“พิรุณ” แปลว่าฝน สำหรับบางคนฝนคือสายน้ำแห่งความสดชื่นชุ่มฉ่ำคือหยาดฝนที่ทำให้รู้สึกมีความสุขหรืออย่างน้อยๆ ได้มองเม็ดฝนที่ข้างหน้าต่างก็คงเป็นความเพลิดเพลินได้พอสมควรแต่ไม่ใช่กับผู้ชายคนหนึ่ง
เขาชื่อ “พิรุณ” อายุยี่สิบแปดปี ทั้งชีวิตมีแค่ความโดดเดี่ยวเป็นเพื่อนข้างกาย หลังเข้าชั้นประถมได้ไม่กี่วันแม่แท้ๆ ก็พาไปหาย่าแล้วก็ไม่เคยกลับมาให้เห็นหน้าอีกเลยเคราะห์ซ้ำกรรมซัดให้หนักขึ้นเมื่อคนเพียงคนเดียวที่รักเขาดั่งดวงใจก็มาด่วนจากไปตอนอยู่ประถมปีที่สาม หลังจากนั้นพิรุณก็ระเหเร่ร่อนย้ายโรงเรียนย้ายบ้านไปเรื่อยตามแต่ความเวทนาสงสารของเหล่าญาติๆ ว่าปีนั้นใครจะรับไปดูแล เขาเติบโตขึ้นมาท่ามกลางความหมางเมินและไม่เคยได้รับความรักและอ้อมกอดจากใครเลย
พิรุณคือฝนแห่งความโดดเดี่ยว ฝนแห่งความอ้างว้าง คล้ายๆ ว่าเขาคือบ่อเกิดแห่งความโศกเศร้า ชีวิตหลังย่าจากไปเขาก็ไม่เคยมีความสุขอีกเลยไม่ว่าจะพยายามแค่ไหนก็ตามส่วนรอยยิ้มคือสิ่งที่หาได้ยากยิ่งจากคนแบบเขา
“พิรุณ” เกิดตอนฝนโปรยปรายเขาคือสายฝนแห่งความชื่นใจของมารดาอย่างแท้จริงส่วนชื่อเล่นคือ “ฟ้า” เพราะเด็กสาวที่ตั้งครรภ์ตั้งแต่เรียนมัธยมต้นรักการมองท้องฟ้าเป็นที่สุด หลายครั้งที่ท้อแท้เธอมักจะแหงนหน้าขึ้นไปมองแผ่นฟ้ากว้างใหญ่แล้วก็จะมีแรงใจขึ้นมาทันทีเธอบอกกับตัวเองว่าถ้ามีลูกไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายจะตั้งชื่อว่าฟ้าแน่นอน
“ฟ้า เดี๋ยวช่วยดูแลคนไข้คนนี้ทีดูแลเป็นพิเศษนะ” หญิงสาววัยกลางคนเข้ามาแจ้งข่าวให้ผู้ร่วมงาน พิรุณเข้าใจทันทีถึงสิ่งที่เธอย้ำประโยคสุดท้ายว่ามันหมายความถึงอะไร ปีละครั้งสองครั้งเขาจะได้รับคำสั่งแบบนี้
“สวัสดีค่ะ” ตุลยดาและพรรัมภายกมือไหว้ชายหนุ่มท่าทางภูมิฐาน ทั้งคู่แปลกใจมากแต่ก็พยายามเก็บอาการเอาไว้สุดฤทธิ์เพราะเจ้าหน้าที่ด้านหน้าแจ้งให้มาพบผู้บำบัดในห้องซึ่งก็คือผู้ชายคนนี้ เขาหนุ่มมากไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นนักบำบัดได้บอกว่ายังเรียนไม่จบก็ไม่แคลงใจแต่อย่างใด
“สวัสดีครับ ผมขอตรวจอาการเบื้องต้นนะครับ” พิรุณขออนุญาตก่อนเพราะเขาต้องโดนตัวคนไข้ เขาใช้มือสัมผัส กดและเตะไปทั่วขาของเด็กสาวที่นั่งอยู่บนรถเข็นด้วยความตั้งใจ
