม่ได้อยู่กับเธอแล้ว ประโยคของคุณพ่อเมื่อสักครู่ ต้นหอมฟังแล้วก็แค่ผ่านหูไปเท่านั้น แต่ในประโยคเมื่อสักครู่กลับซ่อนสิ่งที่ต้นหอมต้องเจออีกมากมายในไม่ช้านี้
"คุณทนาย..." คุณมิลอัล...คุณพ่อของต้นหอม เอ่ยเรียกคุณทนายที่ยืนอยู่ข้างเตียง
"ครับนาย" คุณทนายรีบก้าวขาเข้ามาชิดขอบเตียง ขานรับพร้อมกับสีหน้าเป็นห่วง
"จัดการเรื่องที่สั่ง เรียบร้อยแล้วใช่มั้ย" เรื่องที่ว่าก็คือพินัยกรรมและเงื่อนไขต่างๆ โดยคนที่ได้รับมรดกจะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนด ที่ได้ถูกเขียนขึ้นและลงนามไว้เรียบร้อยแล้ว ทุกคนรู้แต่ยกเว้นต้นหอม เธอไม่รู้เรื่องอะไรเลย…โดยเฉพาะตัวตนจริงๆของคุณพ่อของเธอ
"เรียบร้อยแล้วครับนาย ตอนนี้คุณอัคราฟกำลังเดินทางมาที่นี่ครับนาย" คุณทนายทองเอกพูดแค่นี้ มิลอัลจึงพยักหน้าเบาๆรับทราบ เป็นอันว่าเข้าใจ ก่อนที่ท่านจะจากโลกนี้ไป ท่านเองก็อยากพบหน้าน้องชายบุญธรรมตัวเป็นๆก่อนจากไปสักครั้ง
"ใครเหรอคะคุณพ่อ ทำไมหอมไม่รู้จัก"
"เขาเป็นน้องชายบุญธรรมของพ่อเอง ต่อจากนี้ไปพ่อจะให้เขาช่วยดูแลลูกสาวของพ่อนะ" ดูแลในที่นี้ ไม่ใช่การดูแลธรรมดา เหมือนผู้ใหญ่ดูแลเด็กแต่มันมากกว่านั้น รวมถึงเธอจะต้องย้ายไปอยู่ที่อิตาลีด้วย
"หอมโตแล้ว หอมดูแลตัวเองได้ค่ะ" คุณพ่อส่ายหน้าช้าๆ ให้ลูกสาวคล้ายกับคนกำลังจะหมดแรง
"หอมต้องมีคนดูแล อย่าดื้อกับคุณอาเขาได้มั้ยลูก" น้ำเสียงแผ่วเบาของคุณพ่อ พยายามเอ่ยพูดกับลูกสาวไม่ได้หยุด ถึงแม้ว่าท่านจะเหนื่อยมากก็ตาม
"หอมไม่รู้จักเขา หน้าเขาหอมก็ยังไม่เคยเห็น" อีกไม่กี่นาทีต่อจากนี้เธอจะได้เห็นใบหน้าของเขาแล้ว
"หอม...ถ้าหอมดื้อ พ่อคงเป็นห่วง" คุณมิลอัลหมายความว่าท่านคงนอนตายตาไม่หลับถ้าลูกสาวของท่านดื้อ...นั่นจึงทำให้ต้นหอมโน้มตัวลงไปกอดคุณพ่อของเธอเอาไว้แน่น พร้อมกับหลั่งน้ำตาและเสียงสะอึกสะอื้อออกมา
"ฮื่อๆๆๆ คุณพ่อ...คุณพ่อต้องหาย คุณหมอกำลังรักษาคุณพ่ออยู่ คุณพ่อของหอมต้องหาย" โรงพยาบาลแห่งนี้เป็นโรงพยาบาลที่ดีที่สุด ตอนนี้เนื้อตัวของคุณมิลอัลมีแต่สายอะไรต่อมิอะไรของคุณหมอก็ไม่รู้เต็มตัวไปหมด มองดูก็รู้ว่าท่านน่าจะอยู่ได้อีกแค่ไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น ที่พูดได้อยู่ตอนนี้ก็ฝืนเอา
