ตอน 2

Plawan Talks.

วาฬเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม มีขนาดตัวที่ใหญ่ อาศัยอยู่เฉพาะในทะเลและมหาสมุทร เป็นสัตว์ที่มีรูปร่างคล้ายปลา คือมีรูปร่างเพรียวยาว มีครีบ และมีหางเหมือนปลา แต่หางจะมีแนวนอน ไม่ใช่แนวตั้งเหมือนปลา เพราะฉะนั้นวาฬไม่ใช่ปลา...

อืม... แปลก

ฉันครุ่นคิดในหัวสมองของตัวเองอย่างหนักเกี่ยวกับบทความในเว็บที่กำลังอ่านอยู่

“ถ้าไม่ใช่ปลา...” แล้วทำไมคนถึงต้องเรียกว่า ‘ปลาวาฬ’ ด้วย

เป็นคำถามที่ถูกตั้งขึ้นจากข้อสงสัยตลอดระยะเวลาหลายปีที่ฉันเรียนจบมัธยมศึกษา แต่ก็ไม่กล้าจะถามคนภายนอกออกไป เพราะกลัวคนอื่นจะมองว่าฉันแปลก ซึ่งฉันคิดว่าไม่ได้มีแค่ฉันเองหรอกที่ตั้งข้อสงสัยแบบนี้ ฉันว่าอีกหลายคนบนโลกใบนี้ก็มีข้อสงสัยเหมือนๆ กับฉัน

“อืม...” ฉันครางในลำคอ ก่อนจะกดปุ่มโฮมออกจากหน้าบทความที่กวาดสายตาอ่านได้เพียงสามบรรทัด

ตอนเด็กๆ ฉันมีความใฝ่ฝันว่าอยากจะเป็นนักบินอวกาศ แต่ด้วยข้อจำกัดหลายอย่างทำให้ความฝันของฉันถูกบั่นทอนลงทีละนิดทีละน้อย ฉันชอบท้องฟ้า ชอบสีน้ำเงิน ชอบความเงียบสงบ แต่ก็อยากจะสื่อสารกับคนอื่นๆ ด้วย แต่เพราะฉันเป็นแบบนี้...

เรียกว่าอะไรนะ? โลกส่วนตัวสูงหรือเปล่า ทำนองนั้น...

ฉันไม่เข้าใจว่าคนโลกส่วนตัวสูงมันผิดมากมายขนาดไหนกัน ฉันก็แค่อยากอยู่คนเดียวเงียบๆ ไม่อยากสุงสิงกับใคร ไม่ชอบการเข้าสังคมหรือเผชิญหน้ากับบุคคลมากหน้าหลายตาที่ตัวเองไม่รู้จัก แต่ฉันก็มักจะถูกคนรอบข้างมองว่า ‘หยิ่ง’ เสมอ

ครืด! ครืด!

แรงสั่นจากโทรศัพท์ในมือทำให้ฉันต้องลดสายตาลงมอง เบอร์ที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอทำให้รอยยิ้มของฉันค่อยๆ เผยออกมา ก่อนจะกดรับสายโดยไม่ลังเล

“ฮัลโหลป๊า...” เป็นป๊าฉันเองที่โทรมา

[ป๊าอยู่หน้าหอ ลงมาเอาของเร็ววาฬ หนูลืมของสำคัญไว้]

“ได้ค่ะ” ตอบเพียงเท่านั้น ฉันก็กดวางสายจากป๊าไป

วันนี้เป็นวันแรกที่ฉันย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่ หอพักที่อยู่ใกล้ๆ กับมหาวิทยาลัยของตัวเอง เพราะไอ้คำว่าโลกส่วนตัวสูง ป๊าฉันเลยต้องทำเรื่องกับทางมหาวิทยาลัยให้ฉันได้อยู่หอนอก ซึ่งมันก็เป็นสิทธิของฉันนั่นแหละ แต่ปีหนึ่งส่วนมากจะอยู่หอในกันไง ฉันก็เลยเป็นพวกแปลกแยกจากคนอื่นพอสมควร

ฉันเดินตรงไปที่ประตู ก่อนจะเปิดมันออกไปและเดินเอื่อยเฉื่อยไปกดลิฟท์ และทันทีที่ลิฟท์เปิดออก ฉันก็เดินเข้าไปทันทีโดยไม่ได้สนใจว่าใครเป็นใคร

ปึก!