ตุลยดาขนลุกเล็กน้อยจากสัมผัสที่ได้รับ นอกจากพี่ชายแล้วก็ไม่เคยมีผู้ชายคนไหนถูกเนื้อต้องตัวแบบตั้งอกตั้งใจขนาดนี้มาก่อน ที่ผ่านมาเธอพบแต่ผู้บำบัดและหมอที่เป็นผู้หญิงเท่านั้นมันจึงอดหวิวๆ ไม่ได้เมื่อเขาลูบไล้เรียวขาของเธอซ้ำไปซ้ำมา
“สนใจคอร์สวารีบำบัดใช่ไหมครับ คนไข้ว่ายน้ำเป็นไหมครับ”
“เป็นค่ะ แต่ แต่ไม่ได้ว่ายนานแล้วไม่รู้จะยังว่ายได้อยู่ไหม” ตุลยดาตอบ
“ไม่ต้องห่วงครับเราแค่ถามเพื่อกรอกข้อมูลให้ครบถ้วน ถึงว่ายไม่เป็นก็เข้าคอร์สได้ครับเพราะเรามีเจ้าหน้าที่ดูแลอย่างใกล้ชิดหนึ่งต่อหนึ่งส่วนคนไข้ที่เคยว่ายน้ำเป็นแต่ห่างหายไปนานส่วนมากพอลงน้ำก็ว่ายได้เหมือนเดิมครับหรืออาจจะใช้เวลาสักพักเท่านั้นครับร่างกายก็จะเรียกความสามารถส่วนนั้นกลับมา”
“ไม่ทราบว่าญาติคนไข้เข้าไปดูการบำบัดได้ไหมคะ” พรรัมภาถาม เธอไม่อยากปล่อยน้องสาวให้อยู่ตามลำพังกับผู้ชายในชุดว่ายน้ำเธอรู้ว่าต่อไม่พอใจแน่ๆ และเธอก็ไม่ชอบใจเช่นกันเพราะเห็นสายตาประหลาดๆ ของเขา
“ได้ครับเพราะคนไข้จองคอร์สส่วนตัวมาปกติถ้าเป็นคอร์สธรรมดาจะไม่ให้เข้าครับ”
“คนไข้ต้องการรถรับส่งไหมครับ”
“ไม่ค่ะ เดี๋ยวพีชมารับมาส่งเอง”
พิรุณซักถามข้อมูลจากคนไข้อีกพักใหญ่เพราะต้องการรายละเอียดให้มากที่สุดเพื่อนำไปใช้ในการรักษาและออกแบบคอร์สบำบัดที่เหมาะสมกับคนไข้ พรรัมภาพอใจมากกับความใส่ใจและมีมาตรฐานของศูนย์บำบัดคิดไม่ผิดเลยที่ยอมจ่ายเงินให้กับที่นี่ถึงมันจะแพงกว่าที่อื่นๆ ตั้งห้าเท่าก็ตาม
“พบกันสัปดาห์หน้านะครับ” ผ่านไปเกือบชั่วโมง พิรุณก็บอกลาคนไข้และพี่สาวของเธอ
“พี่พีชคะ” ตุลยดาเรียกว่าที่สะใภ้ของเธอด้วยเสียงกระซิบ
“ไหนว่าคุยกันรู้เรื่องแล้วไง” พรรัมภาบอกแล้วจับมือน้องสาวมากุมไว้ เธอรู้ว่าสาวน้อยหน้าหวานจะพูดเรื่องอะไร
“มันแพงมากเลย” ตุลยดาบอกแล้วจู่ๆ น้ำตาก็ไหลออกมา ตอนพี่พีชรูดบัตรเครดิตจ่ายเงินเธอเกือบจะร่วงตกจากรถเข็นเพราะราคามันห่างครึ่งล้านไปนิดเดียวเท่านั้น ศูนย์แห่งนี้เป็นที่หนึ่งด้านวารีบำบัดและหัตถบำบัดพี่พีชเลือกคอร์สหกเดือนแบบ VIP ทุกรูปแบบทั้งผู้ดูแล ห้องบำบัดหรือแม้แต่อาหารการกินและเธอต้องมาที่นี่สัปดาห์ละสี่วัน
“ทำให้พี่ไม่ได้เหรอมันคงลำบากและต้องใช้ความอดทนมากแต่พี่ก็อยากให้ตาลลองดูส่วนเรื่องเงินพี่ขอพูดแบบนี้แล้วกัน ในเมื่อพี่มีเยอะกว่าพี่ก็อยากดูแลตรงนี้แล้วถ้าพี่จะซื้อความสุขด้วยเงินมันก็ไม่แปลกใช่ไหมความสุขของพี่คืออยากเห็นตาลกลับมาเดินได้ตาลช่วยทำให้ความฝันของพี่เป็นจริงได้ไหม”