อัคราฟ ชายหนุ่มชาวอิตาลีแท้ใบหน้าหล่อเหลานัยตาสีฟ้า รูปร่างสูงโปร่งเดินลงมาจากเครื่องบินแล้วขึ้นรถตู้ที่ลูกน้องจัดหาไว้ให้ด้วยท่าทางสง่า ในแบบที่ใครๆพบเห็นเป็นต้องเหลียวหลัง
รถยนต์คันที่ชายหนุ่มนั่งมามุ่งหน้าตรงไปที่โรงพยาบาลทันที เมื่อลงจากรถได้ก็รีบก้าวเท้าเร็วๆไปยังห้องพักวีไอพีชั้นบนสุดด้วยความรีบเร่ง
"นายครับ คุณอัคราฟมาถึงแล้วครับ กำลังจะขึ้นมา" เสียงคุณทนายร้องบอกเป็นระยะๆ เพราะติดต่อกันตลอด
"อือ..." คนป่วยหนักนอนอยู่บนเตียงพยักหน้ารับทั้งๆที่ไม่ได้ลืมตา ตอนนี้เหลือแค่รอเวลา ไม่มีใครรู้ว่าร่างกายตอนนี้ของท่านเจ็บและทรมานมากขนาดไหน
ส่วนต้นหอมเธอก็ไม่ได้ไปไหนยังคงนั่งอยู่ข้างๆเตียงเป็นเพื่อนคุณพ่อของเธอไม่ห่าง
ต้นหอมไม่รู้จักกับอัคราฟมาก่อนเลยก็ไม่แปลกเพราะทั้งเรื่องธุรกิจ เรื่องการเงิน และเรื่องตัวตนของมิลอัลที่แท้จริง ถูกมิลอัลบิดาของเธอปิดบังเอาไว้ไม่ให้ต้นหอมรู้มาตลอด ทั้งหมดก็เพื่อความปลอดภัยของเธอทั้งสิ้น
"ก๊อก ก๊อก ก๊อก" เสียงเคาะประตูดังขึ้น คุณทนายจึงเดินไปเปิดประตูให้ ทันใดนั้น ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปรงใบหน้าหล่อเหลาก็เดินเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยวีไอพีพร้อมกับลูกน้องสองคน
"สวัสดีครับ คุณอัคราฟ"
"สวัสดีครับ คุณทนาย" คุณอัคราฟทักทายกับคุณทนายนิดหน่อยก่อนที่จะเดินเข้ามาประชิดติดขอบเตียงผู้ป่วย
"สวัสดีครับพี่ ผมมาแล้วครับ" มิลอัลกับอัคราฟอายุของทั้งสองคนห่างกันมาก คนเป็นพี่อายุอยู่ที่หกสิบปลายๆ ส่วนคนน้องสามสิบปลายๆเท่านั้น
"ราฟ..." น้ำเสียงแผ่วเบาเอ่ยเรียกชื่อน้องชายอย่างอ่อนแรง
“ครับ” ถึงทั้งสองคนจะอยู่กันคนละประเทศแต่ก็ติดต่อกันตลอด
"พี่มีเรื่อง...จะขอร้อง"
"ผมยินดีช่วยพี่ทุกเรื่อง ไม่ต้องขอร้องครับ"
"พี่ฝาก...หนูหอมด้วย"
"ครับพี่...ผมจะดูแลหนูหอมเป็นอย่างดี พี่ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ"
"หอมลูก สวัสดีคุณอาเขาสิลูก"
"สวัสดีค่ะ" ต้นหอมลุกยืนขึ้นจากเก้าอี้ตัวที่นั่งอยู่ เธอยกมือไหว้ตามแบบฉบับคนไทย มองหน้าคนที่ยืนอยู่ตรงข้ามนิ่งๆ สายตาของเขากำลังสะกดเธอ...