“...” คนในลิฟท์เดินสวนออกมาสามคน และหนึ่งในนั้นก็เดินชนฉันแบบจังๆ

คิ้วฉันขมวดแน่น รู้สึกเจ็บที่ไหล่นิดหน่อย แต่มันก็ไม่ได้เป็นอะไรมาก ฉันเงยหน้ามองคนชนนิ่งๆ เขาเป็นผู้ชาย สูงร้อยแปดสิบกว่าๆ เห็นจะได้ มีใบหน้าหล่อเหลา สันจมูกโด่ง ริมฝีปากหยักลึก ดูแล้วก็หล่อดี รายละเอียดบนใบหน้าเขาอย่างกับพระเจ้าสรรค์สร้างมา

แต่... ไม่ขอโทษฉันหน่อยเหรอ เดินชนขนาดนี้

“...” เขาจ้องฉันกลับนิ่งๆ พลางเลิกคิ้วทำหน้าสงสัยเหมือนกับว่าฉันมีอะไรจะถามเขาหรือเปล่า

ฉันส่ายหัวอย่างไม่ใส่ใจกับบุคคลตรงหน้า ก่อนจะเดินตรงเข้าไปในลิฟท์เลย ไม่อยากจะคาดคั้นเอาคำขอโทษจากปากคนที่ไม่รู้ว่าควรจะขอโทษ ฉันเป็นคนไม่สนใจโลกภายนอกเท่าไหร่ เลยไม่ค่อยใส่ใจว่าใครจะประพฤติตัวแบบไหนกับตนเอง แต่ถ้าเขาขอโทษ... มันก็จะดีกว่านี้หน่อยหนึ่ง

“ป๊า...” พอลิฟท์ลงมาถึงชั้นล่างและเห็นป๊าอยู่ในรัศมีสายตาของตัวเอง ฉันก็รีบวิ่งเข้าไปกอดคนเป็นพ่อทันที

“เป็นยังไงบ้างไอ้ตัวเล็ก อยู่ได้ใช่ไหมลูก” ป๊าสวมกอดฉันกลับอย่างแนบแน่น ก่อนจะลูบไล้ฝ่ามือลงบนหัวฉันอย่างเอ็นดู

“อยู่ได้” ฉันตอบป๊าเสียงเรียบ ผละตัวเองออกมา แล้วปรายตามองถุงที่ป๊าถืออยู่ “นี่ใช่ไหม”

“ใช่... ลืมได้ยังไง ของรักของหวงขนาดนี้” ป๊ายิ้มกว้าง ก่อนจะส่งถุงที่ถือติดไม้ติดมือมาด้วยให้ฉัน

ฉันรับถุงนั้นมา หยิบของในนั้นขึ้นมาดู ก่อนจะระบายยิ้มออกมาอย่างโล่งอก โชคดีที่ป๊าเอากลับมาให้ ถ้าไม่มีมัน ไม่รู้ว่าคืนนี้ฉันจะหลับลงได้ยังไง

“ขอบคุณนะป๊า” ฉันหันไปบอกป๊ายิ้มๆ

มันเป็นตุ๊กตาปลาวาฬที่แม่ของฉันซื้อให้ตั้งแต่ฉันยังเป็นเด็ก ตอนนี้ท่านไม่อยู่บนโลกนี้แล้วล่ะ ท่านจากฉันไปตั้งแต่ฉันสามขวบแล้วมั้ง ยังไม่ได้บอกใช่ไหมว่าแม่ฉันเป็นแอร์โฮสเตส ส่วนพ่อฉันทำงานเป็นสถาปนิกที่บริษัทแห่งหนึ่งของกรุงเทพ ไม่ต้องสงสัยนะว่าทำงานคนละสายแล้วโคจรมาเจอกันได้ยังไง พ่อกับแม่ฉันปิ๊งกันตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยแล้วแหละ แล้วก็คบกันมาตลอดจนกระทั่งแต่งงานกัน