“ค่ะ พี่พีช ตาลจะพยายามตาลจะไม่ดื้อ”
“สัญญาด้วยว่าจะเลิกคิดเรื่องค่าใช้จ่าย สิ่งเดียวที่พี่อยากให้ตาลทำก็คือตั้งใจกับการบำบัด”
“ค่ะพี่พีช ตาลสัญญา”
พรรัมภาพาตุลยดาไปห้างสรรพสินค้าเพื่อซื้อชุดว่ายน้ำทั้งสองคนเห็นตรงกันว่าควรซื้อแบบชุดชิ้นเดียวมีกระโปรงปิดบั้นท้ายและสีเข้มๆ เข้าไว้ หลังจากเลือกกันอยู่นานจึงได้มาทั้งหมดสามชุด
“ตาลคิดว่าคุณพิรุณเขาเป็นยังไง” พรรัมภาถามระหว่างที่กินของหวาน
“ก็ดีนะคะ เขาพูดจาเข้าใจง่ายดีไม่ใช้ภาษาหมอหรือศัพท์ยากๆ ที่ฟังแล้วงง”
“แล้วต้องอยู่กับเขาครึ่งปีคิดว่าไหวไหม” พรรัมภายังคงถามต่อไป เธอว่าเธอเดาสายตาของอีกฝ่ายไม่ผิดถึงเขาพยายามจะซ่อนมันไว้ก็เถอะแต่ไม่รอดพ้นคนช่างสังเกตแบบเธอหรอก
“ไหวสิคะแล้วตาลก็ไม่ได้อยู่กับเขาสักหน่อยแค่ไปบำบัดสี่วันเองครั้งละไม่กี่ชั่วโมงด้วย”
“ทำไมพี่พีชถามแปลกๆ คะ”
“เปล่าจ้ะพี่แค่อยากแน่ใจว่าตาลโอเคกับมันจริงๆ พี่ก็คิดเองเออเองหลายอย่างกลัวจะเป็นการบังคับตาลมากไป”
“ไม่เลยค่ะพี่พีชอย่าคิดแบบนั้น ทุกคนหวังดีกับตาลค่ะตาลเข้าใจแล้วก็ดีใจมาก”
“น้องสาวของพี่น่ารักที่สุดเลย” พรรัมภาหอมแก้มใสๆ ของตุลยดาแล้วทั้งคู่ก็กอดกัน เธอเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงรักและทุ่มเทให้เด็กคนนี้มากมายเหลือเกิน เธอกับตาลไม่ได้เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขกัน ญาติห่างๆ ก็ไม่ใช่แถมเพิ่งรู้จักกันแค่ไม่นานแต่ระยะเวลาอันน้อยนิดกลับสร้างความผูกพันระหว่างเธอกับเด็กคนนี้ได้ยิ่งใหญ่มหาศาล
“กลับกันเลยไหม พี่ต่อคงชะเง้อคอยาวเป็นยีราฟแล้ว”
“กลับเลยค่ะพี่พีช” พรรัมภาโบกมือให้คนขับรถที่นั่งอยู่โต๊ะถัดไป จริงๆ เธออยากให้มานั่งด้วยกันแต่เขาก็ปฏิเสธทุกครั้งเพราะความเกรงใจ เธอเคยอ้อนวอนปนขอร้องสำเร็จครั้งนึงแล้วก็คิดว่าการแยกโต๊ะคงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเพราะวันนั้นลุงตุ่มแทบไม่กระดิกตัวเลยระหว่างนั่งทานอาหาร