"ยินดีที่ได้รู้จักครับ...หนูหอม"
ตอนที่ 2 ปลอบโยน
"ยินดีที่ได้รู้จักครับ...หนูหอม" เสียงทุ้มของคนตรงหน้าเอ่ยทักทาย สิ่งที่ต้นหอมรู้สึกทึ่งก็คือ คุณอาที่คุณพ่อพูดถึงน่าจะมีอายุใกล้เคียงกับคุณพ่อหรือน้อยกว่านิดหน่อยสิ แต่นี่เขาทั้งหนุ่มทั้งหล่อ หล่อชนิดที่ว่า เธอไม่เคยเห็นผู้ชายคนไหนดูดีและมีเสน่ห์เท่ากับเขาคนนี้มาก่อนเลย
คุณพ่อของต้นหอมอายุมากแล้วก็จริงแต่คุณแม่ที่จากไปก่อนคุณพ่อนั้น ท่านมีอายุน้อยกว่าคุณพ่อเกือบยี่สิบปี พูดง่ายๆก็คือคุณพ่อแต่งงานมีลูกช้านั่นเอง
.
.
.
หลังจากที่คุณมิลอัล คุณพ่อของต้นหอมได้ฝากฝังลูกสาวไว้ให้กับน้องชายบุญธรรมเรียบร้อยแล้ว เวลาต่อมาท่านก็ได้สิ้นใจลงแบบสงบ คล้ายกับหมดห่วงแล้ว
"คุณพ่อ!!" เสียงต้นหอมร้องเรียกคุณพ่อของเธอทั้งน้ำตา พร้อมกับกอดร่างไร้วิญญาณของพ่อเอาไว้แน่น
"หนูหอม...ทำใจดีๆเอาไว้นะ คุณพ่อไปสบายแล้ว ท่านไม่ต้องทนเจ็บอีกแล้ว" อัคราฟ ชีวิตผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก เขารู้ว่าเธอรู้สึกยังไง การที่ได้เสียคนที่รักไปอย่างไม่มีวันกลับ เขาเองก็เคยผ่านเหตุการณ์แบบนี้มาแล้ว เขาเข้าใจเธอ แต่เขาก็อยากให้เธอยอมรับความจริง แล้วก้าวข้ามผ่านความรู้สึกแบบนี้ไปให้ได้
"คุณอา...หอมมีแค่คุณพ่อ หอมไม่เหลือใครแล้ว ฮื่อๆๆ"
"อาเข้าใจๆ แต่หนูหอมยังมีอาไง หยุดร้องไห้ก่อนนะ"
อัคราฟพาพี่ชายออกจากโรงพยาบาลแล้วจัดการร่างไร้วิญญาณด้วยพิธีทางศาสนาต่อไป โดยนำไปฝังอยู่ใกล้ๆกับภรรยาหรือคุณแม่ของต้นหอมตามคำสั่งเสียของพี่ชายที่บอกเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้ว
สองวันผ่านไป
อาการของต้นหอมก็ยังไม่ดีขึ้นเลย เธอมีอาการเศร้าโศกอย่างเห็นได้ชัด ร้องไห้น้ำตาซึมเก็บตัวเงียบไม่พูดไม่จาถามคำตอบคำ เป็นแบบนี้มาตั้งแต่วันที่คุณพ่อของเธอได้สิ้นใจลงและจากโลกนี้ไปแล้ว
"คุณอัคราฟครับ จะให้ผมเปิดพินัยกรรมเลยมั้ยครับ" คุณทนายเองก็อยากเสร็จภารกิจชิ้นสุดท้ายนี้แล้วเหมือนกัน หลังจากนี้คุณทนายทองเอกคงหยุดทำงานแล้วไปใช้ชีวิตหลังเกษียณตามประสาคนแก่ทั่วไป
"รออีกสักวันสองวันเถอะ หนูหอมยังไม่ดีขึ้นเลย" อัคราฟกลัวว่าถ้าหลานสาวของเขาได้อ่านพินัยกรรมฉบับนี้แล้ว เธออาจจะแย่ลงมากไปกว่านี้ก็ได้ เขาจึงให้เลื่อนวันเปิดออกไปก่อน
ทุกคนรู้เรื่องเงื่อนไขในพินัยกรรมกันหมดยกเว้นต้นหอม ซึ่งในพินัยกรรมที่คุณพ่อของต้นหอมเขียนขึ้นมาก็เพื่อเธอ โดยเธอจะต้องทำตามในพินัยกรรมฉบับนั้น แต่สำหรับอัคราฟเงื่อนไขในพินัยกรรมฉบับนั้นไม่มีผลอะไรกับเขาทั้งสิ้น เพราะเขาเต็มใจดูแลหลานสาวคนนี้ให้อยู่แล้ว
"ถ้าอย่างนั้น อีกสองวันผมจะมาใหม่นะครับ"
"ครับ"
.