ฉันก็เป็นผลผลิตจากความรักของทั้งสองคน แต่ดูเหมือนว่าความสุขของฉันมันจะคงอยู่ได้แค่สามปี พอฉันสามขวบ แม่ฉันก็จากไปด้วยอุบัติเหตุทางเครื่องบิน ตอนนั้นเป็นข่าวใหญ่ขึ้นหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ด้วย

“ทีหลังอย่าลืมอีกล่ะ ไว้ป๊าจะแวะมาหาเรื่อยๆ” ป๊าบอก ก่อนจะเอื้อมมือมายีผมฉันเบาๆ “ดูแลตัวเองดีๆ นะวาฬ”

“เข้าใจแล้ว...” ฉันบอกป๊าเสียงยาน ก่อนจะฉีกยิ้มยิงฟันขาวๆ ให้ป๊าเห็นว่าลูกสาวคนนี้ยังอยู่สบายดี ไม่มีอะไรเสียหายหรือสึกหรอ

“งั้นป๊ากลับแล้วนะ” ป๊าบอก ก่อนจะทำท่าเหมือนจะเดินกลับไปยังรถยนต์ที่จอดไว้ แต่แล้วท่านก็ชะงัก แล้วก็เดินกลับมาหาฉัน “ป๊าจะกลับจริงๆ แล้วนะ”

“…” ฉันพยักหน้าให้ป๊าเป็นเชิงว่าให้ป๊ากลับได้เลย ไม่ต้องห่วงอะไร

“นี่ป๊าจะกลับแล้วนะวาฬ”

“อื้อ...” ฉันครางรับ แต่ป๊าก็ยังไม่ยอมไปสักที ทำให้ต้องถามออกไปด้วยความสงสัย “ทำไมป๊าไม่ไป”

“ปลาวาฬ...” ฉันเลิกคิ้วขึ้นมองป๊าเมื่อถูกเรียกชื่อ “หนูเป็นคนหรือเปล่าลูก หรือหนูเป็นหุ่นยนต์”

“…” คำถามนั้นทำให้ฉันสตั๊นไปด้วยความงุนงง

“ป๊าจะกลับแล้ว ไม่หอมแก้มป๊าก่อนกลับหน่อยเหรอ” เท่านั้นแหละ ฉันถึงกับร้อง ‘อ๋อ’ ในใจอย่างถ่องแท้

ที่แท้ก็ต้องการให้ฉันหอมแก้มนี่เอง แล้วทำไมป๊าไม่บอกกันตรงๆ นะ ให้ฉันงงอยู่ตั้งนาน

ฉันเดินเข้าไปหอมแก้มป๊าดังฟอด ก่อนจะผละออกมา “รักป๊านะ”

“ถ้าไม่บอกจะได้หอมไหมวันนี้” ป๊าพูดติดตลก ก่อนจะเดินออกไป

ฉันมองตามร่างป๊าที่ค่อยๆ เล็กลงเพราะระยะที่ห่างออกไป วันนี้เป็นวันแรกที่ฉันต้องอยู่คนเดียว โลกอันโดดเดี่ยวของวาฬ 52 Hz กำลังจะเริ่มแล้วสินะ...

ตอน 3

Pluem Talks.

วาฬตัวหนึ่งสื่อสารกับวาฬตัวอื่นด้วยความถี่ 52 Hz ด้วยความถี่ที่สูงกว่าปกติเลยทำให้วาฬตัวอื่นไม่ได้ยิน มันเลยกลายเป็นวาฬที่โดดเดี่ยวที่สุดบนท้องทะเล ไม่มีเพื่อน ไม่มีคนรัก ไม่มีอะไรเลย...

อืม... แปลก

ผมกวาดตาอ่านบทความที่คนแชร์ต่อๆ กันมาในเฟสบุ๊ค ก่อนจะครุ่นคิดอย่างหนักเกี่ยวกับวาฬตัวดังกล่าวที่ใช้ความถี่ 52 Hz ในการสื่อสารกับวาฬตัวอื่นๆ ไม่น่าเชื่อว่ามันจะมีเรื่องราวแบบนี้เกิดขึ้นมาจริงๆ และผมไม่นึกด้วยว่าวาฬตัวนี้จะไม่มีเพื่อน ไม่มีคนรัก เป็นเรื่องราวที่เว่อร์วังเกินจินตนาการ แต่ทว่ามันกลับเป็นเรื่องจริงที่อิงได้จากวิทยาศาสตร์