ตุ่มคือคนขับรถที่บ้านพรรัมภา พ่อกับแม่จ้างไว้ให้ลูกสาวคนเดียวโดยเฉพาะเธอเพิ่งจะมาใช้บริการเมื่อตอนเรียนมหาวิทยาลัยปีสี่เพราะต้องใช้รับส่งตุลยดาที่เดินไม่ได้และต้องมีรถเข็นติดตัวตลอดเวลา ก่อนหน้านั้นพรรัมภาวิ่งหนีตัวตนและความร่ำรวยของตัวเองสุดกำลังเพราะเธอไม่เห็นคุณค่าว่าการมีเงินมากมายล้นฟ้ามันดียังไงแต่ตอนนี้เมื่อเธอได้รู้จักตุลยดาเธอก็รู้ว่าสิ่งที่เธอมีจะทำให้เด็กสาวคนนึงมีชีวิตที่ดีขึ้นมันทำให้เธอมีความสุขเหลือเกิน
ชายหนุ่มในชุดสีขาวสะอาดตานั่งอยู่หลังพวงมาลัยรถยุโรปคันโต การจราจรยามเย็นแถวย่านธุรกิจก็ติดขัดเหมือนทุกวันแถมวันนี้คงจะนิ่งเป็นพิเศษเพราะฝนเริ่มโปรยลงมาแล้วทั้งที่มันเป็นกลางเดือนธันวาคม สัญญาณไฟสีเขียวบนเสาที่ห่างไปไม่ไกลนักไม่ได้ทำให้รถที่รออยู่เคลื่อนตัวแม้แต่นิดเดียว
เขากดปุ่มแล้วเสียงเพลงก็ดังขึ้นมาหลังจากกดอีกสองสามครั้งก็ได้ยินเสียงดีเจที่คุ้นเคยแล้วเขาก็หันไปสนใจการขับขี่เหมือนเดิมถึงแม้มันจะยังไม่ขยับไปไหนเลยก็ตาม
เสียงจากวิทยุ
ดีเจ: สวัสดีค่ะน้องส้มใช่ไหมคะ ขออนุญาตเรียกน้องนะคะเพราะทีมงานบอกว่าเพิ่งอายุสิบห้าเอง
ผู้ฟัง: ได้ค่ะพี่สร้อย
ดีเจ: วันนี้เห็นว่าจะปรึกษาเรื่องที่แอบชอบรุ่นพี่ ช่วยเล่าให้ฟังคร่าวๆ ได้ไหมคะ
ผู้ฟัง: เขาเป็นรุ่นพี่ค่ะอยู่ ม. หก ส้มอยู่ ม. สาม สมมติว่าเขาชื่อพี่เอนะคะ พี่เอชอบมาคุยด้วยตอนพักกลางวัน บางทีก็มาดักรอหน้าประตูตอนเลิกเรียนแล้วก็เดินไปป้ายรถเมล์พร้อมกัน…………..
พิรุณฟังได้เพียงแค่นั้นแล้วสมองก็หลุดลอยไป เสียงของเด็กในวิทยุหวานใสเหมือนคนไข้ที่มาวันนี้ไม่มีผิด ถ้าเธอได้เข้าเรียนเหมือนคนวัยเดียวกันก็คงจะมีเรื่องรักๆ ให้หัวใจปั่นป่วนแน่นอนเพราะเธอไม่ใช่คนขี้เหร่เลยต้องบอกว่าน่ารักมากด้วยซ้ำไป เธอเป็นสาวน้อยที่แสนสดใสมองทุกอย่างในแง่ดีเวลาเธอยิ้มเหมือนโลกทั้งใบก็จะยิ้มไปกับเธอด้วยและตรงนี้เองคือหน้าที่ของเขา คนไข้บางคนแกล้งทำว่าไม่เสียใจไม่ทุกข์ร้อนกับความป่วยไข้ที่เป็นเพื่อไม่ให้คนรอบตัวต้องกังวลการทำแบบนั้นนานๆ จะส่งผลเสียทั้งด้านจิตใจและร่างกายในระยะยาว
“ปิ๊นนนนน” เสียงแตรจากรถคันหลังปลุกให้พิรุณหลุดจากภวังค์เขารีบเข้าเกียร์แล้วออกรถทันที
พิรุณกลับมาถึงบ้านเกือบสามทุ่มเขาติดอยู่บนถนนสามชั่วโมงเต็มทั้งที่บ้านไม่ได้ไกลจากที่ทำงานเลยครั้นจะพึ่งขนส่งมวลชนมันก็หนาแน่นเบียดเสียดเหลือเกินเขาไม่ชอบคนเยอะๆ ไม่อยากไปเริ่มงานด้วยเหงื่อท่วมตัว
