“เร็วๆ เถอะค่ะ คุณกั้ง”
“เอ๊ะ...นวลนี่ยังไงกัน...” หล่อนแหวใส่ “เดี๋ยวเถอะ เอาใหญ่แล้ว” หล่อนตลบเสื้อไปอีกด้านหนึ่งเดินออกมาอย่างสบาย ไม่อยากเดาว่าเป็นเรื่องอะไรเพราะบางทีเรื่องสัพเพเหระ อย่างประเภทขี้หมูขี้หมาคุณนายพวงหยกก็สามารถทำให้เป็นเรื่องใหญ่โตขึ้นมาได้ง่ายๆ
หล่อนยกโทรศัพท์ขึ้น
“กั้งค่ะ”
หล่อนพยักหน้าให้ยกเก้าอี้มาให้นั่ง พอเก้าอี้วางลงก็หย่อนกายลงนั่ง รู้ว่าอาจจะต้องใช้เวลานาน คุณนายพวงหยกไม่ค่อยสนใจกับค่าบริการทางโทรศัพท์ทางไกลเพราะเธอมีเงินล้นเหลือ จนเรียกว่าตลอดชีวิตของเธอก็ใช้ไม่หมด ไม่ว่าจะฟุ่มเฟือยเพียงใดก็ตามที
“มีอะไรคะ นวลมันไปเร่งกั้งเสียยกใหญ่”
นวลยังยืนเอามือประสานกันรับฟังอยู่ห่างๆ เผื่อหล่อนจะเรียกใช้สอย และกะรัตก็ไม่ถือว่ามีความลับอะไรถึงไม่ได้ไล่ออกไป
“ทำใจดีๆ ไว้ก่อนนะ กั้ง...พิโถ”
สุ้มเสียงของคุณนายฟืดฟาดขึ้นมาเกือบจะทันทีเหมือนกัน นั่นทำให้หญิงสาวรู้สึกสังหรณ์ใจอย่างบอกไม่ถูก
“ใครเป็นอะไรคะ พ่อหรือเปล่า”
“พ่อแกยังอยู่ฮ่องกง ยังสบายดี แม่โทร.ไปหาเขาแล้วเหมือนกัน บอกให้เขารีบกลับบ้าน”
“หรือพี่กุ้ง หรือยายก้อย”
หล่อนหมายถึงพี่สาวกับน้องสาว พวกหล่อนมีกันสามใบเถาแล้วเป็นเถาที่ทั้งสวย ทั้งรวย และก็เปรี้ยวร้ายกาจกันทั้งนั้น
“สองคนนั้นเป็นอะไรหรือคะ”
คุณนายยังมีเสียงเจือสะอื้น
“ไม่ใช่จ้ะ สองคนยังปกติดี แม่ก็ให้ตามมาหมดแล้ว”
“งั้นใคร...”
เสียงกะรัตชักไม่สบอารมณ์ ขึ้นจมูกเล็กน้อย “อย่าบอกกั้งนะว่าคนใช้ในบ้านมันเจ็บป่วยใกล้ตาย จะเรียกให้กั้งกลับไปดูใจมัน”
“พ่อภูเบศร์จ้ะ...”
นั่นทำให้กะรัตนิ่งอึ้ง
“ใครนะคะ”
“ภูเบศร์...”
ชื่อนั้นคือสามีของหล่อน...ผู้ชายที่แต่งงานกันเป็นที่รับรู้กันทั่ววงการสังคมว่า ภูเบศร์แต่งงานกับกะรัต...แล้วก็เป็นลูกเขยเศรษฐี ลำพังครอบครัวของเขาก็พอมีพอกิน แต่เอามาเทียบกับครอบครัวหล่อนไม่ได้ หลายคนกระแหนะกระแหนว่าภูเบศร์ตกถังข้าวสาร
“เขาหรือคะ”
หล่อนพยายามควบคุมสติอย่างรวดเร็ว แต่ก็เย็นเฉียบชาดิกไปทั่วร่างกายแล้ว ยังพอจะมีแก่ใจซักถามรายละเอียดอีกบ้าง
“ภูเบศร์เป็นอะไรไปคะ”
“รถจ้ะ ในกรุงเทพฯ นี่แหละ ประสานงาโครมเข้ากับสิบล้ออาการสาหัสมากนะ ยายกั้ง แม่อยากให้แกกลับมากรุงเทพฯ มาเดี๋ยวนี้เลยนะ แกอาจจะไม่ทันดูใจเขา”
“ถึงขนาดนั้นทีเดียวหรือคะ”
โทรศัพท์หลุดผล็อยไปจากมือ ตกห้อยร่องแร่งแต่นวลก็ไม่ตกใจกับเรื่องนั้นมากเท่ากับหน้าขาวจืดราวกับสีเลือดหนีหายไปหมด เข้ามาประคองนายสาวเอาไว้...รู้สึกว่าร่างนั้นสั่นเทา
แล้วกะรัตก็ซบหน้าลงบนบ่าของนวล “สมหวังกลับมาหรือยัง...”