“อ่านอะไรวะไอ้ปลื้ม” เสียงทุ้มจากทางด้านหลัง ทำให้ผมละสายตาจากจอโทรศัพท์ ก่อนจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับรุ่นพี่ในสาขาของตัวเอง

“เรื่อยเปื่อย” ผมตอบเสียงเรียบ ก่อนจะหลุบตาลงมองรูปวาฬบาลีนสีน้ำเงินแล้วกดปุ่มโฮมออกจากหน้าเฟสบุ๊คทิ้งไป

“ตกลงมึงจะเป็นเฮกว้ากให้กูไหม อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันรับน้องแล้ว กูจะได้ส่งรายชื่อให้สาขา”

“…”

ผมชื่อ ‘ปลื้ม’ เป็นนักศึกษาภาควิชาโยธาที่จบชั้นปีที่สองกำลังจะขึ้นปีสาม ตอนนี้ผมอยู่ที่หอของ ‘พี่เอก’ เฮดว้ากของสาขาผมเอง ผมสนิทกับพี่เอกเพราะเป็นพี่ที่โรงเรียนเก่า และพี่ชายของผมเป็นไอดอลของพี่เอก เพราะพี่เอกแกนับถือพี่ชายผมที่เรียนจบได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่งและกลับไปโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกของที่บ้าน พี่แกบอกว่าอยากเก่งแบบพี่ชายผม

ที่บ้านของผมทำโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกส่งให้โรงงานผลิตชิ้นส่วนพลาสติกต่างๆ เป็นธุรกิจที่สืบทอดกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าของผมแล้ว แต่ที่ผมไม่ได้เรียนสายที่เกี่ยวข้องกับโรงงานของที่บ้าน เป็นเพราะผมไม่อยากเข้าไปบริหารโรงงานเหมือนพี่ชาย ผมอยากทำตามความฝันของตัวเองในการเป็นวิศวกรโยธา

“ว่าไง เงียบเป็นป่าช้าเชียวนะมึง”

“…”

ผมไม่อยากเป็นเฮดว้าก ด้วยอะไรหลายๆ อย่างที่ไม่ถูกชะตา ผมไม่เข้าใจว่าว้ากมีขึ้นมาทำไม มีเพื่ออะไร สั่งให้น้องๆ ทำกิจกรรมบ้าบอไร้สาระ ซึ่งมันหาประโยชน์จากกิจกรรมนี้ไม่ได้เลย

ที่มหาวิทยาลัยของผมเริ่มรับน้องกันตอนปีหนึ่ง ปีหนึ่งทุกคนจะใส่เสื้อดำแขนยาว และกิจกรรมรับน้องดังกล่าวเรียกว่า ‘ลงลาน’ เป็นกิจกรรมที่พี่สันทนาการและพี่ว้ากจะเรียกน้องรวมเพื่อทำกิจกรรมรับน้องกันที่ลานกิจกรรมของมหาวิทยาลัย แรกๆ เราก็จะร้องรำทำเพลงกันตามปกติ แต่สักพักพี่สันฯ ก็ให้เราหลับตา และพวกบรรดาพี่ว้ากก็วิ่งเข้ามาตะโกนด่าใส่เราด้วยถ้อยคำหยาบคาย

ตอนนั้นผมงงกับเหตุการณ์มาก อยู่ดีๆ ก็มีพวกพี่ว้ากเดินเข้ามาตะโกนด่าทั้งๆ ที่ผมและเพื่อนไม่ได้ทำอะไรผิด และพอเงยหน้าขึ้นมอง ผมถึงได้รู้ว่าเฮดว้ากที่ตะโกนด่าผมอยู่นั้นคือพี่เอก พี่โรงเรียนที่ผมรู้จัก

“ไม่อยากเป็นว่ะพี่” ผมส่ายหน้าช้าๆ เมื่อคิดทบทวนดีแล้ว

“มึงแน่ใจนะไอ้ปลื้ม” พี่เอกถามย้ำอีกครั้ง จงใจกดเสียงต่ำให้ผมได้คิดทบทวนดูอีกรอบ

ในเมื่อผมไม่ชอบการว้าก แล้วทำไมผมต้องไปเป็นพี่ว้ากด้วยล่ะ มันไม่มีความสมเหตุสมผลเลยสักนิด