ชายหนุ่มถอดเสื้อสีขาวออก พิรุณมีแผงอกกำยำและกล้ามแขนเป็นมัดๆ เขาเป็นนักกายภาพบำบัดต้องใช้ร่างกายและความแข็งแรงในการทำงาน เขาต้องพยุง ประคอง บางครั้งก็ต้องอุ้มคนไข้เขาจึงต้องออกกำลังสม่ำเสมอไม่ปล่อยให้ร่างกายอ่อนแอเพราะมีคนไข้อีกมากมายที่เขาต้องรักษา
ปกติถ้ากลับถึงบ้านไม่ค่ำนักเขาจะอาบน้ำก่อนแล้วค่อยกินมื้อเย็นแต่วันนี้เลยเวลามาเป็นชั่วโมงเขาจึงเริ่มทำอาหารก่อนเพราะท้องมันร้องโครกครากไปหมดแล้ว ข้อดีของการอยู่คนเดียวก็คือจะทำอะไรตอนไหนก็ได้อยากกินอะไรก็ไม่ต้องปรึกษาใครแต่บางครั้งก็เหงาเหมือนกัน
พิรุณเคยมีแฟนเพียงคนเดียวคือตอนที่เรียนมหาวิทยาลัยเมื่อใกล้จะเรียนจบเขากับเธอก็วางแผนเรื่องแต่งงานแต่ก็ล่มไม่เป็นท่าเพราะพ่อแม่ฝ่ายหญิงไม่ยอมรับคนไม่มีหัวนอนปลายเท้าหรือจะเรียกให้สั้นๆ ก็คือคนจน ชายหนุ่มไม่โทษคนรักที่ทิ้งไปเพราะถ้าเธอเลือกเขาแต่ต้องตัดขาดกับที่บ้านเขาก็ไม่มีความสุขเช่นกัน พิรุณกับคนรักจากกันด้วยดีและผ่านมาหลายปีแล้วเขาก็ไม่เคยรักใครอีกเลย
ข้าวในกระทะส่งกลิ่นหอมฉุยแต่เขากลับไม่ได้กลิ่นเป็นอีกครั้งที่สมองคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยตอนแรกก็เรื่องแก้วตาหญิงสาวอดีตคนรักแล้วอยู่ๆ ภาพใบหน้าหวานซึ้งของเด็กสาวคนนั้นก็โผล่เข้ามารบกวนจิตใจอีกแล้ว เขาทำงานมาสามปีใกล้ชิดกับคนไข้มานับไม่ถ้วนแต่ไม่เคยเก็บเอาใครมาคิดถึงนอกเวลางานเลยสักคน
ยามที่เธอพูดมันมีแววของความประหม่าและเขินอายอยู่ข้างในแต่เธอก็พยายามเก็บมันเอาไว้ซึ่งมันดูน่ารักดี คนไข้บางส่วนจะเหนื่อยหน่ายและไม่ให้ความร่วมมือและอีกส่วนนั้นเลวร้ายกว่าคือคนไข้จอมพยศไม่รับฟังอะไรแต่เด็กสาวคนนั้นคือคนไข้ในฝันเธอตอบทุกคำถามด้วยความตั้งใจ ให้รายละเอียดมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ซึ่งทั้งหมดเป็นประโยชน์ต่อตัวเธอทั้งสิ้นยิ่งได้ข้อมูลมากเท่าไหร่การบำบัดก็จะยิ่งให้ผลที่น่าพอใจมากขึ้นเช่นกัน
ช่วงที่ต้องตรวจร่างกายส่วนที่บำบัดก็คือขามันทำให้เขาเหงื่อแตกพลั่กแถมมือไม้ก็สั่นไปหมด เธออายุสิบเก้าปีเพิ่งเป็นสาวเต็มตัวส่วนสัดเรือนร่างจึงสวยงามเป็นธรรมดาถึงแม้เธอจะใส่เสื้อผ้าไม่โชว์เนื้อหนังแต่การสัมผัสและใกล้ชิดแบบถึงเนื้อถึงตัวก็ทำให้เห็นและจินตนาการได้ไม่ยากนักแต่สิ่งหนึ่งที่รบกวนสมาธิในการทำงานที่สุดก็คือกลิ่นหอมอ่อนๆ จากเธอ เขาไม่รู้ว่ามันมาจากเส้นผม ผิว หรือว่าส่วนไหนมันหอมละมุนเหมือนกลิ่นดอกไม้ที่เขาก็ไม่รู้ว่าดอกอะไรแต่มันหอม อ่อนหวาน พาให้จิตใจล่องลอย