“เขาเพิ่งออกไป”
“ไปเฝ้าเขาทีนะ ถ้าเขากลับมารีบเข้ามาบอก ฉันจะแต่งตัวรอไว้จะเข้ากรุงเทพฯ”
“คุณภูหรือคะ...เกิดอะไรกับคุณภู”
ด้วยนัยน์ตาเลื่อนลอย กะรัตตอบเสียงสะดุดๆ
“รถชน อาการสาหัส...อีกคนแล้วมั้ง...ดวงฉันกับเรื่องผัวมันเป็นยังไงน้อ มีกี่คนๆ ก็รีบชิงกันตายหมด”
น้ำเสียงของหล่อนระทมท้อ
“คุณภูยังไม่ตาย”
“สาหัสก็แปลว่าเฉียดๆ ตาย แม่ยังเร่งให้รีบกลับบอกว่าอาจจะไม่ทันดูใจ”
“เร็วๆ หน่อยเถอะ”
กะรัตเร่งคนขับรถตลอดเวลา แม้ยังควบคุมสติได้ไม่มีอาการตีโพยตีพาย แต่อาการเร่งร้อนทุรนทุรายก็ทำให้ทั้งสมหวังและนวลรู้เท่าๆ กันว่ากะรัตกำลังร้อนใจอย่างมาก
“แซงขึ้นขวาไปเลย...วิ่งเลนขวาไปตลอด...ตำรวจทางหลวงเรื่องเล็ก”
หล่อนบอกคนขับ “ฉันจัดการเอง”
แล้วเมื่อสมหวังโอ้เอ้นัก หล่อนก็สะกิดบ่าเขา “สมหวัง ถ้าใจไม่ถึงละก้อ มานั่งข้างหลัง ฉันจะไปขับเอง”
“อย่าเลยค่ะ คุณกั้ง...คุณภูไปนอนโรงพยาบาลแล้วคนหนึ่ง คุณกั้งนั่งเฉยๆ ดีกว่า พี่หวังก็เร่งสุดขีดแล้วละค่ะ...เอาให้ไปได้เยี่ยมคุณภูดีกว่า” แล้วนวลก็หันกลับไปมองข้างหน้า เบิกตากว้าง ร้องลั่นออกมา
“พี่หวัง...ระวัง ไอ้รถคันนั้นน่ะ ดูสิ โอ๊ย...”
มีเสียงโครมครามสนั่นหวั่นไหว เพราะรถเลนซ้ายข้างหน้าแซงขวาโผล่พรวดขึ้นมาอย่างกะทันหัน หน้ารถเลยเสยเข้าไปตูมกับท้ายรถคันนั้น แล้วรถหลังที่แล่นมาด้วยความเร็วสูงก็เสยด้านท้ายอีกตูมหนึ่ง
กะรัตหน้าคะมำไปข้างหน้า ศีรษะกระแทกกับพนัก แล้วก็รู้สึกร้าวไปทั้งแขนที่จับพนักยันเอาไว้
แต่สติของหล่อนยังอยู่ดี
“บ้าจริง...” หล่อนฉุนเฉียว “ยิ่งรีบก็ยิ่งมาเสียเวลาอีกจนได้...” แล้วหล่อนก็เปิดประตูลงมาอย่างทุลักทุเล เพราะความเจ็บปวดที่แขนซึ่งตกห้อยร่องแร่งแนบลำตัว ตรงขมับก็เจ็บเต้นตุบๆ
“ไม่ต้องต่อล้อต่อเถียงนะ สมหวังฉันจะต้องโบกรถเข้าไปแล้วล่ะมั้ง...”
แม้จะรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายนัก “นวลเอาเงินในกระเป๋าให้สมหวังไว้สักพัน แล้วจัดการเรียกบริษัทประกันภัย เงินนั่นเก็บติดตัวเองไว้ นวลไปกับฉันด้วยแล้วกัน”
หล่อนเดินหลีกรถที่ทำท่าจะติดกันเป็นขบวนไปยังไหล่ทางริมถนน นึกหนักใจว่าจะเข้ากรุงเทพฯ ได้อย่างไรกัน เพราะนี่เป็นทางหลวงที่รถยนต์ทุกคันมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ ก็จริง แต่รถ คันไหนบ้างที่จะจอดรับผู้โดยสารที่โบกรถกลางวันแสกๆ
“นวลเองดีกว่า คุณกั้งหลบๆ แดดหน่อยเถอะ”
ด้วยสีหน้าที่กล้ำกลืนความเจ็บปวดไว้ไม่น้อยกว่านายสาว นวลโดดก๋าออกไปโบกเรียกรถ แล้วก็ไม่สมหวังรถยนต์ทุกคันแล่นผ่านไปเฉยๆ
“มาเถอะ นวล ฉันเอง”
กะรัตก้าวออกไปด้วยความเชื่อมั่น สามคันแรกหล่อนพลาดไปหมด แล้วพอถึงรถยนต์คัน ที่สี่ รถคันนั้นจอดแอบเข้าไปไหล่ทาง เลยไปข้างหน้าเล็กน้อยพอจะทำให้สีหน้าของกะรัตแช่มชื่นขึ้นมาบ้าง
หล่อนออกวิ่งไปก่อน มีนวลวิ่งตามหลังมา
ไม่ทันใส่ใจว่ารถยนต์ที่หล่อนโบกได้ เป็นเพียงรถยนต์ญี่ปุ่นรุ่นเก่าแล้ว หล่อนก้มหน้าลงที่ช่องหน้าต่างซึ่งคนขับเอื้อมมือมาไขกระจกลง
“มีอะไรหรือครับ”
“ขอโดยสารเข้ากรุงเทพฯ หน่อยนะคะ”
กะรัตอ่อนหวานเมื่อต้องการความช่วยเหลือ นัยน์ตาพร่าๆ ไปเพราะการสะเทือนจากแรงกระแทก แต่ก็ยังต้องข่มความเจ็บปวดเอาไว้ “เกิดอุบัติเหตุนิดหน่อยรถเลยวิ่งไม่ได้ จำเป็นต้องเข้ากรุงเทพฯ ค่ะ”
“เชิญเลยครับ...”