“ไม่ชอบ” ผมตอบสั้นๆ

“กิจกรรมบางกิจกรรมมันก็ไม่ต้องอาศัยความชอบหรอกนะมึง กูก็ไม่ได้อยากมาเป็นเฮดว้าก กูไม่ชอบด้วยซ้ำกับการตะโกนด่าน้องทั้งๆ ที่น้องมันไม่ได้ทำอะไรผิด แต่เพราะมันเป็นหน้าที่ไง หน้าที่ที่กูต้องแบกรับแทนเพื่อนในสาขา เพราะทั้งสาขาแม่งหาว้ากไม่ได้”

“…” ผมเงียบอีกครั้ง

เกิดเดดแอร์ขึ้นในระยะเวลาอันสั้น ผมจ้องหน้าพี่เอกด้วยความคิดหลากหลายที่ผสมปนเปกันอยู่ในหัว ผมเป็นคนไม่ค่อยพูด แต่ผมไม่ได้โลกส่วนตัวสูง ก็แค่พูดน้อยเท่านั้น แต่การที่ผมต้องไปแหกปากตะโกนให้แสบคอ ผมว่าผมไม่น่าจะทำได้

“เอาเป็นว่ากูขอร้องมึงก็แล้วกัน ถือซะว่าช่วยกู”

“แต่ผม...”

“อย่างน้อยมึงก็จะได้เรียนรู้ว่าการที่กูอยู่ในจุดนี้มันลำบากใจแค่ไหน จุดที่ต้องสอนวินัยและความรับผิดชอบให้น้อง จุดที่กูต้องโดนน้องหลายๆ คนด่าลับหลังด้วยถ้อยคำหยาบคาย จุดที่กูต้องไปตะโกนด่าน้องให้น้องเสียความรู้สึก จุดที่ต้องแบกรับภาระทุกอย่าง”

“…”

“นะปลื้ม... มึงเป็นน้องคนเดียวที่กูไว้ใจ” พี่เอกยื่นมือมาบีบไหล่ผมหนักๆ

ปึง!

“มาแล้วโว้ย มาๆ ๆ แดกๆ” เสียงเปิดประตูดังขึ้นมา ตามด้วยการปรากฏตัวของ ‘พี่นาย’ เพื่อนสนิทของพี่เอกที่เดินถือถุงเบียร์เข้ามาในห้องด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสท้าทายแดดประเทศไทยที่แผดแสงเจิดจ้า

“มึงยังไม่ต้องคิดอะไร กูมีเวลาให้มึงนอนคิดทั้งคืน แดกเบียร์กัน” พี่เอกตบมือลงบนบ่าผมสองที ก่อนจะเดินไปนั่งที่โซฟากลางห้อง

“มาดิมึง ยืนบื้ออะไร เร็วๆ” พี่นายเร่ง ในขณะที่เขาก็ทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาตัวตรงข้ามกับพี่เอกไปแล้วเรียบร้อย

ผมถอนหายใจออกมายืดยาว ก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปร่วมวงดื่มเบียร์กับพวกพี่ๆ ด้วย อย่างน้อยก็ให้ผ่านคืนนี้ไปก่อน แล้ววันพรุ่งนี้ผมค่อยให้คำตอบที่ชัดเจนกับพี่เอกอีกทีก็แล้วกัน

01 : 02 น.

ผมเดินออกมาจากห้องของพี่เอกด้วยอาการมึนหัวนิดหน่อย แต่ก็ยังสามารถเดินไปตามทางเดินได้ ถึงแม้จะทุลักทุเลเอาการอยู่ ตอนนี้ผมรู้สึกอยากสูดอากาศให้สมองโล่งสักหน่อย เพราะเริ่มรู้สึกปวดหัวกับการขอร้องของพี่เอกขึ้นมา ผมไม่รู้ว่าควรจะทำตามใจตัวเอง หรือควรช่วยเหลือพี่เอกดี