“เฮ้ย !” กลิ่นหอมละมุนของตุลยดายังคงติดอยู่ที่ปลายจมูกของพิรุณแต่ตอนนี้มีเพียงกลิ่นเดียวที่เขาต้องกำจัดให้หมดไปก็คือกลิ่นข้าวผัดไหม้
“อะไรวะ” พิรุณถามตัวเองด้วยความงุนงง สองครั้งแล้วที่เขาใจลอยคิดถึงเด็กคนนั้นการพบกันแค่ช่วงสั้นๆ สร้างความปั่นป่วนให้หัวใจและสมองของเขาอย่างน่าประหลาด
“เราก็แค่เป็นห่วงเธอในฐานะคนไข้แหละ” ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเองและจัดการเทข้าวดำปี๋ลงถังขยะ เขาหยิบอาหารแช่แข็งออกมาหนึ่งกล่องแล้วยัดใส่ไมโครเวฟ ระหว่างที่รอก็ยังไม่วายคิดถึงรอยยิ้มแสนสดใสของคนไข้รายล่าสุด
“เหนื่อยไหมตาล เหนื่อยไหมพีช” ตรีวิทย์ถามน้องสาวกับคู่หมั้นเมื่อทั้งคู่กลับมาถึงบ้านเอาตอนหัวค่ำ
“ไม่เลยค่ะพี่ต่อ ที่ศูนย์บำบัดใหญ่เบ้อเริ่มเลยค่ะ สระน้ำก็ใหญ่มาก แถมยังมีสวนหย่อมอยู่รอบๆ ด้วย ตาลว่าต้นไม้เยอะพอๆ กับสวนสาธารณะเลยพี่ต่อ” เด็กสาวเล่าให้พี่ชายฟังด้วยความตื่นเต้น
“พี่ดีใจที่ตาลชอบ ขอบคุณมากนะพีช” ชายหนุ่มหอมแก้มคู่หมั้นกับน้องสาวไปคนละที
พรรัมภากับตรีวิทย์เพิ่งเรียนจบทั้งคู่ทำงานที่เดียวกันที่บริษัทของพรรัมภา หญิงสาวอ้อนวอน โน้มน้าวและกึ่งบังคับได้สำเร็จในที่สุด
“ก็ไหนว่ารักพีชไง” พรรัมภาทำหน้างอเมื่อครั้งที่ตรีวิทย์ตั้งหน้าตั้งตาหางานตามเว็บไซต์ต่างๆ โดยไม่สนใจข้อเสนอของเธอเลย
“รักสิ ต่อรักพีชที่สุดในโลก” ตรีวิทย์เลิกขยับเมาส์แล้วหันมาคุยกับเธอ
“รักก็มาช่วยงานพีชไม่ได้เหรอ เราจะได้เจอกันทุกวันต่อจะได้ไม่ไปมีคนอื่นด้วย”
“แล้วทำไมถึงคิดว่าต่อจะมีคนอื่นไม่ไว้ใจต่อเหรอ” คราวนี้ตรีวิทย์กอดอกทำหน้างอบ้าง เขาไม่เคยเหลวไหลทำเรื่องให้เธอกังวลเลยสักครั้ง
“พีชไว้ใจต่อแต่พีชไม่ไว้ใจผู้หญิงคนอื่น ไม่รู้แหละถ้ารักพีชต่อต้องมาทำงานกับพีช” ทั้งคู่ยืนกอดอกมองหน้ากันไปมา พรรัมภารู้ว่าคนรักของเธอก็ดื้อดึงและหัวแข็งไม่แพ้ใครแต่เธอมีไม้ตาย…ไม่เชื่อก็คอยดูสิยังไงเกมนี้เธอก็ชนะ
“ฮึกๆ ต่อไม่อยากอยู่กับพีชใช่ไหม ต่อเบื่อพีชแล้วใช่ไหม ขอโทษนะที่พีชบังคับต่อมากไป ฮือๆๆ” น้ำตาหยดน้อยค่อยๆไหลลงมาอาบแก้มด้วยจังหวะสโลโมชั่น หญิงสาวเอามือป้ายมันแล้วสะบัดหน้าไปอีกทาง
“พีช ไม่ใช่แบบนั้น ต่อไม่ได้เบื่อพีชต่อแค่เกรงใจ ไม่เอาไม่ร้องนะต่อขอโทษต่อไปทำงานกับพีชก็ได้” ตรีวิทย์คว้าคนรักมากอดไว้เพราะกลัวเธอจะหนีไปจริงๆ
“ไม่ต้องหรอก ต่อยอมเพราะไม่เต็มใจ” พรรัมภายังคงแสร้งบีบน้ำตาต่อไป…บอกแล้วว่าเธอมีไม้ตาย
“เต็มใจสิต่อเต็มใจไม่ร้องนะครับที่รัก ต่อขอโทษ”
“เต็มใจจริงๆ นะ”
“จริงๆ ครับ” ตรีวิทย์ตอบให้เธอมั่นใจอีกที
นั่นจึงเป็นสาเหตุที่พี่ชายของตุลยดาได้รับตำแหน่งค่อนข้างสูงทั้งที่เพิ่งเริ่มทำงานแค่ไม่กี่เดือนและเป็นโชคดีของตรีวิทย์เหลือเกินที่ได้เปิดใจคุยกับพรรัมภาก่อนจะเรียนจบ ตรีวิทย์กังวลมาตลอดว่าจะทำยังไงในวันรับปริญญาเขาอยากให้น้องสาวมาด้วยแต่ก็ไม่รู้จะจัดการด้วยวิธีไหนเพราะก่อนหน้านั้นไม่เคยมีใครรู้ว่าเขามีน้องสาวความลับเรื่องนี้เพิ่งมาแตกก่อนเรียนจบไม่กี่เดือนเท่านั้น
“พีชคิดว่ายังไงบ้างครับ” ตรีวิทย์ถามคนรัก
“ดีที่สุดเลยแหละ น้องตาลจะต้องดีขึ้นแน่ๆ”
“มากินข้าวดีกว่าเดี๋ยวนั่งเป็นเพื่อนนะพีชกินมาแล้วกับน้องตาล พีชไม่อยากให้น้องกินข้าวผิดเวลาเพราะน้องต้องกินยา” ตรีวิทย์ไม่ได้พูดอะไรแต่กอดเธอไว้เพื่อให้เธอรับรู้ว่าเขาซึ้งใจและขอบคุณกับทุกสิ่งที่เธอทำให้เขาและน้องสาว
ตุลยดาอมยิ้มกับภาพความรักแสนอบอุ่นแต่ฉากนี้ก็หวิดจะหายไปตลอดกาลถ้าคืนก่อนพี่ชายของเธอยังคงดื้อดึงหัวชนฝาเหมือนที่เคยดื้อกับเธอแต่โชคดีนักและในความรู้สึกของเธอคือสะใจนักที่มีคนมาปราบความดื้อด้านของพี่ชายได้สักที
ก็อย่างที่บอกไปว่าพี่ชายของเธอกับพี่พีชเป็นคู่หมั้นกันทั้งคู่จะแต่งงานกันในอีกสามเดือนข้างหน้าเพราะต้องรอฤกษ์งามยามดีตามที่ฝ่ายพ่อแม่ของพี่พีชหาไว้ให้ คืนก่อนพี่พีชมานอนกับพี่ต่อตามปกติที่ชั้นสองส่วนเธอก็นอนชั้นล่างเหมือนเคยจนกลางดึกเธอรู้สึกคันขาเหมือนมีอะไรมาไต่ยุ่บๆ ยั่บๆ เธอเอื้อมมือไปเปิดไฟหัวเตียงเพื่อดูให้ชัดๆ และเมื่อเห็นว่ามันคืออะไรก็กรี๊ดจนสุดเสียง
ตะขาบตัวโตกำลังไต่อยู่ที่ขาและมันกำลังเคลื่อนขึ้นมาถึงหัวเข่า เธอหยิบหนังสือที่หัวเตียงแล้วทั้งเขี่ยทั้งฟาดมันออกไปให้พ้นขาพ้นตัว พี่พีชกับพี่ต่อวิ่งหน้าตั้งลงมาด้วยความตกใจแล้วทั้งคู่ก็ทะเลาะกัน
พี่พีชคือบุตรสาวเพียงคนเดียวของครอบครัวมหาเศรษฐีระดับต้นๆ ในประเทศไทย เธอสวย ไฮโซ เรียนเก่ง เรียกว่ามีพร้อมทุกอย่างตรงข้ามกับพี่ชายเธอราวฟ้ากับเหวแต่ทั้งคู่ก็รักกันจากใจจริงไม่มีฐานะไม่มีเงินทองมาข้องเกี่ยว ข้อตกลงเดียวที่พี่ชายของเธอต้องการก็คือจะไม่ขอรับเงินหรือความช่วยเหลือใดๆ จากพี่พีชเป็นอันขาด
และเรื่องความพิการของเธอก็รวมอยู่ในข้อตกลงด้วย พี่ต่อไม่ต้องการรับความช่วยเหลือหรือความเวทนาจากพี่พีช ตลอดเวลาที่ผ่านมาพี่ต่อพยายามอย่างสุดความสามารถแต่มันก็ไม่ให้ผลที่ดีเท่าไหร่เพราะเธอกับพี่ต่อก็แค่คนธรรมดาฐานะพอกินพอใช้ไม่มีเงินเหลือเฟือสำหรับการรักษาแบบแพงๆ และทันสมัยเรื่องบินไปรักษาเมืองนอกตัดไปได้เลยเงินจะซื้อตั๋วเครื่องบินยังแทบไม่พอด้วยซ้ำ
ทั้งคู่เถียงกันเรื่องนี้มาตลอดคือเรื่องพาเธอไปรักษาและบำบัดกับแพทย์ทางเลือกและวิธีอื่นๆ อีกมากมาย พี่พีชหาข้อมูลมาเป็นตั้งๆ เรียงไว้อย่างเป็นระเบียบแยกแฟ้มแยกสีอย่างดีแต่พี่ชายของเธอไม่แม้แต่จะเปิดดูมันสักครั้ง
คืนก่อนเกือบเป็นจุดแตกหักความสัมพันธ์ของทั้งคู่ พี่พีชตะโกนใส่พี่ชายของเธอซึ่งปกติพี่พีชไม่เคยทำแบบนั้นเลยเธอทั้งว่า ทั้งตำหนิ ทั้งน้อยใจที่พี่ต่อใจดำไม่ยอมรับความช่วยเหลือที่เธอเสนอให้และพี่ชายของเธอก็ยังดื้อด้านเหมือนเดิม
“ถ้าไฟไหม้ล่ะ ถ้ามีโจรขึ้นบ้านล่ะ ถ้าคราวหน้าเป็นงูที่มันไม่ใช่แค่ไต่ขาล่ะ เลิกทิฐิสักทีได้ไหมทำไมถึงไม่เคยเข้าใจว่าพีชก็รักตาลไม่น้อยไปกว่าต่อ การที่เราอยากให้คนที่เรารักได้สิ่งดีๆ มันมากเกินไปเหรอต่อ”
“มันมากเกินจะรับตรงไหน ตอบสิ” พี่พีชตะโกนลั่นบ้านแต่พี่ต่อก็ยังไม่พูดอะไรนอกจากกอดอกและมองมาที่เธอ
“ถ้าต่อไม่ยอมก็เลิกกันเถอะ พีชไม่ใช่ส่วนหนึ่งของครอบครัวต่อใช่ไหมพีชเป็นแค่ส่วนเกินใช่ไหม”
“ได้ ขอโทษนะที่วุ่นวายกับครอบครัวของคุณมาตลอด” เมื่อพูดจบพี่พีชก็ดึงแหวนหมั้นออกแต่ยังไม่ทันจะพ้นนิ้วพี่ต่อก็รีบคว้าพี่พีชมากอดไว้แล้วพี่ชายจอมรั้นของเธอก็ยอมลดทิฐิในที่สุด
ตุลยดามองพี่ชายกับคนรักหยอกล้อกันด้วยความสุขใจ เธอพิการเดินไม่ได้มาเจ็ดปีเต็มเพราะอุบัติเหตุจากรถชนยังไม่ทันได้ใช้ชีวิตวัยรุ่นก็กลายเป็นคนบนรถเข็นเสียก่อน เธออยากรู้ว่าการมีคนรักจะรู้สึกยังไงอ้อมกอดของชายหนุ่มจะแตกต่างกับอ้อมกอดของพี่ชายเธอไหม