หล่อนเปิดประตูด้านหน้า แล้วด้วยความเคยชินหล่อนพยักหน้าเรียกนวล
นั่นทำให้ชายหนุ่มผู้เอื้ออารีสะอึกไปบ้างเหมือนกัน เพราะมองออกว่าหล่อนค่อนข้างจะถือตัว
“นวล...เร็วเข้า มัวยืดยาดอยู่นั่นแหละ”
กะรัตเปิดประตูด้านหลังเข้ามานั่ง แล้วพอเข้ามาหล่อนก็มองเห็นว่าบนเบาะหลัง มีกองหนังสือสุมกันอยู่เต็มไปหมด ตอนแรกชายหนุ่มก็อยากจะช่วยเหลือเก็บรวมของเหล่านั้นไปไว้บน ที่วางของด้านหลัง แต่พอเจอท่าทางแปลกๆ ของหล่อนเข้า...เขาก็เปลี่ยนความคิดนั่นเหมือนกัน
...ช่างปะไร รับขึ้นรถมาก็บุญโขแล้ว...
เขามองเห็นหล่อนจากกระจกเงาตรงหน้า แม้กะรัตจะมีท่าทางเร่งร้อน แต่หล่อนก็ยังไม่ทิ้งลักษณะเหมือนนางพญา...ของตัวเองเลยทีเดียว ผมหยิกดัดยาวเคลียบ่าของหล่อน บอกลักษณะสาวสมัยเพิ่งจะหมาดเหมือนเพิ่งสระมา มันจึงดูไม่เป็นทรงเสียทีเดียว แต่เมื่อล้อมกรอบอยู่กับใบหน้าที่ได้รูปไข่...จึงดูออกไปในทางเก๋ สะดุดตา หน้าของหล่อนขาวจัดปราศจากเครื่องสำอาง
สำหรับเขา...ออกจะเชื่อว่าหล่อนเคยแต่งหน้าจัดมากๆ เมื่อไม่มีสีเลยบนดวงหน้านั้น มันจึงดูซีดเหมือนคนเพิ่งฟื้นไข้เสียมากกว่า
“จะให้ผมส่งที่ไหนก็บอกแล้วกันนะครับ”
“ค่ะ...”
หล่อนมองสบตาเขาในกระจก
ยิ้มนิดๆ เมื่อเห็นเขามอง...คุ้นหน้าเขาอยู่บ้างเหมือนกัน แต่ในเวลาที่หล่อนกำลังสับสนแบบนี้หล่อนก็นึกไม่ออกว่าเคยเห็นเขาจากที่ไหน
แล้วก็คิดเสียว่าเดี๋ยวนี้คนเราหน้าตาเหมือนกันได้มากแบบหน้าโหล
“อีกราวๆ ห้าสิบกิโลเมตรถึงจะเข้าเขตกรุงเทพฯ” เขาบอกมาอีก แต่กะรัตเอนศีรษะลงพิงกับพนัก ได้ยินเสียงถามของนวลแว่วๆ มาบ้างเหมือนกัน แต่เหมือนไกลมากๆ เพราะหน้ามืดไปชั่วขณะหนึ่ง
“คุณกั้ง...คุณกั้ง”
นวลขยับยงโย่ยงหยกตัวเองเจ็บก็จริง แต่ก็ห่วงกะรัตมากกว่าเอื้อมมือมาเขย่าแขนของหญิงสาวพอดีกับเป็นข้างที่เจ็บ ตอนแรกมันก็ชาๆ แต่พอหมดความชามันก็เจ็บแปลบ ถูกจับเขย่าแรงๆ หล่อนก็ร้องออกมาสุดเสียง สติกลับคืนมายังตัวเองอีกหน