.
.
ในขณะที่ต้นหอมนั่งคิดถึงคุณพ่ออยู่ที่หลังบ้านเงียบๆคนเดียวนั้น เสียงฝีเท้าของใครบางคนก็เดินใกล้เข้ามาทางด้านหลังของเธอ
"หนูหอม..." เธอหันไปมองเสียงเรียก เห็นเป็นคนที่คุณพ่อของเธอให้เธอเรียกเขาว่าคุณอา เขาเป็นคนจัดการทุกอย่างเรื่องคุณพ่อจนเสร็จ
"คุณอา..." อัคราฟทิ้งตัวนั่งลงที่โต๊ะไม้ตัวเดียวกันกับที่ต้นหอมนั่งอยู่
"อาจะให้เวลาหนูหอมอีกสองวัน หลังจากนี้ห้ามให้อาเห็นน้ำตาของหนูหอมเด็ดขาด" น้ำเสียงของเขาฟังดูดุกว่าทุกครั้ง ดวงตาก็ดุ ถึงสายตาที่มองมาที่เธอจะดูอ่อนโยนเหมือนทุกครั้งก็ตาม
"ฮึก! คุณอาใจร้าย" หญิงสาวรีบต่อว่าเขาทั้งน้ำตา เขาตรงหน้าสำหรับเธอ ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากคนแปลกหน้าเลยสักนิด
ตั้งแต่เล็กจนโต เธอถูกเลี้ยงดูเอาอกเอาใจจากคนเป็นพ่อเป็นแม่อย่างกับไข่ในหินมาตลอด พอมาเจอเรื่องที่กระทบจิตใจเข้าหน่อย เธอจึงทนกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ค่อยได้
"อาให้หนูหอมร้องไห้ได้อีกตั้งสองวัน อาใจร้ายตรงไหน" น้ำเสียงของคุณอาหนุ่มเริ่มเบาลง เมื่อเห็นน้ำตาของหญิงสาวตรงหน้า เขาไม่เคยจะต้องมานั่งปลอบโยนใครแบบนี้มาก่อน ถ้าเธอไม่ใช่ลูกสาวของผู้มีพระคุณเขาคงไม่สนใจ
"หอมคิดถึงคุณพ่อ...ฮึก!"
"อาก็คิดถึง แต่เราจะมาจมปักอยู่แบบนี้ไม่ได้ อาทิตย์หน้าอาต้องกลับอิตาลีแล้ว หนูหอมเตรียมตัวให้พร้อมด้วยล่ะ" บอกให้เธอทราบ เผื่อว่าเธอจะยังไม่รู้ว่าตัวเองจะต้องไปอยู่ที่อิตาลีถาวร
"เตรียมตัวอะไรคะ"
“ก็เตรียมตัวไปอยู่ที่อิตาลีกับอาไงคะ” ต้นหอมหันไปมองใบหน้าอันหล่อเหลาของคุณอาหนุ่ม เธอไม่คิดว่าเขาจะพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแบบนี้
“หอม...” เธอจะบอกว่า...เธอไม่อยากไปไหนทั้งนั้น แต่ประโยคเมื่อสักครู่ของเขา มันสะกดทำให้เธอลืมประโยคที่กำลังจะพูดไปสนิทเลย
"หิวมั้ย..." เขารู้ว่าเธอกินไม่ลงแต่ก็ต้องฝืนกิน
"หอมไม่หิวค่ะ"
"ไม่หิวก็ต้องกิน เดี๋ยวอาจะไปหาอะไรมาให้กินเอามั้ย"
"หอมกินไม่ลง"
"หนูหอมอย่าดื้อ หนูหอมโตแล้วไม่ใช่เด็กสักหน่อย ถ้าคุณพ่อรู้ว่าหนูหอมอดอาหารเพราะท่าน แล้วมานั่งร้องไห้อยู่แบบนี้ทั้งวัน คุณพ่อจะรู้สึกยังไง"
"ปกติเวลาหอมเสียใจ หอมก็จะมีคุณพ่อคอยปลอบ แต่...ตอนนี้หอมไม่มีคุณพ่ออีกแล้ว...ฮึก!" อัคราฟคว้าเอาตัวหญิงสาวเข้ามาสวมกอดเอาไว้ แล้วลูบแผ่นหลังเล็กให้เธอเบาๆ
ในเมื่อเธอต้องการคนปลอบโยนเขาก็จะเป็นให้ แต่สำหรับต้นหอมแล้วผู้ชายตรงหน้าสำหรับเธอคือคนแปลกหน้า อยู่ๆเขาก็คว้าเอาตัวของเธอเข้าไปกอด หัวใจของต้นหอมสั่นระรัวขึ้นมาเอาดื้อๆ ตัวของเธอแข็งทื่อ เธอไม่เคยให้ผู้ชายคนไหนถูกเนื้อต้องตัวของเธอแบบนี้มาก่อน นอกจากคุณพ่อของเธอคนเดียวเท่านั้น
"เอ่อ...คุณอาปล่อยหอมก่อนค่ะ" อัคราฟไม่ได้มีเจตนาที่จะล่วงเกินเธอ เขาแค่อยากจะทำหน้าที่ของเขาเท่านั้น อีกอย่างยังไงผู้หญิงคนนี้ก็เป็นของเขา เรื่องนี้เขาไม่ได้เพิ่งรู้ แต่รู้มานานมากแล้ว
"เป็นอะไร ทำไมหน้าแดง ไม่สบายหรือเปล่า” มือของคุณอาหนุ่มแตะลงมาที่พวงแก้มของหญิงสาวทั้งสองข้างอีกครั้ง โดยที่เธอไม่ทันได้ตั้งตัว ตอนนี้ใบหน้าของต้นหอมแดงก่ำมากกว่าเดิมแถมยังเลอะไปด้วยคราบน้ำตา
“หอม...หิวแล้วค่ะ” เธอรีบลุกขึ้นแล้วเดินออกไปจากตรงนี้ทันที ด้วยความเขินอายอย่างที่เธอไม่เคยรู้สึกกับผู้ชายคนไหนมาก่อน รวมถึงหัวใจของเธอที่มันกำลังเต้นแรงผิดจังหวะนี้ด้วย
อัคราฟได้แต่มองตามแผ่นหลังเล็กของเธอไปอย่างไม่เข้าใจ เธอทำเหมือนไม่ชอบให้เขาปฏิบัติกับเธอแบบนี้ ทั้งๆที่มีผู้หญิงจำนวนไม่น้อยเลยที่อยากให้เขาปฏิบัติแบบนี้กับพวกหล่อน
ตอนที่ 3 เปิดพินัยกรรม
2 วันผ่านไป ต้นหอมใช้เวลาสองวันอยู่กับสิ่งที่คุณอาพูด เธอทบทวนตัวเองจนจิตใจที่เศร้าโศกตอนนี้เริ่มดีขึ้น ถ้าหากเธอยังคงจมอยู่กับความเศร้า คุณพ่อของเธออาจจะเป็นห่วง...
วันนี้คุณทนายเดินทางมาที่บ้านของต้นหอมอีกครั้ง เพื่อทำการเปิดพินัยกรรม ตามที่คุณมิลอัลได้เขียนและลงนามเอาไว้
บรรยากาศภายในบ้านตอนนี้ก็ไม่ได้มีคนอื่นเลย มีแค่คุณทนายที่กำลังทำหน้าที่ของตัวเอง ต้นหอมลูกสาวเพียงคนเดียวของคุณมิลอัลเจ้าของพินัยกรรมที่กำลังจะเปิดอ่านในอีกไม่กี่วินาทีต่อจากนี้ อัคราฟน้องชายบุญธรรมที่รักพี่ชายยิ่งกว่าชีวิต และลูกน้องของอัคราฟที่ติดตามมาจากอิตาลีด้วยสองคน
ทั้งหมดมารวมตัวกันในห้องนั่งเล่นของบ้าน โดยมีคุณทนายกำลังเปิดพินัยกรรมอ่าน มีเนื้อหาทั้งหมดดังนี้...
“ข้าพเจ้า มิลอัล คาลซิโดนี ขอยกทรัพย์สินทั้งหมดของข้าพเจ้าให้กับ คารีน่า คาลซิโดนี ลูกสาวของข้าพเจ้าและ อัคราฟ คริสโซเพลส น้องชายบุญธรรมของข้าพเจ้าสองคนนี้เท่านั้น โดยแบ่งทรัพย์สินคนละครึ่งดังนี้”
คุณทนายหยุดอ่านรายการแจกแจงทรัพย์สิน เพราะรายการทรัพย์สินทั้งหมดค่อนข้างเยอะมาก จึงหันมาอ่านอีกท่อนหนึ่งแทน
“ทรัพย์สินทั้งหมดก่อนที่ผู้รับจะได้รับตามกฎหมาย โดยมีเงื่อนไขดังนี้ ข้อที่หนึ่ง อัคราฟ คริสโซเพลส และ คารีน่า คาลซิโดนี หรือ ต้นหอมจะต้องแต่งงานและอยู่กินกันฉันสามีภรรยาจนกว่าจะครบสองปีเต็ม นับจากวันที่จดทะเบียนสมรส จึงจะถือว่าข้อกำหนดและเงื่อนไขที่ได้ตั้งไวสำเร็จเสร็จสิ้นลง แต่ถ้าหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ยินยอมแต่งงาน ทรัพย์สินทั้งหมดจะถูกบริจาคเป็นของการกุศลทันที”
เมื่อจบประโยคนี้ของคุณทนาย สีหน้าของต้นหอมเริ่มเปลี่ยนไป จากที่เธอไม่ได้คิดอะไรก่อนมานั่งฟัง แต่สิ่งที่เธอได้ฟังทำให้เธอเลือกที่จะแย้ง ถ้าจะคิดว่าเธอเสียมารยาทเธอก็ยอม
“ทำไมคุณพ่อต้องเขียนพินัยกรรมแบบนี้ขึ้นมาด้วยคะ” เสียงของต้นหอมเอ่ยขึ้นตัดพ้อ เธอไม่เข้าใจเพราะอะไรคุณพ่อถึงแบ่งทรัพย์สินที่มีอยู่เพียงน้อยนิดให้กับผู้ชายที่เธอไม่รู้จักด้วย แถมยังมีเงื่อนไขที่เธอไม่ชอบอีกด้วย
“ผมขออ่านต่อนะครับคุณหนู” คุณทนายทองเอกขออ่านต่อเพราะรายละเอียดทั้งหมดยังไม่จบแค่นี้
“เชิญครับคุณทนาย” คุณอาหนุ่มนั่งหลังพิงพนักโซฟาด้วยท่าทางสบายๆเอ่ยขึ้นพร้อมกับผายมือเชิญคุณทนายอ่านต่อให้จบ
“ถ้าหากบุคคลใดคิดว่าระยะเวลาเงื่อนไขในหนังสือพินัยกรรมฉบับนี้สองปีนานเกินไป ข้าพเจ้าจึงได้เขียนเงื่อนไขข้อที่สองขึ้นเพื่อเป็นทางเลือก”
“อะไรคะคุณทนาย”
“ถ้าหาก อัคราฟ คริสโซเพลส ทำให้ คารีน่า คาลซิโดนี สามารถมีบุตรหรือเลือดเนื้อเชื้อไขเกิดขึ้นมาบนโลกได้ ก็จะถือว่าเงื่อนไขทุกข้อได้สำเร็จจบลงทันที”
“นี่มันอะไรกันคะ! ทำไมคุณพ่อถึงเขียนอะไรแบบนี้” ต้นหอมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ เธอไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคุณพ่อของเธอจะอยากให้เธอมีคนดูแลมากขนาดนี้ ในเมื่อเธอเองก็โตแล้วสามารถใช้ชีวิตด้วยตัวเองได้แล้ว
“คุณหนูครับ นายท่านรักคุณหนูมากนะครับ นายท่านอยากให้คุณหนูมีคนดูแลที่ไว้ใจได้” เสียงคุณทนายเอ่ยบอก ส่วนคุณอาหนุ่มเขานั่งมองมาที่ใบหน้าจิ้มลิ้มของหญิงสาวด้วยสายตาที่คาดเดาไม่ได้ ไม่มีใครรู้ว่าดวงตาดุสีฟ้าที่กำลังมองมาที่เธออยู่นั้น เขากำลังคิดอะไรอยู่
“คุณพ่อเขียนอะไรอีกมั้ยคะ”
“มีจดหมายถึงคุณหนูด้วยครับ”
“คุณทนายอ่านเลยครับ” เป็นเสียงของคุณอาหนุ่มเพราะเขาเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าพี่ชายบุญธรรมของเขาเขียนอะไรถึงลูกสาว คุณทนายจึงหยิบจดหมายฉบับนั้นขึ้นมาแล้วเริ่มอ่าน
“หนูหอมลูกรัก พินัยกรรมฉบับนี้ที่พ่อเขียนขึ้นมา พ่อแค่อยากให้ลูกสาวของพ่อมีคนดูแล ทั้งปัจจุบันและอนาคต พ่อหวังว่าลูกจะไม่โกรธพ่อ พ่ออยากให้หอมยอมรับเงื่อนไขทั้งหมด สุดท้ายนี้...วันที่หอมได้อ่านจดหมายฉบับนี้ พ่อคงไม่ได้อยู่กับหอมแล้ว พ่อขอให้หอมมีความสุขในทุกๆวัน...จากพ่อ” ด้านล่างของจดหมายมีลงนามบันทึกชื่อไว้เรียบร้อย
“หมดแล้วเหรอคะ”
“หมดแล้วครับ”
“คุณอา...ยอมเหรอคะ” ต้นหอมหันมาถามคุณอาหนุ่มที่นั่งทำหน้าเฉยๆ ไม่รู้ร้อนรู้หนาว
“อายอม...” เขาตอบคำถามแค่เพียงสั้นๆเท่านั้น แต่ก็ได้ใจความทั้งหมด
“ทำไมถึงยอมคะ”
“เพราะมันเป็นหน้าที่ของอา” เธอไม่อยากให้การแต่งงานในชีวิตของเธอเกิดขึ้นเพราะหน้าที่ เธอยังคงเชื่อมั่นและศรัทธาในความรักอยู่ การแต่งงานถ้าปราศจากความรักสำหรับเธอมันคงไม่มีความหมาย
“แต่หอมไม่ยอมค่ะ หอมไม่แต่ง หอมกับคุณอาไม่เคยรู้จักกันมาก่อนจะแต่งงานกันได้ยังไงคะ” เธอไม่เคยเห็นหน้า ไม่เคยรู้จักเขามาก่อน อยู่ๆจะให้เธอแต่งงานกับผู้ชายที่ไหนก็ไม่รู้ได้ยังไง
“อารู้จักหนูหอมตั้งแต่หนูหอมตัวเล็กๆ” คุณอาหนุ่มตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เขารู้ว่าวันนี้ยังไงก็จะต้องมาถึง เพราะชีวิตของเขามีไว้ให้ตระกูลคาลซิโดนีมาตลอด ด้วยคำสัญญาลูกผู้ชายเมื่อสิบกว่าปีก่อน แล้วเขาก็ยังคงรักษาสัญญานี้ไว้เป็นอย่างดี สัญญาการหมั้นหมายระหว่างเขากับเธอ
“แต่หอมไม่รู้จักคุณอา!” ยังไงเธอก็ไม่มีวันยอมแต่งงานกับผู้ชายที่เธอไม่รู้จักเด็ดขาด
“ถ้าหนูหอมไม่ยอมแต่ง ทรัพย์สินทั้งหมดจะตกเป็นของการกุศลทันทีนะ คิดให้ดีก่อน” หญิงสาวไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคุณพ่อของเธอมีอะไรที่เป็นทรัพย์สินบ้าง เธอรู้แค่ว่าครอบครัวของเธอไม่ได้ลำบากเพราะมีเงินเก่ากินเท่านั้น แต่สิ่งที่เธอรู้มามันผิด...
“แค่บ้านหลังเดียว เดี๋ยวหอมทำงานเก็บเงินซื้อเอาใหม่ก็ได้” เธอเห็นแค่ไหนก็คิดว่าคงมีแค่นั้น สิ่งที่เธอเห็นมีบ้านและรถยนต์สองคันเท่านั้น
ชีวิตของเธอไม่ได้หรูหราแต่ก็อยู่อย่างสบาย อยากได้อะไรเธอก็ได้ ไม่เคยลำบากตั้งแต่เล็กจนโต ซึ่งเธอไม่เคยระแคะระคายเลยว่า คุณพ่อของเธอที่ไม่ได้ทำงานแต่กลับมีเงินจากไหนมาให้เธอจับจ่ายใช้สอยได้อย่างสบาย
“คุณทนายครับ ผมขอเอกสาร ฉบับที่ระบุแจกแจงทรัพย์สินหน่อยครับ” คุณทนายยื่นเอกสารฉบับนั้นให้กับอัคราฟ จากนั้นเขาจึงยื่นต่อให้หลานสาว ใบหน้าของเธอยังคงมองเขาด้วยสายตาไม่พอใจอยู่
“อ่านครับ หนูหอม คุณทนายคงอ่านให้ฟังไม่หมดภายในวันนี้ หนูหอมเอาไปอ่านเอาเองแล้วกันนะ” ต้นหอมรับเอาเอกสารใบนั้นมาถือไว้ เธอกวาดสายตามองลงไปในเอกสารคร่าวๆ
“นี่มันอะไรกันคะ คุณพ่อของหอมไม่ได้ทำงาน ธุรกิจก็ไม่มี แต่ทำไมทรัพย์สินกับเงินสดในบัญชีถึงได้มากมายขนาดนี้คะ” สิ่งที่เธอเห็นในเอกสารคร่าวๆทำให้เธอตั้งคำถาม โดยมองหน้าคุณอาหนุ่มที มองหน้าคุณทนายที เพราะสิ่งที่เธอรู้มากับทรัพย์สินทั้งหมดในเอกสารมันสวนทางกัน
“ตกลงหนูหอมจะยอมแต่งงานกับอามั้ย” คุณอาหนุ่มยังไม่ยอมตอบคำถามนี้ตราบใดที่เธอยังไม่ยอมรับเงื่อนไข ส่วนตัวของเขาอยากให้เธอค่อยๆรู้ทีละเรื่องเพราะสิ่งที่เธอต้องรู้เธออาจจะรับมันไม่ได้ก็ได้
“หอมยอมแต่งก็ได้ค่ะ แต่ยังไงหอมก็ไม่มีทางยอมมีลูกกับคุณอาเด็ดขาด แค่สองปี แบ่งทรัพย์สินคนละครึ่งจากนั้นก็ทางใครทางมัน” ต้นหอมคิดในใจว่าเธอจะยอมแต่งงานแค่ในนามเท่านั้น
คำตอบของเธอทำให้ใบหน้าของทุกคนกลับมีรอยยิ้มขึ้นมาเพราะนี่แหละคือสิ่งที่คุณพ่อของเธอและทุกคนต้องการ
ซึ่งหลังจากนี้จะเป็นหน้าที่ของอัคราฟเอง ที่ต้องเป็นฝ่ายทำให้เธอรักและยอมอยู่กับเขาให้ได้ เพื่อให้เขาได้ดูแลเธอตลอดไป
ทั้งหมดนี้มันคือความหวังดีของทุกคนที่มีต่อเธอ ไม่ได้มีผลประโยชน์แอบแฝง เพียงแต่สิ่งที่เขาต้องทำไปทั้งหมดก็เพื่อตอบแทนบุญคุณของมิลอัลคุณพ่อของเธอเท่านั้น
เนื้อความในพินัยกรรมเห็นได้ชัดว่า มิลอัล คุณพ่อของต้นหอม ไม่ได้คิดจะผูกมัดด้วยเงื่อนไขนี้ไปตลอดชีวิต แต่ท่านแค่อยากให้ทั้งสองได้ใช้เวลาสองปีอยู่ด้วยกันในฐานะสามีภรรยา มีเอกสารสมรสถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อศึกษาดูใจกันก่อน เมื่อครบกำหนดสองปี ก็สุดแล้วแต่คนสองคนจะตัดสินใจ
ส่วนเรื่องทรัพย์สินที่แบ่งให้คนละครึ่งนั้น บ่งบอกว่ามิลอัลก็รักน้องชายคนนี้ไม่ได้แตกต่างไปจากลูกชายเลยสักนิด สิ่งที่ผ่านมาอัคราฟย่อมรู้ดีว่ามิลอัลเป็นคนยังไง แล้วอย่างนี้เขาจะปฏิเสธการดูแลสิ่งที่พี่ชายรัก ที่เหลืออยู่เพียงหนึ่งชีวิตบนโลกได้อย่างไร