ถ้าทำตามใจตัวเอง ผมจะได้ความสบายใจ แต่ก็เหมือนเป็นคนเห็นแก่ตัว

แต่ถ้าทำตามคำขอร้องของพี่เอก ผมก็จะเป็นกังวล แต่ผมก็จะกลายเป็นน้องที่ไม่ทอดทิ้งและไร้น้ำใจกับพี่

“การที่เราทำอะไรที่ไม่ชอบ ให้คิดซะว่าการฝืนใจตัวเองนั้นเป็นการฝึกจิตใจให้พร้อมรับกับปัญหา รู้จักอดทนและเผชิญหน้ากับอุปสรรคในชีวิต จะทำให้เราเติบใหญ่และได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ บนโลกได้อย่างถ่องแท้มากขึ้น”

เสียงใสของใครบางคนแว่วเข้ามาในหูผมเมื่อเท้าของผมแตะพื้นดาดฟ้าของหอพี่เอกเป็นที่เรียบร้อย ถึงแม้สายตาตัวเองจะพร่ามัวจนมองไม่ชัดว่าต้นตอของเสียงนั้นอยู่ตรงไหน แต่ก็พอจะเดินตามเสียงที่แว่วมาอย่างต่อเนื่องไปได้

“การที่เราท้าทายตัวเองในการทำสิ่งที่ไม่ชอบ ถือว่าเราได้ทดสอบความสามารถของชีวิตเราว่าเราสามารถทำอะไรได้บ้าง อย่างน้อยมันก็เป็นการพิสูจน์ตัวตนของเรา”

ทันทีที่เดินมาถึงต้นตอของเสียงนั้น ผมก็ชะงักไปเมื่อสายตาตัวเองปะทะเข้ากับร่างเล็กของใครบางคนที่ยืนอยู่ตรงมุมหนึ่งของดาดฟ้า แสงจากหน้าจอโทรศัพท์ในมือส่องหน้าของผู้หญิงคนนั้นจนใบหน้าจิ้มลิ้มคุ้นเคยเหมือนผมเคยเจอเธอที่ไหนมาก่อนปรากฏขึ้น

ในขณะนั้นเธอก็ยังคงพูดเกี่ยวกับการทำอะไรที่ตัวเองไม่ชอบไปเรื่อยๆ ผมยืนกอดอกมองเธอพูดนิ่งๆ น้ำเสียงเอื่อยเฉื่อยน่าฟังของเธอทำให้ผมยกยิ้มที่มุมปากอย่างไม่รู้ตัว

ทุกคำพูดของเธอล้วนส่งผลต่อการตัดสินใจในการเป็นเฮดว้ากของผมทั้งสิ้น ทุกอย่างที่เธอพูดมามันมีเหตุผลบางอย่างมารองรับตลอด และมันทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นราวกับคำพูดของเธอเป็นยาวิเศษชั้นดีที่ช่วยเยียวยาอาการปวดหัวของผมให้หายไปเป็นปลิดทิ้ง

ผมเดินเข้าไปหาเธอ และเหมือนเธอจะสังเกตเห็นแล้วว่าเธอไม่ได้อยู่คนเดียวตรงนี้ ดวงตากลมโตสุกสกาวราวกับดวงดาวที่เปล่งแสงอยู่บนท้องฟ้าจ้องมองผมด้วยความตกตะลึง เธอขยับถอยห่างผมหนึ่งก้าว และผมก็ก้าวเข้าไปหาเธออีกหนึ่งก้าวด้วยเช่นเดียวกัน

“…” ความเงียบค่อยๆ คลืบคลานเข้ามาปกคลุมระหว่างเราสองคน

ผมมองใบหน้าจิ้มลิ้มของเธอด้วยตาปรือของตัวเอง ระหว่างนั้นก็ก้าวเท้าเข้าไปประชิดร่างเล็กนั้นด้วย อ้อมแขนของผมตวัดเอวบางเข้ามาในอ้อมกอด ก่อนจะค่อยๆ โน้มใบหน้าของตัวเองลงไปประทับริมฝีปากบนแก้มนุ่มนิ่มนั้นเบาๆ

“ขอบคุณนะ” ผมกระซิบชิดใบหูบาง

ขอบคุณคำพูดของเธอที่ทำให้ผมกล้าตัดสินใจ...

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน

52 Hz อวาฬกาศ

ตอนที่ 2
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED